<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>39465</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/06/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/06/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พิษหุ้นสื่อลามทั่วสภา ลุ้นศาลรับ-ไมรั่บคดี41ส.ส.ล็อตสอง55ผู้แทนฝ่ายค้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระทึก! ศาลรัฐธรรมนูญเตรียมเคาะรับ-ไม่รับ 41 ส.ส.รัฐบาลถือหุ้นสื่อ พ่วงกรณี พปชร.ขอจำหน่ายคดี 27 ราย &amp;ldquo;ประยุทธ์&amp;rdquo; ลั่นให้ยึดคำตัดสินศาล &amp;ldquo;ทศพล&amp;rdquo; รอลุ้นก่อนลงดาบ 55 ชีวิตฝ่ายค้าน &amp;ldquo;ปิยบุตร&amp;rdquo; ตีปลาหน้าไซต้องใช้หลักเดียวกับ &amp;ldquo;ธนาธร&amp;rdquo; หยุดปฏิบัติหน้าที่ &amp;ldquo;ประวิตร&amp;rdquo; รับแล้วไม่ได้ขุดคุ้ยเรื่องหุ้นสภาสูง แต่ไร้ปัญหาเพราะมีรายชื่อสำรอง ศาลปกครองสูงสุดยืนไม่รับกรณีตั้งกรรมการสรรหา ส.ว. ชี้เป็นการปฏิบัติตามอำนาจและรัฐธรรมนูญ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในวันพุธที่ 26 มิถุนายน เวลา 13.30 น. ศาลรัฐธรรมนูญจะมีการพิจารณาก่อนลงมติว่าจะรับหรือไม่รับคำร้องที่นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ยื่นขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณสมบัติ 41 ส.ส.จาก 6 พรรคการเมือง ตามที่พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) เสนอในการถือครองหุ้นในบริษัทที่มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการสื่อมวลชนว่าเข้าข่ายขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 98 (3) ห้ามผู้สมัคร ส.ส.เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ หรือไม่ รวมทั้งจะมีประเด็นที่นายทศพล เพ็งส้ม อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) หัวหน้าทีมต่อสู้คดีหุ้นสื่อของ 27 ส.ส.ของพรรคยื่นขอให้ศาลจำหน่ายคดี เนื่องจากพรรค อนค.ซึ่งเป็นผู้ยื่นเรื่องต่อนายชวนเสนอเรื่องดังกล่าวเป็นหนังสือไม่ได้ทำเป็นคำร้อง ซึ่งถือว่าไม่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ที่ประชุมศาลอาจพิจารณากรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ศาลวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีต รมว.วิทยาศาสตร์ฯ, นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ อดีต รมว.ศึกษาธิการ และนายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รมช.คมนาคม สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5) หรือไม่ กรณีถือครองหุ้นบริษัทที่เป็นคู่สัญญาสัมปทานกับรัฐ&amp;nbsp;
ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีการตรวจสอบ ส.ส.และ ส.ว. ในการถือครองหุ้นสื่อว่า เห็นว่าโดนกันทั้งสองฝ่ายและสองสภา จึงเป็นหน้าที่ของประธานสภาผู้แทนราษฎรที่จะนำไปพิจารณาในสภา หากจำเป็นต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญตัดสินออกมาอย่างไร ก็เป็นไปตามนั้น&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ไม่กังวลอะไรทั้งสิ้น เพราะทุกอย่างมีพัฒนาการมาเรื่อยๆ ต้องแก้ไปตามกฎหมาย ตามขั้นตอนและกระบวนการ ขอให้เชื่อมั่นในคำวินิจฉัย เพราะเป็นการวินิจฉัยเฉพาะตัว เฉพาะเรื่อง ไม่ได้มีบรรทัดฐานมากมาย เพราะเป็นกฎหมายคนละฉบับจากในอดีต ส่วนผลจะออกมาอย่างไรคงตอบไม่ได้ แต่ ส.ส.ทั้งหมดต้องร่วมมือกันทำงาน อย่าเพิ่งไปกังวล ปล่อยเป็นหน้าที่ของศาล ผิดว่าไปตามผิด ถูกว่าไปตามถูก&amp;rdquo;
