<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118219</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/09/2021 13:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/09/2021 13:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คมนาคม อ่วมน้ำท่วม 22 จังหวัดกระทบถนน ทล.-ทช 200 แห่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
29 ก.ย.2564-นายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน รองปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยในการแถลงข่าวถึงสถานการณ์และการดำเนินงานเกี่ยวกับอุทกภัยในภาคคมนาคมว่า ศูนย์ Command Center ภัยพิบัติ กระทรวงคมนาคม ได้สรุปรายงานอุทกภัยในเส้นทางคมนาคมเมื่อเวลา 10.00 น. ของวันนี้ (29 ก.ย.64) พบว่า มีโครงข่ายคมนาคมที่ได้รับผลกระทบ 22 จังหวัด จำนวน 150 เส้นทาง 200 แห่ง การจราจรผ่านได้ 132 แห่ง ผ่านไม่ได้ 68 แห่ง &amp;nbsp;ทั้งนี้ ยังต้องเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์น้ำจากกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) โดยเฉพาะในจังหวัดชัยภูมิ เนื่องจากในพื้นที่ยังมีปริมาณน้ำมาก และหลายเส้นทางยังไม่สามารถสัญจรได้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับโครงข่ายคมนาคมที่ได้รับผลกระทบ 22 จังหวัด จำนวน 150 เส้นทาง 200 แห่งนั้น แบ่งเป็น 1.เส้นทางของกรมทางหลวง (ทล.) 17 จังหวัด &amp;nbsp;68 เส้นทาง 112 แห่ง ผ่านได้ 75 ผ่านไม่ได้ 37 แห่ง เช่น จ.ชัยภูมิ จำนวน 6 สาย 8 แห่ง อาทิ ทล.201, ทล.205, ทล.225, ทล.2170, ทล.2179, ทล.2217, จ.นครราชสีมา จำนวน 12 สาย 17 แห่ง อาทิ ทล.2, ทล.201, ทล.205, ทล.226, ทล.2068, ทล.2073, ทล.2150, ทล.2160, ทล.2217, ทล.2226, ทล.2369, ทล.2421 เป็นต้น 2.เส้นทางของกรมทางหลวงชนบท (ทช.) 15 จังหวัด &amp;nbsp;78 เส้นทาง 81 แห่ง ผ่านได้ 57 แห่ง ผ่านไม่ได้ 24 แห่ง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้รับผลกระทบ 1 เส้นทาง 4 แห่ง ผ่านไม่ได้ทั้ง 4 แห่ง ทำให้วันนี้ (29 ก.ย.64) ปิดเส้นทางเดินขบวนรถในเส้นทางกรุงเทพ-หนองคาย (ขบวนรถไฟที่ 75 / 76, 433 / 434 งดเดิน) สำหรับเส้นทางที่ได้รับผลกระทบ 4 แห่ง ดังนี้ 1.ระหว่างสถานีบำเหน็จณรงค์-จัตุรัส 2.ระหว่างสถานีบ้านเหลื่อม-หนองพลวง 3.ระหว่างสถานีห้วยยายจิ๋ว-บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ และ 4.ในเขตสถานีโนนสูงด้านเหนือ (ด้านสถานีบ้านคงพลอง) &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ไม่สามารถเดินรถได้ 3 เส้นทาง 3 แห่ง เนื่องจากมีปริมาณน้ำท่วมสูง จึงได้ปรับแผนการเดินรถดังนี้ 1.งดการเดินรถ กรุงเทพฯ-คลองลาน 2.ปรับเส้นทางรถโดยสารอุตรดิตถ์ สาย 100 (เปลี่ยนเส้นทางมาวิ่งเส้น นครสวรรค์-พิษณุโลก-บ้านกงไกรลาศ-สุโขทัย) 3.ปรับเส้นทางรถโดยสารชัยภูมิ สาย 25 และสาย 29 เปลี่ยนวิ่งเส้นทางแยกสีดา-บัวใหญ่-ชัยภูมิ 4.รถโดยสารกรุงเทพ-นครสวรรค์ เปลี่ยนเป็นวิ่งเส้นทางหลวงหมายเลข 1 และ 5.งดใช้สถานีขนส่งจังหวัดสุโขทัย เปลี่ยนจุดรับ-ส่งผู้โดยสาร เป็นบริเวณหน้าปั๊ม ปตท. ใกล้แยกบางแก้วแทน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.กรมเจ้าท่า จัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยกรมเจ้าท่า ในพื้นที่โดยให้เฝ้าติดตามผลกระทบจากพายุโซนร้อนเตี้ยนหมู่ และได้เข้าดำเนินการให้การช่วยเหลือประชาชนในหลายพื้นที่ พร้อมทั้งตั้งศูนย์อำนวยการฯ และศูนย์อำนวยความสะดวก จำนวนรวมทั้งสิ้น 56 จุด รวมถึงจัดเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ช่วยเหลือฯ และเตรียมความพร้อมทางรถรวม 81 คัน, ทางเรือรวม 64 ลำ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ จท. ยังได้จัดชุดถุงยังชีพ น้ำดื่ม แจกจ่ายให้กับประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงจุดอำนวยความสะดวกที่ส่วนราชการจัดไว้ ในส่วนของการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. และกรมท่าอากาศยาน (ทย.) ยังไม่มีรายงานการได้รับผลกระทบ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118219</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงคมนาคม, พิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน, ศูนย์ Command Center ภัยพิบัติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210929/image_big_615409df58a3f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>80259</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2020 18:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2020 18:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คมนาคมลุยแก้35 จุดเสี่ยงตัดทางรถไฟสั่งดูแลผู้บาดเจ็บ-ญาติผู้เสียชีวิตเหยื่อรถไฟชนรถบัสกฐินเต็มที่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ต.