<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>91563</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/01/2021 18:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/01/2021 18:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา ยกเครื่อง “เอ็กซิมแบงก์” ฝ่าทุกความท้าทาย-ขับเคลื่อนส่งออกไทยในเวทีโลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom: 7pt; text-align: center;&quot;&gt;(พิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; ทำหน้าที่ในตำแหน่ง &amp;ldquo;กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์&amp;rdquo; มาตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.2559 สำหรับ พิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา ซึ่งเตรียมจะครบวาระการดำรงตำแหน่งในวันที่ 31 ม.ค.2564 ภายหลังจากได้รับการต่อวาระสมัยที่ 2 จนครบอายุ 60 ปี ต่อเนื่องจากการดำรงตำแหน่งสมัยที่ 1 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;อาทิตย์เอกเขนก&amp;rdquo; สัปดาห์นี้ จะพาไปเปิดใจ พิศิษฐ์ กับตลอดระยะเวลาการทำงานที่เอ็กซิมแบงก์ ภายใต้ภารกิจสำคัญ คือ สนับสนุนทางการเงินเพื่อนำผู้ประกอบการไทยเข้าสู่เวทีการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ รวมถึงสนับสนุนทางการเงินเพื่อการลงทุนสำหรับการพัฒนาประเทศตามนโยบายรัฐบาล และลดความเสี่ยงการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศให้แก่ผู้ประกอบการไทย ไปจนถึงการพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทยในเวทีการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พิศิษฐ์ เล่าว่า หลังจากเข้ารับตำแหน่งในฐานะกรรมการผู้จัดการของเอ็กซิมแบงก์ ก็ได้ดำเนินการปรับเปลี่ยนองค์กรครั้งใหญ่ (Transformation) ตามแผนแม่บท 10 ปี (ปี 2560-2570) ทำให้องค์กรพัฒนาอย่างต่อเนื่องและมีความพร้อมในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงภายนอกได้เป็นอย่างดี แม้ปี 2563 ทุกภาคส่วนทั่วโลกต้องเผชิญความท้าทายจากผลกระทบของการแพร่ระบาดโควิด-19 แต่ &amp;ldquo;เอ็กซิมแบงก์&amp;rdquo; ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจภายใต้การดูแลของกระทรวงการคลัง ยังมีผลการดำเนินงานที่น่าพอใจและเป็นไปตามเป้าหมายที่จะบรรลุวิสัยทัศน์ในการเป็นผู้นำองค์กรการเงินเพื่อการส่งออก (Export Credit Agency : ECA) ระดับภูมิภาคในปี 2565 และเป็น ECA ระดับโลกในปี 2570 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ที่ 1 คือการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยขยายการส่งออกและลงทุนในต่างประเทศได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศตลาดใหม่ (New Frontiers) ทั้งในและนอกอาเซียน ยุทธศาสตร์ที่ 2 สนับสนุนการลงทุนในประเทศเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและภาคอุตสาหกรรมของประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ (S-curve) และพื้นที่เป้าหมาย อาทิ พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (SEZs) เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ยุทธศาสตร์ที่ 3 การขยายบริการประกันการส่งออกและการลงทุน รวมทั้งบริการวิเคราะห์ความเสี่ยงผู้ซื้อและธนาคารผู้ซื้อเพิ่มมากขึ้น เพื่อช่วยเพิ่มความมั่นใจให้แก่ผู้ส่งออกและนักลงทุนไทย โดยเฉพาะภายใต้สถานการณ์ที่ค่อนข้างมีความเสี่ยงในปัจจุบัน ยุทธศาสตร์ที่ 4 จัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านการค้า (EXIM Excellence Academy: EXAC) เพื่อให้บริการและสนับสนุนผู้ประกอบการทั้งด้านการเงินและไม่ใช่การเงินแบบครบวงจร (One Stop Service) โดยมุ่งเน้นพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการให้ส่งออกได้หรือส่งออกได้มากขึ้น ผ่านการอบรม บ่มเพาะ ให้คำปรึกษา จับคู่ธุรกิจ รวมทั้งสนับสนุนการค้าออนไลน์ (E-trading) &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; ยุทธศาสตร์ที่ 5 การ ก้าวเข้าสู่ธนาคารดิจิทัล ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลในกระบวนการทำงานและการให้บริการลูกค้า เหล่านี้ ทำให้เอ็กซิมแบงก์สามารถปรับตัวและบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ดี และยุทธศาสตร์ที่ 6 การปรับปรุงกระบวนการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการลูกค้าและการบริหารจัดการองค์กร