<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114542</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ศาลอุทธรณ์ยืนจำคุก5ปี‘กานต์เมียเสกโลโซ’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น จำคุก 5 ปี ปรับ 2 แสน &amp;ldquo;กานต์ เมียเสก โลโซ&amp;rdquo; หมิ่นอดีตเมียเด็ก &amp;ldquo;อีฟ แม็กซิม&amp;rdquo; น.ส.อภิสร์ญา พัฒนวรทรัพย์ อายุ 30 ปี อดีตรองมิสแม็กซิม ไทยแลนด์ ปี 2008 เป็นผู้หญิงหากิน ปอกลอกทรัพย์สินของคนอื่น แต่โทษจำคุกรอลงอาญา 2 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 25 ส.ค.2564 ที่ห้องพิจารณา 915 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีดำ อ.83/2563 ที่ น.ส.อภิสร์ญา พัฒนวรทรัพย์ หรือ อีฟ แม็กซิม อายุ 30 ปี อดีตรองมิสแม็กซิม ไทยแลนด์ ปี 2008 เป็นโจทก์ฟ้อง นางวิภากร หรือกานต์ ศุขพิมาย อายุ 48 ปี ภรรยาของนายเสกสรรค์ ศุขพิมาย หรือ &amp;quot;เสก โลโซ&amp;quot; ศิลปินร็อกเกอร์ชื่อดัง เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรณีจำเลยได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวหลายครั้ง ทำนองว่า อีเหลือมมาเกาะผัวกินไม่ทำงาน ผัวกูทนลำบากอดทนไม่ได้ที่จะต้องจนและอยู่กับกะหรี่อย่างมึง และข้อความอื่นซึ่งล้วนเป็นเท็จ ทำให้ผู้ที่อ่านข้อความเข้าใจว่า โจทก์เป็นคนไม่ดี ต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกเกลียดชัง เหตุเกิดทั่วราชอาณาจักร ศาลไต่สวนมูลฟ้องแล้ว คดีมีมูลประทับรับฟ้อง ซึ่งจำเลยให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษา เมื่อวันที่ 15 ก.ค.2563 ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ประกอบ 326 หลายกรรมต่างกันเป็นกระทงความผิดไป จำคุกจำเลยกระทงละ 1 ปี ปรับ 40,000 บาท รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 5 ปี ปรับ 200,000 บาท ความผิดจำเลยเกี่ยวกับความขัดแย้งเรื่องครอบครัว จำเลยมีความกดดันหลังเลิกกับสามี และไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นควรให้รอลงอาญาโทษจำคุกเป็นเวลา 2 ปี และลบข้อความหมิ่นประมาทโจทก์ ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยขอขมานั้น ไม่มีกฎหมายระบุไว้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยในวันนี้ นางวิภากร จำเลย เดินทางมาศาลพร้อมกับคนใกล้ชิดและทนายความ ส่วนฝ่ายโจทก์ไม่ได้เดินทางมาศาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนปรึกษากันแล้ว เห็นว่าคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ที่จำเลยอุทธรณ์มานั้น ทุกประเด็นฟังไม่ขึ้น ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจในการลงโทษจำเลยโดยรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยจึงเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุผลที่เปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้น นางวิภากร หรือกานต์ ภรรยาของ &amp;quot;เสก โลโซ&amp;quot; ก็มีสีหน้าปกติ ก่อนจะเดินทางกลับทันที โดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์แต่อย่างใด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114542</URL_LINK>
