<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>106759</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/06/2021 09:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/06/2021 08:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ดร.พิชาย&#039;งงวันเปิดประเทศ120วันระหว่าง&#039;ประยุทธ์&#039;กับ&#039;สุพัฒนพงษ์&#039;จะเชื่อใคร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
18 มิ.ย.64 - รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อดีตคณะบดีพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า)และประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า
วันที่ 16 มิถุนายน 2564 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา แถลงต่อสาธารณะว่า &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;วันนี้ผมขอแจ้งให้ทุกท่านทราบว่า ผมตั้งเป้าเอาไว้ว่า ประเทศไทยจะต้องเปิดประเทศทั้งประเทศ ให้ได้ภายใน 120 วัน นับจากวันนี้ ส่วนเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญ ๆ หากพร้อมได้เร็วกว่า ก็ควรทยอยเปิดให้ได้เร็วกว่านั้น&amp;rdquo;
ประชาชนย่อมเข้าใจว่า 120 วัน นับจากวันที่ 16 มิถุนายน จนถึง วันที่ 15 ตุลาคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ใน วันที่ 17 มิถุนายน 2564
เพียงข้ามวัน นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเปิดประเทศ ว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;120 วันที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีพูดถึงนั้น จะเริ่มในวันที่ 1 กรกฎาคมนี้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่ทราบว่า ประชาชนทั่วไปฟังภาษาไทยที่นายกฯ ใช้ไม่รู้เรื่อง หรือว่าคุณสุพัฒนพงษ์ คนเดียวที่ฟังนายกฯ ไม่รู้เรื่อง
ตกลงแล้ว ระหว่างนายกฯ กับ รองนายกฯ ประชาชนจะเชื่อใคร หรือเชื่อไม่ได้ทั้งสองคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท่ามกลางวิกฤติพูดกับประชาชนกลับไปกลับมาอย่างนี้&amp;nbsp; ไม่แปลกที่ยิ่งบริหาร ยิ่งสร้างปัญหา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106759</URL_LINK>
                <HASHTAG>120วันเปิดประเทศ, นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์, ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180223/image_big_5a8f81e5e8bae.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105269</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/06/2021 18:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/06/2021 17:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครป.เปิดเวทีรุมยำ &#039;ระบอบประยุทธ์&#039;  วิสัยทัศน์สับสน ยุทธศาสตร์อ่อนแอ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 มิ.ย.64 - ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย(ครป.) เปิดเวทีเสวนาวิพากษ์วิจารณรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา โดย นายพิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต &amp;nbsp;ประธาน ครป. กล่าวว่า 7 ปี รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เราเห็นปัญหามากขึ้น แต่ไม่เห็นหนทางที่รัฐบาลจะฝ่าวิกฤติไปได้ ล่าสุด การบริหารของพล.อ.ประยุทธ์ วิสัยทัศน์สับสน ยุทธศาสตร์อ่อนแอ ขาดพลังในการแก้ไขและบริหารจัดการโควิด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิชาย &amp;nbsp;กล่าวว่า การจัดการสถานการณ์โควิดของรัฐบาลไร้สมรรถนะอย่างสิ้นเชิง กลายเป็นม้าตีนต้น แต่อ่อนแอตอนปลาย จนประเทศไทยหล่นไปติดลำดับ 80 ของโลกในแง่การแพร่ระบาดไปแล้ว เพราะรัฐบาลไม่มีจินตนาการในการใช้วัคซีนเพื่อแก้ไขโรคโควิด การบริหารจัดการความซับซ้อนจึงต่ำมาก การจัดการวัคซีนช้ากว่าเป้าหมายที่กำหนดมาก ไม่พอและตามการแพร่ระบาดไม่ทัน ซึ่งโควิดเหมือนเรือหางยาว พล.อ.ประยุทธ์ เหมือนเรือพาย เหมือนไฟไหม้ไปทั้งเมืองแล้ว แต่ว่ารถดับเพลงหรือวัคซีนมีแค่ 2 คัน คือ ซิโนแวค และแอสต้าฯ คันหนึ่งไปฉีดที่ไฟกำลังไหม้ อีกคันไม่รู้ไปฉีดที่ไหน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธานครป. กล่าวว่าสำหรับเรื่องงบประมาณ 65 ได้ข้อสรุปว่า พล.อ.ประยุทธ์ จัดงบประมาณด้วยจิตวิญญาณที่เย็นชามาก ไม่ใช้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง แต่ใช้หน่วยงานราชการเป็นศูนย์กลาง ตอบสนองกลุ่มอภิสิทธิ์ชนมากกว่าความต้องการของประชาชน ลดงบประมาณด้านสาธารณสุข ไปเพิ่มงบประมาณกลาโหม เป็นเรื่องที่คนไทยขำไม่ออก หมายความว่า กลาโหมกำลังจะขยายกำลังพลและบุคลากรหรือ ซึ่งล้าสมัยและไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ แต่ต้องปรับวิธีการเขียนงบประมาณใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ถ้าหากว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะบริหารบ้านเมืองต่อไปยิ่งจะย่ำแย่ต่อไป การสร้างอนาคตประเทศแทบมองไม่เห็น มีแต่ความมืดมนลงทุกวัน เพราะฉะนั้น ถ้าเห็นอกเห็นใจคนไทยจริงๆ ควรลาออกเพื่อสร้างคุณูประการให้ประเทศไทย พ้นคราวเคราะห์ไป&amp;quot; รศ.ดร.พิชาย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ นายวิวัฒน์ชัย อัตถากร อาจารย์คณะรัฐประศาสนศาสตร์ นิด้า กล่าวว่าเราจะอยู่ในหลุมดำ 7 ปีนี้ต่อไปหรือไม่ การที่แก้เศรษฐกิจผิด ไม่รู้จักคิด คือจุบจบพล.อ.ประยุทธ์ ทั้งๆ ที่ตอนรัฐประหาร &amp;nbsp;7 ปีก่อน พล.อ.