<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>51897</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/12/2019 07:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/12/2019 07:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เทพไท&#039;คึก!3บิ๊กปชป.โทรศัพท์มาให้กำลังใจขอให้ยึดมั่นในอุดมการณ์พรรคฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
6ธ.ค.62-นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ 1 ใน 4 ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ที่โหวตลงมติเห็นด้วยให้ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญเพื่อศึกษาผลกระทบจากการกระทำ ประกาศและคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และการใช้อำนาจของหัวหน้า คสช.ตามมาตรา 44 สวนทางกับมติวิปรัฐบาล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า วันนี้ 5/12/62 หลังจากที่ผมได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนหลายแขนง และวรรคหนึ่งของการให้สัมภาษณ์ คือ &amp;ldquo;อุดมการณ์ของพรรค ต้องเหนือกว่ามติพรรค หรือมติวิป และเงื่อนไขใดๆในการเข้าร่วมรัฐบาล&amp;rdquo; หลังจากข่าวนี้ได้ออกเผยแพร่ตามสื่อต่างๆได้ไม่นาน ผมก็ได้รับสายโทรศัพท์จากจากเบอร์แปลกๆหลายสาย ในเวลาไล่เลี่ยกัน
ในจำนวนนั้นมีอดีตสมาชิกพรรค และสมาชิกพรรคผู้อาวุโส อย่างน้อย3ท่านในเวลาไล่เลี่ยกัน คนแรกคือ ท่านพิเชษฐ์ พันธุ์วิชาติกุล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และอดีต ส.ส.กระบี่ คนที่2 ท่านสัญญา สถิรบุตร อดีต ส.ส.กรุงเทพฯ และผู้อำนวยการพรรคประชาธิปัตย์ คนที่3 ดร.พิจิตต รัตตกุล อดีตผู้ว่า กทม. อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และอดีต ส.ส.กรุงเทพฯ
&amp;quot;ซึ่งทั้ง3ท่านได้กล่าวให้กำลังใจกับผมด้วยถ้อยคำที่คล้ายคลึงกัน สรุปโดยรวมก็คือ ขอให้ยึดมั่นในอุดมการณ์ของพรรค ถ้าไม่รักษาอุดมการณ์ของพรรคที่สืบทอดกันมายาวนานถึง 73 ปี ก็เท่ากับไม่ได้ทำหน้าที่สมาชิกที่ดีของพรรค ผมขอขอบคุณทุกกำลังใจและทุกความห่วงใยที่มีต่อผมครับ&amp;quot;นายเทพไท ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51897</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ. ศึกษาผลกระทบคำสั่ง ม.44, นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล, พิจิตต รัตตกุล, สัญญา สถิรบุตร, อุดมการณ์พรรคประชาธิปัตย์, เทพไท เสนพงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190611/image_big_5cffbbacb2f37.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46726</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/09/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/09/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดร.โจรอดคดีซื้อที่ตาบอด คุก2ลูกน้อง‘ชยุต’หลุดสว.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;ดร.โจ&amp;quot; รอด! ศาลฎีกาพิพากษาแก้ยกฟ้องคดีทุจริตจัดซื้อที่จอดรถแพงเกินจริง-รับค่านายหน้า ขณะที่ยืนลงโทษจำคุก 5 ปีอดีตเลขาฯผู้ว่าฯ กทม. คุก 7 ปีอดีต ผอ.เขตบางซื่อ &amp;quot;ชยุต&amp;quot; หลุดเก้าอี้ ส.ว.ทันที จ่อขยับ &amp;quot;จัตุรงค์ เสริมสุข&amp;quot; นั่งแทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ห้องพิจารณา 802 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก เมื่อวันที่ 26 กันยายน ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีทุจริตจัดซื้อที่ดิน หมายเลขดำ อ.3387/2553 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 2 เป็นโจทก์ ฟ้องนายพิจิตต รัตตกุล หรือ ดร.โจ อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.), นายญาณเดช ทองสิมา อดีตรองผู้ว่าฯ กทม., นายมหินทร์ ตันบุญเพิ่ม อดีตที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม., นายสมคาด หรือนายชยุต สืบตระกูล สมาชิกวุฒิสภา อดีตเลขานุการผู้ว่าฯ กทม., นายประเสริฐ สมะลาภา อดีตปลัด กทม., นายสมควร รวิรัฐ หรือรวิรัช อดีตผู้อำนวยการสำนักการคลัง กทม., นางอรุณพรรณ แก้วมรินทร์ อดีตผู้อำนวยการกองระบบการคลัง กทม. และนายชวน พัฒนวรานนท์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานเขตบางซื่อ กทม. เป็นจำเลยที่ 1-8