ค.2563 นายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะโฆษกกระทรวงฯ เปิดเผยถึงกรณีการเกิดอุบัติเหตุขบวนรถคอนเทนเนอร์ที่ 852 เดินระหว่างสถานีแหลมฉบัง สถานีปลายทางลาดกระบัง (ICD) ชนกับรถบัสโดยสาร หมายเลขทะเบียน 30-1476 พระนครศรีอยุธยา ที่นำคณะผู้โดยสารจากจังหวัดสมุทปราการไปทอดกฐินที่วัดบางปลานัก อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทราว่า จากเหตุการณ์ดังกล่าว เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 19 ราย และบาดเจ็บ 44 ราย ในจำนวนผู้บาดเจ็บดังกล่าว เดินทางกลับบ้านแล้ว 31 ราย ส่วนที่เหลือยังพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลพุทธโสธร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้มีข้อสั่งการให้นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม รวมถึงกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) กรมการขนส่งทางราง (ขร.) การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้การช่วยเหลือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บอย่างเต็มที่ โดย รฟท.ได้จัดตั้งศูนย์ One Stop Service (ศูนย์ประสานงานช่วยเหลือผู้ประสบเหตุเฉพาะกิจตลอด 24 ชั่วโมง) ซึ่งในเบื้องต้น รฟท.จะดูแลเรื่องค่ารักษาพยาบาลแก่ผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต และช่วยเหลือเงินค่าจัดการศพแก่ญาติผู้เสียชีวิต โดยสามารถติดต่อประสานงานได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-272-5068 ตลอด 24 ชม.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยจากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่า หัวรถจักรได้รับความเสียหายที่กระจกหน้าแตกร้าว ด้านข้างรถจักรมีรอย และมีตู้สินค้าคอนเทนเนอร์ได้รับความเสียหาย 5 ตู้ ฉีกขาด 1 ตู้ และบุบ 5 ตู้ ขณะที่ รถบัสคันดังกล่าวนั้น ภาษีสิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย. 2563 ขณะนี้ อยู่ระหว่างทำเรื่องการโอนรถ แต่ผู้ประกอบการได้จัดให้มีประกันภัยภาคบังคับกับบริษัท อาคเนย์ประกันภัย ผู้เสียชีวิตได้รับการชดใช้เป็นเงิน 500,000 บาท/คน ผู้บาดเจ็บได้รับการชดใช้ 80,000 บาท/คน และมีประกันภัยภาคสมัครใจประเภท 3 กับบริษัท สินมั่นคงประกันภัย คุ้มครองการเสียชีวิต 500,000 บาท/คน รวมแล้วไม่เกิน 10 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิศักดิ์ กล่าวต่ออีกว่า สำหรับแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุบริเวณจุดตัดรถไฟ กระทรวงคมนาคม ได้ร่วมประชุมหารือ เพื่อติดตามสถานการณ์ และร่วมกันพิจารณาขั้นตอน/มาตรการเชิงป้องกัน และการดำเนินการแก้ไขปัญหา โดยแบ่งเป็น ระยะเร่งด่วน ซึ่ง รฟท. จะเร่งดำเนินการปรับแก้ไขสัญญาณเตือน บริเวณจุดเกิดเหตุให้พร้อมใช้งานภายใน 7 วัน นอกจากนี้ รฟท.จะเสนอคณะอนุกรรมการกลั่นกรองและอนุญาตแก้ไขปัญหาจุดตัดทางรถไฟระดับจังหวัด เพื่อเร่งรัดพิจารณาติดตั้งเครื่องกั้นอัตโนมัติ ก่อนเสนอคณะกรรมการฯ โดยมีตนเป็นประธาน เพื่อพิจารณาอนุญาตชั่วคราว และดำเนินการติดตั้งในจุดเกิดเหตุดังกล่าวอย่างเร่งด่วน ทั้งนี้ จะใช้งบประมาณจากกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) มาดำเนินการ ซึ่งที่ผ่านมาการติดตั้งเครื่องกั้นอัตโนมัติ จะใช้งบประมาณจุดละประมาณ 4-5 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ นายศักดิ์สยาม ยังได้สั่งการให้ รฟท. ไปดำเนินการสำรวจ และตรวจสอบจุดตัดทางลักผ่านในแนวเส้นทางรถไฟทางคู่และรถไฟทางสาม ที่เกิดอุบัติเหตุซ้าซ้อนที่ถือว่า มีความเสี่ยงสูง และประสานหน่วยงานเจ้าของถนนทางผ่าน ก่อนดำเนินการติดตั้งเครื่องกั้นอัตโนมัติโดยเร่งด่วนเป็นการชั่วคราว รวมถึงตรวจสอบจุดตัดทางลักผ่านที่มีอยู่ในปัจจุบัน พร้อมทั้งประสานหน่วยงานเจ้าของถนนทางผ่าน เพื่อพิจารณาจุดตัดที่จะต้องติดตั้งเครื่องกั้นทางรถไฟอัตโนมัติ ส่วนทางลักผ่านขนาดเล็กหากพิจารณาว่าจะต้องดำเนินการปิด ให้ไปรวมจุดตัดทางรถไฟโดยก่อสร้างถนนเลียบทางรถไฟ (Collector Road) เพื่อข้ามทางบริเวณจุดที่ปลอดภัยแทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ได้มอบหมาย ให้ ขร. ไปดำเนินการศึกษา เพื่อลดอุบัติเหตุจุดตัดทางถนนและทางรถไฟ โดยใช้งบประมาณสนับสนุนจากกองทุน กปถ.