                <HASHTAG>พิพากษายืน, วิภากร ศุขพิมาย, ศาลอุทธรณ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อีฟ แม็กซิม, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์, โทษจำคุกรอลงอาญา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210825/image_big_61262c834870f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94817</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/03/2021 23:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/03/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุทธรณ์ยืนคุก ‘เจ้าคุณเอื้อน’ ยื่นฎีกาสู้คดีต่อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน &amp;quot;พระพรหมดิลก&amp;quot; คุก 8 เดือน ปรับ 8 พัน รอลงอาญา 1 ปี คดีทุจริตเงินทอนวัด ทนายอดีตเจ้าคุณเอื้อนเตรียมยื่นฎีกาสู้คดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี เมื่อวันที่ 2 มีนาคม ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีทุจริตการจัดสรรเงินงบประมาณ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) สำนวนหมายเลขดำ อท.254/2561 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 1 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายพนม ศรศิลป์ อายุ 61 ปี อดีต ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (ผอ.พศ.), นายบุญเลิศ โสภา อายุ 54 ปี อดีต ผอ.กองพุทธศาสนศึกษา พศจ.ลำปาง, นายแก้ว ชิดตะขบ อายุ 54 ปี อดีตนักวิชาการศาสนาชำนาญการ กองพุทธศาสนศึกษา, นางพรเพ็ญ กิตติธรางกูร อายุ 51 ปี อดีตนักวิชาการศาสนาชำนาญการ กองพุทธศาสนศึกษา และพระพรหมดิลก หรือนายเอื้อน กลิ่นสาลี อายุ 75 ปี อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา/กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.)/เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร เป็นจำเลยที่ 1-5
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ, ทำ, จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ร่วมกันเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่น โดยทุจริตหรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์สินนั้นเสีย, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต, เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสารฯ ทำการรับรองหลักฐานเป็นเท็จ, เป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานกระทำความผิดดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157, 162 ประกอบมาตรา 83, 86 กรณีกล่าวหาทุจริตการจัดสรรงบในส่วนอุดหนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษาประจำปีงบประมาณ 2557 วงเงิน 5 ล้านบาท ระหว่างวันที่ 26 พ.ย.2546-15 ส.ค.2557 โดยอัยการโจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 22 ต.ค. 2561
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 5 มี.ค.2563 พิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์-จำเลยที่ได้ทำการไต่สวนแล้ว เห็นว่า จำเลยที่ 1-4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 ให้จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน ส่วนอดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา จำเลยที่ 5 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานกระทำผิด มาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 จำคุก 1 ปีและปรับ 12,000 บาท โดยจำเลยที่ 1, 3, 4, 5 ให้การเป็นประโยชน์ในชั้นพิจารณาคดีอยู่บ้าง เห็นควรลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 1, 3, 4 คนละ 12 เดือน สำหรับจำเลยที่ 5 คงจำคุก 8 เดือน และปรับ 8,000 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยในส่วนของอดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา จำเลยที่ 5 นั้น ศาลเห็นว่า เคยประกอบคุณงามความดีในด้านพุทธศาสนา จบการศึกษาระดับปริญญาเอก จากมหาวิทยาลัยพาราณสี ประเทศอินเดีย ทะนุบํารุงการศึกษาด้านพระพุทธศาสนา อีกทั้งไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกนั้นจึงให้รอการลงโทษ (รอลงอาญา) ไว้มีกำหนด 1 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณาลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุกไว้เป็นเวลา 9 เดือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับวันนี้ พระพรหมดิลก หรือนายเอื้อน กลิ่นสาลี จำเลยที่ 5 เดินทางมาศาล เนื่องจากยื่นอุทธรณ์คดี ส่วนจำเลยอื่นไม่ยื่นอุทธรณ์ โดยมีคณะสงฆ์และฆราวาสผู้ติดตามเดินทางมาร่วมฟังคำพิพากษาให้กำลังใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือแล้ว เห็นว่าประเด็นที่จำเลยที่ 5 ยื่นอุทธรณ์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น จึงมีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น คงจำคุก 8 เดือน ปรับ 8,000 บาท&amp;nbsp;รอลงอาญาไว้มีกำหนด 1 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา นายอรรณพ บุญสว่าง ทนายความของพระพรหมดิลก เปิดเผยว่า พระพรหมดิลกอุทธรณ์ว่าไม่มีส่วนรู้เห็นกับการสนับสนุนการกระทำผิด แต่ศาลอุทธรณ์?เห็นว่าจำเลยเป็นพระชั้นผู้ใหญ่ สามารถใช้อำนาจในการตรวจสอบงบประมาณต่างๆ ได้ ศาลจึงไม่เชื่อว่าจำเลยที่ 5 ไม่ทราบหรือไม่มีการตรวจสอบให้รอบคอบได้ จึงพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เบื้องต้นทีมทนายความปรึกษากันแล้ว จะยื่นเรื่องขอสู้คดีในชั้นศาลฎีกาต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอรรณพระบุด้วยว่า พระพรหมดิลกมีคดีเกี่ยวกับเงินทอนวัดอีก 2 คดี โดยคดีที่ถูกกล่าวหาว่าฟอกเงิน ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกฟ้องไปเมื่อเดือน ก.ย.2563 และศาลออกเอกสารรับรองสิ้นสุดคดีความไปเมื่อเดือน ก.พ.2564 ส่วนอีกคดีเป็นการฟ้องในศาลแพ่ง เบื้องต้นขณะนี้ทนายได้ยื่นคำร้องถึงศาล เนื่องจากคดีอาญาฟอกเงินได้ถึงที่สุดแล้ว ในชั้นอุทธรณ์ของศาลแพ่งยังไม่มีคำสั่งใดๆ ลงมา.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94817</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีทุจริตเงินทอนวัด, พระพรหมดิลก, พิพากษายืน, รอลงอาญา 1 ปี, ศาลอุทธรณ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เงินทอนวัด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210302/image_big_603e50aa2e7d5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54561</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/01/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุทธรณ์ยืนจำคุก รุมโทรมเด็กหญิง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำคุกกราวรูด 11 จำเลยร่วมกันรุมโทรมเด็กหญิงวัย 14 ปีที่บ้านเกาะแรด พร้อมให้ชดใช้อีก 6 ล้านแก่ผู้เสียหาย เผยจำเลยตายไปแล้ว 1 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช้าวันที่ 14 มกราคมนี้ ที่ศาลจังหวัดพังงา ผู้ต้องหาในคดีร่วมกันรุมโทรมข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงวัย 14 ปี ที่บ้านเกาะแรด ต.