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตฯ ร่วมกันเรียก รับ หรือยอมจะรับ ทรัพย์สินสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบฯ และร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ &amp;nbsp;กรณีเมื่อระหว่างวันที่ 4 ธ.ค.2538-16 ก.ย.2540 พวกจำเลยใช้อำนาจในหน้าที่ให้กรุงเทพมหานครจัดซื้อที่ดินใช้เป็นที่จอดรถขยะ รถน้ำ และรถอื่นๆ ของ กทม. ย่านบางซื่อ ในราคา 270 ล้านบาท ซึ่งแพงเกินจริงเป็นเงินกว่า 36 ล้านบาท และรับค่านายหน้าขายที่ดินเป็นเงิน 18 ล้านบาท ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151, 157
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 14 พ.ค.2558 ให้จำคุกนายสมคาด จำเลยที่ 4 รวม 8 ปี และนายชวน จำเลยที่ 8 รวม 10 ปี ส่วนจำเลยอื่นพิพากษายกฟ้อง ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษาเมื่อวันที่ 27 ธ.ค.2559 พิพากษาแก้ให้จำคุกนายพิจิตต จำเลยที่ 1 กับนายสมคาด จำเลยที่ 4 คนละ 5 ปี และจำคุกนายชวน จำเลยที่ 8 รวม 7 ปี ส่วนจำเลยอื่นยกฟ้อง จากนั้นจำเลยที่ถูกลงโทษยื่นฎีกา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันนี้ นายพิจิตต จำเลยที่ 1 และนายชวน จำเลยที่ 8 ซึ่งได้ประกันตัวเดินทางมาศาลฟังคำพิพากษาศาลฎีกาตั้งแต่ช่วงเช้า ส่วนนายสมคาด จำเลยที่ 4 เดินทางตามมาภายหลัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1, 4, 8 กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่านายชวน จำเลยที่ 8 ซึ่งฎีกาเรื่องการได้รับเงิน 18 ล้านบาท เป็นค่ามัดจำที่ดิน แต่ภายหลังทราบว่าที่ดินไม่มีทางเข้าออก จึงคืนเงินมัดจำไปแล้วนั้น จำเลยที่ 8 ไม่มีพยานหลักฐานใดมาสืบยืนยันให้รับฟังได้ตามที่กล่าวอ้าง ส่วนที่ฎีกาว่าไม่มีเจตนาปกปิดข้อเท็จจริงและช่วยเหลือให้ผู้ขายไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ เพราะเชื่อโดยสุจริตว่าเมื่อมีการยกสิ่งปลูกสร้างให้ กทม. แล้วจึงไม่ต้องแจ้งนั้น เห็นว่าจำเลยที่ 8 ทราบโดยตลอดว่าที่ดินพิพาทมีสิ่งปลูกสร้าง ย่อมต้องมีหน้าที่แจ้งไปตามความเป็นจริงว่ามีสิ่งปลูกสร้าง จึงเป็นข้อบ่งชี้ว่าจำเลยที่ 8 มีเจตนาปกปิดเพื่อช่วยเหลือให้ผู้ขายไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ จึงเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับนายสมคาด จำเลยที่ 4 ที่ฎีกาเรื่องเงินตามแคชเชียร์เช็ค 4 ฉบับ ที่เปลี่ยนการสั่งจ่ายและพยานโจทก์เบิกความมีพิรุธนั้น เห็นว่าในขณะเกิดเหตุ พยานโจทก์หัวหน้าฝ่ายการคลัง สำนักงานเขตบางซื่อ เป็นลูกน้องจำเลยที่ 8 แต่เบิกความไม่รู้จักจำเลยที่ 4 ส่วนพยานโจทก์อีกปากเป็นนักศึกษาร่วมรุ่นกับจำเลยที่ 4 กรณีไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าพยานโจทก์ทั้งสองจะแกล้งปรักปรำจำเลยที่ 4 คำเบิกความพยานโจทก์สอดคล้องกันไม่เป็นพิรุธตามที่จำเลยที่ 4 กล่าวอ้าง รับฟังได้ว่าเงิน 3 ล้านบาท เป็นเงินส่วนหนึ่งที่จำเลยที่ 4 ได้รับมาจากจำเลยที่ 8 จึงมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันเรียกรับทรัพย์สินฯ โดยมิชอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายพิจิตต จำเลยที่ 1 ที่ฎีกาเรื่องเงิน 10 ล้านบาท ไม่ใช่เงินที่ได้รับจากจำเลยที่ 