<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>48656</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/10/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/10/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฟันแพ่ง‘พิชญ-์ พวก’ปั่นหุ้น กลต.จี้จ่ายค่าปรับ160ล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ก.ล.ต.เผยการดำเนินคดีด้วยมาตรการลงโทษทางแพ่งกับ &amp;quot;พิชญ์ โพธารามิก&amp;quot; และผู้ร่วมกระทำความผิดอื่นอีก 4 ราย กรณีสร้างราคาหุ้นบริษัท โมโนฯ และกับผู้ร่วมกระทำความผิดรายอื่นอีก 3 ราย กรณีสร้างราคาหุ้นบริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนลฯ โดยเรียกให้ชำระค่าปรับทางแพ่งรวม 44,236,447 บาท และ 115,875,094 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 22 ต.ค.ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้รับข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตรวจสอบเพิ่มเติม พบการกระทำความผิดฐานสร้างราคาหุ้น MONO และ JAS โดยทั้ง 2 กรณีมีนายพิชญ์เป็นตัวการทำหน้าที่แหล่งเงินทุน เพื่อใช้ในการสร้างราคาหุ้นดังกล่าวร่วมกับผู้กระทำความผิดอื่น ดังนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.กรณีสร้างราคาหุ้น MONO&amp;nbsp;ช่วงระหว่างวันที่ 25 สิงหาคม 2558 ถึงวันที่ 22 ธันวาคม 2558 นายพิชญ์และบุคคลอื่นอีก 4 ราย ได้แก่ (1) นางเสาวนิตย์ ถนอมสุวรรณ์&amp;nbsp;(2) นางลลนา ธาราสุข&amp;nbsp;(3) นางสาวพร้อมศิริ สหบุญธรรม และ (4) นายพิรศักดิ์ เพิ่มบุญญรักษ์ ได้ร่วมรู้เห็นตกลงกันใช้บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของตนเอง และบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของบุคคลอื่น จำนวน 1 บัญชี ซื้อขายหุ้น MONO ในลักษณะผลักดันราคา พยุงราคาและทำราคาปิด ซึ่งมีแนวโน้มลดต่ำลง ไม่ให้ลดลงไปมาก อันทำให้สภาพการซื้อขายหุ้น MONO ผิดไปจากสภาพปกติของตลาด มีผลให้ราคาปิดหุ้น MONO ในแต่ละวันเพิ่มขึ้น 0.02 ถึง 0.74 บาท ตลอดช่วงดังกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.กรณีสร้างราคาหุ้น JAS&amp;nbsp;ระหว่างวันที่ 13 พฤศจิกายน 2558 ถึงวันที่ 11 มีนาคม 2559 นายพิชญ์และบุคคลอื่นอีกจำนวนอย่างน้อย 3 ราย ได้แก่ (1) นายเกริกไกร ไตรบัญญัติกุล (2) นางเสาวนิตย์ และ (3) นายพิรศักดิ์ ได้ร่วมรู้เห็นตกลงกันใช้บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของนายเกริกไกร นางเสาวนิตย์ นายพิรศักดิ์ รวมทั้งบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของบุคคลอื่น จำนวน 1 บัญชี ซื้อขายหุ้น JAS ในลักษณะพยุงราคาและทำราคาปิด ซึ่งมีแนวโน้มลดต่ำลง ไม่ให้ลดลงไปมาก อันทำให้สภาพการซื้อขายหุ้น JAS ผิดไปจากสภาพปกติของตลาด มีผลให้ราคาปิดหุ้น JAS ในแต่ละวันเพิ่มขึ้น 0.02 ถึง 1.57 บาท ตลอดช่วงดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตามมาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 244 และมาตรา 243 (2) แห่ง พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะกระทำความผิด ซึ่งปัจจุบันการกระทำดังกล่าวยังคงเป็นความผิดตามมาตรา 244/3 และมีระวางโทษตามมาตรา 296 มาตรา 296/1 และมาตรา 296/2 แห่ง พ.ร.บ.หลักทรัพย์ ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.หลักทรัพย์ ฉบับที่ 5 พ.ศ.2559 ประกอบมาตรา 83 แห่งประมวลกฎหมายอาญาคณะกรรมการพิจารณามาตรการลงโทษทางแพ่ง (ค.ม.พ.) มีมติให้ ก.ล.ต.