หล่อยูง อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา เมื่อปี 2559 ได้เดินทางมาที่ศาลพร้อมกับทนายความและญาติๆ เพื่อฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 หลังจากศาลจังหวัดพังงาได้เลื่อนอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2562 เนื่องจากมีจำเลยตาย 1 ราย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับจำเลยในคดีนี้มีทั้งสิ้น 11 คน ประกอบด้วย นายวรชิต หรืออิฉา คงบุตร ที่ 1, นายชาติชาย หรือเล็ก ศรีรัตน์ ที่ 2, นายบุญพจน์ หรืออาหลี นนทรี ที่ 3, นายเฉลิม หรือหว๋าบ๋ำ สามีน ที่ 4, นายสุชีพ หรือบังเดช สุเมน ที่ 5, นายธวัชชัย หรือยูนุส เถาว์กู ที่ 6, นายณัฐวุฒิ หรือกาหรีม บุตรน้อย ที่ 7, นายกีรติ หรืออาหมาด สุเมน ที่ 8, นายสายัณห์ หรือย้อย สุเมน ที่ 9, นายรังสันต์ หรือฮาสัน ชายเลี้ยง ที่ 10 และนายนาวิก หรือหลี จารึก ที่ 11&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 28 ต.ค.61 ว่าจำเลยทั้ง 11 คนมีความผิดในข้อหาร่วมกันรุมโทรม ข่มขืนกระทำชำเราหญิงสาวอายุไม่เกิน 15 ปี ที่มิใช่ภรรยาของตน และข้อหาบุกรุกเคหสถานในยามค่ำคืน รวมถึงข้อหาอื่นๆ ตัดสินจำคุกจำเลยที่ 1-7 ตลอดชีวิต นายกีรติ จำเลยที่ 8 จำคุก 45 ปี ส่วนนายสายัณห์ จำเลยที่ 9 และนายนาวิก จำเลยที่ 11 จำคุกคนละ 15 ปี นายรังสันต์ จำเลยที่ 10 จำคุก 20 ปี 4 เดือน พร้อมทั้งให้จำเลยทั้งหมดร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่ฝ่ายเด็กหญิงและมารดาอีกประมาณ 6 ล้านบาท โดยทางจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์การพิจารณาคดีต่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 จนมีการไต่สวนเพิ่มเติมและนัดฟังคำพิพากษาในวันนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น ศาลจังหวัดพังงาได้อ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยืนตามศาลชั้นต้น และให้จำหน่ายนายสุชีพ หรือบังเดช สุเมน จำเลยที่ 5 ออกจากคดี เนื่องจากเสียชีวิต&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 จำเลยที่ 1, 2, 3 และ 6 ไม่ได้เดินทางมาฟังคำพิพากษาที่ศาลจังหวัดพังงา แต่ใช้วิธีฟังคำพิพากษาผ่านทางวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ที่ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสรรเพชร? ทิพย์?มณเทียร? ทนายความจิตอาสาของฝ่ายจำเลย? กล่าวว่า? หลังจากได้ฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์แล้ว แม้ว่าผลจะไม่เป็นไปตามที่คาดหมายเอาไว้ แต่ก็ยอมรับ จากนี้ไปทางทีมทนายจิตอาสาและจำเลยเตรียมจะประกันตัวเพื่อต่อสู้ในศาลฎีกา ซึ่งเป็นศาลสูงสุดต่อไป เพราะยังมีอีกหลายประเด็นที่จะเป็นข้อต่อสู้ในชั้นฎีกา ส่วนสภาพจิตใจของจำเลยและครอบครัวนั้นมีสภาพที่โศกเศร้าเป็นอย่างมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุด? 6?จำเลยที่มาฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์?ในวันนี้? ถูกควบคุมตัวไปคุมขังที่เรือนจำจังหวัดพังงาระหว่างรอการพิจารณาเรื่องการขอประกันตัวสู้คดี?ในชั้นฎีกา? ซึ่งทางศาลฎีกาจะพิจารณาภายในเวลา 3 วัน? โดยบรรยากาศในขณะที่รถบรรทุกผู้ต้องโทษของเรือนจำจังหวัด?พังงา?ผ่านกลุ่มญาติที่มารอส่งด้วยความเศร้าสร้อยกว่า 30?คน ก็มีการส่งเสียงตะโกนและโบกไม้โบกมือ? บอกว่าเจอกันที่ศาลในวันศุกร์นี้. &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54561</URL_LINK>