ประยุทธ์ มีอำนาจเต็มมือ แต่ไม่แก้ปัญหาใดๆ เลย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมอยากสรุปว่า เขาได้สร้างเศรษฐกิจทุนนิยมผูกขาดอภิสิทธิ์ชนอย่างเข้มแข็งมากในยุค คสช. 5 ปีก่อนการเลือกตั้งในปี 2562 คนจำนวน 1% มีทรัพย์สินถึง 67% ของประเทศ นี่คือความสำเร็จของระบอบ คสช. ที่ชัดเจนที่สุด ที่เอื้อเจ้าสัวไม่กี่ตระกูล แต่ปล่อยให้ชนชั้นล่างยากจนมากขึ้น เป็นผลงานที่สำคัญของพล.อ.ประยุทธ์&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิวัฒน์ชัย &amp;nbsp;กล่าวต่อว่า วันนี้ โควิดระบาดรอบ 3 แต่ พล.อ.ประยุทธ์ แก้ปัญหาโควิดไม่ได้เลย หากฉีดได้ถึง 50% ในไตรมาส 3 ได้จะดีมาก เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันของสังคมไทย แต่พล.อ.ประยุทธ์ คือสิ่งที่ล้มเหลวมากที่สุด เราต้องสร้างฉากทัศน์ใหม่ของประเทศ เรียงลำดับความสำคัญ ไม่ใช้แบบเหมารวม ไม่จำแนกแยกแยะ เป็นการจัดสรรทรัพยากรอย่างไม่ฉลาดในทางเศรษฐศาสตร์มหภาค ผิดพลาด ล้มเหลว เกาไม่ถูกที่คัน พูดภาษาชาวบ้านคือ พล.อ.ประยุทธ์ ทำงานไม่เป็น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาจารย์นิด้า &amp;nbsp;กล่าวอีกว่า รัฐบาลจะแจกเงินได้นานเท่าไหร่ ประชาชนอยากทำงานหากินด้วยความสุจริตมากกว่าหากเศรษฐกิจดี วันนี้ผมขอยกธุรกิจร้านอาหาร พล.อ.ประยุทธ์ ไม่รู้บริบทความเป็นจริง ทำร้านอาหารเจ๊งไปหมด แรงงานถูกเลิกจ้างกว่า 500,000 คน แต่รัฐบาลไม่เข้าช่วยเหลือ นายกสมาคมภัตตาคารออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลต้องมีมาตรการจำแนกแยกแยะ แต่นายกไม่เข้าใจบริบทของธุรกิจอาหาร ยังมีกิจกรรมลูกโซ่ในระบบวงจรอาหารมากมาย ทั้งตลาดสด เกษตรกร คนส่งน้ำแข็ง ตลาดสดวันนี้ก็เงียบเหงาไปด้วย นี่คือผลกระทบที่เป็นลูกโซ่ คุณประยุทธ์จึงขาดภาวะผู้นำที่ส่งผลเสียหายต่อเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บริษัทท่องเที่ยวเหลืออยู่ 11,000 รายจากที่มีอยู่ และกำลังจะอันตธานหายไป &amp;nbsp;วันนี้รัฐบาลต้องสนใจกลุ่มเปราะบางเป็นพิเศษ คนงานรับจ้าง แท็กซี่ มอเตอร์ไซด์รับจ้าง คนเข็นของขาย รัฐบาลแก้ปัญหาเศรษฐกิจโควิดผิดพลาด ยังแก้ปัญหาเศรษฐกิจภาคประชาชนผิดพลาดด้วย ถือว่าสอบตก เราเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต หลังจากนี้จะเจอภาวะการว่างงาน โดยเฉพาะเด็กจบใหม่อีก 4-5 แสนคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ประยุทธ์ โตมาแบบทหาร แต่ท่านต้องบริหารแบบพลเรือนถึงจะแก้ปัญหาได้ ที่ผ่านมาจึงผิดพลาดมาทั้งระบบ นักบริหารที่ดีจะต้องจับเข่าคุยทุกฝ่าย กลั่นกรองเพื่อกำหนดนโยบายสาธารณะเพื่อประชาชน แต่พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ทำแบบนั้น จนมาเจอวิกฤติการคลังอย่างหนักในปัจจุบัน รัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ บริหารประเทศขาดดุลย์อย่างหนัก จนประเทศไทยสิ้นมนต์ขลังทางการเงินแล้ว การสะสมสร้างหนี้มาจนถึงปัจจุบัน ยิ่งสร้างหนี้ชดเชย ยิ่งเจอปัญหาหนี้สาธารณะ และถ้าเกิน 60% ของ GDP ถือว่าผิดกฎหมายและผิดวินัยการคลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;งบประมาณรายจ่ายปี 65 รัฐบาลเพิ่มงบการซื้ออาวุธเพิ่มขึ้นมากมาย เท่ากับจัดเรียงความสำคัญไม่ถูกต้อง เรื่องสุขภาพของประชาชนคือเรื่องที่สำคัญที่สุดในเวลานี้ เป็นเรื่องความมั่นคงของสังคม งบประมาณ 65 จึงดูแปลกประหลาดอย่างมาก การจัดสรรงบด้านสาธารณสุขและด้านสังคม ลดลงเป็นจำนวนมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สรุปคือ วิกฤตการคลังของประเทศไทยรออยู่ข้างหน้า ข้อมูลของรัฐบาลเรื่องธุรกิจขนาดกลาง-ขนาดย่อย ค่อนข้างแย่ จึงทำนโยบายสาธารณะที่ดีไม่ได้ และเวลาเกิดวิกฤตจึงแก้ไขปัญหาไม่ได้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นหัวหน้าเศรษฐกิจของรัฐบาลด้วย จะไหวไหมนี่&amp;quot; นายวิวัฒน์ชัย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิวัฒน์ชัย &amp;nbsp;กล่าวด้วนว่า นอกจากนี้ ความสับสนเรื่องวัคซีนมาจากการกระทำของนายกรัฐมนตรีเอง ที่จงใจจัดซื้อเพียง 2 ยี่ห้อเท่านั้น ทั้งๆ ที่มีให้เลือกเยอะแยะ การลงทุนหลายตัวมันลดความเสี่ยง ไม่รู้ไปมัดตัวเองทำไมทำให้วุ่นวายถึงทุกวันนี้ มีความสับสนอลหม่านมากในการจัดการประเทศนี้ ทำไมในสหภาพยุโรปไม่มีความสับสนเหมือนประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางด้าน นายเมธา มาสขาว เลขาธิการ ครป. &amp;nbsp;กล่าวว่า ท่ามกลางกระแสความขัดแย้ง และความล้มเหลว 2 ปีที่สืบทอดอำนาจมา นโยบายที่พรรคพลังประชารัฐ และพรรคร่วมรัฐบาลหาเสียงไว้ก็ไม่ได้ปฏิบัติตามสัญญาประชาคมสักอย่าง จนคณะประชาชนสามัคคีประเทศไทย และประชาชนมากมาย เรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อที่จะหาคนใหม่มาทำหน้าที่แทนในสถานการณ์วิกฤต เพราะ 7 ปีที่ผ่านมาหมดเวลาที่จะแสดงวิสัยทัศน์และจิตสำนึกใหม่แล้ว ครป. ขอเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ ลาออกอย่างเป็นทางการ เพื่อเสียสละรับผิดชอบแก่ชาติบ้านเมือง เห็นแก่ประชาชนคนไทยทั้งชาติ เสียสละอำนาจเพื่อประชาชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ถ้าพล.อ.ประยุทธ์ ไร้จิตสำนึก ไม่ลาออก คนที่จะกดดันเขาได้ ก็มีเพียง พล.อ.ประวิตร พล.อ.