ในปี 2564-2565 วงเงิน 29.5 ล้านบาท ศึกษาและออกแบบจุดตัดรถไฟที่เกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อน (Dark Spot) ในระหว่างปี 2558-2562 ที่ต้องเร่งดำเนินการแก้ไขจำนวน 35 แห่ง โดยคาดว่าจะได้รายละเอียดผลการศึกษาเบื้องต้นภายใน 6 เดือน และได้ข้อสรุปทั้งหมดภายในต้นปี 2565&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิศักดิ์ กล่าวอีกว่า จากข้อมูลสถิติ พบว่าปัจจุบันมีจุดตัดทั่วประเทศทั้งสิ้น 2,684 แห่ง แบ่งเป็นจุดตัดต่างระดับ 406 แห่ง เสมอระดับ 2,278 แห่ง โดยจุดตัดเสมอระดับท่ีได้รับอนุญาตมีจานวน 1,657 แห่ง มีเครื่องกั้นแล้ว 1,450 แห่ง มีไฟกระพริบและป้ายสัญญาณเตือน 207 แห่ง และจุดตัดเสมอระดับประเภททางลักผ่าน จำนวน 621 แห่ง ขณะที่จุดตัดทางรถไฟที่เกิดอุบัติเหตุซ้ำๆ ในปี 2558-2562 มีทั้งหมด 35 แห่ง โดยจุดที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยๆ ได้แก่ จุดทางลักผ่านบริเวณแก่งคอย-บ้านช่องใต้, ทางลักผ่านชุมทางหาดใหญ่-คลองแงะ, หนองปลาดุก-สุพรรณบุรี, บ้านพะเนา-ชุมทางถนนจิระ และสารภี-ป่าเส้า ซึ่งจะมีทั้งจุดลักผ่าน จุดที่ไม่มีเครื่องกั้น และจุดที่มีเครื่องกั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ของ รฟท. ที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง และที่จะดำเนินการในอนาคตนั้น ยืนยันว่า จะมีการดำเนินการติดตั้งรั้วกั้นสองข้างทางรถไฟ (Fencing) พร้อมทั้งแก้ไขปัญหาจุดตัดทางรถไฟเสมอระดับให้เป็นจุดตัดทางรถไฟต่างระดับทั้งหมด สาหรับกรณีรถไฟทางคู่และทางสายใหม่ที่อยู่ในแนวเส้นทางเดียวกับทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) จะดำเนินการบูรณาการภายใต้แผนแม่บทมอเตอร์เวย์-รถไฟทางคู่ (MR-MAP)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80259</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุดตัดรถไฟ, พิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน, รถไฟชนรถบัส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201012/image_big_5f843b0c6bfe9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54150</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/01/2020 09:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/01/2020 09:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กพท.ดันกม.ความปลอดภัยการบินแก้ปัญหาข้อพิพาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ม.ค. 2563 นายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิณ รองปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับสำนักงานการบินพลเรือน (กพท.) และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.ว่า จากกรณีโครงการห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล วิลเลจ ภายในเขตปลอดภัยในการเดินอากาศท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) พร้อมทั้งความห่วงใยของ ทอท. เนื่องจากโครงการดังกล่าว อยู่ใกล้กับพื้นที่ขึ้น-ลงของเครื่องบินนั้น จึงได้เร่งรัดให้ กพท. กำหนดหลักเกณฑ์กิจกรรมที่ต้องขออนุญาต หากดำเนินการในเขตพื้นที่ปลอดภัยทางการบิน เพื่อออกประกาศฯ ตามพระราชบัญญัติการเดินอากาศ (ฉบับที่ 14) พ.ศ.2562 มาตรา 59/2&amp;nbsp;


ทั้งนี้เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมานั้น เซ็นทรัล วิลเลจได้ดำเนินการภายใต้ พ.ร.บ.ฉบับเก่า โดยการออกประกาศในครั้งนี้นั้น เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ดั่งเช่นที่ผ่านมาในอนาคต อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน มี.ค. 2563 จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการประกาศต่อไป


อย่างไรก็ตามเมื่อประกาศดังกล่าวมีผลบังคับใช้นั้น จะไม่มีผลย้อนหลัง โดยจะนำไปใช้กับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงบ้านเรือน กิจการห้างร้านต่างๆ อาคารพาณิชย์ ที่อยู่ในโซน หรืออยู่ในเกณฑ์ที่ต้องปฏิบัติตามประกาศ และต้องขออนุญาต โดยกิจกรรมที่จะต้องขออนุญาตนั้น เช่น การยิงแสงเลเซอร์ กิจกรรมที่ก่อให้เกิดควัน กิจกรรมที่เป็นตัวนำให้มีนกบินมาในบริเวณดังกล่าว เป็นต้น โดยจะนำไปเทียบกับมาตรฐานกับองค์การบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) และนำโมเดลของประเทศอื่นๆ มาประยุกต์ใช้กับประเทศไทย


&amp;ldquo;ที่ผ่านมา กพท. ได้แจ้งให้เซ็นทรัล วิลเลจ ส่งแผนประเมินความเสี่ยง ในกิจกรรมที่เซ็นทรัลฯ ทำอยู่นั้น มีอะไรบ้าง และล่าสุดได้ส่งกลับมาให้ กพท. แล้ว และอยู่ระหว่างการตรวจสอบเอกสารรายงานการประเมินความเสี่ยง ส่วนประเด็นข้อพิพาท ก็เป็นเรื่องของ 2 หน่วยงานนั้น ที่ต้องไปดำเนินการตามกระบวนการ&amp;rdquo; นายพิศักดิ์ กล่าว


รายงานข่าวจาก กพท. แจ้งว่า สำหรับมาตรา 59/2 นั้น ระบุว่า ห้ามมิให้บุคคลใดดำเนินกิจกรรมดังต่อไปนี้ ตามลักษณะหรือระดับของกิจกรรมที่ผู้อำนวยการประกาศกำหนด ภายในเขตปลอดภัยในการเดินอากาศตามมาตรา 58 เว้นแต่ได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ผู้อำนวยการประกาศกำหนด ประกอบด้วย 1.ปล่อยแสงเลเซอร์หรือแสงไฟขึ้นไปสู่อากาศ 2.ปล่อยคลื่นเสียง คลื่นวิทยุ หรือคลื่นแฮรตเซียนซึ่งเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า 3.ใช้งานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีการปล่อยคลื่นไฟฟ้า และ 4.กิจกรรมอื่นตามที่ผู้อำนวยการประกาศกำหนด ซึ่งจะต้องกำหนดเท่าที่จำเป็นและไม่กระทบต่อชีวิตประจำวันหรือสร้างภาระแก่ประชาชนเกินสมควร