                <HASHTAG>excitethaipost, บ้านเกาะแรด, พิพากษายืน, รุมโทรมเด็ก, ศาลอุทธรณ์, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200114/image_big_5e1dc3bcd7e0d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50622</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/11/2019 12:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/11/2019 12:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุทธรณ์พิพากษายืนจำคุก 12-19 ปี ก๊วนโจ๋ฆ่าชายพิการขายขนมปังย่านโชคชัย 4</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 พ.ย.62- ที่ห้องพิจารณา 813 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีฆ่าชายพิการขายขนมปัง ย่านโชคชัย 4 หมายเลขดำ อ.2186/2559 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 9 เป็นโจทก์ และนางทองคำ ศรีจันทร์ มารดาผู้เสียชีวิต เป็นโจทก์ร่วม ยื่นฟ้องนายพีรพล หรือเปา ยศพงศ์อนันต์ อายุ 23 ปีเศษ นายอัครเดช หรืออั๋น ทัศนะ อายุ 24 ปีเศษ นายมนต์มนัส หรือเต้ย แสงโพธิ์ อายุ 23 ปีเศษ นายจตุพร หรือเบียร์ จันทร์โสภา อายุ 20 ปีเศษ นายเมฆ พลไกรษร อายุ 21 ปีเศษ นายอรินทร์ หรือเตอร์ ยศพงศ์อนันต์ อายุ 21 ปีเศษ และ น.ส.ณัฐณิชา หรือเกมส์ ฤทธิ์ล้ำเลิศ อายุ 20 ปีเศษ เป็นจำเลยที่ 1-7 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นฯ, ร่วมกันบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยมีอาวุธ และร่วมกันพกพาอาวุธมีดไปในเมืองฯ โดยไม่มีเหตุอันควร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีเมื่อวันที่ 1 พ.ค.2559 เวลากลางวัน จำเลยทั้งหมดบุกเข้าไปในบ้านพักของนายสมเกียรติ ศรีจันทร์ อายุ 35 ปี ชายพิการ อาชีพส่งขนมปังร้านปังหอม ในซอยโชคชัย 4 แขวงและเขตลาดพร้าว กทม. แล้วใช้อาวุธมีดแทงฟันและปาก้อนอิฐใส่นายสมเกียรติจนถึงแก่ความตาย โดยพวกจำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ ต่อสู้คดีมาโดยตลอด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2560 พิพากษาลงโทษพวกจำเลยในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา จำคุกจำเลยที่ 1, 2, 3, 6 คนละ 18 ปี ฐานบุกรุกเข้าไปในเคหสถานผู้อื่น จำคุกจำเลยที่ 2, 4, 5, 6 คนละ 1 ปี ฐานช่วยเหลืออำนวยความสะดวก จำคุกจำเลยที่ 4, 5, 7 คนละ 12 ปี ฐานข้อหาพกพาอาวุธไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควรสั่งปรับจำเลยที่ 1-6 คนละ 1,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมจำคุกจำเลยที่ 1 และ 3 คนละ 18 ปี ปรับคนละ 1,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 และ 6 รวมจำคุกคนละ 19 ปี ปรับคนละ 1,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 4 และ 5 จำคุกคนละ 13 ปี และจำเลยที่ 7 จำคุก 12 ปี ปรับจำเลยที่ 4-5 คนละ 1,000 บาท และให้จำเลยร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายอันเป็นการกระทำละเมิดและค่าอุปการะแก่โจทก์ร่วม รวมวงเงิน 5 แสนบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี สัดส่วนตามพฤติการณ์ของจำเลยแต่ละคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ศาลเบิกตัวจำเลยทั้งหมดซึ่งถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำตั้งแต่วันถูกจับกุมมาฟังคำพิพากษา ขณะที่ฝ่ายโจทก์ร่วมซึ่งเป็นญาติผู้เสียชีวิตก็เดินทางมาฟังคำพิพากษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลอุทธรณ์อ่านคำพิพากษา ซึ่งปรากฏว่าฝ่ายจำเลยอุทธรณ์ต่อสู้คดีในหลายประเด็น ด้วยท่วงทำนองปฏิเสธเสียงแข็งไม่ได้กระทำผิด เช่น การอ้างว่าคดีถูกกดดัน ฝ่ายผู้เสียชีวิตมีอาวุธมีดยาวกว่า เคยมีประวัติต้องคดี ไม่ได้ขว้างอิฐ ไม่ได้ตะโกนว่าเอาให้ตาย เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่าพยานโจทก์ที่เบิกความเป็นประจักษ์พยาน