อนุพงษ์ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ และพรรคร่วมรัฐบาลเท่านั้นที่จะกดดันให้ลาออกโดยใช้รัฐสภาเป็นเดิมพัน ไม่เช่นนั้น ประเทศไทยไปไม่รอด เพราะมีผู้นำบ้าน้ำลายหลงตนเองอยู่แบบนี้ ท่านใช้งบประมาณมากมายของแผ่นดินเพื่อค้ำบัลลังก์อำนาจให้ตนเอง ผ่านการกระจายงบแบบล้างผลาญแผ่นดิน ไม่สนใจว่าคนไทยจะต้องรับกรรมใช้หนี้ในอนาคตแทนท่านผู้ใช้เงินอีกนานเท่าไหร่&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้น ส.ส.ฝ่ายค้านจะต้องแสดงศักยภาพมากกว่านี้ หากว่าสภาไม่สามารถหาทางออกให้แก่บ้านเมืองได้ ส.ส.พรรคฝ่ายค้ายก็ช่วยลาออกจากสมาชิกรัฐสภาไปเลย เพื่อร่วมกันกดดันให้ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่มีหนทางไปต่อ เพื่อเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองให้ได้ ทุกวันนี้ประเทศไทยมี พล.อ.ประยุทธ์ เป็นอุปสรรคปัญหาแค่คนๆ เดียว และเลวร้ายกว่าโควิด-19 เสียอีก ดังที่ คณะสามัคคีประชาชนเพื่อประเทศไทย จะเดินทางไปยื่นหนังสือพรรคร่วมฝ่ายค้านในวันพุธนี้ ที่รัฐสภา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาฯครป. กล่าวต่อไปว่า ทางออกของชาติบ้านเมืองวันนี้ เพื่อรักษาประเทศไทยไว้ไม่ให้แตกหักพังทลายไปมากกว่านี้ หลัง พล.อ.ประยุทธ์ ลาออก ต้องให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้เลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ด้วยเสียงข้างมาก ตามเจตจำนงค์ที่ประชาชนเลือกมาในครั้งแรก ตามประเพณีและครรลองประชาธิปไตย โดยสมาชิกวุฒิสภาที่ได้อำนาจมาตามบทเฉพาะกาล ให้โหวตเลือกตามมติของสภาผู้แทนราษฎรที่แถลงออกมาก่อนการเสนอชื่อและโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในที่ประชุมรัฐสภา ไม่เช่นนั้น ประเทศจะไปต่อไม่ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และหลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีที่รับช่วงต่อ 2 ปี หากไม่โดนอภิปรายไม่ไว้วางใจจนต้องยุบสภาเสียก่อน จะต้องรับฉันทามติของประชาชน แก้ไขปัญหาสถานการณ์โรคโควิด-19 ระบาดร้ายแรง ปัญหาเศรษฐกิจผูกชาดและความเหลื่อมล้ำ และจัดทำร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยและประชามติเพื่อกติกาใหม่ที่เป็นธรรมก่อนจะมีการเลือกตั้งใหม่ที่บริสุทธ์ยุติธรรมอย่างแท้จริง และปลดล็อกผู้ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมาด้วยอำนาจโดยมิชอบ มาสร้างประชาธิปไตยในระบบรัฐสภากันใหม่ ในยุคศิวิไลย์ที่แท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ประยุทธ์ ทำให้ประเทศย้อนหลังไป 24 ปี ไปถึงจุดเริ่มต้นรัฐธรรมนูญ 40 ที่จะมีกระบวนการเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งไม่ต่างไปจากเดิม แถมยังพยายามปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและออกกฎหมายควบคุมประชาชนและองค์กรประชาสังคมอีกด้วย สวนทางการกระจายอำนาจอย่างสิ้นเชิง ซึ่งรัฐบาลธรรมาภิบาลต้องเปิดการเข้าถึงข้อมูลภาครัฐอย่างเปิดเผย โปร่งใส ไร้ผลประโยชน์ทับซ้อน ตรวจสอบได้ ดังนั้นจะต้องยกเลิกกฎหมายร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม และร่าง พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ ฉบับใหม่โดยทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนที่พล.อ.ประยุทธ์ และพวก จะขโมยเงินในกระเป๋าคนไทยไปมากกว่านี้ และให้คนไทยใช้หนี้ในอนาคตด้วย ดูแผนงบประมาณของคณะรัฐมนตรีแล้วได้แต่ส่ายหัว รัฐบาลควรทบทวนแผนการใช้งบประมาณใหม่ทั้งหมดให้สอดคล้องกับกับการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะการป้องกันไม่ให้การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 รวมถึงเรื่องของการฟื้นฟูประเทศในด้านเศรษฐกิจสังคมที่เราเสียโอกาสไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;งบประมาณกระทรวงกลาโหมที่ได้รับการจัดสรรถึง 203,282 ล้านบาท ถูกนำไปใช้ในโครงการเสริมสร้างจัดหายุทโธปกรณ์ แทนที่จะจัดหาวัคซีนซึ่งเป็นอาวุธที่แท้จริงในยุคสมัยใหม่ และส่งเสริมงบประมาณให้กระบวนการด้านสาธารณสุข ซึ่งความมั่นคงมนุษย์คือยุทธศาสตร์ที่แท้จริง ซึ่งต้องเน้นงบประมาณของกระทรวงสาธารณสุข, กระทรวงแรงงาน และกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมขอทวงถามแทนประชาชนว่า งบประมาณปี 65 ได้มีการจัดสรรงบประมาณโดยสอดคล้องกับนโยบายสวัสดิการสังคมที่พรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคพลังประชารัฐที่หาเสียงและให้สัญญาประชาคมไว้หรือไม่ &amp;nbsp;2 ปีที่ผ่านมา ยังไม่เคยปรากฏการดำเนินนโยบาย โครงการสวัสดิการสังคมใดๆ ที่สอดคล้องกับสิ่งที่พรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมดได้หาเสียงไว้กับประชาชนเลย &amp;nbsp;เช่น สวัสดิการประชาชนแบบถ้วนหน้า นโยบายโครงการมารดาประชารัฐ แม้กระทั่งค่าจ้างขั้นต่ำและอัตราเงินเดือนผู้จบปริญญาตรีที่หาเสียงไว้&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเฉพาะเรื่องการแก้ปัญหาโรคระบาดร้ายแรง โควิด-19 ดูเหมือนรัฐบาลตั้งใจล้มเหลวในการสื่อสารในภาวะวิกฤตเพื่อให้ประชาชนสับสน จนโดนตั้งข้อกล่าวหาว่าท่านหากินกับความตายของประชาชนหรือไม่ ถ้ารัฐบาลจริงจังกับปัญหาคอร์รัปชัน ทำไมไม่เปิดให้สรรหา ป.ป.ช.ชุดใหม่ องค์กรอิสระชุดใหม่ทั้งหมด ที่มาจากสภาผู้แทนราษฎร ทำไมไม่ยกเลิกองค์คณะชุดเก่าที่แต่งตั้งกันตั้งแต่สมัย คสช.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เขา กล่าวว่า หากมีความจริงใจหยุดคอร์รัปชันเป็นวาระแห่งชาติ ทำไมไม่แสดงความจริงใจให้สังคมเห็น โดยเฉพาะการยกเลิกการส่งทหารเข้าไปเป็นประธานและกรรมการในรัฐวิสาหกิจต่างๆ ทั้ง 45 รัฐวิสาหกิจ ทั้งๆ ที่ไม่มีความสามารถเชี่ยวชาญเกี่ยวข้องเฉพาะ หรือการให้ข้าราชการระดับสูง นอกจากตามกฎหมาย ป.