รวมถึงการพัฒนาทรัพยากรบุคคลตลอดเส้นทางการทำงาน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; และในปี 2564 เอ็กซิมแบงก์ยังคงตั้งเป้าหมายในการเดินหน้าสนับสนุนผู้ส่งออกและนักลงทุนให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน และเครื่องมือบริหารความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ รวมถึงมุ่งเน้นสนับสนุนและพัฒนาผู้ประกอบการโดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้สามารถเริ่มต้นและขยายธุรกิจได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;ldquo;วันนี้เอ็กซิมแบงก์ยังทำหน้าที่ขับเคลื่อนการเติบโตของภาคการส่งออกไทย เสมือนการดูแลต้นไม้ใหญ่ของประเทศ ให้แตกกิ่งก้านสาขา พยุงภาคเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมให้เติบโต ยั่งยืนไปด้วยกัน ท่ามกลางความท้าทายของปัจจัยแวดล้อมและลมพายุ เอ็กซิมแบงก์ยังทำงานร่วมกับภาครัฐและภาคเอกชนสร้างนวัตกรรมดูแลผลผลิตของต้นไม้นี้ให้เติบโต งอกงาม มีรากแก้วและรากฝอยที่แข็งแรงไปด้วยกัน ขณะเดียวกันก็ยังมุ่งมั่นพัฒนาบุคลากรและระบบการทำงานที่ตอบสนองความต้องการและความคาดหวังของสังคมต่อ ECA แห่งนี้ เพื่อให้แน่ใจว่า ทุกภาคส่วนจะยังคงดำเนินภารกิจหน้าที่ ตลอดจนกิจการต่างๆ ของตนเองต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง สร้างงาน สร้างรายได้ และคุณภาพชีวิตของประชากรไทยและภูมิภาคต่างๆ ไปด้วยกัน นำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนของประชาคมโลก&amp;rdquo; พิศิษฐ์ กล่าวทิ้งท้าย. &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91563</URL_LINK>
                <HASHTAG>พิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา, อาทิตย์เอกเขนก, เอ็กซิมแบงก์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210131/image_big_6016987f5cfb7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91255</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/01/2021 09:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/01/2021 09:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เอ็กซิมแบงก์&#039;เสนอบอร์ดหาทางปล่อยกู้ช่วยสายการบินจ่ายเงินเดือนพนักงาน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ม.ค. 2564 นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ เปิดเผยว่า จะเสนอที่ประชุมคณะกรรมการธนาคาร ในวันที่ 28 ม.ค. 2564 พิจารณาแนวทางการช่วยเหลือผู้ประกอบการสายการบิน ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของกระทรวงการคลังที่มอบหมายให้เอ็กซิมแบงก์ไปหาแนวทางในการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการสายการบินในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ หลักการในเบื้องต้น คือ จะมุ่งเน้นในเรื่องการรักษาการจ้างงานเป็นหลัก โดยเฉพาะสายการบินที่เป็นบริษัทของไทย ซึ่งจะเป็นการช่วยเหลือเศรษฐกิจของประเทศ ส่วนแหล่งเงินที่จะนำมาใช้ เบื้องต้นมองไว้จาก 2 ส่วน คือ จากงบประมาณของคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรืออาจจะเป็นเงินของเอ็กซิมแบงก์เอง โดยข้อสรุปทั้งหมดคาดว่าจะเสนอให้ รมว.การคลัง พิจารณาได้ในช่วงต้นเดือน ก.พ.นี้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในหลักการ คือ จะเน้นเรื่องการช่วยเหลือเรื่องการจ้างงาน บริษัทไหนจ้างงานเท่าไหร่ก็มาเบิกเงินกู้ไปตามจำนวน ส่วนเงินที่เหลือก็เอาไปใช้จ่ายเป็นค่าบริหารจัดการในส่วนอื่น ๆ ซึ่งหลักการในการให้สินเชื่อค่อนช้างชัดเจนแล้ว ยังเหลือในรายละเอียดอยู่นิดหน่อยที่อาจจ้ะองหารือร่วมกับทั้งสายการบิน และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ซึ่งเมื่อได้ข้อสรุปที่ชัดเจนทั้งหมดก็จะเสนอให้ รมว.การคลังพิจารณา คาดว่าน่าจะในช่วงต้นเดือน ก.