8 เห็นว่า โจทก์มีเพียงพยานปากเดียวมาเบิกความว่าเงิน 10 ล้านบาท น่าจะเกี่ยวข้องกับการจัดซื้อที่ดินพิพาท เป็นความเชื่อหรือความรู้สึกของพยาน โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมานำสืบเชื่อมโยง กรณีจึงอาจเป็นไปตามข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1 ว่าเป็นเงินที่มีอยู่แต่เดิม ตามแบบแสดงรายการสินทรัพย์และหนี้สินของปี 2539 ยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 4 และ 8 กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 1
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องนายพิจิตต จำเลยที่ 1 ส่วนนายสมคาด จำเลยที่ 4 และนายชวน จำเลยที่ 8 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องให้ยืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ที่ให้จำคุกนายสมคาด จำเลยที่ 4 เป็นเวลา 5 ปี กับนายชวน จำเลยที่ 8 เป็นเวลา 7 ปี โดยหลังจากศาลอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้นแล้ว เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้ควบคุมตัวจำเลยที่ 4 และ 8 ไปคุมขังยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อรับโทษตามคำพิพากษาถึงที่สุดต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังฟังคำพิพากษา นายพิจิตตเปิดเผยถึงความรู้สึกว่า ในการสอบสวน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อัยการ ทนายทุกคน ได้ทำหน้าที่ของตนเองอย่างครบถ้วน วันนี้อยากทำงานสาธารณประโยชน์ต่อไป ไม่ต้องมีตำแหน่งอะไรเลยดีที่สุด ส่วนสิ่งที่อยากจะฝากนั้น มีเรื่องภัยพิบัติที่จะประมาทไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตเมืองใหญ่ กทม. ปัญหาเรื่องน้ำ และอาจจะมีปัญหาเรื่องอื่นตามมา เสี่ยงภัยพิบัติสูง บางคนอาจไม่มีความกังวลเรื่องนี้มากนัก แต่ตนคิดว่าเราต้องช่วยกันคิดเรื่องนี้ตลอดเวลา ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นสิ่งที่เราต้องอยู่กับมัน การเตรียมพร้อมจัดการภัยพิบัติเป็นเรื่องสำคัญ ตนทำงานอยู่องค์กรระหว่างประเทศเรื่องการจัดการภัยพิบัติใน 26 ประเทศ ในส่วนของไทยก็ทำงานกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ความเข้มข้นของหน่วยราชการในการนำแผนจัดการภัยพิบัติมาใช้เตรียมรับมือล่วงหน้ามีความจำเป็น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางด้านนายศุภชัย สมเจริญ รองประธานวุฒิสภา (ส.ว.) คนที่ 2 กล่าวภายหลังศาลฎีกาอ่านคำพิพากษาจำคุก 5 ปี นายชยุต สืบตระกูล ส.ว.ว่า ถือว่านายชยุตสิ้นสภาพการเป็น ส.ว.ทันทีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 เนื่องจากถูกจำคุกจากคำพิพากษาในศาลฎีกาที่ไม่สามารถอุทธรณ์ใดๆ ได้อีกเเล้ว ขั้นตอนต่อไปก็จะต้องเลื่อนลำดับ ส.ว.ที่อยู่ในบัญชีสำรองลำดับที่ 1 สายวิชาชีพ ขึ้นมาเป็นเเทน ซึ่งคาดว่าคือนายจัตุรงค์ เสริมสุข แต่จะต้องตรวจสอบคุณสมบัติอีกครั้ง ว่าครบถ้วนถูกต้องหรือมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46726</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีทุจริตจัดซื้อที่ดิน, คำพิพากษาศาลฎีกา, พิจิตต รัตตกุล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190926/image_big_5d8cc479d27c6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46673</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/09/2019 13:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/09/2019 13:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฎีกาพิพากษาแก้ยกฟ้อง&#039;ดร.โจ&#039;อดีตผู้ว่ากทม. คดีทุจริตจัดซื้อที่จอดรถ-ส่วนลูกน้องติดคุกอ่วม!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ก.