<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114346</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/08/2021 12:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/08/2021 12:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พิษโควิดฉุดผู้โดยสารระบบรางลดลง 82.87%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ส.ค.2564 รายงานข่าวจากกรมการขนส่งทางราง (ขร.) เปิดเผยถึงจำนวนผู้โดยสารในระบบขนส่งทางราง ทั้งในระบบรถไฟฟ้า ใต้ดิน(MRT),บนดิน (BTS) ,แอร์พอร์ต ลิงก์ (ARL) และรถไฟระหว่างเมือง (SRT) ตั้งแต่ช่วงระยะเวลาที่เริ่มเกิดการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) ในประเทศไทย เดือนมกราคม 2563 จนถึงเดือนกรกฎาคม 2564 ปริมาณผู้โดยสารที่มีจำนวนมากกว่า 1 ล้านคนต่อวันในเดือนก่อนเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ลดลงตามสถานการณ์ที่ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับจำนวนผู้โดยสารที่ต่ำที่สุดเกิดขึ้นเมื่อเดือนเมษายน 2563 เหลือผู้โดยสารแค่ 245,795 คนต่อวัน และกลับมาถึงหลัก 1,009,522 คนต่อวัน ในเดือนพฤศจิกายน 2563 &amp;nbsp;แต่เมื่อเริ่มมีการระบาดระลอกที่ 2 เป็นต้นมา จำนวนผู้โดยสารกลับมาลดลงอีกครั้ง จนถึงเดือนล่าสุดในเดือน กรกฎาคม 2564 ที่การแพร่ระบาดยังคงทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ทำให้จำนวนผู้โดยสารกลับไปอยู่ในระดับ 261,503 คนต่อวันอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้พบว่าผู้โดยสารที่ใช้ระบบรางต่อวันลดลงจากช่วงก่อนการระบาดในช่วงปี 2562 มีผู้ใช้บริการระบบรางเฉลี่ยวันละ 1,228,822 คนต่อวัน &amp;nbsp;ในปี 2563 ช่วงที่มีเคอร์ฟิวและจำกัดกิจกรรมในปี 2563เฉลี่ยวันละ 417,914 คนต่อวัน โดยในปี 2564 ตั้งแต่พรก.ฉบับที่ 27ประกาศใช้ ตั้งแต่วันที่ 12 ก.ค. 2564 ถึงปัจจุบันมีผู้โดยสารเฉลี่ย 211,666 คนต่อวัน พบว่าทุกระบบผู้โดยสารลดลง 82.87% &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา ขร. ได้มีการออกประกาศมาตรการพึงปฏิบัติการจัดการระบบขนส่งทางรางภายใต้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) หลายฉบับเพื่อให้หน่วยงานผู้ให้บริการระบบขนส่งทางรางและผู้โดยสารปฏิบัติตามร่วมกัน เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดในระบบขนส่งทางราง และ ขร. หวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายในเร็ววันเพื่อให้ระบบขนส่งทางรางกลับมาเป็นระบบทางเลือกในการเดินทางของประชาชนอีกครั้ง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114346</URL_LINK>
                <HASHTAG>จำนวนผู้โดยสาร, พิษโควิด, ระบบราง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210824/image_big_612481cecb0bc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106055</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/06/2021 18:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/06/2021 18:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ใหญ่ ฝันดี&#039;ปิดร้านโรตี จากยอดขายหลักหมื่นเหลือหลักร้อย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นอีกหนึ่งคนบันเทิงที่เจอพิษโควิดเต็มๆ สำหรับ ใหญ่-ฝันดี จรรยาธนากร ที่ล่าสุดร้านโรตี ที่ตัวเองฟูมฟักมากับมือต้องปิดกิจการลง จากที่เคยมียอดขายได้วันละหลักหมื่นกลับต้องเหลือเพียงวันละหลักร้อยต่อวัน &amp;nbsp;โดยเจ้าตัวได้มาเปิดใจกับทางรายการ Z story ทางช่องอมรินทร์ทีวีว่า &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ตั้งแต่รอบ 3 ที่เข้ามา เคยเข้าไปนั่งที่ร้าน วันเดียวได้ 700 บาท บ้างวันเหลือ 350 เมื่อก่อนวันหนึ่งได้ 8,000-10,000&amp;nbsp; แล้วพอวันเสาร์-อาทิตย์ ที่เราเคยขายได้ดี ตอนนี้แย่แล้วขายได้ 3000 และต้องนั่งรถทุกวัน แต่ค่าใช้จ่ายเท่าเดิม ไม่ไหวก็เลยปิด ส่วนงานในวงการบันเทิงไม่มี อาชีพพวกเราโดนผลกระทบแน่นอน โดนอยู่แล้วอันดับหนึ่งเลย ธุรกิจก็ปิดด้วย เราต้องอยู่รอดด้วยเงินเก็บไง ถ้าสมมุติเราวางแผนยเงินเก็บ ประเมินตัวเราเองตั้งแต่แรก ก็จะอยู่รอดครับ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106055</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปิดร้านโรตี, พิษโควิด, ใหญ่-ฝันดี จรรยาธนากร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210611/image_big_60c340612b2d4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105977</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/06/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/06/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดัชนีเชื่อมั่นดิ่งในรอบ22ปี คาดดีขึ้นหลังลุยฉีดวัคซีน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;หอการค้าไทยเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน พ.