พ. 2564&amp;rdquo; นายพิศิษฐ์ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2563 ธนาคารมีสินเชื่อคงค้าง 135,228 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13,360 ล้านบาท หรือ 11% เมื่อเทียบกับปี 2562 แบ่งเป็นสินเชื่อเพื่อการค้า 36,093 ล้านบาท และสินเชื่อเพื่อการลงทุน 99,135 ล้านบาท ทำให้เกิดปริมาณธุรกิจ (Business Turnover) รวม 168,035 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นปริมาณธุรกิจของเอสเอ็มอี 60,689 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 36%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ เอ็กซิมแบงก์ได้สนับสนุนการลงทุนในประเทศเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและภาคอุตสาหกรรมของประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ (S-curve) และพื้นที่เป้าหมาย อาทิ พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (เอสอีซี) เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยอดคงค้างสินเชื่อในประเทศขยายตัว เพิ่มขึ้น 7,237 ล้านบาท หรือ 20% จากปี 2562 ขณะที่มีการขยายบริการประกันการส่งออกและการลงทุน โดยปริมาณธุรกิจสะสมบริการประกันเพิ่มขึ้น 13,699 ล้านบาท หรือ 11% จากปี 2562&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย ณ สิ้นปี 2663 ธนาคารมีสินเชื่อด้อยคุณภาพ (เอ็นพีแอล) อยู่ที่ อยู่ที่ 3.81% คิดเป็นวงเงิน 5,153 ล้านบาท นอกจากนี้ ตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับใหม่ (TFRS 9) ณ สิ้นเดือน ธ.ค. 2563 ธนาคาร มีค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น 11,977 ล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) ที่ 232.44% ส่งผลให้ในปี 2563 ธนาคาร มีกำไรก่อนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น และสำรองอื่น ๆ เท่ากับ 2,250 ล้านบาท และจากการสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ซึ่งเพิ่มขึ้นตามสภาวะเศรษฐกิจภายนอกที่มีความเสี่ยงสูง ทำให้เอ็กซิมแบงก์ มีผลประกอบการขาดทุนสุทธิ 1,340 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิศิษฐ์ กล่าวอีกว่า ธนาคารได้ให้ความช่วยเหลือแก่ลูกค้าและผู้ประกอบการทั้งด้านการเงินและไม่ใช่การเงิน จากผลกระทบของการแพร่ระบาดโควิด-19 โดยการพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยสูงสุดนาน 6 เดือน โดย ณ สิ้นเดือน ธ.ค. 2563 ได้ช่วยเหลือทั้งด้านการเงินและไม่ใช่การเงินแก่ผู้ประกอบการจำนวน 6,400 ราย วงเงินรวมประมาณ 55,000 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91255</URL_LINK>
                <HASHTAG>ช่วยสายการบิน, ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.), ปล่อยกู้, พิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา, เอ็กซิมแบงก์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201121/image_big_5fb901e9dee3e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>81850</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/10/2020 18:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/10/2020 18:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอ็กซิมแบงก์โอดศก.-ไวรัสฉุด9เดือนขาดทุนอ่วม1.2พันล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ต.ค.2563 นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานในรอบ 9 เดือนของปี 2563 (ม.ค.-ก.ย.2563) ว่า ธนาคารมีสินเชื่อคงค้าง 129,771 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20,027 ล้านบาท หรือ 18.25% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยแบ่งเป็นสินเชื่อเพื่อการค้า 34,836 ล้านบาท และสินเชื่อเพื่อการลงทุน 94,935 ล้านบาท ทั้งนี้ การปล่อยสินเชื่อของเอ็กซิมแบงก์ทำให้เกิดปริมาณธุรกิจ (Business Turnover) จำนวน116,353 ล้านบาท เป็นปริมาณธุรกิจของเอสเอ็มอี40,284 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 34.62%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จากภาวะเศรษฐกิจไทยที่ถดถอยและกระทบต่อสภาพคล่องของผู้ประกอบการ ส่งผลให้ ณ สิ้นเดือน ก.ย. 2563 เอ็กซิมแบงก์มีอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL Ratio) 6.26% โดยมีสินเชื่อด้อยคุณภาพจำนวน 8,120 ล้านบาท นอกจากนี้ ตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับใหม่ (TFRS 9) ทำให้ ณ สิ้นเดือน ก.