ย.62 - ที่ห้องพิจารณา 802 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีทุจริตจัดซื้อที่ดิน หมายเลขดำ อ.3387/2553 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 2 เป็นโจทก์ฟ้องนายพิจิตต รัตตกุล หรือ ดร.โจ อดีตผู้ว่าฯ กทม., นายญาณเดช ทองสิมา อดีตรองผู้ว่าฯ กทม., นายมหินทร์ ตันบุญเพิ่ม อดีตที่ปรึกษาผู้ว่าฯ, นายสมคาด สืบตระกูล อดีตเลขานุการผู้ว่าฯ, นายประเสริฐ สมะลาภา อดีตปลัด กทม., นายสมควร รวิรัฐ หรือรวิรัช อดีต ผอ.สำนักการคลังฯ, นางอรุณพรรณ แก้วมรินทร์ อดีต ผอ.กองระบบการคลัง และนายชวน พัฒนวรานนท์ อดีต ผอ.สำนักงานเขตบางซื่อ เป็นจำเลยที่ 1-8 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตฯ ร่วมกันเรียก รับ หรือยอมจะรับ ทรัพย์สินสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบฯ ร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีเมื่อระหว่างวันที่ 4 ธ.ค. 2538 - 16 ก.ย. 2540 พวกจำเลยใช้อำนาจในหน้าที่ให้กรุงเทพมหานครจัดซื้อที่ดินใช้เป็นที่จอดรถขยะ รถน้ำ และรถอื่นๆ ของ กทม. ย่านบางซื่อ ในราคา 270 ล้านบาท ซึ่งแพงเกินจริงเป็นเงินกว่า 36 ล้านบาท และรับค่านายหน้าขายที่ดินเป็นเงิน 18 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกนายสมคาด จำเลยที่ 4 รวม 8 ปี และนายชวน จำเลยที่ 8 รวม 10 ปี ส่วนจำเลยอื่นพิพากษายกฟ้อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำคุกนายพิจิตต จำเลยที่ 1 กับนายสมคาด จำเลยที่ 4 คนละ 5 ปี และจำคุกนายชวน จำเลยที่ 8 รวม 7 ปี ส่วนจำเลยอื่นยกฟ้อง จำเลยยื่นฎีกา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้จำเลยที่ 1, 4, 8 ซึ่งได้ประกันตัวเดินทางมาศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ยังไม่มีหลักฐานเชื่อมโยงกับนายพิจิตต จำเลยที่ 1 จึงพิพากษายกฟ้อง ส่วนนายสมคาด จำเลยที่ 4 และนายชวน จำเลยที่ 8 เห็นว่ากระทำผิดตามฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ จำคุกจำเลยที่ 4 เป็นเวลา 5 ปี จำเลยที่ 8 เป็นเวลา 7 ปี.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46673</URL_LINK>
                <HASHTAG>ที่ดินตาบอด, พิจิตต รัตตกุล, อดีตผู้ว่าฯกทม.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180216/image_big_5a86c8590c339.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43500</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/08/2019 11:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/08/2019 11:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เลื่อนอ่านฎีกา&#039;ดร.โจ&#039;อดีตผู้ว่าฯกทม. กับพวกคดีทุจริตที่จอดรถบางซื่อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ส.ค.62 - ที่ห้องพิจารณา 802 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา คดีดำ อ.3387/2553 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ฟ้องนายพิจิตต รัตตกุล อดีตผู้ว่าฯ กทม., นายญาณเดช ทองสิมา อดีตรองผู้ว่าฯ กทม., นายมหินทร์ ตันบุญเพิ่ม อดีตที่ปรึกษาผู้ว่าฯ, นายสมคาด สืบตระกูล อดีตเลขานุการผู้ว่าฯ, นายประเสริฐ สมะลาภา อดีตปลัดฯ กทม., นายสมควร รวิรัฐ หรือรวิรัช ผอ.สำนักการคลังฯ, นางอรุณพรรณ แก้วมรินทร์ อดีต ผอ.กองระบบการคลัง และนายชวน พัฒนวรานนท์ อดีต ผอ.สำนักงานเขตบางซื่อ เป็นจำเลยที่ 1 - 8 ในความผิดฐานในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตฯ ร่วมกันเรียก รับ หรือยอมจะรับ ทรัพย์สินสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบฯ ร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีเมื่อระหว่างวันที่ 4 ธ.ค. 2538 ถึง 16 ก.