<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>51024</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/11/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/11/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลุ้นโอ๊คฟังคำพิพากษา คดีฟอกเงินธ.กรุงไทย/พรรคเพื่อไทยแห่ให้กำลังใจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;พิพากษาคดีฟอกเงินปล่อยกู้กรุงไทย &amp;quot;พานทองแท้&amp;quot; รอด-ไม่รอด แต่ลุ้นก่อนสเต็ปแรก จะมาฟังคำตัดสินจันทร์ 25 พ.ย.นี้หรือไม่ หรือจะซ้ำรอย &amp;quot;ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์&amp;quot; แต่ &amp;quot;เสี่ยไก่-วัฒนา&amp;quot; ประสานเสียงคนเพื่อไทยการันตีไม่หนี มาแน่ พร้อมแห่ให้กำลังใจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันจันทร์ที่ 25 พ.ย.นี้ ตั้งแต่เวลา 10.00 น. ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้นัดฟังคำพิพากษาคดีฟอกเงินกู้แบงก์กรุงไทย ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายพานทองแท้ ชินวัตร หรือโอ๊ค บุตรชายคนโตของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน และสมคบกันฟอกเงิน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และ 91หลังพบว่ามีการโอนเช็คเข้าบัญชีนายพานทองแท้ ชินวัตร จำนวน 10 ล้านบาท จากอดีตผู้บริหารกลุ่มบริษัทกฤษดามหานคร ที่ได้รับอนุมัติเงินกู้จากบอร์ดธนาคารกรุงไทย ในช่วงนายทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บนการจับตามองจากหลายฝ่ายว่า สุดท้ายแล้วนายพานทองแท้จะเดินทางมาปรากฏตัวเพื่อฟังคำพิพากษาดังกล่าวหรือไม่ และผลคำพิพากษาจะออกมาอย่างไร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านแหล่งข่าวทีมทนายความของนายพานทองแท้ระบุว่า ไม่สามารถพูดอะไรเกี่ยวกับคดีนี้ได้ ส่วนที่นายพานทองแท้จะไปฟังคำพิพากษาหรือไม่อย่างไรนั้น ก็ไม่ได้มีการยืนยันมา จึงไม่สามารถให้ข้อมูลได้ ที่ผ่านมาในชั้นไต่สวนพยานได้มีการเตรียมการทำงานกันมาทั้งหมด ทางทีมทนายความจะไปฟังคำพิพากษากันในวันที่ 25 พ.ย.อยู่แล้วตามหน้าที่ ขอให้รอฟังคำพิพากษาดีกว่า ยังไม่ขอเปิดเผยอะไรทั้งสิ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่นเดียวกับแหล่งข่าวจากทีมทนายความที่ว่าความให้กับนายพานทองแท้อีกคนที่ขอสงวนชื่อ ก็อ้างว่า &amp;quot;ไม่หนีๆ ไปแต่เช้า&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในนักการเมืองที่มักเดินทางไปให้กำลังใจนายพานทองแท้เวลาไปที่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ และมักออกมาชี้แจงข้อกล่าวหาต่างๆ แทนนายพานทองแท้ในคดีปล่อยกู้กรุงไทยตลอดเวลา กล่าวว่า ในวันที่ 25 พ.ย. จะเดินทางไปให้กำลังใจนายพานทองแท้ ชินวัตร ที่จะเดินทางไปรับฟังคำตัดสินคดีฟอกเงินกู้สินเชื่อแบงก์กรุงไทย อย่างไรก็ตาม ในส่วนของผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อไทยไม่ได้มีการนัดหมายกัน แต่คาดว่าจะเดินทางไปเพื่อแสดงน้ำใจ สปิริต และให้กำลังใจนายพานทองแท้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;คิดว่านายพานทองแท้ยังอยู่ในประเทศไทย และจะเดินทางไปฟังคำพิพากษา เพราะเจ้าตัวเองก็ยืนยันว่าบริสุทธิ์และจะสู้ต่อ&amp;quot; นายวัฒนากล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นักการเมืองจากพรรคเพื่อไทยอีกบางส่วนก็บอกว่าจะเดินทางไปร่วมให้กำลังใจนายพานทองแท้ในวันที่ 25 พ.ย.นี้ และมองว่านายพานทองแท้คงไม่คิดตัดสินใจใดๆ อย่างที่ถูกจับตามองว่าอาจจะไม่ไปปรากฏตัวที่ศาล เพราะมองว่าคดีในชั้นศาลอาญาคดีทุจริตฯ ตามกฎหมาย กว่าคดีจะสิ้นสุดก็ 3 ศาล ยังมีการให้ยื่นอุทธรณ์และฎีกาได้ แม้ขั้นตอนจะยากกว่าคดีอาญาทั่วไป แต่ที่ศาลนัดวันที่ 25 พ.ย.นี้ เป็นแค่ศาลชั้นต้น จึงทำให้นักการเมืองเพื่อไทยหลายคนบอกกันว่าพร้อมจะเดินทางไปให้กำลังใจนายพานทองแท้