ย.2563 เอ็กซิมแบงก์มีค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss) จำนวน 13,565 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง คิดเป็นอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) 167.05% โดยธนาคารมีกำไรก่อนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น และสำรองอื่น ๆ เท่ากับ 1,758 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม จากการสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ซึ่งเพิ่มขึ้นตามสภาวะเศรษฐกิจภายนอกที่มีความเสี่ยงสูง ทำให้เอ็กซิมแบงก์มีผลประกอบการขาดทุนสุทธิ 1,271 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังมีปริมาณธุรกิจด้านการรับประกันการส่งออกและการลงทุนเท่ากับ 125,192 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28,420 ล้านบาทหรือ 29.37% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งถือเป็นการให้บริการประกันการส่งออกและการลงทุนเพื่อช่วยให้ผู้ส่งออกและนักลงทุนไทยเริ่มต้นหรือขยายธุรกิจได้อย่างมั่นใจ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ผู้นำเข้าในต่างประเทศมีโอกาสที่จะชำระเงินล่าช้าหรือประสบปัญหาสภาพคล่องทางธุรกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิศิษฐ์ กล่าวอีกว่า ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา เอ็กซิมแบงก์ได้สนับสนุนผู้ประกอบการไทยขยายฐานการค้าและการลงทุนไปยังต่างประเทศซึ่งมีวงเงินสนับสนุนสินเชื่อโครงการระหว่างประเทศรวมทั้งสิ้น 94,835 ล้านบาท โดยเป็นสินเชื่อคงค้างจำนวน 55,483 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12,717 ล้านบาท หรือคิดเป็น 29.74% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ เอ็กซิมแบงก์มุ่งเน้นการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยขยายการส่งออกและลงทุนไปยังตลาดใหม่ (New Frontiers) ซึ่งรวมถึงกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา, สปป.ลาว, เมียนมา และเวียดนาม) โดย ณ สิ้นเดือน ก.ย. 2563 มีสินเชื่อคงค้างจำนวน 39,990 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5,308 ล้านบาทหรือ 15.30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและเป้าหมายการดำเนินงานของเอ็กซิมแบงก์ภายใต้ทีมไทยแลนด์ ภายหลังการเปิดสำนักงานผู้แทนของธนาคารในย่างกุ้ง เวียงจันทน์ และพนมเปญเมื่อปี 2560-2562 และปัจจุบันอยู่ระหว่างเตรียมการเปิดสำนักงานผู้แทนเอ็กซิมแบงก์ในเวียดนามเป็นลำดับต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เอ็กซิมแบงก์ได้สนับสนุนผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่องในช่วงที่เศรษฐกิจไทยมีสัญญาณฟื้นตัวจากโควิด-19 โดยติดต่อไปยังลูกค้าทุกราย เพื่อสอบถามความต้องการของกิจการ และออกมาตรการช่วยเหลือ/เยียวยาลูกค้า อาทิ การพักชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 6 เดือน การขยายเงื่อนไขบริการประกันการส่งออก การสนับสนุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษ เพื่อนำไปใช้หมุนเวียนในกิจการที่เกี่ยวเนื่องกับการส่งออกและลงทุนที่ได้รับผลกระทบทางตรงและทางอ้อมจากโควิด-19 เป็นต้น&amp;rdquo; นายพิศิษฐ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน เอ็กซิมแบงก์ยังสนับสนุนด้านข้อมูลและความรู้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการ โดยเร่งชี้โอกาสเพื่อให้ผู้ประกอบการปรับตัวและเล็งเห็นช่องทางการค้าในตลาดใหม่ ๆ ตลอดจนเสริมสร้างความรู้ด้านอี-คอมเมิร์ซผ่านการให้คำปรึกษา จัดอบรม และสัมมนาออนไลน์แก่ผู้ประกอบการไทย ณ สิ้นเดือน ก.ย.2563 เอ็กซิมแบงก์ได้ช่วยเหลือทั้งด้านการเงินและไม่ใช่การเงินแก่ผู้ประกอบการจำนวนประมาณ 6,000 ราย วงเงินรวม 54,000 ล้านบาท ทั้งนี้ ลูกค้าของธนาคารที่ยังประสบปัญหาในการดำเนินกิจการส่งออกหรือลงทุนระหว่างประเทศในปัจจุบันสามารถเข้าร่วมโครงการฟื้นฟูผู้ประกอบการหลังสถานการณ์โควิด-19 ได้ เพื่อขอขยายระยะเวลา เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการชำระเงินกู้ตามความต้องการของกิจการ โดยสามารถขอรับวงเงินสินเชื่อเพิ่มได้จนถึงวันที่ 31 ธ.ค.2564&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81850</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผลประกอบการ, พิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา, เอ็กซิมแบงก์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180115/5a5c49dd884f2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76406</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/09/2020 17:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/09/2020 17:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;เอ็กซิมแบงก์&#039;ผุด4แนวทางอุ้มผู้ประกอบการหลังโควิด-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ส.