รวมถึงภาพถ่ายและกล้องวงจรปิด มีน้ำหนักหนักแน่น ไม่มีเหตุที่พยานโจทก์จะปรักปรำพวกจำเลย ไม่มีเหตุกดดัน กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา พวกจำเลยทั้งเจ็ดอยู่ร่วมกันในที่เกิดเหตุ ในลักษณะเป็นพวกกัน เป็นกำลังใจให้ฮึกเหิม รุมทำร้ายผู้ตายที่อวัยวะสำคัญ ตำรวจมาก็ไม่หยุด ขณะที่ผู้ตายต่อสู้เพื่อป้องกันชีวิตมากกว่ามีเจตนาทะเลาะ ประวัติของผู้ตายไม่ใช่ข้ออ้างในคดี ส่วนที่จำเลยที่ 6 อ้างไม่ได้ขว้างอิฐ และจำเลยที่ 7 อ้างไม่ได้พูดว่าเอาให้ตาย เป็นการอ้างลอยๆ ฟังไม่ขึ้น เนื่องจากมีประจักษ์พยานหลายปาก พวกจำเลยเป็นลูกตำรวจ หากไม่ใช่เรื่องจริงพยานคงไม่กล้าเบิกความให้ร้ายปรักปรำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนที่จำเลยขออุทธรณ์ให้ศาลลงโทษในสถานเบา เนื่องจากขณะเกิดเหตุยังเป็นเยาวชนที่มีอายุ 18-22 ปี และไม่เคยกระทำผิดมาก่อน ส่วนโจทก์อุทธรณ์ให้ลงโทษสถานหนัก ศาลอุทธรณ์เห็นว่าพวกจำเลยอยู่ในวัยหนุ่มสาว กระทำโดยไม่คิดรอบด้าน และทำผิดโดยง่ายนำมาสู่การสูญเสีย แต่จากพฤติการณ์ที่ร่วมกันก่อเหตุฆ่าผู้อื่น ไม่มีเหตุบรรเทาโทษ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย พิพากษายืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายเมธัส ผลประเสริฐ หลานของผู้เสียชีวิต เปิดเผยหลังร่วมเข้ารับฟังคำพิพากษาว่า คงจะไม่ฎีกา ปล่อยให้เป็นไปตามกฎหมาย พอใจแล้ว ส่วนชีวิตความเป็นอยู่ก็เปลี่ยนแปลงไป คนๆ หนึ่งเป็นที่รักตายจากไป สร้างบาดแผลให้เรา ตนอยากฝากเป็นอุทาหรณ์แก่ผู้ไม่บรรลุนิติภาวะ จำเลยกระทำความผิดขณะที่อายุ 18-22 ปี ศาลก็มองว่าจำเลยไม่บรรลุนิติภาวะ แต่เป็นการกระทำที่รุนแรงเกินไป จึงไม่ลดโทษให้ อยากฝากให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาเตือนใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ น.ส.ธันยชนก ศรีจันทร์ พี่สาวของผู้เสียชีวิต กล่าวเสริมว่า อยากให้พ่อแม่ดูแลลูกให้ดีกว่านี้ ไม่อยากให้เดินตามรอยนี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50622</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีฆ่าพ่อค้าขนมปังพิการ, พิพากษายืน, ศาลอาญา, ศาลอุทธรณ์, โชคชัย4</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191119/image_big_5dd3751ce6f11.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26337</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/01/2019 21:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/01/2019 21:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นอนคุกต่อ ศาลเมียนมายกคำร้องอุทธรณ์ 2 นักข่าวรอยเตอร์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ศาลอุทธรณ์ของเมียนมาตัดสินเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ยกคำร้องอุทธรณ์ของนักข่าวรอยเตอร์ชาวเมียนมา 2 คนที่โดนศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 7 ปี ฐานทำผิดกฎหมายความลับทางราชการ จากการสืบสวนเหตุการณ์ฆ่าหมู่ชาวโรฮีนจา &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถั่น ซอ อ่อง (กลาง) ทนายความของนักข่าวทั้งสองคนกล่าวกับสื่อมวลชนภายหลังคำตัดสินของศาลที่นครย่างกุ้ง เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2562 / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รายงานของสำนักข่าวเอเอฟพีเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2561 กล่าวว่า วา โลน อายุ 32 