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54150</URL_LINK>
                <HASHTAG>พิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน, สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190706/image_big_5d201774d20c5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40304</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/07/2019 10:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/07/2019 10:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คมนาคมตั้งทีมสำรวจราคาค่าก่อสร้างเพื่อสรุปค่าโง่โฮปเวลล์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ก.ค. 2562 นายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน รองปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่าความคืบหน้า กรณีที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้กระทรวงคมนาคม และ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จ่ายชดเชยแก่ บริษัท โฮปเวลล์(ประเทศไทย) จำกัด จากการบอกเลิกสัญญา เป็นเงิน 1.2 หมื่นล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 2.5 หมื่นล้านบาทนั้นในสัปดาห์หน้าจะมีการนัดประชุมคณะอนุกรรมการด้านวิศวกรรม เป็นการตั้งทีมทำงานด้านวิศวกรขึ้นมาศึกษาตัวเลขวงเงินชดเชยจำนวน 1.2 หมื่นล้านบาทว่าเหมาะสมหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามคณะกรรมการจะเข้าไปประเมินมูลค่าการก่อสร้างที่ดำเนินไปแล้วเช่น เสาตอม่อหลายร้อยต้น เพื่อนำราคามาเปรียบเทียบกับค่าที่ศาลได้ระบุไว้ ว่ามูลค่าเป็นอย่างไร หรือ ลดลงได้หรือไม่ ซึ่งในทีมงานจะมีทั้งตัวแทนจาก การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กรมทางหลวง(ทล.) และ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิศักดิ์กล่าวต่อว่าต้องใช้บุคลากรจากหน่วยงานที่มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญงานก่อสร้าง มาช่วยกันประเมิน ส่วนด้านแบบรายละเอียดการก่อสร้างนั้นไม่มีอยู่ในมือกระทรวงคมนาคมและรฟท. เนื่องจากเป็นโครงการที่ผู้รับเหมาออกแบบเองทั้งหมด ข้อมูลจึงอยู่กับโฮปเวลล์ กระทรวงคมนาคมเคยยื่นหนังสือขอรายละเอียดการออกแบบลงทุนโครงการ ก็ได้เเต่เพียงส่งแบบร่างโครงการคร่าวๆมาให้ ซึ่งไม่สามารถนำไปคำนวณเป็นค่าก่อสร้างได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวกระทรวงคมนาคมระบุว่าหากกระทรวงคมนาคมสำรวจพบว่าค่าเสียหายที่ศาลมีคำสั้งให้ชดใช้เกือบ 1.2 หมื่นล้านบาทนั้นไม่ตรงกับตัวเลขที่ส่งวิศวกรไปประเมินราคา มีโอกาสที่จะสามารถลดค่าเสียหายได้จากที่คำสั่งเดิมสั่งชดใช้ แต่ตามหลักการทั่วไป หากศาลฟ้องจ่ายค่าเสียหายแล้วจำเลยไม่ชำระตามจำนวนที่ศาลสั่งพร้อมชี้แจงเหตุผลนั้น ขั้นตอนการพิจารณาเป็นดุลพินิจศาล &amp;nbsp; มีหลายกรณีที่การฟ้องเรียกค่าเสียหาย &amp;nbsp;มักไม่ได้ตามจำนวนที่ฟ้อง &amp;nbsp; หากหลักฐานของโจทก์นั้นคลุมเครือ &amp;nbsp;ไม่ชัดเจน ส่วนด้านกรณีคดีทางแพ่งถ้าจำเลย ไม่มีหลักทรัพย์ &amp;nbsp; แม้ศาลจะตัดสินให้มากเท่าไร &amp;nbsp; หากจำเลยไม่มีจ่าย &amp;nbsp;ก็ต้องรอไม่มีกำหนด &amp;nbsp; หรือฟ้องล้มละลาย &amp;nbsp;ถ้ามูลค่าหนี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40304</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่าโง่โฮปเวลล์, พิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน, รองปลัดกระทรวงคมนาคม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190706/image_big_5d201774d20c5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26594</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/01/2019 09:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/01/2019 09:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คมนาคมชงครม.ลุยแผนพัฒนาถนนภาคเหนือ 1.9หมื่นล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คมนาคมชงครม.สัญจรแผนพัฒนาถนนภาคเหนือ 1.9 หมื่นล้านบาท เพื่อเชื่อมโยงการเดินทางไปพร้อมกับส่งเสริมการท่องเที่ยวซึ่งมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน อธิบดีกรมทางหลวงชนบท(ทช.)เปิดเผยว่าทช.เตรียมเสนอรายงานแผนพัฒนาถนนในจ.