ค. 2563 นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์เปิดเผยว่า ธนาคารได้ออกมาตรการฟื้นฟูผู้ประกอบการหลังสถานการณ์โควิด-19 เพื่อเข้าไปดูแล ช่วยเหลือ สนับสนุนลูกค้าที่จำแนกเป็น 4 กลุ่ม ตามความต้องการของกิจการที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ได้แก่ 1. ผู้ประกอบการที่มีแนวโน้มเติบโตได้ โดยเอ็กซิมแบงก์ จะส่งเสริมให้มีสภาพคล่องเพียงพอ และมีความสามารถในการชำระหนี้ได้อย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ผู้ประกอบการที่มีรายได้ลดลง แต่สามารถดำเนินกิจการได้อย่างต่อเนื่อง โดยเอ็กซิมแบงก์จะผ่อนปรนเงื่อนไขต่าง ๆ เพื่อช่วยผู้ประกอบการชำระเงินต้นได้หมด รวมทั้งสามารถขอสินเชื่อเพิ่มได้ 3. ผู้ประกอบการที่ต้องการการขยายระยะเวลาการชำระคืนหนี้ เพื่อรอให้กิจการผ่านพ้นวิกฤติ หรือต้องการการปรับปรุงโครงสร้างการผ่อนชำระเงินต้นและดอกเบี้ยบางส่วน และ 4. ผู้ประกอบการที่ขาดสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ ในส่วนนี้เอ็กซิมแบงก์จะเข้าไปช่วยเหลือ ประคับประคอง เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าสู่กระบวนการปรับปรุงการชำระหนี้ ช่วยชะลอการเกิดหนี้เสีย (เอ็นพีแอล)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ภายใต้มาตรการฟื้นฟูผู้ประกอบการหลังสถานการณ์โควิด-19 ลูกค้าของเอ็กซิมแบงก์สามารถขอขยายระยะเวลา เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการชำระเงินกู้ให้สอดคล้องกับธุรกิจ และขอรับวงเงินสินเชื่อเพิ่มได้ ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิศิษฐ์ กล่าวว่า เอ็กซิมแบงก์ได้ติดตามสถานการณ์ผลกระทบของโควิด-19 อย่างใกล้ชิดและพบว่า ลูกค้าที่ได้รับการพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยสูงสุดนาน 6 เดือนตั้งแต่เดือน ก.พ.2563 จำนวนกว่า 20% ยังไม่สามารถผ่อนชำระเงินต้นและดอกเบี้ยได้ และต้องการให้ธนาคารผ่อนปรนเงื่อนไขและขยายระยะเวลาการชำระคืนเงินกู้ ขณะที่บางกิจการสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้แต่ต้องการเงินทุนเพิ่ม และบางรายอาจยังขาดสภาพคล่อง ดังนั้นเอ็กซิมแบงก์จึงพร้อมสนับสนุนสภาพคล่องและเข้าไปดูแลปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามความต้องการของลูกค้า เพื่อให้ธุรกิจส่งออกของไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีค่อย ๆ กลับเข้าสู่ภาวะปกติและเติบโตต่อไปได้อย่างมั่นคง นำไปสู่การจ้างงานและการพัฒนาประเทศของไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังยืดเยื้อและลุกลามไปทั่วโลกส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจแทบทุกภาคส่วนหยุดชะงักลง โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดการณ์ว่าตัวเลขเศรษฐกิจ (จีดีพี)โลกปี 2563 จะหดตัว 4.9% และธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) คาดว่าจีดีพีจะหดตัว5.2% ซึ่งเป็นการหดตัวมากที่สุดในรอบกว่า 90 ปี
สำหรับประเทศไทย การที่เศรษฐกิจโลกหดตัวอย่างรุนแรงดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีซึ่งอ่อนไหวต่อวิกฤตและความไม่แน่นอนสูง สะท้อนได้จากมูลค่าส่งออกของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2563 หดตัว 17.9% มากกว่ามูลค่าส่งออกรวมของประเทศไทยในช่วงเวลาเดียวกันที่หดตัว 7.1%&amp;rdquo; นายพิศิษฐ์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76406</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.), พิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา, เอ็กซิมแบงก์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180607/image_big_5b18dd8852b59.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72200</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/07/2020 14:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/07/2020 14:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส่งออกทรุด &#039;เอ็กซิมแบงก์&#039; รับครึ่งปีขาดทุนยับ1.4พันล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.