ลุ้น&amp;quot;โอ๊ค&amp;quot;ฟังคำพิพากษา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทยว่า ในช่วงก่อนจะถึงวันนัดอ่านคำพิพากษา 25 พ.ย. พบความเคลื่อนไหวว่าเรื่องดังกล่าว สมาชิกพรรคเพื่อไทยต่างติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และ ต่างมีมุมมองแบ่งออกเป็นสองส่วน มีทั้งพวกที่คิดว่านายพานทองแท้จะไม่เดินทางมาฟังคำพิพากษา โดยวิเคราะห์ในแง่รัฐศาสตร์ ที่ตกเป็นเป้าหมายทางการเมือง ขณะที่อีกส่วนมั่นใจว่าจะเดินทางมาฟังคำพิพากษา เพราะดูตามข้อเท็จจริงนายพานทองแท้ไม่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน พร้อมกับนัดแนะที่จะเดินทางไปให้กำลังใจ ซึ่งเป็นสายที่สนิทสนมกับนายพานทองแท้และคนในครอบครัวชินวัตร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แหล่งข่าวจากนักการเมืองที่เป็นหนึ่งในคนใกล้ชิดนายพานทองแท้เปิดเผยว่า เมื่อสัปดาห์ที่แล้วพบนายพานทองแท้ ก็ยังมีกำลังใจดี ไม่ได้แสดงความกังวลใดๆ ออกมา ส่วนที่นายพานทองแท้ไม่ได้ออกมาเคลื่อนไหว ห่างหายไปจากหน้าสื่อและโลกออนไลน์นั้น คงเป็นเรื่องส่วนตัวที่ไม่อยากออกมาให้ความเห็นใดๆ เลยทำให้เกิดข่าวลือไปต่างๆ ก็เหมือนกับช่วงก่อนๆ ที่คิดกันคาดการณ์กันจะไม่มาศาลบ้าง แต่สุดท้ายก็ยังมาต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม ดังนั้นในวันที่ 25 พ.ย. นายพานทองแท้จะเดินทางมาศาลอย่างแน่นอน ไม่มีเหตุอันใดที่จะไม่มา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อนึ่ง ความเกี่ยวข้องทางคดีที่นายพานทองแท้เข้าไปเกี่ยวข้องในคดีปล่อยกู้กรุงไทยโดยมิชอบ เป็นผลสืบเนื่องมาจากการสอบสวนเรื่องคดีปล่อยกู้กรุงไทยตั้งแต่ในชั้นคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำความผิดที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ที่มีการสอบสวนเรื่องดังกล่าว จนต่อมามีการเอาผิดอดีตผู้บริหารและบอร์ดกรุงไทยที่ร่วมพิจารณาปล่อยเงินกู้ร่วมกว่า 9,000 ล้านบาทให้กับผู้บริหารกลุ่มกฤษดามหานคร อีกทั้งในชั้นสอบสวนของคตส. มีการสอบสวนขยายผลไปถึงกลุ่มคนใกล้ชิดนักการเมือง ที่โยงไปถึงอดีตผู้บริหารกฤษดามหานคร ในข้อหาฟอกเงินและรับของโจร แต่ในชั้น ป.ป.ช.และอัยการ เมื่อมีการส่งสำนวนไป มีการเสนอให้แยกการสอบสวนออกมาต่างหาก สำหรับกลุ่มคนใกล้ชิด-เครือญาตินักการเมือง เพราะไม่สามารถส่งฟ้องต่อศาลฎีกานักการเมืองได้ ต้องแยกสำนวนออกมา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; จนต่อมาศาลฎีกาตัดสินจำคุกอดีตผู้บริหารกรุงไทยและกลุ่มผู้บริหารกฤษดามหานครหลายคน และจากนั้นดีเอสไอสอบสวนขยายผลเรื่องคดีฟอกเงินปล่อยกู้กรุงไทย ส่วนคดีรับของโจร ขาดอายุความ เพราะพบว่ามีการกระทำความผิดเมื่อปี 2547 จึงสอบสวนคดีฟอกเงินเพียงอย่างเดียว จนสุดท้ายมีการสอบสวนเอาผิดโยงถึงนายพานทองแท้ ชินวัตร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาอัยการได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ เพื่อเอาผิด นายพานทองแท้เป็นจำเลยเมื่อ 10 ต.ค.2561 ที่รูปคดีสรุปความได้ว่า การปล่อยเงินกู้ของบอร์ดกรุงไทยให้กับผู้บริหารกลุ่มกฤษดามหานคร บริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่ปล่อยกู้ช่วงนายทักษิณเป็นนายกฯ พบว่าหลังมีการปล่อยกู้ดังกล่าวก็มีการโอนเช็คจาก