ป.ช. แล้วให้นายทหารในระดับผู้บังคับบัญชา ตำรวจในระดับผู้กำกับสถานีตำรวจทุกสถานี ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินด้วยดีหรือไม่ หรือท่านประกาศวาระแห่งชาติเพื่อตั้งใจหลอกลวงใครหรือไม่ ท่านบอกว่ารัฐบาลผมไม่เคยคอร์รัปชัน แค่ถูกตั้งข้อกล่าวหาและยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. ท่านต้องรับผิดแล้ว ไม่ใช่ใช้ปัญญาแบบศรีธนญชัยบ่ายเบี่ยงความรับผิดชอบแบบนี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105269</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย, ครป., พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต, เมธา มาสขาว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210604/image_big_60ba025b41aa0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>80692</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/10/2020 09:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/10/2020 07:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;ประธานครป.&#039;วิเคราะห์ทางเลือก&#039;ประยุทธ์&#039;ที่สร้างความเสียหายน้อยที่สุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
16 ต.ค.63 - รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อดีตคณะบดีพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) และประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กมีเนื้อหาดังนี้
รัฐบาลประยุทธ์จะตัดสินใจอย่างไรกับสถานการณ์ปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางเลือกที่สร้างความเสียหายน้อยที่สุดคือ รัฐบาลลาออก รัฐสภารับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ และยุบสภาทันทีที่แก้ รธน.เพื่อจัดตั่ง สสร.เสร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางเลือกนี้จะลดความขัดแย้งได้มากที่สุดในบรรดาทางเลือกที่มีอยู่ในเวลานี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนทางเลือกอื่น ๆ&amp;nbsp; เช่น อยู่ในอำนาจต่อไปและปราบผู้ชุมนุมอย่างเด็ดขาด&amp;nbsp; หรือรัฐประหาร จะสร้างความเสียหายแก่ประเทศอย่างใหญ่หลวง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางเลือกอีกอย่างคือการยุบสภาก่อนแก้ รธน.เสร็จ&amp;nbsp; ซึ่งอาจทำให้ความขัดแย้งสงบลงชั่วคราว เพราะพลังทางสังคมจะหันไปสนใจการเลือกตั้งแทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลองพิจารณาและไตร่ตรองดูว่าต้องการผลลัพธ์แบบใด.&lt;/p&gt;


	ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว &amp;#39;เพนกวิน-รุ้ง&amp;#39; แกนนำคณะราษฎร 2563
	&amp;#39;ไมค์&amp;#39; ลั่นสลายชุมนุมเจอดีแน่ เปรียบเป็นหมาจนตรอกจะสู้จนตัวตาย!
	นักรบโอดอันตราย! โดนคุมขึ้น ฮ. ไปเชียงใหม่
	กลุ่มผู้ลี้ภัยฮึ่ม!นัดม็อบใหญ่ประท้วงรัฐบาลหน้าสถานทูตไทยในฝรั่งเศส
	ช็อตต่อช็อต นาที ตำรวจเจรจา &amp;#39;รุ้ง&amp;#39; ก่อนยกขึ้นวีลแชร์&amp;nbsp;ส่งไป ตชด.ภ.1
	ออกหมายจับ &amp;#39;เอกชัย-พวก&amp;#39; ประทุษร้ายต่อเสรีภาพของพระราชินี
	เอาล่ะสิ! &amp;#39;พุทธะอิสระ&amp;#39; สวด &amp;#39;บิ๊กตู่&amp;#39;&amp;nbsp;
	&amp;#39;เอกชัย&amp;#39; เข้ามอบตัวที่ สน.ดุสิต หลังถูกออกหมายจับข้อหาร้ายแรง!

</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80692</URL_LINK>
                <HASHTAG>การแก้ไขรัฐธรรมนูญ, ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต, ยุบสภา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200525/image_big_5ecb47e547e51.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71823</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/07/2020 18:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/07/2020 18:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ทอน-ช่อ&#039; ควง &#039;นิพิฎฐ์-สมชัย-ครป.&#039; เปิดตึกไทยซัมมิท ยำใหญ่ &#039;กกต.-องค์กรอิสระ&#039; วิปลาส!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ก.ค.63 -&amp;nbsp;ที่ห้องประชุมวิวัฒนไชย อาคารไทยซัมมิท เพจ New Consensus Thailand จัดเวทีเสวนาสาธารณะ ตอน องค์กรอิสระไทย อย่างไรต่อดี ? : คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) &amp;nbsp;โดยมีวิทยากร ได้แก่ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. นายพิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อดีตคณบดีพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และประธานคณะก้าวหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนาธร กล่าวว่า ประสบการณ์ส่วนตัวที่ทำพรรคอนาคตใหม่ เราได้เห็นความผิดปกติหลายอย่างของ กกต. แต่ที่ขอยกมาคือกรณี การนับคะแนนใหม่ของเขต 1 จ.นครปฐม ซึ่งเราร้องเรียนไปยัง กกต.ให้มีการนับคะแนนใหม่ แล้วการนับคะแนนใหม่เกิดขึ้นภายใน 1 เดือน ผลการนับใหม่คือการมีบัตรเพิ่มขึ้น 25 ใบ แล้วคะแนนก็เปลี่ยนไป แต่ไม่มี กกต.รับผิดชอบหรือตอบคำถามในกรณีนี้ อีกทั้งเรื่องการประกาศผล ถ้าย้อนกลับไปเลือกตั้ง 3 ก.ค. 2554 ประกาศผลอย่างเป็นทางการในอีก 2 วันทันที แต่การเลือกตั้ง 24 มี.ค. 2562 ที่ กกต.ประกาศผลทางการใช้เวลาถึง 45 วัน ในประเทศสมัยใหม่ไม่มีที่ไหนใช้เวลาประกาศเป็นเดือน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กกต.