เชียงใหม่ และในพื้นที่ใกล้เคียง วงเงิน 1.36 หมื่นล้านบาท เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)สัญจร เพื่อเชื่อมโยงการเดินทางไปพร้อมกับส่งเสริมการท่องเที่ยวซึ่งมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัด เริ่มจากโครงการก่อสร้างถนนเลี่ยงเมืองสันกำแพง ระยะทาง 16กม. วงเงิน 4.26 พันล้านบาท สำรวจออกแบบเสร็จแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามคาดว่าจะสำรวจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2563 ต่อมาคือโครงการก่อสร้างถนนเลี่ยงเมืองเชียงใหม่เส้นทางแม่ริม ถนนสายแยก ทช.ชม.3029- แยก ทล.1095 วงเงิน 8.3 พันล้านบาท แบ่งเป็นเฟส 1 ระยะทาง 22 กม. วงเงิน 5.3 พันล้านบาท สำรวจอสังหาริมทรัพย์และออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืนในปี 2563 ก่อนก่อสร้างต่อไป ส่วนเฟส 2 ระยะทาง 22 กม. วงเงิน 3 พันล้านบาท ออกแบบรายละเอียดในปีนี้ ก่อนสำรวจอสังหาริมทรัพย์และออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืนในปี 2564 ทั้งนี้ยังมีโครงการก่อสร้างถนนสายแยก ทล.11-ทล.1 อ.เมืองลำปาง &amp;nbsp;จ.ลำปางระยะทาง 14 กม. สำรวจออกแบบและสำรวจอสังหาริมทรัพย์เสร็จแล้ว คาดว่าจะเวนคืนในปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวจากกรมทางหลวงระบุว่ากรมทางหลวง(ทล.)เครียมเสนอแผนพัฒนาถนนในพื้นที่ภาคเหนือเข้าสู่ครม.สัญจร 4โครงการ วงเงินรวม 5.4 พันล้านบาท ได้แก่ 1.โครงการพัฒนาทางหลวงหมายเลข 1035 ตอนวังหม้อพัฒนา - แจ้ห่ม จ.ลำปาง ระยะทาง 95 กม. งบผูกพันธ์ปี 2564-2566 วงเงินรวม 3.3 พันล้านบาท แผนดำเนินการปี 2564 วงเงิน 200 ล้านบาท ระยะทาง 5 กม. และแผนดำเนินการในปี 2565 วงเงิน 500 ล้านบาท ระยะทาง 10 กม. ส่วนช่วงที่เหลือดำเนินการในปี 2566 2.6 พันล้านบาท ระยะทาง 80 กิโลเมตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;2.โครงการพัฒนาทางแยกต่างระดับภาคเหนือ โดยเพิ่มทางแยกต่างระดับ (Ramp) ทิศทางจากเชียงใหม่มุ่งหน้าสู่กรุงเทพ อีก 1 แห่ง อยู่บนทางหลวงหมายเลข 1 บริเวณ กม.700+587 วงเงินไม่ต่ำกว่า 1 พันล้านบาท 3.โครงการก่อสร้างสะพานข้ามทางรถไฟ ทล.1136 บริเวณแยกทางหลวงหมายเลข 11 - บรรจบทางหลวงหมายเลข 106 เหมืองง่า จ.ลำพูน วงเงิน 300 ล้านบาท เสนอขอรับงบประมาณปี 25644.โครงการก่อสร้างขยาย 4 ช่องจราจร ทางหลวงหมายเลข 116 ช่วงป่าสัก - สะปุ๋ง - บ้านเรือน &amp;ndash; สันป่าตอง จ.ลำพูน วงเงิน 850 ล้านบาท ระยะทาง 19 กม. อยู่ในแผนดำเนินการปี 2564&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวกระทรวงคมนาคมระบุว่าในการประชุมครม.สัญจรภาคเหนือครั้งนี้ต้องจับตาดูว่าจะมีการเสนอโครงการพัฒนาสนามบินเชียงใหม่แห่งที่ 2 วงเงินลงทุน 5 หมื่นล้านบาท ได้หรือไม่ ก่อนส่งมอบให้ทอท. เข้าไปลงทุนเรื่องจัดหาที่ดิน ในการก่อสร้างสนามบินดังกล่าวซึ่งต้องใช้ที่ดินถึง 7,000&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26594</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทางหลวงชนบท(ทช.), ครม.สัญจร, พิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน, แผนพัฒนาถนนภาคเหนือ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181223/image_big_5c1f6af933bad.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24879</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/12/2018 18:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/12/2018 08:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทช.ลุยสร้างถนน เชื่อมอีอีซีหนุนพัฒนาชาติ (สถานีอีอีซี) </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
ทช.ลุยสร้างถนน&amp;nbsp;เชื่อมอีอีซีหนุนพัฒนาชาติ (สถานีอีอีซี)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลได้มีนโยบายในการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจฝั่งตะวันออกหรือโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) เพื่อเตรียมความพร้อมในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ โครงสร้างพื้นฐานด้านกฎหมาย กฎระเบียบ และสิทธิประโยชน์ที่ให้แก่นักลงทุนในเขตพื้นที่ 3 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ หนึ่งความสำคัญที่จะเชื่อมพื้นที่ในอีอีซีคงหนีไม่พ้นการก่อสร้างถนน &amp;nbsp;กรมทางหลวงชนบท ซึ่งมีนายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน เป็นอธิบดี &amp;nbsp;คือหนึ่งในหน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบดูแลในเรื่องนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน อธิบดีกรมทางหลวงชนบท(ทช.) กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2561 กรมทางหลวงชนบทจึงได้ดำเนินการก่อสร้างถนนเพื่อสนับสนุน EEC จำนวน 7 เส้นทางด้วยกัน ดังนี้ 1.โครงการก่อสร้างขยายถนนทางหลวงชนบทสาย รย.3013 แยกทางหลวงหมายเลข 331 - ทางหลวงหมายเลข 3191 อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง ระยะทาง 17.324 กิโลเมตร ปัจจุบันผู้รับจ้างได้เริ่มเข้าพื้นที่ดำเนินงานเมื่อเดือนมีนาคม 2561 ที่ผ่านมา ขณะนี้อยู่ระหว่างการสำรวจแนวการก่อสร้างและแนวเวนคืน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