นำมาตรการลงโทษทางแพ่งมาใช้กับทั้ง 2 กรณีข้างต้น ดังนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก.กรณีหุ้น MONO ให้นายพิชญ์ชำระค่าปรับทางแพ่งจำนวน 42,236,447 บาท และให้นางเสาวนิตย์ นางลลนา นางสาวพร้อมศิริ และนายพิรศักดิ์ ชำระค่าปรับทางแพ่งรายละ 500,000 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข.กรณีหุ้น JAS ให้นายพิชญ์ชำระค่าปรับทางแพ่งจำนวน 114,375,094 บาท และให้นายเกริกไกร นางเสาวนิตย์ และนายพิรศักดิ์ ชำระค่าปรับทางแพ่งรายละ 500,000 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับผู้กระทำความผิดทั้ง 2 กรณีข้างต้น หากไม่ยินยอมปฏิบัติตามมาตรการลงโทษทางแพ่งที่ ค.ม.พ. กำหนด&amp;nbsp;&amp;nbsp;ก.ล.ต.จะมีหนังสือขอให้พนักงานอัยการดำเนินการฟ้องเป็นคดีต่อศาลแพ่ง เพื่อขอให้ชำระเงินค่าปรับทางแพ่งตามอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ การที่ ค.ม.พ.ใช้มาตรการลงโทษทางแพ่งกับผู้กระทำความผิด เป็นเหตุให้ผู้กระทำความผิดดังกล่าว เข้าข่ายเป็นผู้มีลักษณะขาดความน่าไว้วางใจในการเป็นกรรมการและผู้บริหารของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียนด้วย ตามประกาศคณะกรรมการ ก.ล.ต. ที่ กจ. 3/2560 ซึ่งมีกรอบระยะเวลาสูงสุดไม่เกิน 3 ปี และ ก.ล.ต.จะพิจารณาเมื่อบุคคลดังกล่าวจะเข้าไปเป็นกรรมการและผู้บริหารของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับนายพิชญ์ โพธารามิก เป็นบุตรชายของนายอดิศัย โพธารามิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48656</URL_LINK>
                <HASHTAG>JAS, MONO, ก.ล.ต., ปั่นหุ้น, พิชญ์ โพธารามิก, สร้างราคาหุ้น, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191022/image_big_5daf0826b4640.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48609</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/10/2019 17:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/10/2019 17:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ก.ล.ต.ลงโทษทางแพ่ง&#039;พิชญ์&#039;กับพวกปั่นหุ้น MONO - JAS ปรับรวม 160 ล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ต.ค.62 - &amp;nbsp;ก.ล.ต. เปิดเผยการดำเนินคดีด้วยมาตรการลงโทษทางแพ่งกับนายพิชญ์ โพธารามิก และผู้ร่วมกระทำความผิดอื่นอีก 4 ราย กรณีสร้างราคาหุ้นบริษัท โมโน เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) (MONO) และกับผู้ร่วมกระทำความผิดรายอื่นอีก 3 ราย กรณีสร้างราคาหุ้นบริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) (JAS) โดยเรียกให้ชำระค่าปรับทางแพ่งรวม 44,236,447 บาท และ 115,875,094 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้รับข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและตรวจสอบเพิ่มเติม พบการกระทำความผิดฐานสร้างราคาหุ้น MONO และ JAS โดยทั้ง 2 กรณีมีนายพิชญ์ เป็นตัวการทำหน้าที่แหล่งเงินทุนเพื่อใช้ในการสร้างราคาหุ้นดังกล่าวร่วมกับผู้กระทำความผิดอื่น ดังนี้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. กรณีสร้างราคาหุ้น MONO ช่วงระหว่างวันที่ 25 สิงหาคม 2558 ถึงวันที่ 22 ธันวาคม 2558 นายพิชญ์ และบุคคลอื่นอีก 4 ราย ได้แก่ (1) นางเสาวนิตย์ ถนอมสุวรรณ์ &amp;nbsp;(2) นางลลนา ธาราสุข &amp;nbsp;(3) นางสาวพร้อมศิริ สหบุญธรรม และ (4) นายพิรศักดิ์ เพิ่มบุญญรักษ์ ได้ร่วมรู้เห็นตกลงกันใช้บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของตนเอง และบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของบุคคลอื่น จำนวน 1 บัญชี ซื้อขายหุ้น MONO ในลักษณะผลักดันราคา พยุงราคาและทำราคาปิด ซึ่งมีแนวโน้มลดต่ำลง ไม่ให้ลดลงไปมาก อันทำให้สภาพการซื้อขายหุ้น MONO ผิดไปจากสภาพปกติของตลาด มีผลให้ราคาปิดหุ้น MONO ในแต่ละวันเพิ่มขึ้น 0.02 ถึง 0.74 บาท ตลอดช่วงดังกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. กรณีสร้างราคาหุ้น JAS ระหว่างวันที่ 13 พฤศจิกายน 2558 ถึงวันที่ 11 มีนาคม 2559 นายพิชญ์ และบุคคลอื่นอีกจำนวนอย่างน้อย 3 ราย* ได้แก่ (1) นายเกริกไกร ไตรบัญญัติกุล (2) นางเสาวนิตย์ และ (3) นายพิรศักดิ์ ได้ร่วมรู้เห็นตกลงกันใช้บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของนายเกริกไกร นางเสาวนิตย์ นายพิรศักดิ์ รวมทั้งบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของบุคคลอื่น จำนวน 1 บัญชี ซื้อขายหุ้น JAS ในลักษณะพยุงราคาและทำราคาปิด ซึ่งมีแนวโน้มลดต่ำลง ไม่ให้ลดลงไปมาก อันทำให้สภาพการซื้อขายหุ้น JAS ผิดไปจากสภาพปกติของตลาด มีผลให้ราคาปิดหุ้น JAS ในแต่ละวันเพิ่มขึ้น 0.02 ถึง 1.57 บาท ตลอดช่วงดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตามมาตรา 243(1) ประกอบมาตรา 244 และมาตรา 243(2) แห่ง พ.ร.บ. หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะกระทำความผิด ซึ่งปัจจุบันการกระทำดังกล่าวยังคงเป็นความผิดตามมาตรา 244/3 และมีระวางโทษตามมาตรา 296 มาตรา 296/1 และมาตรา 296/2 แห่ง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. หลักทรัพย์ ฉบับที่ 5 พ.ศ. 2559 ประกอบมาตรา 83 แห่งประมวลกฎหมายอาญาคณะกรรมการพิจารณามาตรการลงโทษทางแพ่ง (ค.ม.พ.) มีมติให้ ก.ล.ต. นำมาตรการลงโทษทางแพ่งมาใช้กับทั้ง 2 กรณีข้างต้น ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก. กรณีหุ้น MONO ให้นายพิชญ์ ชำระค่าปรับทางแพ่งจำนวน 42,236,447 บาท และให้นางเสาวนิตย์ นางลลนา นางสาวพร้อมศิริ และนายพิรศักดิ์ ชำระค่าปรับทางแพ่งรายละ 500,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข. กรณีหุ้น JAS ให้นายพิชญ์ ชำระค่าปรับทางแพ่งจำนวน 114,375,094 บาท และให้นายเกริกไกร นางเสาวนิตย์ และนายพิรศักดิ์ ชำระค่าปรับทางแพ่งรายละ 500,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผู้กระทำความผิดทั้ง 2 กรณีข้างต้น หากไม่ยินยอมปฏิบัติตามมาตรการลงโทษทางแพ่งที่ ค.ม.พ. กำหนด &amp;nbsp;ก.ล.ต. จะมีหนังสือขอให้พนักงานอัยการดำเนินการฟ้องเป็นคดีต่อศาลแพ่ง เพื่อขอให้ชำระเงินค่าปรับทางแพ่งตามอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การที่ ค.ม.พ. ใช้มาตรการลงโทษทางแพ่งกับผู้กระทำความผิด* เป็นเหตุให้ผู้กระทำความผิดดังกล่าว เข้าข่ายเป็นผู้มีลักษณะขาดความน่าไว้วางใจในการเป็นกรรมการและผู้บริหารของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียนด้วย ตามประกาศคณะกรรมการ ก.ล.ต. ที่ กจ. 3/2560** ซึ่งมีกรอบระยะเวลาสูงสุดไม่เกิน 3 ปี และ ก.ล.ต. จะพิจารณาเมื่อบุคคลดังกล่าวจะเข้าไปเป็นกรรมการและผู้บริหารของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48609</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก.ล.