ปี และจ่อ โซ อู อายุ 28 ปี สองนักข่าวของรอยเตอร์ชาวเมียนมา โดนจับกุมที่นครย่างกุ้งเมื่อเดือนธันวาคม 2560 แล้วต่อมาโดนตัดสินจำคุกในความผิดฐานละเมิดกฎหมายความลับของทางราชการ ซึ่งสำนักข่าวรอยเตอร์ระบุว่าเป็นการจัดฉากขึ้นเพื่อปกปิดการสอบสวนของนักข่าวทั้งสอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อัยการกล่าวหาว่า ทั้งคู่มีข้อมูลลับเกี่ยวกับปฏิบัติการของฝ่ายความมั่นคงในรัฐยะไข่ ที่กองทัพเปิดการกวาดล้างกองกำลังติดอาวุธที่โจมตีตำรวจรักษาชายแดน อันส่งผลให้ชาวมุสลิมโรฮีนจาอพยพหนีภัยข้ามชายแดนเข้าบังกลาเทศมากกว่า 720,000 คน พร้อมกับคำบอกเล่าพฤติการณ์โหดร้ายของกองทัพเมียนมาที่องค์การสหประชาชาติระบุว่าเป็น &amp;quot;การล้างเผ่าพันธุ์&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้พิพากษาอ่อง หน่าย แห่งศาลอุทธรณ์ภูมิภาคย่างกุ้งตัดสินว่า คำพิพากษาเดิมนั้นเป็น &amp;quot;การตัดสินที่สมเหตุสมผล&amp;quot; ตามกฎหมาย &amp;quot;ศาลจึงตัดสินใจยกคำร้องอุทธรณ์นี้&amp;quot; ผู้พิพากษาท่านนี้กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นักข่าวทั้งสองถูกคุมขังอยู่ภายในเรือนจำอินเส่งของนครย่างกุ้งมานาน 13 เดือนแล้ว และไม่ได้มาฟังคำตัดสินเมื่อวันศุกร์ด้วย แต่ภรรยาของทั้งคู่ซึ่งมารอฟังคำตัดสินด้วยความหวังเลือนราง ต่างร่ำไห้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังถูกจับกุม นักข่าวคู่นี้ยืนกรานว่าพวกเขาเป็นเหยื่อของการจัดฉากของตำรวจ โดยพวกเขาอ้างคำให้การของตำรวจนายหนึ่งที่กล่าวว่า ผู้บังคับบัญชาสั่งการให้ตำรวจคนอื่นๆ วางกับดักพวกเขา ขณะถูกจับนั้นทั้งคู่กำลังสืบข่าวการวิสามัญฆาตกรรมชาวโรฮีนจา 10 คนที่หมู่บ้านอินดินในรัฐยะไข่ การดำเนินคดีกับพวกเขาถูกมองว่าเป็นการลงโทษเรื่องการสืบข่าวนี้ และเป็นคำเตือนถึงนักข่าวคนอื่นๆ ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทีมทนายความของพวกเขายังสามารถยื่นฎีกาต่อศาลสูงสุดของเมียนมา แต่มีบางฝ่ายชี้ว่า มีอีกทางเลือกคือการขออภัยโทษจากประธานาธิบดี ถึงแม้ว่าประธานาธิบดีวิน มินต์ จะภักดีต่อนางอองซาน ซูจี ผู้นำโดยพฤตินัยของรัฐบาลพลเรือนชุดนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คริสเตียน ชมิดต์ เอกอัครราชทูตของสหภาพยุโรปประจำเมียนมา กล่าวด้านนอกศาลหลังคำตัดสินว่า เขาหวังพึ่งประธานาธิบดีเมียนมาเพื่อแก้ไขความอยุติธรรมนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนเจเรมี ฮันต์ รัฐมนตรีต่างประเทศของอังกฤษกล่าวกับบีบีซี เรียกร้องให้นางซูจีตรวจดูว่ากระบวนการนี้ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ และขอให้นางถือเสียว่า อนาคตของนักข่าวผู้กล้าหาญทั้งสองเป็นประโยชน์ส่วนตัวของนางเอง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26337</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ่อ โซ อู, นักข่าวรอยเตอร์, พม่า, พิพากษายืน, ยกคำร้องอุทธรณ์, วา โลน, ศาลอุทธรณ์เมียนมา, เมียนมา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190111/image_big_5c38a225b7481.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8234</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/05/2018 13:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/05/2018 12:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืนเพิกถอนพาสปอร์ตทักษิณชอบด้วยกฎหมาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 พ.