2.โครงการก่อสร้างถนนทางหลวงชนบทสาย รย.4058 แยกทางหลวงหมายเลข 3138 - ทางหลวงหมายเลข 344 อำเภอบ้านค่าย, วังจันทร์ จังหวัดระยอง ระยะทาง 32.807 กิโลเมตร ขณะนี้อยู่ระหว่างก่อสร้างชั้นรองพื้นทางลูกรัง ได้ระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร, 3 โครงการก่อสร้างขยายถนนสาย รย.5050 แยกตายนิคมสร้างตนเอง สาย 15-บ.ห้วยโป่ง อ.นิคมพัฒนาจังหวัดระยอง ระยะทาง 10.198 กิโลเมตร งบประมาณ 204 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 สายแยก ทล.7-ท่าเรือแหลมฉบัง จ.ฉะเชิงเทรา ระยะทาง 10 กิโลเมตร งบประมาณ 1,499 ล้านบาท ระยะเวลาก่อสร้างปี 63, 5.สะพานข้ามแยกถนนสาย ทช.ชบ.3027 เชื่อม &amp;nbsp;ทล.3138 อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี งบประมาณ 285 ล้านบาท แล้วเสร็จปี 63, 6.สาย รย.2015 แยก ทล.331 อ.ปลวกแดง จ.ระยอง ระยะทาง 11.465 กิโลเมตร คาดแล้วเสร็จปี 64 และ 7 สาย ฉช.3001 แยก ทล.314-ลาดกระบัง จ.ฉะเชิงเทรา, สมุทรปราการ ระยะทาง 20.328 กิโลเมตร งบประมาณ 3,801 ล้านบาท แล้วเสร็จปี 63&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับในปี 2562 มีโครงการพัฒนาทางหลวงชนบทเพื่อขับเคลื่อน EEC ได้แก่ ถนนสาย รย.2015 แยก ทล.36-ทล.311 &amp;nbsp;อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง ระยะทาง 11.465 กิโลเมตร งบประมาณก่อสร้าง 715 ล้านบาท, โครงการแก้ไขปัญหาจราจรในปริมณฑลและภูมิภาค ได้แก่ ถนนสาย สป. 1011 แยก ทล.3-เทพารักษ์ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ระยะทาง 3.875 กิโลเมตร งบก่อสร้าง 990 ล้านบาท, โครงการถนนสายแยก ทล.3097-ศูนย์ราชการจังหวัดนครปฐม จังหวัดนครปฐม ระยะทาง 3.217 กิโลเมตร งบก่อสร้าง 584 ล้านบาท ทั้งสามโครงการใช้งบผูกพัน 3 ปี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นอกจากนี้ ยังมีโครงการพัฒนาโครงข่ายสะพาน ได้แก่ โครงการข้ามคลองมะลัง อ.เมือง จ.สตูล ความยาวสะพาน 801 เมตร งบประมาณในการก่อสร้าง 510 ล้านบาท และโครงการสะพานข้ามคลองดู อ.ละงู จ.สตูล ความยาวสะพาน 1,320 เมตร งบประมาณในการก่อสร้าง 300 ล้านบาท ทั้งสองโครงการใช้งบผูกพันสามปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมศึกษารองรับการลงทุนอีอีซี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายพิศักดิ์ กล่าวว่า กรมมีแผนเข้าไปพัฒนาถนนในอีอีซี เพิ่มเติม ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสม ว่าเส้นทางไหนบ้างที่จะสามารถนำเข้ามาบรรจุในแผนการพัฒนาอีอีซี ปัจจุบันทางรัฐบาลมีแนวคิดที่จะขยายพื้นที่อีอีซีไปทางจังหวัดสระแก้วและปราจีน ซึ่งตอนนี้กำลังปรับปรุงแผน และศึกษาเพิ่มเติมเพื่อให้สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
อย่างไรก็ตาม ในปี 62 ทางกรมทางหลวงชนบทจะทำการสำรวจว่ามีเส้นทางใดบ้างที่จะสามารถนำเข้าไปบรรจุในแผนของอีอีซี เช่น บางพื้นที่ผ่านนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ กรมทางหลวชนบทจะเอาเข้ามาพัฒนาและดูรายละเอียดของรถบรรทุกที่วิ่งในเส้นทางของกรม หากมีจำนวนรถบรรทุกวิ่งเป็นจำนวนมากก็อาจจะมีแนวโน้มการขยายช่องจราจรเป็นสี่ช่องจราจร &amp;nbsp;ปัจจุบันกรมมีแผนดำเนินเพิ่มเติมอีก 11 เส้นทาง โดยจะเริ่มดำเนินการในปี 64 มีสามรายการที่จะนำเข้าสู่แผนการก่อสร้าง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;คำว่า &amp;quot;อีอีซี&amp;quot; มีศักยภาพอยู่ในตัว โดยเฉพาะที่ จ.ระยองเป็นพื้นที่อุตสาหกรรม มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ การที่กรมทางหลวงชนบทเข้าไปพัฒนาพื้นที่นั้น เป็นโอกาสที่จะเข้าไปเพิ่มศักยภาพในแหล่งอุตสาหกรรมที่ให้ต่างชาติลงทุน ที่ให้ประเทศไทยสามารถเป็นแหล่งเรียนรู้ ตามนโยบายรัฐบาลมองว่ามีโอกาสที่จะทำให้รัฐบาลและประเทศมีรายได้จากการลงทุนจากต่างประเทศ ดังนั้นในแง่ของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เข้าไป เฉพาะในส่วนของกรมทางหลวงชนบทอาจจะมีไม่มาก ซึ่งในพื้นที่อีอีซีเองมีงบประมาณเข้าไปลงทุน 750 ล้านบาท&amp;quot; นายพิศักดิ์กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นายพิศักดิ์กล่าวว่า ในปี 2564 กรมมีแผนที่จะดำเนินการก่อสร้าง 11 สายทาง ขณะนี้ได้มีการเตรียมการเรื่องของออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินเวนคืน (พ.ร.