ต., ปั่นหุ้นโมโน, พิชญ์ โพธารามิก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191022/image_big_5daed9b9b1c2e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45926</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/09/2019 08:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/09/2019 08:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ก.ล.ต.ฟัน พิชญ์ โพธารามิก - เกริกไกร ไตรบัญญัติกุล  ใช้อินไซด์ซื้อขายหุ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ก.ย. 2562 รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ได้รับข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า ในระหว่างวันที่ 29 กันยายน 2559 ถึงวันที่ 12 ตุลาคม 2559 นายพิชญ์ โพธารามิก ได้ร่วมกับนายเกริกไกร &amp;nbsp;ไตรบัญญัติกุล ซื้อหุ้น บมจ. จัสมิน เทเลคอม ซิสเต็มส์ &amp;nbsp;โดยใช้บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของนายเกริกไกร ก่อนที่จะมีการเปิดเผยงบการเงินไตรมาสที่ 3 ประจำปี 59 ที่มีผลกำไร 21.39 ล้านบาท พลิกกลับจากที่มีผลขาดทุนมาตลอดตั้งแต่ปี 57 และเป็นข้อมูลที่มีนัยสำคัญต่อราคาหลักทรัพย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ผลกำไรของ บมจ.จัสมิน เทเลคอม ซิสเต็มส์ เกิดจากการที่ได้รับการว่าจ้างงานจากบมจ.ทริปเปิล ที บรอดแบนด์ ซึ่งนายพิชญ์ดำรงตำแหน่งเป็นประธานกรรมการ และนายพิชญ์ยังเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการของบมจ.จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล ที่ให้นโยบายในการว่าจ้างงานภายในกลุ่มด้วย นายพิชญ์จึงอยู่ในฐานะที่ล่วงรู้ข้อมูลที่มีนัยสำคัญต่อราคาหลักทรัพย์ของจัสมินฯ การกระทำข้างต้นของนายพิชญ์และนายเกริกไกร จึงเป็นการซื้อหุ้น จัสมินฯ โดยใช้ข้อมูลภายใน อันเข้าข่ายเป็นความผิดตามมาตรา 241 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 (พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ) ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะกระทำความผิด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับคณะกรรมการพิจารณามาตรการลงโทษทางแพ่ง (ค.ม.พ.) มีมติให้ ก.ล.ต. นำมาตรการลงโทษทางแพ่งมาใช้บังคับกับผู้กระทำความผิดทั้ง 2 ราย โดยกำหนดให้ นายพิชญ์ ชำระค่าปรับทางแพ่งเป็นเงินจำนวน 32,650,173.75 บาท และชดใช้เงินในจำนวนที่เท่ากับผลประโยชน์ที่พึงได้รับเป็นเงินจำนวน 26,120,139 บาท รวมเป็นเงิน 58.77 ล้านบาท, นายเกริกไกร ชำระค่าปรับทางแพ่งเป็นเงินจำนวน 333,333.33 บาท หากผู้กระทำความผิดไม่ยินยอมปฏิบัติตามมาตรการลงโทษทางแพ่งที่ ค.ม.พ. กำหนด ก.ล.ต. จะดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลแพ่ง เพื่อขอให้ชดใช้ผลประโยชน์ที่ได้รับและชำระเงินค่าปรับทางแพ่งตามอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนึ่ง การที่ ค.ม.พ. กำหนดให้ใช้มาตรการลงโทษทางแพ่งกับผู้กระทำความผิดจะเป็นเหตุให้เข้าข่ายเป็นผู้มีลักษณะขาดความน่าไว้วางใจในการเป็นกรรมการหรือผู้บริหารของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียนตามประกาศคณะกรรมการ ก.ล.ต.*** ซึ่งจะมีผลให้นายพิชญ์ต้องพ้นจากตำแหน่งกรรมการหรือผู้บริหารในบริษัทดังกล่าว เมื่อ ก.ล.ต. มีหนังสือแจ้งการมีลักษณะขาดความน่าไว้วางใจ ซึ่ง ก.ล.ต. อยู่ระหว่างการดำเนินการต่อไป ส่วนกรณีของนายเกริกไกร ก.ล.ต. จะพิจารณาเมื่อบุคคลดังกล่าวจะเข้ามาเป็นกรรมการและผู้บริหารของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45926</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก.ล.