ค.2563 นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ กล่าวถึงภาพรวมผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 ว่า ธนาคารมีกำไรก่อนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและสำรองอื่นเท่ากับ 1,163 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ธนาคารมีการการกันสำรองตามเกณฑ์ TFRS 9 &amp;nbsp;จำนวน 2,908 ล้านบาท บวกกับการกันสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและสำรองอื่นสำหรับงวดครึ่งแรกปี 2563 เท่ากับ 2,579 ล้านบาท รวมเป็น 5,487 ล้านบาท ส่งให้สุดท้ายแล้วครึ่งปีแรกธนาคารขาดทุนสุทธิ 1,416 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อ (NPL Ratio) เท่ากับ 6.37% ณ 30 มิ.ย. 2563 เทียบกับระดับ 4.60% ณ สิ้นปี 2562 หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 30% ซึ่งถือเป็นระดับที่สูง เนื่องจากผู้ประกอบการได้รับผกระทบจากไวรัสโควิด-19 ส่วนครึ่งปีหลังคาดว่า NPL มีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นอีก แต่ไม่มาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิศิษฐ์ กล่าวว่า เอ็กซิมแบงก์คาดการณ์ว่า มูลค่าส่งออกของไทยทั้งปี 2563 จะหดตัว 8-10% เนื่องจากการระบาดของโควิด-19 โดยผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 ธนาคารมีสินเชื่อคงค้าง 126,501 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19,317 ล้านบาท หรือ 18.02% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แบ่งเป็นสินเชื่อเพื่อการค้า 35,665 ล้านบาท และสินเชื่อเพื่อการลงทุน 90,836 ล้านบาท การปล่อยสินเชื่อของเอ็กซิมแบงก์ ทำให้เกิดปริมาณธุรกิจ (Business Turnover) 85,834 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้เป็นปริมาณธุรกิจของเอสเอ็มอี เท่ากับ 29,227 ล้านบาท หรือคิดเป็น 34.05%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2563 ธนาคารมีวงเงินสนับสนุนแก่สินเชื่อโครงการระหว่างประเทศรวมทั้งสิ้น 92,891 ล้านบาท โดยเป็นสินเชื่อคงค้างจำนวน 52,915 ล้านบาท จากจำนวนนี้ เป็นสินเชื่อคงค้างให้แก่ผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกและลงทุนใน CLMV จำนวน 33,270 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.38% หรือ 2,854 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่โควิด-19 ทำให้ความเสี่ยงทางการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศเพิ่มสูงขึ้น ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2563 เอ็กซิมแบงก์มีปริมาณธุรกิจด้านการรับประกันการส่งออกและการลงทุนเท่ากับ 90,792 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37,503 ล้านบาทหรือ 70.38% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน ในช่วงครึ่งปีแรก เอ็กซิมแบงก์ให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการที่เกี่ยวเนื่องกับการส่งออก โดยพักชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยแก่ลูกค้าเป็นระยะเวลา 6 เดือน และออกมาตรการทั้งด้านสินเชื่อและประกันความเสี่ยงให้แก่ลูกค้า ซึ่ง 81% เป็นผู้ส่งออกเอสเอ็มอี ณ สิ้นเดือน มิ.ย. 2563 ธนาคารได้ช่วยเหลือผู้ประกอบการกว่า 4,600 ราย หรือประมาณ 15% ของผู้ส่งออกทั้งประเทศ วงเงินรวมมากกว่า 50,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บริการประกันการส่งออกสำหรับผู้ประกอบการขนาดย่อม (EXIM for Small Biz) เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการขนาดย่อมที่มีรายได้ไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อปีหรือจ้างงานไม่เกิน 50 คน ที่เพิ่งเริ่มต้นส่งออก ไม่เคยใช้บริการประกันการส่งออก และมีแผนจะส่งออกมูลค่าไม่สูงนัก สามารถขออนุมัติวงเงินผู้ซื้อกับ EXIM BANK ตั้งแต่มูลค่า 100,000-500,000 บาท วงเงินรับประกันสูงสุด 2 ล้านบาทต่อรายผู้เอาประกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับครึ่งหลังของปีนี้ คาดว่ายอดสินเชื่อจะปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ 2-3% ตามทิศทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในไตรมาส 4/2563 ที่คาดว่าจะเติบโตได้ประมาณ 70-80% จากคาดการณ์เดิมที่คาดว่าจะเติบโตได้สูง ซึ่งเป็นผลกระทบจากโควิด-19&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72200</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.), ผลประกอบการครึ่งปีแรก, พิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180115/5a5c49dd884f2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65884</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/05/2020 09:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/05/2020 09:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอ็กซิมแบงก์กำไรร่วงหั่นดอกเบี้ยอุ้มลูกค้าสู้ไวรัส</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 พ.