ฎ.) เรื่องการเวนคืนที่ดินแล้ว และมีแนวโน้มว่าในปี 63 ตั้งงบประมาณได้ก็จะมีสัก 2-3 เส้นทางที่มีความพร้อมเริ่มก่อสร้างได้ อย่างไรก็ตาม ต้องดูในส่วนของการเวนคืนมีปัญหามากน้อยแค่ไหน หากไม่มีปัญหาก็สามารถดำเนินการในปี 64&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;quot;ถือเป็นความโชคดีของกรมทางหลวงชนบทที่ได้มีการศึกษาเจ็ดเส้นทางโลจิสติกส์ไว้แล้ว เมื่อรัฐบาลประกาศพื้นที่อีอีซี ก็นำทั้งเจ็ดเส้นทางบรรจุไว้ในแผนเพื่อให้ความสำคัญมากยิ่งขึ้น เนื่องจากอยู่ในพื้นที่ของอีซีซีจึงสามารถดำเนินการได้เลย แต่ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากต้องใช้เวลา เพราะต้องมาดูว่าถนนที่มีสองช่องจราจรจำเป็นต้องขยายเป็นสี่ช่องจราจรหรือไม่&amp;quot; นายพิศักดิ์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เร่งเวนคืนพัฒนาถนนกระจายความเจริญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นายพิศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับภาพรวมของงบประมาณปี 2562 กรมได้รับการจัดสรรงบ 46,700 ล้านบาท นอกจากเป็นงบผูกพันแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นค่าเวนคืน อาทิ โครงการเชื่อมต่อการขนส่งที่ จ.สมุทรปราการ โดยได้มีการเวนคืนที่สาย สป.4002 แยกทางหลวงสาย 3344 ถึงบ้านบางพลีใหญ่ ระยะทาง 8 กิโลเมตร ค่าเวนคืน 450 ล้านบาท, สายแยก ทล.3452ไปสี่แยกบ้านสร้าง อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี ระยะทาง 25 กิโลเมตร ค่าเวนคืน 500 ล้านบาท ทั้งสองโครงการจะดำเนินการภายในปี 62
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
อย่างไรก็ตาม จะเห็นว่างบประมาณในปี 2562 ส่วนใหญ่จะใช้ค่าเวนคืนค่อนข้างเยอะ เนื่องจากกรมได้เตรียมพร้อมเพื่อรองรับการขยายตัวของอีอีซี ซึ่งโดยรวมแล้วการก่อสร้างถนน 1 &amp;nbsp;เส้นทางจะใช้เวลาประมาณ 4-5 ปี เพราะต้องมีการสำรวจว่าจะใช้พื้นที่เท่าไรสำรวจเสร็จ ต้องออกกฤษฎีกาการเวนคืนอย่างน้อยใช้เวลาหนึ่งปี หลังจากนั้นถึงจะสำรวจพื้นที่ได้ ส่วนรายละเอียดเรื่องการจ่ายชดเชยก็ใช้เวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปี จึงจะทำการออกแบบก่อสร้างได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;quot;โครงการในปี 62 จะเป็นการเวนคืนโดยส่วนใหญ่ ตรงไหนเวนคืนน้อยก็จะตั้งงบปี 63 ส่วนโครงการไหนเวนคืนมากก็ตั้งงบปี 64 ทำให้ปี 63 กรมจะไม่มีโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการบำรุงรักษาถนนในชนบท และอำนวยความปลอดภัยมากกว่า&amp;quot; นายพิศักดิ์ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นายพิศักดิ์ กล่าวว่า นโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจราจร ไม่ต้องการให้เป็นการขยายถนนบนถนนเดิมซึ่งมีชุมชนหนาแน่นอยู่แล้ว หรือไปตัดผ่านชุมชนหนาแน่น เพราะทำให้ประชาชนเดือดร้อน และพื้นที่แพงทำให้ค่าก่อสร้างสูง ทำไมเราไปตัดพื้นที่ที่ประชาชนน้อยค่าเวนคืนถูก สิ่งที่ตามมาจะมีการพัฒนาพื้นที่ เกิดการขยายเมืองออกไป จึงถือเป็นการกระจายการจราจรไปอีกด้านหนึ่ง แนวทางนี้ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากกว่า ดังนั้นสิ่งนี้ที่กำลังดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลก็จะเป็นส่วนหนึ่งในการสอดรับในส่วนการแก้ไขปัญหาจราจร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนุนท่องเที่ยวรองรับเอสอีซี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นายพิศักดิ์ กล่าวว่า จากนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองของรัฐบาล กรมจึงได้เร่งศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเลียบชายฝั่งทะเลตะวันตกของอ่าวไทย ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องจากโครงการไทยแลนด์ริเวียร่า &amp;nbsp;โดยจะดำเนินโครงการถนนเรียบชายฝั่งทะเลตะวันตก (The Royal Coast) จากจังหวัดเพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร และระนอง 515 กิโลเมตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นอกจากนี้ ยังได้รับการร้องขอจากกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยให้ดำเนินการต่อขยายถนนเลียบชายฝั่งทะเล เริ่มจากอำเภอละแม จังหวัดชุมพร ไปจนถึงอำเภอเทพา จังหวัดสงขลา &amp;nbsp;เพื่อเสริมศักยภาพการท่องเที่ยวตามแนวชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกให้มีความสมบูรณ์และใช้ประโยชน์ได้สูงสุด อีกทั้งสามารถเป็นเส้นทางสำรองของถนนสายหลักในกรณีฉุกเฉิน &amp;nbsp;แต่เนื่องจากเส้นทางช่วงดังกล่าวส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่อนุรักษ์และมีความอ่อนไหวต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างเช่นป่าชายเลน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น กรมทางหลวงชนบทได้ใช้งบประมาณเหลือจ่ายปี 2561 จำนวน 9.5 ล้านบาท เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเลียบชายฝั่งตะวันตกของอ่าวไทย &amp;nbsp;(ช่วงส่วนต่อขยาย) ครอบคลุมพื้นที่สี่จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชุมพร จ.