มีหน้าที่กำหนดข้อกฎหมาย จัดเลือกตั้งที่สุจริต แต่ปัจจุบันยังตรวจสอบคัดค้านอะไรไม่ได้เลย เราทราบกันดีว่า กกต.ชุดปัจจุบันได้รับการแต่งตั้งมาจาก สนช. ซึ่งมาจาก คสช. ทำให้ กกต.ที่เลือกข้างทางการเมือง ไม่ยึดโยงกับประชาชน จนนำมาสู่การเลือกตั้งที่มีข้อกังขาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน หลังการเลือกตั้งวันที่ &amp;nbsp;24 มี.ค. 2562 ทำให้เห็นถึงความล้มเหลวของความเป็นกลาง การธำรงไว้ซึ่งความบริสุทธิ์ยุติธรรมของการเลือกตั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนาธร กล่าวด้วยว่า ความวิปลาสหลายอย่างเกิดขึ้นทั้งใน กกต. ป.ป.ช. และศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งความวิปลาสนี้เป็นอาการไม่ใช่เป็นโรค แต่ต้นตอของเชื้อโรค คือ การอยากสืบทอดอำนาจ พวกเขาฝืนกระแสที่จะให้มีการเลือกตั้งจากสังคมไม่ได้ จึงได้ร่างรัฐธรรมนูญ 2560 แล้วเลือกตั้งให้ได้เสื้อคลุมมา รัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นการเขียนเพื่ออภิสิทธิ์ชน รับประกันว่าพวกเขาจะสืบทอดอำนาจต่อได้ โดยที่ประชาชนไม่มีสิทธิไม่มีเสียงแย่งชิงอำนาจ ทำให้ ส.ส.ในสภาที่มาจาการเลือกตั้งถูกทับด้วยเสียง ส.ว. 250 คน ที่มาจากการแต่งตั้ง คสช. ดังนั้น ในวันนี้ถ้าไม่มีฉันทามติ ประเทศเดินหน้าไปไม่ได้ ถ้าเราไม่สามารถหารัฐธรรมนูญที่ตรงกัน เราจะไม่เดินหน้าได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ นายนิพิฎฐ์ กล่าวว่า ในยุคนี้ถ้าจะเป็นแค่ประชาธิปไตยจะไปไม่รอด ต้องมีอะไรมานำหน้าประชาธิปไตย จึงเกิดเป็นเสรีนิยมประชาธิปไตย เพื่อไปตรวจสอบถ่วงดุลการบริหาร จึงต้องมีองค์กรอิสระเข้ามา ตนเห็นการใช้อำนาจของ กกต.ในทุกยุค คือในปัจจุบันเหมือนคนชั่วมาเจอกับคนเลว ระยะหลังๆ มา กกต.คิดว่าตนเองมีอำนาจแล้วอยู่เหนือการตรวจสอบ ใช้อำนาจตามอำเภอใจ เราไม่เห็นนักการเมืองคนไหนลุกขึ้นสู้ กกต. เพราะนักการเมืองเองก็สีเทาเลยไม่กล้า กกต.เลยใช้อำนาจได้ตามใจ ส่วนในการทำงาน กกต.มักมองสถิติคนไปใช้สิทธิเลือกตั้งให้มากที่สุด ซึ่งมันผิดเป้าหมายการทำงานขององค์กร ที่ควรต้องตั้งเป้าจับทุจริตให้มากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ตนมอง กกต.มีความไม่เป็นมืออาชีพ ไม่มีมาตรฐาน เมื่อ กกต. คุณสมบัติมหาเทพ ไม่เคยทำเรื่องการเลือกตั้ง รังเกียจการเมือง แต่มาทำงานการเลือกตั้งแบบนี้ผิด รวมถึงการทำงานขององค์กรอิสระและศาลผิดพลาดทุกองค์กร ที่ตั้งหลักสูตรพิเศษขึ้นมา ทำให้ผู้พิพากษามานั่งคุยกับนักการเมือง ถ้าทำแบบนี้ระวังจะติดเชื้อจากนักการเมือง คือเชื้อความโลภ และความคุ้นเคยจะทำให้ไม่เกิดความเป็นกลางได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายพิชาย กล่าวว่า ก่อนนี้การเลือกตั้งกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้จัด หลังจากนั้นสังคมไทยก็มีการเลือกตั้งอย่างต่อเนื่อง แล้วเกิดการซื้อเสียงมากขึ้น กระทรวงมหาดไทยไม่สามารถกำจัดการซื้อเสียงได้ จากนั้นสังคมต้องการให้มี กกต.ขึ้นมา เพื่อให้การเลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรม &amp;nbsp;พอมี กกต.เกิดขึ้นในช่วงปฏิรูป เราจึงได้ กกต.ที่มีความเหมาะสม การทำงานชุดนั้นนักการเมืองกลัว นั่นเป็นการทุ่มเทให้การเลือกตั้งปลอดทุจริต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กกต.เป็นองค์กรที่สังคมคาดหวังว่าจะสร้างความสุจริตในการเลือกตั้ง แต่ต่อมา กกต.กลายเป็นระบบราชการอย่างเต็มตัว ปัญหาที่เกิดขึ้น คือ 1.การทำงานไม่บรรลุพันธกิจ คือมีการทุจริตเพิ่มขึ้น ซับซ้อนขึ้น กกต.ตามไม่ทัน ส.ส.วิถีเก่าเต็มสภา 2.ไม่มีวิสัยทัศน์ หมกมุ่นเลือกตั้งเรียบร้อย คนใช้สิทธิเยอะ ไม่มีนัยยะปฏิรูปการเมือง 3.ปัญหาธรรมาภิบาล เป็นรูปธรรมเยอะแยะ ทั้งกรณีโต๊ะจีน การประกาศผลเลือกตั้ง 4.ปัญหาการทำงานร่วมกับภาคประชาชน เริ่มกีดกันภาคประชาชนเข้าร่วมตรวจสอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิชาย กล่าวอีกว่า ปฐมเหตุเรื่องความผิดพลาด การคิดเชิงกรอบ คิดออกแบบเชิงสถาบัน ไม่ใช่เฉพาะ กกต. แต่องค์กรอื่นด้วย ซึ่งรัฐธรรมนูญออกแบบให้คนในระบบราชการมาก่อน การกำหนดแบบนี้สิ่งที่ตามมาคือ คนจำนวนมากที่เหมาะสมไม่มีโอกาสเข้ามาเป็นกรรมการองค์กรอิสระเลย ได้คนที่อาจจะมีตำแหน่ง แต่ไม่มีความเชี่ยวชาญในด้านนี้ และเป็นการตัดภาคประชาชนออก ถือเป็นการออกแบบที่ผิดพลาด ถูกครอบงำด้วยข้าราชการเกษียณ เป็นอำนาจนิยม ระบบพวกพ้อง อุปถัมภ์ วิธีคิดมียุทธศาสตร์เชิงรับไม่ใช่เชิงรุก ถ้าไม่เปลี่ยนวิธีคิดก็อย่าหวังว่าจะเปลี่ยนแปลงองค์กรได้เลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าจะแก้ปัญหา กกต.ระยะยาว ต้องไปแก้ในรัฐธรรมนูญ แก้ถึงองค์ประกอบคุณสมบัติ และคุณสมบัติการสรรหา ให้ขยายเป็นการมีส่วนร่วมให้ประชาชนร่วมด้วย ไม่ใช่เฉพาะนักวิชาการ ข้าราชการระดังสูง เพื่อคัดคนที่มีความเชี่ยวชาญ มีจิตใจที่ต้องการปฏิรูปการเมือง ส่วนจำนวนกรรมการจะ 5 หรือ 7 คนก็ต้องว่ากันเอง มีมากก็เปลืองเงินเดือนไปอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วน นายสมชัย กล่าวเสนอถึงทางแก้ไขปัญหา กกต. ว่า ประชาชนต้องสร้างกลไกตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจด้วยตนเอง เพื่อให้ กกต.ทำให้ถูกต้องชอบธรรม ไม่ใช่ทำด้วยความชอบของตัวเอง เห็นได้จากการเลือกตั้งซ่อมใน จ.