ต., พิชญ์ โพธารามิก, สั่งปรับเงิน, อินไชด์หุ้น, เกริกไกร  ไตรบัญญัติกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180801/image_big_5b6108e47cfc8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23676</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/12/2018 21:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/12/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หมอเสริฐ-ครอบครัวแชมป์ กัลฟ์ดันเสี่ยกลางเศรษฐีหุ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;ldquo;หมอเสริฐ&amp;rdquo; ครองแชมป์เศรษฐีหุ้นอีกสมัย สร้างสถิติเครือญาติกวาดมูลค่าหุ้นทะลุ 1 แสนล้านบาทเป็นครอบครัวสุดล่ำซำ &amp;ldquo;เสี่ยกลาง&amp;rdquo; แห่งกัลฟ์มาแรง ครองอันดับ 2 พร้อมยกครัวติดอันดับ 4
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพฤหัสบดี วารสารการเงินธนาคาร ร่วมกับคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยอันดับเศรษฐีหุ้นไทยระบุว่า นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ หรือหมอเสริฐ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ เจ้าของกลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ ครองแชมป์เศรษฐีหุ้นไทยปี 2561 ซึ่งเป็นแชมป์เศรษฐีหุ้นไทยติดต่อกันเป็นปีที่ 6 โดยถือครองหุ้นสูงสุดเป็นอันดับ 1 รวม 77,129.32 ล้านบาท รวยเพิ่มขึ้น 13,602.02 ล้านบาท หรือ 21.41%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับหุ้นที่ นพ.ปราเสริฐถือครองมี 4 บริษัท คือ บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) หรือ รพ.กรุงเทพ 18.47% มูลค่า 73,786.86 ล้านบาท, บมจ.การบินกรุงเทพ (BA) เจ้าของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส 10.61% มูลค่า 2,985.22 ล้านบาท, บมจ.โรงพยาบาลนนทเวช (NTV) 0.79% มูลค่า 75.48 ล้านบาท และกองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์สนามบินสมุย (SPF) 24.60% มูลค่า 281.75 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนเศรษฐีหุ้นอันดับ 2 เป็นหน้าใหม่ติดทำเนียบเศรษฐีหุ้นไทยเป็นครั้งแรก คือ นายสารัชถ์ รัตนาวะดี หรือเสี่ยกลาง กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ หรือ GULF จากการนำหุ้น GULF เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 6 ธ.ค.2560 ซึ่งราคาในวันแรกพุ่งไปแตะสูงสุดที่ 59.50 บาท จากราคาเสนอขายประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) ที่ราคา 45 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 14.50 บาท หรือ 32.22% และล่าสุดเมื่อวันที่ 30 ก.ย.2561 ราคาอยู่ที่ 76.25 บาท หรือเพิ่มขึ้นถึง 69.44% ส่งผลให้นายสารัชถ์ที่ถือหุ้น GULF ในสัดส่วน 35.44% มีมูลค่า 57,645 ล้านบาท &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อันดับ 3 นายสมโภชน์ อาหุนัย เจ้าของ บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ (EA) กิจการธุรกิจพลังงาน จำหน่ายน้ำมันไบโอดีเซล และกระแสไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งยังคงรักษาอันดับเดิมได้ โดยมีมูลค่าหุ้นที่ถือครองรวม 42,209.41 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8,940.11 ล้านบาท หรือ 26.87% เศรษฐีหุ้นอันดับ 4 ได้แก่ นายชูชาติ เพชรอำไพ เจ้าของ บมจ.