สุราษฎร์ธานี จ.นครศรีธรรมราช และ จ.สงขลา ระยะทางทั้งสิ้น 578 กิโลเมตร โดยมีจุดเริ่มต้นที่ ต.ละแม อ.ละแม จ.ชุมพร และสิ้นสุดที่ ต.ปากบาง อ.เทพา จ.สงขลา ระยะเวลาดำเนินงาน 210 วัน เริ่มต้นสัญญาวันที่ 18 มิถุนายน 2561 สิ้นสุดสัญญาวันที่ 13 มกราคม 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ทางกรมยังอยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อเชื่อมกับเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (เอสอีซี) กับชุมชน แต่ต้องรอแนวคิดจากรัฐบาลก่อนว่ามีแนวคิดในเชิงภาคใต้อย่างไร แต่จากนโยบายที่ได้รับทราบมาจะนำโครงการไทยแลนด์ริเวียร่าเข้ามาในแผนดังกล่าว ในส่วนของกรมจะนำกรอบการท่องเที่ยวมาไว้ตรงนี้ และมองว่าหากนำมาไว้ในแผนการสนับสนุนงบประมาณจะมีมากกว่า แต่อย่างไรก็ตาม ต้องรอดูกรอบนโยบายจากรัฐบาลก่อน เนื่องจากยังไม่ได้กำหนดพื้นที่ที่ชัดเจน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;กัลยา ยืนยง รายงาน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24879</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทางหลวงชนบท, ชุมชน, ทช., พิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน, สิทธิประโยชน์, อีอีซี, เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้, เอสอีซี, โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก, โครงสร้างพื้นฐาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181223/image_big_5c1f6b3a34da8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18384</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/09/2018 10:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/09/2018 10:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทช.ทุ่มงบขยายถนน 4 เลนหนุนการค้าชายแดน ด้านสระแก้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมทางหลวงชนบท ทุ่มงบ136 ล้านก่อสร้างถนนทางหลวงชนบทสาย สก.3085 แยกทางหลวงหมายเลข 348 &amp;ndash; บ้านนางาม อำเภออรัญประเทศ , โคกสูง , ตาพระยาจ.สระแก้ว หนุนการค้าเศรษฐกิจชายแดนไทย-กัมพูชา คาดแล้วเสร็จปี63&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25ก.ย.61-นายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน อธิบดีกรมทางหลวงชนบท กล่าวว่า โครงการก่อสร้างถนนทางหลวงชนบทสาย สก.3085 แยกทางหลวงหมายเลข 348 &amp;ndash; บ้านนางาม อำเภออรัญประเทศ , โคกสูง , ตาพระยา จังหวัดสระแก้ว เป็นการขยายถนนจากเดิม 2 ช่องจราจร เป็นขนาด 4 ช่องจราจร ซึ่งโครงการนี้ก่อสร้างต่อเนื่องจากบริเวณที่ได้ขยายเป็น 4 ช่องจราจรแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับโครงการดังกล่าวมี จุดเริ่มต้นบริเวณ กม.ที่ 1+500 ถึงจุดสิ้นสุดโครงการ กม.ที่ 6+400 ระยะทางรวม 4.900 กิโลเมตร โดยก่อสร้างเป็นผิวจราจรลาดยางแบบแอสฟัลติกคอนกรีต &amp;nbsp;จาก กม.ที่ 1+500 ถึง กม.ที่ 4+800 และ กม.ที่ 6+300 ถึง กม.ที่ 6+400 รวมระยะทาง 3.400 กิโลเมตร ส่วนบริเวณ กม.ที่ 4+800 ถึง กม.ที่ 6+300 ช่วงหน้านิคมอุตสาหกรรมสระแก้ว ก่อสร้างเป็นผิวจราจรแบบคอนกรีต ระยะทาง 1.500 กิโลเมตร ปัจจุบันมีความก้าวหน้า 15.47%เร็วกว่าแผนที่กำหนดไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างท่อระบายน้ำพร้อมบ่อพักสองข้างทาง และงานดินถมคันทาง ซึ่งโครงการดังกล่าวคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จประมาณปี 2563 ใช้งบประมาณในการก่อสร้างรวม 136.50 ล้านบาท &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามเมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จจะสนับสนุนยุทธศาสตร์โลจิสติกส์และรองรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้าชายแดนไทยและกัมพูชา บริเวณด่านชายแดนรองรับเขตนิคมอุตสาหกรรมสระแก้ว ช่วยลดปริมาณการจราจรที่แออัดของทางหลวงหมายเลข 33 เป็นการพัฒนาโครงข่ายทางหลวงชนบทเพื่อรองรับปริมาณจราจรที่เพิ่มขึ้น ลดระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้าสนับสนุนการท่องเที่ยวประชาชนในพื้นที่และใกล้เคียง ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตแก่ประชาชนในพื้นที่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18384</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก่อสร้างถนนทางหลวงชนบทสาย สก.3085, ถนนทางหลวงชนบท, บ้านนางาม อำเภออรัญประเทศ, พิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน, อธิบดีกรมทางหลวงชนบท</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180925/image_big_5ba9af9ec7977.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