ค.2563 นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2563 (ม.ค.-มี.ค.) ว่า มีสินเชื่อคงค้าง 126,137 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19,794 ล้านบาท หรือ 18.61% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แบ่งเป็นสินเชื่อเพื่อการค้า 37,028 ล้านบาท และสินเชื่อเพื่อการลงทุน 89,109 ล้านบาท ทำให้เกิดปริมาณธุรกิจ 46,759 ล้านบาท ซึ่งจากจำนวน 126,137 ล้านบาท เป็นเงินสินเชื่อคงค้างแก่เอสเอ็มอีเท่ากับ 28,567 ล้านบาท เป็นปริมาณธุรกิจของเอสเอ็มอี เท่ากับ 26,669 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 57.04%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) ณ สิ้นเดือน มี.ค. 2563 อยู่ที่ 4.86% คิดเป็นวงเงิน 6,132 ล้านบาท และมีเงินสำรองหนี้สงสัยจะสูญจำนวน 11,512 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,881 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นสำรองหนี้พึงกันตามเกณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จำนวน 8,103 ล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วนเงินสำรองที่กันไว้แล้วต่อสำรองพึงกัน 142.06% ทำให้เอ็กซิมแบงก์ยังคงดำรงฐานะการเงินที่มั่นคง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในปี 2563 เอ็กซิมแบงก์มีวงเงินที่ให้การสนับสนุนแก่สินเชื่อโครงการระหว่างประเทศรวมทั้งสิ้น 83,880 ล้านบาท โดยเป็นสินเชื่อคงค้างจำนวน 51,541 ล้านบาท จากจำนวนนี้เป็นสินเชื่อคงค้างให้แก่โครงการขยายฐานการค้าและการลงทุนไปยังกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม) ซึ่งแม้ว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัวแต่ยังคงเป็นประเทศเป้าหมายหลักของการขยายธุรกิจของผู้ประกอบการไทย จำนวน 34,242 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,870 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2563 เอ็กซิมแบงก์มีปริมาณธุรกิจด้านการรับประกันการส่งออกและการลงทุนเท่ากับ 36,690 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10,965 ล้านบาท หรือ 42.62% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นปริมาณธุรกิจของเอสเอ็มอี จำนวน 1,356 ล้านบาท หรือ 3.70% ของปริมาณธุรกิจสะสมรวม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จากผลการดำเนินงานด้านสินเชื่อและประกันดังกล่าว ส่งผลให้ธนาคารมีกำไรสุทธิ 107 ล้านบาท ลดลง 67.98% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน เนื่องจากการปรับลดดอกเบี้ยขั้นต่ำสำหรับเงินกู้สกุลบาท เพื่อช่วยผู้ประกอบการ แต่เอ็กซิมแบงก์มีส่วนสำคัญในการประคับประคองเศรษฐกิจไทยและช่วยเหลือประชาชนภายใต้วิกฤตการณ์ในปัจจุบัน ด้วยการสนับสนุนการจ้างงานของสถานประกอบการทุกขนาดรวมกว่า 340,000 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมา ธนาคารเน้นให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและการแพร่ระบาดของโควิด-19 ด้วยมาตรการต่าง ๆ อาทิ พักชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นระยะเวลา 6 เดือนให้แก่ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม อนุมัติสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อเพิ่มสภาพคล่องทางธุรกิจและรักษาการจ้างงานของกิจการที่เกี่ยวเนื่องกับการส่งออกและลงทุนระหว่างประเทศตามภารกิจของเอ็กซิมแบงก์เป็นจำนวนกว่า 3,600 ราย หรือประมาณ 10% ของผู้ส่งออกเอสเอ็มอีทั้งประเทศ วงเงินรวม 48,300 ล้านบาท&amp;rdquo; นายพิศิษฐ์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65884</URL_LINK>