ลำปาง ที่ผ่านไปเกือบเดือน ยังไม่กล้าประกาศผล ทั้งที่คะแนนห่างกันทิ้งขาด เพราะประชาชนโวย มีพลังในการตรวจสอบถ่วงดุล และมีกระแสข่าวแพร่สะพัด คนลำปางพูดกันว่าแนวโน้มน่าจะเป็นใบเหลือง แต่ตนมองว่าเรื่องนี้มันต้องมากกว่าใบเหลือง ส่วนระยะยาวต้องช่วยกันคิดแก้ไขกฎระเบียบ รัฐธรรมนูญ ในวันนี้สิ่งที่เขาร่างมากำลังทำร้ายตัวเขาเอง วันนี้ตนขอยุเลยว่า ใครอยากได้ตำแหน่งรัฐมนตรีท้าให้ต่อรองเลย เพราะพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ไม่กล้ายุบสภาแน่ ส่วนการแก้รัฐธรรมนูญ อย่าแก้บนผลประโยชน์ใคร ขอให้แก้บนผลประโยชน์ประชาชน และขอให้ กกต. ถ้าติดหนี้บุญคุณใครขอให้ลืม เพราะถ้าโดนลงโทษติดคุก คนส่งเสริมไม่มาติดคุกด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71823</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกต., นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ, พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต, สมชัย ศรีสุทธิยากร, เลือกตั้ง, เสวนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200718/image_big_5f12cfec3fa05.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67874</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/06/2020 11:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/06/2020 11:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครป.จวกส.ว.สรรหาป.ป.ช.สนองอำนาจการเมืองทำลายบรรทัดฐานเรื่องขัดกันแห่งผลประโยชน์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
5 มิ.ย. 63 - รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการสรรหา ป.ป.ช. และสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ตีความอดีตสมาชิกสถานิติบัญญัติแห่งชาติ( สนช.) ไม่ขัดรัฐธรรมนูญว่า เป็นการตีความที่ทำลายบรรทัดฐานเรื่องการขัดกันของผลประโยชน์และธรรมาภิบาล เป็นการเมืองแบบอำนาจนิยมระบบอุปถัมภ์ ผู้ที่เกี่ยวข้องขาดจิตสำนึกในการปฏิรูปการเมือง และเรื่องดังกล่าวเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประชาธิปไตย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ดร.พิชาย กล่าวว่า ที่จริงตนไม่คาดหวังอะไรมากจาก ส.ว. ชุดนี้อยู่แล้ว เพราะถูกตั้งขึ้นโดยกลุ่ม คสช. แต่เมื่อเห็นความคิดและพฤติกรรมที่กระทำล่าสุด โดยลงมติเลือกอดีต สนช. เป็น กรรมการป.ป.ช. และอธิบายตีความรัฐธรรมนูญเพื่อตอบสนองเป้าหมายของตนเองอย่างน่าเกลียดเกินกว่าจะยอมรับได้ ก็อดไม่ได้ที่ต้องวิพากษ์วิจารณ์โดยมี 4 ประเด็นดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.เป็นการตีความกฎหมาย เพื่อตอบสนองเป้าหมายทางการเมืองแบบอำนาจนิยมอุปถัมภ์ ซึ่งทำลายบรรทัดฐานที่สังคมไทยเพียรพยายามสร้างในช่วงสองทศวรรษนี้ นั่นคือ หลักการขัดกันของผลประโยชน์ หลักการนี้วิญญูชนที่มีความคิดและจริยธรรมอยู่บ้างย่อมศึกษา รับรู้และตระหนักดีว่าเรื่องใดที่ควรทำ เรื่องใดที่ไม่ควรทำ แม้จะไม่มีการเขียนไว้อย่างชัดเจน หรือเขียนไว้แล้วแต่ไม่ชัดเจนก็ตาม ส่วนอวิญญูชน แม้กฎหมายจะเขียนเอาไว้อย่างไรก็พยายามหาช่องโหว่ตีความเพื่อรับใช้เป้าหมายของตนเองให้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;2.การลงมติ กระทำไปโดยขาดสำนึกแห่งการปฏิรูปการเมืองและสำนึกแห่งธรรมาภิบาล แต่เป็นสำนึกของความล้าหลังที่เอื้อประโยชน์แก่พวกพ้อง เป็นการลงมติตามแบบแผนความคิดแบบเก่า การเมืองแบบเก่า น่าเสียดายว่าหลายคนใน ส.ว. ชุดนี้เคยพูดถึงการปฏิรูปการเมืองอย่างเป็นตุเป็นตะ แต่พฤติกรรมที่แสดงออกนับวันก็ยิ่งเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงออกมาว่า ที่พวกเขาต้องการคงไม่ใช่การปฏิรูปการเมือง แต่น่าจะเป็นอำนาจเสียมากกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;3.การลงมติเช่นนั้นป็นการถมก้อนหินใส่ลงในจิตใจของประชาชน ซึ่งสร้างความอึดอัดคับข้องใจแก่ประชาชนมากยิ่งขึ้น เป็นการสะสมเชื้อเพลิงของความขัดแย้งทางสังคม และเร่งให้ความขัดแย้งเกิดการปะทุออกมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.การตีความและการลงมติแบบนี้เป็นหลักฐานชัดเจน ซึ่งจะถูกจารึกในประวัติศาสตร์ว่า ส.ว. ชุดนี้น่าจะมีเป้าหมายในการทำหน้าที่เพื่อตอบสนองกลุ่มอำนาจนำทางการเมืองเป็นหลัก และบั่นทอนการพัฒนาประชาธิปไตยของไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายเมธา มาสขาว เลขาธิการ ครป. กล่าวว่า เป็นตัวอย่างของความล้มเหลวของ ส.ว. ที่ได้มาโดยมิชอบธรรมและหลักขัดกันแห่งผลประโยชน์ จึงลงมติเลือกอดีต สนช.ที่พ้นตำแหน่งมาเพียง 1 ปี มานั่งเป็นกรรมการ ป.ป.ช. คนใหม่ เป็นการตีความพิทักษ์สถานะอำนาจของพวกพ้อง เพื่อเข้าไปยึดกุมการเมืองการปกครองทั้งระบบผ่านกลไกองค์กรอิสระต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การเมืองไทยทุกวันนี้จึงเป็นลักษณะคณาธิปไตย พยายามสืบทอดอำนาจที่วางไว้ผ่านกลไกรัฐธรรมนูญ 60 แม้ว่าในกฎหมายรัฐธรรมนูญจะบัญญัติให้ สนช. ทำหน้าที่ ส.ส. ส.ว. ทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติในรัฐสภา เรื่องนี้จึงขัดรัฐธรรมนูญในตัวเองเรื่องคุณสมบัติผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่จะมาเป็นองค์กรอิสระ เจตนารมณ์ให้เว้นวรรค 10 ปีก่อน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเมธา กล่าวว่า&amp;nbsp; เราจะตีความตามตัวอักษรอย่างเดียวไม่ได้ ไม่ใช่เรียกชื่อหรือตำแหน่งต่างกัน แต่ต้องถือว่าได้ทำหน้าที่นั้นหรือไม่ เป็นเจตนารมณ์ตามรัฐธรรมนูญที่ไปเขียนไว้ไม่ให้เลือกปฏิบัติเฉพาะกลุ่มตน ไม่อย่างนั้นบ้านเมืองก็ไม่ก้าวไปข้างหน้าเสียที ติดหล่มกับดักอำนาจ สร้างลัทธิพวกใครพวกมัน ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ไม่ต้องมีรัฐธรรมนูญปกครองให้ ส.