ผู้บริหารของกลุ่มกฤษดามหานครเข้าบัญชีนายพานทองแท้เป็นเช็คจำนวน 10 ล้านบาท
เปิดมูลเหตุเช็ค 10 ล้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ในการสู้คดีของนายพานทองแท้และทีมทนายความ ตั้งแต่ชั้นดีเอสไอ อัยการ จนถึงการเบิกความต่อศาล นายพานทองแท้จำเลยคดีฟอกเงินดังกล่าวได้ต่อสู้ทางคดีในประเด็นที่ว่าไม่ได้กระทำผิดตามฟ้อง ซึ่งเงินดังกล่าวเป็นเงินที่ได้ร่วมลงทุนกับนายรัชฎา กฤษดาธานนท์ บุตรชายของนายวิชัย กฤษดาธานนท์ อดีตผู้บริหารกฤษดามหานคร ซึ่งอยู่ระหว่างการรับโทษในเรือนจำ โดยนายพานทองแท้อ้างว่าเงินที่เข้าบัญชีดังกล่าวเกิดจากการจะร่วมลงทุนดำเนินธุรกิจนำเข้ารถยนต์ซูเปอร์คาร์กับนายรัชฎา ซึ่งปัจจุบันก็อยู่ระหว่างการรับโทษคดีกรุงไทย โดยจะเริ่มทำธุรกิจในช่วงปี 2547 แต่ต่อมาได้ล้มเลิกความคิดการทำลงทุน หลังศึกษาแล้วพบว่าเป็นไปได้ยาก และจะไม่คุ้มเงินลงทุนทางธุรกิจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เช็คจากอดีตผู้บริหารกฤษดามหานครที่โอนเข้าบัญชีของนายพานทองแท้มี 2 ฉบับ โดยอีกฉบับเป็นเงิน 26 ล้านบาท แต่อัยการสั่งไม่ฟ้องกรณีดังกล่าว โดยมีการเอาผิดและสั่งฟ้องเฉพาะเรื่องเช็ค 10 ล้านบาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งการทำธุรกรรมดังกล่าวเคยมีความเห็นจากนายศิริชัย วัฒนโยธิน อดีตประธานศาลอุทธรณ์ อดีตรองประธานศาลฎีกา ที่เป็นตุลาการเจ้าของสำนวนคดีทุจริตปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทย ในชั้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ ซึ่งศาลฎีกาเคยตัดสินจำคุกอดีตผู้บริหารธนาคารกรุงไทยและผู้บริหารกฤษดามหานคร เมื่อปี 2558
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อดีตประธานศาลอุทธรณ์ระบุไว้ในคำวินิจฉัยส่วนตน เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2558 ถึงการทำธุรกรรมดังกล่าว ซึ่งสรุปความพอสังเขปได้ว่า การที่นายวิชัย กฤษดาธานนท์ (อดีตผู้บริหารกฤษดามหานคร ที่ได้สินเชื่อกรุงไทยร่วม 9,900 ล้านบาท ผ่านบริษัท &amp;nbsp;โกลเด้น เทคโนโลยี อินดัสเทรียล พาร์ค จนถูกศาลฎีกาตัดสินจำคุกในคดีทุจริตปล่อยกู้กรุงไทย) ได้สั่งจ่ายเช็คจำนวน 10 ล้านบาทจากไทยธนาคารเข้าบัญชีนายพานทองแท้ที่ ธ.กรุงเทพ สาขาบางพลัด จนถูก คตส.เข้าตรวจสอบการทำธุรกรรม ต่อมานายพานทองแท้ชี้แจงกับอนุฯ ไต่สวนของ คตส. แต่ตอนนั้นนายพานทองแท้กลับไม่ได้ชี้แจงตอนนั้นว่าทำธุรกิจอะไร หลังจากนั้นประมาณ 3 เดือน จึงได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่าเป็นการร่วมลงทุนนำเข้าธุรกิจรถยนต์จากต่างประเทศมาขาย แต่ติดขัดเรื่องขั้นตอนการนำเข้ารถยนต์ใช้เวลานานและสีรถยนต์ไม่ถูกใจ จึงยกเลิกการทำธุรกิจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำวินิจฉัยดังกล่าวของนายศิริชัย เห็นว่าหากเป็นเงินร่วมลงทุนทำธุรกิจตามที่อ้าง ก็น่าจะชี้แจงไปตั้งแต่ครั้งแรก และนายพานทองแท้เป็นผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจ ข้ออ้างร่วมลงทุนเพียง 10 ล้านบาท ไม่น่าเชื่อถือ คำชี้แจงขัดต่อเหตุผล ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง อีกทั้งเห็นว่าข้อเท็จจริงจากการตรวจสอบเส้นทางการเงินโดยธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่าหลังบริษัท โกลเด้น เทคโนโลยี อินดัสเทรียล พาร์ค ได้สินเชื่อจากกรุงไทย ต่อมาจำเลย (นายรัชฎา) ได้นำเงินดังกล่าวไปซื้อหุ้นจองที่เป็นหุ้นต่ำกว่าราคาตลาด ของบริษัท ท่าอากาศยานไทย หรือ ทอท. ก่อนเข้าตลาดหลักทรัพย์ จำนวน 420,000 หุ้น ที่หากเก็บไว้จะสามารถทำกำไร แต่นายรัชฎากลับนำหุ้นมาเสนอขายกับพนักงานบริษัท มาสเตอร์โฟนฯ ที่เป็นบริษัทในเครือบริษัทฮาวคัม ที่นายพานทองแท้เป็นประธานกรรมการ จึงเห็นว่าพฤติการณ์ของจำเลย (นายรัชฎา) ส่อไปในทางต่างตอบแทน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51024</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีปล่อยกู้กรุงไทย, พรรคเพื่อไทยให้กำลังใจ, พานทองแท้ ขินวัตร, พิพากษา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191124/image_big_5dda94ca288c4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33339</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/04/2019 22:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/04/2019 21:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลฮ่องกงตัดสิน &#039;9 แกนนำปฏิวัติร่ม&#039; ผิดฐานก่อความรำคาญ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ศาลฮ่องกงพิพากษาเมื่อวันอังคารว่า 9 แกนนำขบวนการอารยะขัดขืนปฏิวัติร่มปี 2557 มีความผิดอย่างน้อยคนละ 1 ข้อหาตามกฎหมายเหตุรำคาญสาธารณะที่ตกทอดมาแต่ยุคอาณานิคม จากกรณีจัดการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย &amp;quot;ออคคิวพายเซ็นทรัล&amp;quot; ที่ทำให้ฮ่องกงเป็นอัมพาตนานหลายเดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากซ้าย ทันยา ชาน, ชู อิวหมิง, ชาน คิมมัน, เบนนี ไท่, ลี วิงทัต, ซิ่ว คาชุน และราฟาเอล หว่อง ร้องตะโกนคำขวัญก่อนเข้าศาลแขวงเกาลูนตะวันตกเพื่อฟังคำพิพากษา เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2562 / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีเมื่อวันอังคารที่ 9 เมษายน 2562 กล่าวว่า นักเคลื่อนไหว 9 รายนี้ถูกตัดสินว่ามีความผิดคนละอย่างน้อย 1 ข้อหา ฐานสร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่สาธารณะ ที่อัยการฮ่องกงอ้างอิงจากกฎหมายเหตุรำคาญสาธารณะ ซึ่งตกทอดมาตั้งแต่สมัยที่อังกฤษยังปกครองเกาะนี้และไม่ค่อยถูกนำมาใช้นัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งหมดถูกดำเนินคดีเพราะมีส่วนร่วมในการชุมนุมประท้วงของขบวนการปฏิวัติร่มเมื่อปี 2557 เพื่อเรียกร้องให้ฮ่องกงจัดการเลือกตั้งผู้บริหารเกาะอย่างเสรี อัยการกล่าวหาพวกเขาว่ายุยงปลุกปั่นและระดมกำลังผู้ประท้วงมาชุมนุมกดดันรัฐบาลปักกิ่งเรียกร้องให้ชาวฮ่องกงมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งทั่วไปอย่างเสรี อันนำไปสู่การยึดครองที่สาธารณะในหลายพื้นที่ของเกาะฮ่องกงยาวนาน 79 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การชุมนุมอารยะขัดขืนครั้งนั้นจบลงเมื่อตำรวจเข้าสลายการชุมนุม