ย. 2540 พวกจำเลยใช้อำนาจในหน้าที่ให้กรุงเทพมหานครจัดซื้อที่ดินใช้เป็นที่จอดรถขยะ รถน้ำ และรถอื่นๆ ของ กทม. ย่านบางซื่อ ในราคา 270 ล้านบาท ซึ่งแพงเกินจริง เป็นเงินกว่า 36 ล้านบาท และรับค่านายหน้าขายที่ดิน เป็นเงิน 18 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้ศาลชั้นต้น พิพากษาจำคุกนายสมคาด จำเลยที่ 4 รวม 8 ปี และจำคุกนายชวน จำเลยที่ 8 รวม 10 ปี จำเลยอื่นยกฟ้อง ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำคุกจำเลยที่ 1 และ 4 คนละ 5 ปี จำเลยที่ 8 กำหนด 7 ปี ส่วนจำเลยอื่นยกฟ้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม วันนี้นายชวน จำเลยที่ 8 ไม่มาศาล เนื่องจากป่วยด้วยโรคชรา และภาวะสมองขาดเลือด ศาลพิจารณาแล้วให้เลื่อนนัดฟังคำพิพากษาฎีกาไปเป็นวันที่ 26 ก.ย.นี้ เวลา 9.00 น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43500</URL_LINK>
                <HASHTAG>พิจิตต รัตตกุล, อดีตผู้ว่ากฯกทม.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180216/image_big_5a86c8590c339.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28134</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/02/2019 11:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/02/2019 11:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อดีตผู้ว่าพิจิตต&#039; ออกโรงชงไอเดียเอาชนะ &#039;ฝุ่นพิษ&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ก.พ. 62 - ดร.พิจิตต รัตตกุล เลขาธิการองค์กรระหว่างประเทศด้านภัยพิบัติในเอเชีย อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เสนอแนะการแก้ปัญหาฝุ่นละอองว่าให้เข้มงวดกับปล่องปล่อยควันจากแหล่งกาเนิดต่างๆ เช่น โรงงานอุตสาหกรรม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาเหตุของปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 นอกจากสาเหตุมาจากการใช้ยานพาหนะแล้ว ที่สาคัญยังมีการเผาในที่โล่งอีก และปล่องจากโรงงานอุตสาหกรรมหลายๆ ชนิด ที่มีอยู่รอบกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และจังหวัดใกล้เคียง เช่น อยุธยา สระบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร ฉะเชิงเทรา หลายแห่งตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โรงงานเหล่านี้มีกระบวนการเผาผลาญพลังงานและปล่อยระบายควันหรือมลพิษจากการเผาออกทางปล่อง เช่น จากเครื่องกาเนิดไอน้าหรือ Boiler การใช้เชื้อเพลิงที่ไม่สะอาด เช่น ใช้ฟืน หรือถ่านหินที่มีคุณภาพต่า ทาให้ควันที่ปล่อยออกมาทางปล่องควันมีความเป็นพิษอย่างเห็นได้ชัด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แน่นอนว่ากรมโรงงานอุตสาหกรรมมีข้อกาหนดให้โรงงานอุตสหกรรมเหล่านี้ ต้องมีการบาบัดอากาศเสียก่อนที่จะปล่อยออกมาทางปล่อง ซึ่งก็มีบางโรงงานที่ปฏิบัติตามมาตรฐาน โรงงานบางแห่งก็ยังไม่ได้มาตรฐาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นน่าจะให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมและการนิคมอุตสาหกรรมเข้าไปตรวจสอบโรงงานอุตสาหกรรมเหล่านี้โดยด่วน เพื่อวัดมาตรฐานควันจากปล่องมีค่าเกินมาตรฐานหรือไม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเฉพาะจุดที่อยู่ใกล้ศูนย์กลางกรุงเทพมหานคร คือ โรงกลั่นน้ามันบางจาก ตรวจสอบปล่องควันที่มีเครื่องวัดมาตรฐานแล้ว ว่ายังทางานได้ตามปกติหรือไม่ มีค่าตัวเลขตัวใดที่เกินมาตรฐานอย่างไร .&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28134</URL_LINK>
                <HASHTAG>PM 2.5, ฝุ่นละอองกทม., พิจิตต รัตตกุล, อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, แก้ปัญหาฝุ่นพิษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180216/image_big_5a86c8590c339.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