                <HASHTAG>กำไรลด, ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.), พิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180115/5a5c49dd884f2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>52062</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/12/2019 09:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/12/2019 09:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;เอ็กซิมแบงก์&quot; ดี๊ด๊า! คลังเคาะเพิ่มทุน 1.5 หมื่นล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ธ.ค. 2562 นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ เปิดเผยว่า นายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง ได้เห็นชอบในหลักการ เพิ่มทุนให้เอ็กซิมแบงก์อีก 15,000 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้ธนาคารมีทุนเพิ่มจาก 20,000 ล้านบาท เป็น 35,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการปล่อยกู้ตามยุทธศาสตร์ธนาคารอีก 10 ปีข้างหน้า รวมถึงใช้ดูแลผู้ส่งออกไทยให้สามารถแข่งขัน ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนในปีหน้า รวมถึงการเกิดสงครามการค้าระหว่างประเทศมหาอำนาจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่ผ่านมาได้นำเรื่องการเพิ่มทุนหารือกับรมว.การคลัง แล้ว ซึ่งทางกระทรวงการคลังก็เห็นด้วยว่ามีความจำเป็นที่จะต้องทำ โดยเฉพาะในช่วงที่ภาคการส่งออกกำลังมีปัญหา และธนาคารพาณิชย์ทั่วไปเข้มงวดการปล่อยกู้ เอ็กซิมแบงก์จะต้องมีบทบาทมากขึ้น ในการเข้าไปช่วยดูแลให้ผู้ประกอบการยืนหยัดทำการค้าขายต่อได้ ซึ่งขั้นตอนจากนี้ธนาคารจะหารือกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เพื่อนำแผนงานการเพิ่มทุนเสนอให้พิจารณา เพื่อดูรูปแบบความเหมาะสมในการเพิ่มทุน&amp;rdquo; นายพิศิษฐ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแหล่งเงินที่ใช้เพิ่มทุน จะนำมาจากกองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ซึ่งมีเงินอยู่เพียงพอ แต่แนวทางการเพิ่มทุนยังต้องพิจารณาว่าจะเพิ่มทุนครั้งเดียวทั้งหมด 15,000 ล้านบาท หรือแบ่งการเพิ่มทุนเป็น 2 ระยะ เช่น ครั้งแรก 8,000 ล้านบาท ครั้งที่สอง 7,000 ล้านบาท ซึ่งขึ้นอยู่กับความเหมาะสมในการพิจารณา และน่าจะได้ข้อสรุป สามารถเพิ่มทุนได้สำเร็จได้ภายในกลางปีหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันธนาคารก็มีแผนขยายสำนักงานผู้แทนเพิ่มอีก 1 แห่งที่ประเทศเวียดนาม จากปัจจุบันที่จัดตั้งสำนักงานผู้แทนแล้ว 3 แห่ง เมียนมา สปป.ลาว และกัมพูชา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เมื่อเพิ่มทุนสำเร็จจะช่วยให้เอ็กซิมแบงก์ สามารถปล่อยกู้ให้ภาคเอกชนไทยเข้าไปลงทุนโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในต่างประเทศไทยได้ เช่น ในกลุ่มซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม) ซึ่งยังมีความต้องการพัฒนาถนน โรงไฟฟ้า เขื่อนเพิ่มเติม และยังมีการลงทุนขนาดใหญ่กว่าเดิม ซึ่งหากใช้เงินทุนปัจจุบันของเอ็กซิมแบงก์ก็จะปล่อยกู้เองไม่ได้ ต้องพึ่งพาธนาคารพาณิชย์อื่นในการปล่อยกู้ร่วมด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามระเบียบของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)กำหนดไว้ว่า การปล่อยกู้ต่อหนึ่งโครงการจะทำได้สูงสุดไม่เกิน 25% ของเงินทุนธนาคาร ซึ่งปัจจุบันธนาคารมีทุนจดทะเบียน20,000 ล้านบาท จะปล่อยกู้สูงสุดต่อโครงการได้แค่ 5,000 ล้านบาท แต่หากเพิ่มทุนเป็น 35,000 ล้านบาทสำเร็จ จะทำให้ธนาคารปล่อยกู้ได้โครงการมากถึง 8,000-9,000 ล้านบาท ซึ่งเพียงพอทำให้ธนาคารเป็นผู้นำในการปล่อยกู้แต่โครงการได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี เมื่อเพิ่มทุนสำเร็จจะช่วยให้ธนาคารเป็นผู้นำในการกำหนดนโยบายสินเชื่อและสนับสนุนนโยบายของรัฐในการขยายลงทุนไปกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งช่วยให้รัฐบาลขยายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ และยังช่วยแก้ปัญหาธนาคารพาณิชย์บางแห่ง ไม่ยอมปล่อยกู้ไปลงทุนประเทศเพื่อนบ้านในโครงการที่มีความเสี่ยงสูง หรือหากปล่อยก็คิดดอกเบี้ยแพงได้ด้วย โดยปัจจุบันเอ็กซิมแบงก์สามารถปล่อยกู้ส่งเสริมการลงทุนในกลุ่มซีแอลเอ็มวีเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีการขยายตัวเฉลี่ยถึง 10%&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52062</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขอเพิ่มทุน, ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.), พิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา, เอ็กซิมแบงก์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180607/image_big_5b18dd8852b59.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