นายทศพลกล่าวว่า เราจะดูว่าคำวินิจฉัยของศาลออกมาในทิศทางใด เพื่อปรับแนวทางในการยื่นฟ้อง 55 ส.ส.ฝั่ง 7 พรรคฝ่ายค้านถือหุ้นสื่อได้ถูกต้อง โดยเบื้องต้นมี 2 แนวทาง คือ ร้องผ่านประธานรัฐสภา หรือให้ ส.ส.ไปร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเอง ซึ่งเรามั่นใจว่าข้อมูลที่ได้รวบรวมมานั้นจะสามารถเอาผิดได้ และไม่มั่วเหมือนพรรคอนาคตใหม่ที่ยื่นฟ้องไม่เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย ทั้งนี้ ภายหลังจากที่ศาลวินิจฉัยเสร็จแล้วจะแถลงข่าวที่พรรคอีกครั้งว่าจะฟ้องในแนวทางใดต่อไป
11ส.ส.ปชป.ไม่หวั่นไหว&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในฐานะคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย ได้ประชุมร่วมกับคณะทำงานกรณี 11 ส.ส.ถูกร้องเรื่องดังกล่าวว่า การต่อสู้คดีแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่ม ส.ส.ที่ได้โอนหุ้นตั้งแต่ก่อนลงสมัคร ส.ส. แต่รายละเอียดยังไม่อัพเดตในกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และกลุ่มที่ไม่ได้ถือหุ้นในกิจการสื่อมวลชนจริงๆ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลรายละเอียดกิจการของแต่ละบริษัท ซึ่งได้แจ้งต่อ ส.ส. 11 คนที่ถูกร้องได้เตรียมข้อมูล และรับทราบขั้นตอนการต่อสู้ในศาลรัฐธรรมนูญ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ยืนยันว่า ส.ส.พรรคไม่หวั่นไหวในเรื่องนี้ เพราะทุกคนยืนยันว่าไม่ได้ถือหุ้นสื่อมวลชน ส่วนรายละเอียดการแก้ข้อกล่าวหาต่อศาลนั้น ต้องรอให้ศาลแจ้งมาก่อนว่าต้องแก้ข้อกล่าวหาอย่างไร โดยจำนวน ส.ส.ที่ถูกยื่น ทางพรรคไม่ได้นิ่งนอนใจ มีการตั้งทีมทนายแยกออกมาพิจารณาคดีต่างหาก&amp;rdquo; นายราเมศกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค อนค. กล่าวถึงกรณีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ระบุถึงการตีความ 41 ส.ส.รัฐบาลถือหุ้นสื่อว่าควรต้องดูความเสียหายที่ตามมาเป็นหลักว่า นายวิษณุพูดถูก การประเมินต้องดูผลกระทบความเสียหายในการทำหน้าที่ในสภา ซึ่งกรณีนายธนาธร ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 8 ต่อ 1 ให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. โดยระบุว่าหากให้เข้าประชุม ส.ส. จะมีข้อโต้แย้งคัดค้านทางกฎหมายตามมา ซึ่งเมื่อศาลมองว่ากรณีนายธนาธรเป็น ส.ส.คนเดียวทำให้เสียหาย ขอถามว่ากรณีของ 41 ส.ส.เสียหายหรือไม่ จะบอกว่าไม่เสียหาย เพราะจะโหวตร่างพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปีไม่ผ่านคงไม่ได้ ซึ่งต้องรอดูว่าศาลจะมีดุลยพินิจเป็นอย่างไร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;คำร้องของพรรคที่เข้าชื่อร้อง 41 ส.ส.กับที่ กกต.ทำคำร้องของนายธนาธรนั้นแตกต่างกันมาก คำร้องของ กกต.มีรายละเอียดตามเนื้อหาของสำนักข่าวแห่งหนึ่งเท่านั้น แต่คำร้องของพรรคมีรายละเอียดมาก ตรวจสอบว่าใครยังถือหุ้นในบริษัทใดบ้าง บริษัทที่ปิดกิจการไปแล้วก็ไม่ได้ยื่น ซึ่งการรับคำร้อง 41 ส.ส.หรือไม่ เป็นคนละขั้นตอนกับการตัดสิน เมื่อรับคำร้องไปแล้ว จึงเข้าสู่ขั้นตอนไต่สวนชี้แจงกันภายหลังเหมือนนายธนาธร ส่วนการยื่นคำร้อง 55 ส.ส.ฝ่ายค้านนั้นไม่เป็นไร เป็นสิทธิของแต่ละท่าน แต่ขอให้มีมาตรฐานเดียวกัน ไม่เลือกปฏิบัติ โดยดูจากหน้าผู้ถูกร้อง&amp;rdquo; นายปิยบุตรระบุ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อถามถึงกรณีศาลไม่อนุญาตให้นายธนาธรขยายเวลาชี้แจงเพิ่มเติมอีก 15 วัน นายปิยบุตรแจงว่า ทีมกฎหมายก็ยังมีเวลายื่นเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมถึงวันที่ 8 ก.ค. หลังจากนี้ก็ต้องดูว่าศาลจะให้สืบพยานบุคคลหรือไม่ ซึ่งตอนนี้ยังไม่ได้เตรียมเรื่องพยานไว้