ว.สืบทอดอำนาจไปอีก 5+5+5+5 ไปอีก 20 ปีเลยก็แล้วกัน ภาคประชาชนจะได้ไม่ต้องเคลื่อนไหวแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;ดังนั้นผมเห็นว่าคณะกรรมการสรรหา ป.ป.ช. และ ส.ว.ต้องรับผิดชอบต่อเรื่องนี้ อย่าตีความตามอำเภอใจ และควรสรรหาผู้มีบทบาทตรวจสอบการทุกจริตคอร์รัปชันเป็นที่ประจักษ์ พิทักษ์ผลประโยชน์ประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่มีฝักฝ่ายทางการเมือง ส่วนคณะกรรมการสรรหา กสม. วินิจฉัยถูกต้องแล้ว และผู้ที่จะมาเป็น กสม. ควรมาจากผู้ที่มีบทบาทการทำงานพิทักษ์และปกป้องสิทธิมนุษยชน เพราะกลไก กสม. คือการทำงานตรวจสอบรัฐบาลและเจ้าหน้าที่รัฐ ว่าใช้อำนาจละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ ไม่ใช่การตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนของโจรผู้ร้ายเพราะนั่นเป็นหน้าที่ของรัฐบาล จึงไม่ควรเอาอดีตข้าราชการมาทำงานผิดหน้าที่แบบในปัจจุบัน&amp;quot;นายเมธา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67874</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขัดกันแห่งผลประโยชน์, ครป., ธรรมาภิบาล, นายเมธา มาสขาว, พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต, สรรหาปปช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180223/image_big_5a8f81e5e8bae.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54772</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/01/2020 07:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/01/2020 07:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;ดร.พิชาย&#039;วิเคราะห์การแย่งชิงตำแหน่งภายในพรรคการเมืองเส้นทางผู้แพ้เมื่อออกไปตั้งพรรคใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
17ม.ค.63-รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อดีตคณะบดีพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) โพสตข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Phichai Ratnatilaka Na Bhuket เรื่อง แบบแผนการลาออกจากพรรคการเมืองและการจัดตั้งพรรคใหม่ มีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๑. เมื่อเกิดการแย่งชิงตำแหน่งภายในพรรคเกิดขึ้น กลุ่มผู้ชนะจะยึดกุมอำนาจการบริหาร การจัดสรรตำแหน่ง และผลประโยชน์ในพรรค และหากพรรคได้เข้าร่วมรัฐบาล กลุ่มผู้ชนะจะจัดสรรตำแหน่งทางการเมืองให้กับสมาชิกกลุ่มตนเองเป็นหลัก ส่วนกลุ่มผู้แพ้จะไม่ได้รับโอกาสนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๒. หากกลุ่มผู้ชนะไม่สามารถรักษากลุ่มที่พ่ายแพ้ในเกมช่วงชิงอำนาจให้คงอยู่ในพรรคได้ เพราะกีดกันและลดบทบาทกลุ่มที่ไม่ใช่พวกตนออกจากวงจรอำนาจของพรรค การลาออกจากพรรคจะดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง และหากพรรคนั้นตกอยู่ในสถานการณ์ตกต่ำทางการเมือง และมีสถานภาพการแข่งขันอ่อนแอ โดยเปลี่ยนสภาพจากพรรคที่เคยเป็นพรรคหลักในเกมอำนาจการเมือง กลายเป็นเพียงพรรคตัวแปรหรือตัวประกอบ รวมทั้งบริบทการเมืองไม่เอื้อต่อการสร้างคะแนนนิยมให้เพิ่มขึ้นได้ในอนาคต ก็ยิ่งทำให้นักการเมืองในกลุ่มผู้แพ้ของพรรคมีแนวโน้มลาออกมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๓. หากกลุ่มผู้แพ้ถูกละเลยและจำกัดบทบาทการเมืองทั้งในและนอกพรรค พวกเขาจะมีความอึดอัดคับข้องใจต่อการปฏิบัติของกลุ่มผู้ชนะมากขึ้น และหากผู้แพ้มีความเชื่อและอุดมการณ์ทางการเมือง แตกต่างจากกลุ่มผู้ชนะที่บริหารพรรค ความรู้สึกแปลกแยกต่อพรรคเดิมก็จะเพิ่มมากขึ้น ความเป็นไปได้ในการตัดสินใจลาออกก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๔. หากกลุ่มผู้แพ้ ยังปรารถนาเล่นการเมืองต่อไป และไม่เห็นโอกาสอื่น ๆ ทางการเมืองนอกพรรคเดิมที่สังกัด หรือไม่มีทางไป พวกเขาจำต้องทนอยู่ในพรรคเดิมต่อไปอย่างขมขื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๕. หากกลุ่มผู้แพ้มีความคาดหวังว่า ยังมีช่องทางที่พลิกฟื้น และสะสมกำลังเพื่อช่วงชิงตำแหน่งต่อไปในภายหน้า พวกเขาก็มีแนวโน้มอยู่ในพรรคเดิมต่อไป เพื่อรอคอยโอกาสแย่งชิงอำนาจมาเป็นของตนเองในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๖. หากผู้แพ้ ยังปรารถนาเล่นการเมืองต่อและเห็นโอกาสบางอย่างที่อยู่ภายนอกพรรค แต่ไม่เห็นโอกาสการพลิกฟื้นสถานภาพของตนเองในพรรคเดิม พวกเขาจะตัดสินใจลาออกจากพรรคเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๗. ผู้แพ้บางคนเมื่อออกจากพรรคเดิม พวกเขาจะไปสังกัดพรรคใหม่ ที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองใกล้เคียงกับตนเอง ที่มอบผลประโยชน์ทางวัตถุและตำแหน่งทางการเมืองในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งให้แก่เขา และที่เปิดโอกาสทำให้เขาแสดงบทบาททางการเมืองได้มากกว่าพรรคเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๘. ผู้แพ้บางคน ที่ยังปรารถนาเล่นการเมืองต่อไป และไม่อยากอยู่ภายใต้ชายคาของพรรคอื่น รวมทั้งเห็นว่าสนามการเมืองมีพื้นที่ช่องว่างให้ตนเองช่วงชิงได้ เมื่อเขาออกจากพรรคเดิม เขามีแนวโน้มไปจัดตั้งพรรคใหม่ โดยดึงนักการเมืองที่เป็นพวกเขาจากพรรคเดิมบางส่วน และบุคคลอื่นในเครือข่ายของเขามาร่วมจัดตั้ง