ค.61-&amp;nbsp;เวลา 10.00 น. ที่สำนักงานศาลปกครอง ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลปกครองกลาง ในคดีหมายเลขดำที่ 2115/2558 คดีหมายเลขแดงที่ 1930/2559 ที่นายทักษิณ ชินวัตร ฟ้องอธิบดีกรมการกงสุล และพวกรวม 2 คน&amp;nbsp; กรณีกรมการกงสุลยกเลิกหนังสือเดินทางของนายทักษิณ 2 ฉบับ โดยก่อนหน้านี้ศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษายกฟ้องในคดีดังกล่าวแล้ว แต่นายทักษิณได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด ว่าระเบียบกระทรวงการต่างประเทศว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง พ.ศ.2548 ไม่ใช่กฎหมายเฉพาะให้อำนาจรัฐจำกัดสิทธิเสรีภาพได้ การที่ระเบียบดังกล่าวให้อำนาจอธิบดีกรมการกงสุลไม่ออกหรือยกเลิกหนังสือเดินทางของบุคคลสัญชาติไทยจึงขัดต่อรัฐธรรมนูญ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและกติการะหว่างประเทศ และการยกเลิกหนังสือเดินทางโดยอาศัยข้อเท็จจริงจากความเห็นของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) ทั้งที่ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาและออกหมายจับจึงถือว่าเกินกว่ากรณีแห่งความจำเป็น และการที่ สตช.กล่าวหาว่านายทักษิณกระทำผิดกฎหมาย ทั้งที่ยังไม่มีการสอบสวนหรือแจ้งข้อกล่าวหา ก็เป็นการกระทำที่รวบรัดขั้นตอนทางกฎหมาย นอกจากนั้นยังเห็นว่าการที่ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาที่เป็นการวินิจฉัยว่านายทักษิณกระทำผิดกฎหมายอาญานั้นเห็นว่าศาลปกครองไม่มีอำนาจวินิจฉัยดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;โดยศาลปกครองสูงสุดเห็นว่าคำสั่งยกเลิกหนังสือเดินทางของกรมการกงสุลชอบด้วยกฎหมาย เพราะการให้สัมภาษณ์ของนายทักษิณกับสื่อมวลชนของประเทศเกาหลี ซึ่งมีเนื้อหาพาดพิงองคมนตรี ถ้อยคำดังกล่าวจึงเป็นปรปักษ์กับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และก่อให้เกิดความเสียหายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์&amp;nbsp; อันเป็นการกระทบต่อชื่อเสียงและเกียรติภูมิของประเทศตามระเบียบกระทรวงการต่างประเทศว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง ส่วนกรณีที่นายทักษิณอุทธรณ์ว่าเป็นการเลือกปฏิบัติและไม่เป็นธรรมนั้น ศาลเห็นว่าการที่จะอ้างว่าเป็นการเลือกปฏิบัติหรือไม่เป็นธรรมนั้น หากนายทักษิณเป็นผู้กระทำความผิดเอง ก็ไม่สามารถอ้างว่าหน่วยงานผู้ใช้อำนาจเลือกปฎิบัติได้ ดังนั้นจึงถือว่าคำสั่งยกเลิกหนังสือเดินทางนั้นชอบด้วยกฎหมาย ศาลปกครองสูงสุดจึงมีคำพิพากษายืนตามศาลปกครองกลางที่มีคำพิพากษายกฟ้อง&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;ด้านนายวัฒนา เตียงกูล ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากนายทักษิณ กล่าวภายหลังการอ่านคำพิพากษาว่า วันนี้ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายกฟ้องในคดีดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่าข้ออุทธรณ์ในคดีรับฟังไม่ขึ้น ดังนั้นเรื่องนี้คงต้องยุติ ทำอะไรไม่ได้ เพราะคดีถึงที่สุดแล้ว หลังจากนี้จะประสานไปยังนายทักษิณ เพื่อแจ้งคำพิพากษาของศาลให้รับทราบต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8234</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทักษิณ, พาสปอร์ต, พิพากษายืน, ศาลปกครอง, หนังสือเดินทาง, เพิกถอน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180501/image_big_5ae7f4ee0f541.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