ลุ้นคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า การยื่นร้องปมถือหุ้นสื่อของ ส.ส.นั้น ต้องตีความให้ชัดเจนก่อน เนื่องจากกฎหมายเขียนว่า เป็นเจ้าของหรือถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์ หรือสื่อมวลชน เมื่อตรวจสอบดูแล้วมีหลายวัตถุประสงค์ หลายบริษัท หลายคนที่ร้องเรียนไปเขียนว่าประกอบกิจการโฆษณา วิทยุ โทรทัศน์ คำถามคือ ถ้าเขียนอย่างนี้ถือว่าเป็นการประกอบกิจการสื่อมวลชนหรือไม่ โดยส่วนตัวคิดว่าไม่ใช่ เพราะบางคนค้าขายสิ่งพิมพ์ ไม่ใช่คนทำสื่อ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องตีความคำเหล่านี้ให้ชัดเจนก่อนว่าหมายความว่าอย่างไร&amp;nbsp;
&amp;ldquo;หากตีความว่าใช่ ท้ายที่สุดศาลรัฐธรรมนูญจะยึดบรรทัดฐานแบบศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งหรือไม่ เพราะศาลฎีการะบุว่า แม้ไม่ได้ประกอบกิจการเขียนไว้ในวัตถุประสงค์ของบริษัทเท่านั้น ไม่ได้ประกอบกิจการก็ต้องห้าม ปัญหาคือท้ายที่สุดศาลรัฐธรรมนูญจะยึดถือตามศาลฎีกาจังหวัดสกลนครหรือไม่ ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นดุลพินิจของศาลว่าจะเอาอย่างไร และหากศาลเห็นว่าเข้าข่ายแล้วจะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ซึ่งดูจากรัฐธรรมนูญและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อ่านไปอ่านมาเหมือนตีความได้ว่า ถ้ารับมาพิจารณาแล้วก็ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่&amp;rdquo; นายชูศักดิ์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชูศักดิ์กล่าวอีกว่า ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอะไรออกมาจะผูกพันทุกองค์กร ส่วนศาลรัฐธรรมนูญจะคำนึงถึงคำวินิจฉัยของศาลฎีกามากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล โดยในส่วนของสมาชิกพรรคนั้น ได้ตรวจดูหลายครั้งหลายหน เป็นบริษัทร้าง ไม่ได้ประกอบกิจการ หรือเลิกกิจการแล้ว หรือเป็นการเขียนวัตถุประสงค์ไว้กว้างๆ ไม่อาจตีความได้ว่าเป็นเจ้าของหรือถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์ หรือสื่อมวลชน เพราะการเขียนวัตถุประสงค์ไม่ได้หมายความว่าจะประกอบกิจการสื่อได้เลย ซึ่งเราไม่ได้วิตกกังวลอะไร
รับไม่ได้คุ้ย ส.ว.ถือหุ้นสื่อ!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายฯ และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงการร้องเรียน 21 ส.ว.ถือหุ้นสื่อว่า เบื้องต้นที่คัดมา 400 คน คณะกรรมการฯ ไม่ได้ตรวจสอบ เพิ่งมาทราบตอนที่เหลือ 194 คน ที่ไปให้ คสช.พิจารณา ตอนนั้นก็ยังมั่วกันอยู่ เพราะมีการรวมกัน และการตั้งบริษัทก็พ่วงกันไปหมด บางคนไม่ได้ทำสื่อจริงๆ ส่วนคนที่ถูกร้องขาดคุณสมบัติต้องให้ศาลเป็นผู้พิจารณา ถ้าพบว่าขาดคุณสมบัติจริง ก็ขยับรายชื่อสำรองมาทดแทน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า สังคมถามหาความรับผิดชอบจากคณะกรรมการสรรหา พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า มีการเตรียมรายชื่อสำรองไว้แล้ว ไม่ถือเป็นความผิดพลาดในการคัดเลือก เพราะคณะกรรมการฯ ไม่รู้เรื่อง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนตามศาลปกครองกลางสั่งไม่รับคำฟ้องของคณะราษฎรไทยแห่งชาติกับพวกรวม 34 คน ที่ยื่นฟ้อง คสช.