การตั้งพรรคใหม่จะทำให้เขามีบทบาทสูงภายในพรรค ในฐานะผู้ริเริ่มก่อตั้งพรรค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๙. พรรคใหม่ที่ถูกจัดตั้งขึ้นมาจากนักการเมืองหน้าเดิมและเครือข่ายใหม่ อาจกลายเป็นพรรคที่มีสมรรถนะในการแข่งขันสูง หรือต่ำก็ได้ ขึ้นอยู่กับทรัพยากร วิสัยทัศน์ นโยบาย ยุทธศาสตร์ การทำงานมวลชนของพรรค และความสอดคล้องระหว่างอัตลักษณ์ของพรรคกับบริบททางสังคมการเมืองในขณะนั้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54772</URL_LINK>
                <HASHTAG>การตั้งพรรคการเมือง, การแย่งชิงตำแหน่ง, พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต, แบบแผนการลาออกจากพรรค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180223/image_big_5a8f81e5e8bae.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54771</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/11/-0001 00:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/11/-0001 00:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;ดร.พิชาย&#039;วิเคราะห์การแย่งชิงตำแหน่งภายในพรรคการเมืองเส้นทางผู้แพ้เมื่อออกไปตั้งพรรคใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
17ม.ค.63-รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อดีตคณะบดีพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) โพสตข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Phichai Ratnatilaka Na Bhuket เรื่อง แบบแผนการลาออกจากพรรคการเมืองและการจัดตั้งพรรคใหม่ มีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๑. เมื่อเกิดการแย่งชิงตำแหน่งภายในพรรคเกิดขึ้น กลุ่มผู้ชนะจะยึดกุมอำนาจการบริหาร การจัดสรรตำแหน่ง และผลประโยชน์ในพรรค และหากพรรคได้เข้าร่วมรัฐบาล กลุ่มผู้ชนะจะจัดสรรตำแหน่งทางการเมืองให้กับสมาชิกกลุ่มตนเองเป็นหลัก ส่วนกลุ่มผู้แพ้จะไม่ได้รับโอกาสนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๒. หากกลุ่มผู้ชนะไม่สามารถรักษากลุ่มที่พ่ายแพ้ในเกมช่วงชิงอำนาจให้คงอยู่ในพรรคได้ เพราะกีดกันและลดบทบาทกลุ่มที่ไม่ใช่พวกตนออกจากวงจรอำนาจของพรรค การลาออกจากพรรคจะดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง และหากพรรคนั้นตกอยู่ในสถานการณ์ตกต่ำทางการเมือง และมีสถานภาพการแข่งขันอ่อนแอ โดยเปลี่ยนสภาพจากพรรคที่เคยเป็นพรรคหลักในเกมอำนาจการเมือง กลายเป็นเพียงพรรคตัวแปรหรือตัวประกอบ รวมทั้งบริบทการเมืองไม่เอื้อต่อการสร้างคะแนนนิยมให้เพิ่มขึ้นได้ในอนาคต ก็ยิ่งทำให้นักการเมืองในกลุ่มผู้แพ้ของพรรคมีแนวโน้มลาออกมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๓. หากกลุ่มผู้แพ้ถูกละเลยและจำกัดบทบาทการเมืองทั้งในและนอกพรรค พวกเขาจะมีความอึดอัดคับข้องใจต่อการปฏิบัติของกลุ่มผู้ชนะมากขึ้น และหากผู้แพ้มีความเชื่อและอุดมการณ์ทางการเมือง แตกต่างจากกลุ่มผู้ชนะที่บริหารพรรค ความรู้สึกแปลกแยกต่อพรรคเดิมก็จะเพิ่มมากขึ้น ความเป็นไปได้ในการตัดสินใจลาออกก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๔. หากกลุ่มผู้แพ้ ยังปรารถนาเล่นการเมืองต่อไป และไม่เห็นโอกาสอื่น ๆ ทางการเมืองนอกพรรคเดิมที่สังกัด หรือไม่มีทางไป พวกเขาจำต้องทนอยู่ในพรรคเดิมต่อไปอย่างขมขื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๕. หากกลุ่มผู้แพ้มีความคาดหวังว่า ยังมีช่องทางที่พลิกฟื้น และสะสมกำลังเพื่อช่วงชิงตำแหน่งต่อไปในภายหน้า พวกเขาก็มีแนวโน้มอยู่ในพรรคเดิมต่อไป เพื่อรอคอยโอกาสแย่งชิงอำนาจมาเป็นของตนเองในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๖. หากผู้แพ้ ยังปรารถนาเล่นการเมืองต่อและเห็นโอกาสบางอย่างที่อยู่ภายนอกพรรค แต่ไม่เห็นโอกาสการพลิกฟื้นสถานภาพของตนเองในพรรคเดิม พวกเขาจะตัดสินใจลาออกจากพรรคเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๗. ผู้แพ้บางคนเมื่อออกจากพรรคเดิม พวกเขาจะไปสังกัดพรรคใหม่ ที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองใกล้เคียงกับตนเอง ที่มอบผลประโยชน์ทางวัตถุและตำแหน่งทางการเมืองในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งให้แก่เขา และที่เปิดโอกาสทำให้เขาแสดงบทบาททางการเมืองได้มากกว่าพรรคเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๘. ผู้แพ้บางคน ที่ยังปรารถนาเล่นการเมืองต่อไป และไม่อยากอยู่ภายใต้ชายคาของพรรคอื่น รวมทั้งเห็นว่าสนามการเมืองมีพื้นที่ช่องว่างให้ตนเองช่วงชิงได้ เมื่อเขาออกจากพรรคเดิม เขามีแนวโน้มไปจัดตั้งพรรคใหม่ โดยดึงนักการเมืองที่เป็นพวกเขาจากพรรคเดิมบางส่วน และบุคคลอื่นในเครือข่ายของเขามาร่วมจัดตั้ง
การตั้งพรรคใหม่จะทำให้เขามีบทบาทสูงภายในพรรค ในฐานะผู้ริเริ่มก่อตั้งพรรค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๙. พรรคใหม่ที่ถูกจัดตั้งขึ้นมาจากนักการเมืองหน้าเดิมและเครือข่ายใหม่ อาจกลายเป็นพรรคที่มีสมรรถนะในการแข่งขันสูง หรือต่ำก็ได้ ขึ้นอยู่กับทรัพยากร วิสัยทัศน์ นโยบาย ยุทธศาสตร์ การทำงานมวลชนของพรรค และความสอดคล้องระหว่างอัตลักษณ์ของพรรคกับบริบททางสังคมการเมืองในขณะนั้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54771</URL_LINK>
                <HASHTAG>การตั้งพรรคการเมือง, การแย่งชิงตำแหน่ง, พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต, แบบแผนการลาออกจากพรรค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180223/image_big_5a8f81e5e8bae.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