เมืองไทยแคปปิตอล (MTC) หรือชื่อเดิมเมืองไทยลิสซิ่ง โดยก้าวขึ้นจากอันดับ 8 เมื่อปีที่แล้ว ถือครองหุ้นมูลค่า 35,392.22 ล้านบาท รวยขึ้น 9,664.53 ล้านบาท หรือ 37.56%&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนางดาวนภา เพชรอำไพ ก้าวขึ้นมาเป็นเศรษฐีหุ้นอันดับ 5 จากอันดับ 9 เมื่อปีที่แล้ว โดยถือหุ้น MTC ในสัดส่วน 33.96% มูลค่า 34,740 ล้านบาท รวยขึ้น 9,360 ล้านบาท หรือ 36.88% เศรษฐีหุ้นอันดับ 6 คือ นายอนันต์ อัศวโภคิน ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ที่ขยับขึ้นมาจากอันดับ 7 เมื่อปีที่แล้ว โดยถือครองหุ้นมูลค่า 32,900.35 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,580.30 ล้านบาท หรือ 16.17%&amp;nbsp;
เศรษฐีหุ้นอันดับ 7 ได้แก่ นายนิติ โอสถานุเคราะห์ นักลงทุนรายใหญ่ทายาทอาณาจักรโอสถสภา ร่วงจากอันดับ 5 แต่มูลค่าความมั่งคั่งของพอร์ตการลงทุนก็ยังเพิ่มขึ้น โดยถือครองหุ้น 10 บริษัท มูลค่ารวม 31,964.71 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,066.86 ล้านบาท หรือ 10.61% เศรษฐีหุ้นอันดับ 8 ได้แก่ นายพิชญ์ โพธารามิก ทายาทคนเดียวของนายอดิศัย โพธารามิก อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ผู้ก่อตั้ง บมจ.จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล (JAS) ร่วงจากอันดับ 2 เมื่อปีที่แล้ว โดยถือหุ้นมูลค่ารวม 28,919.28 ล้านบาท ลดลง 15,163.65 ล้านบาท หรือ 34.40% เนื่องจากลดสัดส่วนการถือครองหุ้น JAS เหลือ 55.80% และลดการถือหุ้น บมจ.โมโน เทคโนโลยี (MONO) ลง 6%&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนเศรษฐีหุ้นอันดับ 9 ได้แก่ นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) ซึ่งร่วงจากอันดับ 6 โดยหุ้นที่ถือครองมีมูลค่า 28,372 ล้านบาท ลดลง 518.44 ล้านบาท หรือ 1.79% และอันดับ 10 ได้แก่ นายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท (PSH) ร่วงจากอันดับ 4 โดยมีมูลค่าหุ้นที่ถือครองรวม 28,011.68 ล้านบาท ลดลง 3,025.71 ล้านบาท หรือ 9.75% &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับแชมป์ตระกูลเศรษฐีหุ้นไทย 2561 ได้แก่ ตระกูลปราสาททองโอสถ โดยเป็นแชมป์ปีที่ 4 ติดต่อกัน ซึ่งปีนี้คนในตระกูลครองหุ้นรวมกันมีมูลค่าทะลุ 1 แสนล้านบาท ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของทำเนียบเศรษฐีหุ้นไทย ส่วตระกูลเศรษฐีหุ้นไทยอันดับ 2 ตกเป็นของตระกูลเพ็ชรอำไพ-เพชรอำไพ แห่ง บมจ.เมืองไทยแคปปิตอล (MTC) อันดับ 3 ตกเป็นของตระกูลจิราธิวัฒน์ ซึ่งเครือญาติ 40 คน ถือครองหุ้นรวมกันทั้งสิ้น 70,382.03 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 644.05 ล้านบาท หรือ 0.92%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในอันดับ 4 เป็นของตระกูลรัตนาวะดีเป็นครั้งแรก เช่นเดียวกับเสี่ยกลาง ที่ขึ้นเป็นเศรษฐีหุ้นหน้าใหม่ในอันดับ 2 ได้ โดยตระกูลถือครองหุ้นมูลค่ารวม 57,645 ล้านบาท และตระกูลเศรษฐีหุ้นอันดับ 5 ได้แก่ ตระกูลอาหุนัย ซึ่งถือครองหุ้นรวมมูลค่า 45,421.41 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8,825.06 ล้านบาท หรือ 24.11%.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23676</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดาวนภา เพชรอำไพ, นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ, พิชญ์ โพธารามิก, สมโภชน์ อาหุนัย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อดิศัย โพธารามิก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181206/image_big_5c092d083eaf4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