และไม่สามารถทำให้รัฐบาลปักกิ่งยอมคืนสิทธิเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตยแก่ชาวฮ่องกง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มแกนนำที่ศาลพิพากษาว่ามีความผิดในครั้งนี้ บุคคลที่โดดเด่นที่สุด 3 รายคือ ชาน คิมมัน อาจารย์ด้านสังคมวิทยาวัย 60, เบนนี ไท่ อาจารย์นิติศาสตร์วัย 54 ปี และชู อิวหมิง อดีตศาสนาจารย์วัย 75 ปี ถูกระบุว่าเป็นผู้นำกลุ่มนี้ ซึ่งผู้พิพากษาจอห์นนี ชาน ตัดสินว่ามีความผิดฐานคบคิดก่อความเดือดร้อนรำคาญแก่สาธารณะ ไท่และชานยังมีความผิดเพิ่มอีกกระทงฐานยุยงปลุกปั่นให้ก่อความรำคาญแก่สาธารณะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จำเลยทั้ง 3 คนนี้ร่วมกันก่อตั้งขบวนการยึดครองฮ่องกง &amp;quot;ออคคิวพายเซ็นทรัล&amp;quot; เมื่อปี 2556 ขบวนการของพวกเขาเข้าร่วมกับการเคลื่อนไหวของนักศึกษาในปีต่อมา เพื่อเรียกร้องรัฐบาลจีนมอบสิทธิการออกเสียงเลือกตั้งผู้บริหารเกาะฮ่องกงแก่พลเมืองชาวฮ่องกง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนจำเลยที่เหลืออีก 6 คน ได้แก่ ทันยา ชาน และซิ่ว คาชุน สองสมาชิกสภานิติบัญญัติฮ่องกงฝ่ายหนุนประชาธิปไตย, อีซัน ชุง และทอมมี เฉิง อดีตแกนนำนักศึกษา, ราฟาเอล หว่อง นักเคลื่อนไหว และลี วิงทัต นักต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย ผู้พิพากษาตัดสินว่ามีความผิดอย่างน้อย 1 กระทง ฐานก่อความเดือดร้อนรำคาญแก่สาธารณะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อัยการเลือกตั้งข้อกล่าวหาจำเลยกลุ่มนี้โดยใช้ระบบกฎหมายจารีตประเพณีของฮ่องกง ซึ่งมีโทษหนักกว่ากฎหมายที่บัญญัติเป็นลายลักษณ์อักษร ความผิดฐานก่อความเดือดร้อนรำคาญแก่สาธารณะตามกฎหมายแบบเก่านั้นมีโทษสูงสุดจำคุก 7 ปี หนักว่าข้อหาเดียวกันตามกฎหมายทั่วไปที่มีโทษจำคุกสูงสุด 3 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้พิพากษาจอห์นนี ชาน กล่าวในคำตัดสินว่า การประท้วงเมื่อปี 2557 นั้นไม่ได้รับการปกป้องภายใต้กฎหมายเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของฮ่องกง เนื่องจากการชุมนุมครั้งนั้นกระทบต่อสิทธิของบุคคลอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จำเลยกลุ่มนี้ยังได้รับการประกันตัว โดยคาดว่าช่วงหลายวันนับจากนี้ ศาลจะไต่สวนการขอบรรเทาโทษ ก่อนที่จะพิพากษาลงโทษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มสิทธิมนุษยชนและนักวิจารณ์พากันโจมตีคำตัดสินนี้ โดยชี้ว่าการใช้กฎหมายเหตุรำคาญสาธารณะที่มีความคลุมเครือและมีโทษหนัก จะส่งผลสะเทือนถึงเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นบนเกาะฮ่องกง แต่หลู่ กัง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน ตอบโต้เสียงวิจารณ์ว่า ประเทศอื่นๆ ก็คงดำเนินคดีในแบบเดียวกันนี้เพื่อรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อย &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และรัฐบาลปักกิ่งสนับสนุนให้ฮ่องกงปฏิบัติตามกฎหมายในลงโทษองค์กรหลักๆ และพวกที่วางแผนเคลื่อนไหวออคคิวพายเซ็นทรัลอย่างผิดกฎหมาย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33339</URL_LINK>
                <HASHTAG>9 แกนนำ, ก่อความเดือดร้อนรำคาญ, ปฏิวัติร่ม, พิพากษา, ออคคิวพายเซ็นทรัล, ฮ่องกง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190409/image_big_5cacae0f13dee.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