และ พล.อ.ประยุทธ์ กรณีตั้งคณะกรรมการสรรหา ส.ว.โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยศาลเห็นว่าการปฏิบัติหน้าที่ของทั้ง คสช.และนายกฯ เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ.2557 โดยมีบทเฉพาะกาลในรัฐธรรมนูญปี 2560 ให้การรองรับ เป็นการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญโดยตรง กรณีนี้จึงไม่ใช่ข้อพิพาทจากการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐที่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครอง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพลภาขุน เศรษฐญาบดี แกนนำคณะราษฎรไทยแห่งชาติ กล่าวว่า น้อมรับคำพิพากษา โดยถือว่าการทำหน้าที่ประชาชนเพื่อร้องเรียนตามช่องทางของกฎหมายจบแล้ว แต่ในฐานะประชาชนที่รักความเป็นธรรมยังไม่จบ โดยจะนำเรื่องไปร้องต่อที่สหประชาชาติ (ยูเอ็น) และสหภาพยุโรป (อียู ) ต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่อาคารรัฐสภา เกียกกาย นายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค พปชร. ในฐานะประธานการประชุมสมาชิกพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาลชั่วคราว) กล่าวถึงกรณีตัวแทน 7 พรรคร่วมฝ่ายค้านได้ยื่นญัตติเพื่อขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญเพื่อตรวจสอบสอบสวนการได้มาซึ่ง ส.ว.ว่าขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ รวมถึงญัตติให้ตรวจสอบการขาดสมาชิกสภาพของ ส.ว. ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 113 และมาตรา 114 ว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่ของ ส.ว.ที่ไม่ฝักใฝ่การเมือง และเป็นผู้แทนประชาชนที่ไม่มีความผูกมัดหรือตกอยู่ภายใต้อาณัติ หรือการครอบงำของพรรคการเมือง และไม่มีประเด็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ผ่านขั้นตอนของทางรัฐสภา เพื่อเสนอต่อนายชวน พร้อมขอให้บรรจุเป็นญัตติเร่งด่วน และบรรจุไว้ในระเบียบวาระการประชุมสัปดาห์หน้า ว่า เรื่องนี้ภายในวิปมีการพูดคุยหลากหลาย ซึ่งเห็นว่า ส.ส.ไม่ควรไปสอบสวนที่มา ส.ว. และในกรณีเดียวกัน ส.ว.มาสอบสวน ส.ส.ก็คงอยู่นอกเหนืออำนาจ ดังนั้นหากบรรจุระเบียบวาระไป ก็จะอยู่นอกเหนืออำนาจด้วย วิปรัฐบาลจึงไม่เห็นด้วยที่จะให้ตั้ง กมธ.ขึ้นตรวจสอบ แต่เรื่องนี้ก็เป็นเพียงความเห็นของวิปรัฐบาลชั่วคราว ส่วนประธานสภาฯ จะดำเนินการอย่างไรต่อไปเป็นเรื่องการตัดสินใจของประธาน เราไม่ไปก้าวก่าย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;วันนี้อยู่ระหว่างการเสนอในแง่ของข้อกฎหมายว่าสามารถบรรจุอยู่ในระเบียบวาระได้หรือไม่ ข้อที่พิจารณาคือเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้แทนฯ หรือเปล่าที่จะเอาเข้าอยู่ในระเบียบวาระ เรามีความเห็นว่าญัตติด่วนในเรื่องนี้อยู่นอกเหนืออำนาจของการเป็นผู้แทนราษฎร ถ้าบรรจุได้ก็อภิปรายได้ แต่เราไม่ตั้ง กมธ.&amp;rdquo;นายวิรัชกล่าว และยืนยันว่า จะไม่ทำข้อเสนอถึงประธานสภาฯ แต่ก็อยู่ในอำนาจหน้าที่ของประธานสภาฯ ที่จะดำเนินการ.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39465</URL_LINK>
                <HASHTAG>ถือหุ้นสื่อ, พิษหุ้นสื่อลามทั่วสภา, ลุ้นศาลรับ-ไมรั่บ, ศาลรัฐธรรมนูญ, หนังสือพิมพ์, หุ้นสื่อ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190625/image_big_5d123eec9ff4d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