ค.64 ลดลงต่ำสุดเป็นประวัติศาสตร์ในรอบ 22 ปี 8 เดือน กังวลพิษโควิดรอบ 3-กระจายวัคซีนไม่แน่นอน-การเมืองมีเสถียรภาพน้อยลง คาดจะปรับตัวในเดือน มิ.ย.หลังปูพรมฉีดวัคซีนทั่วประเทศ กระตุ้น ศก.ภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน หวังจีดีดีโตกว่า 2%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน พ.ค.อยู่ที่ 44.7 จากเดือน เม.ย.64 ซึ่งอยู่ที่ 46.0 โดยดัชนีลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ 38.9 จาก 40.3 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำ อยู่ที่ 41.3 จาก 42.9 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 53.9 จาก 54.7
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจัยลบสำคัญ ได้แก่ ความกังวลเรื่องการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตต่อประชาชนและภาคธุรกิจ, การกระจายวัคซีนโควิด-19 ที่ยังไม่แน่อน, สำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เผย GDP ไตรมาส 1/64 ติดลบ 2.6% และปรับลดคาดการณ์ GDP ปี 64 เหลือโต 1.5-2.5%, ราคาน้ำมันในประเทศปรับเพิ่มขึ้น, ความกังวลเสถียรภาพทางการเมืองในประเทศ, กังวลภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้รายได้ไม่สอคล้องค่าครองชีพ, เงินบาทแข็งค่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ปัจจัยบวก ได้แก่ รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อช่วยฟื้นเศรษฐกิจในประเทศ, การฉีดวัคซีนในประเทศเริ่มเห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น, คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.5%, การส่งออกเดือน เม.ย. ขยายตัว 13%, ราคาพืชผลทางการเกษตรหลายรายการปรับตัวดีขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือน พ.ค.64 ถือว่าต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 22 ปี 8 เดือน นับตั้งแต่เริ่มทำการสำรวจในเดือน ต.ค.41 เป็นต้นมา เนื่องจากผู้บริโภคมีความกังวลต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิดในประเทศรอบที่ 3 &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประกอบกับความกังวลในสถานการณ์ทางการเมืองที่มีเสถียรภาพน้อยลง และการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนที่ล่าช้า ส่งผลให้ผู้บริโภครู้สึกว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัวขึ้นมากนัก และขาดแรงกระตุ้นในการฟื้นตัว แม้ว่ามาตรการของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการ &amp;quot;เราชนะ&amp;quot; และโครงการต่างๆ จะมีส่วนช่วยกระตุ้นกำลังซื้อให้ปรับตัวดีขึ้นทั่วประเทศในระดับหนึ่งแล้วก็ตาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ความเชื่อมั่นผู้บริโภคต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ เห็นสัญญาณการซื้อสินค้า การท่องเที่ยวที่มีการชะงัก การจับจ่ายใช้สอยน้อยลง ซึ่งการระบาดของโควิดส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภค การล็อกดาวน์บางธุรกิจมีผลต่อภาพรวมการใช้จ่ายและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค&amp;quot; นายธนวรรธน์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจคาดว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคน่าจะเริ่มปรับตัวขึ้นในเดือน มิ.ย. หลังจากที่เริ่มมีปฏิบัติการปูพรมฉีดวัคซีนต้านโควิดกันทั่วประเทศในเดือนนี้&amp;nbsp; แม้ปริมาณวัคซีนอาจจะมีจำนวนไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน แต่การฉีดวัคซีนก็ดำเนินการเป็นวงกว้าง และมีแผนการฉีดวัคซีนที่เป็นรูปธรรม ในขณะที่กำลังจะมีวัคซีนทางเลือกยี่ห้ออื่นๆ เข้ามาในประเทศมากขึ้น เพิ่มเติมจากวัคซีนยี่ห้อหลักที่ใช้ในปัจจุบัน อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยที่บั่นทอนความเชื่อมั่นผู้บริโภคในระยะกลาง คือ สถานการณ์การเมืองภายในประเทศ ซึ่งผู้บริโภคมีความกังวลว่าสถานการณ์จะไม่นิ่ง การอภิปรายต่างๆ ที่เกิดขึ้น อาจจะส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สถานการณ์ตอนนี้ คนมีความกังวลเงินในกระเป๋า และได้รับความเดือดร้อนจากผลกระทบโควิด แต่หากการเมืองยังมีเสถียรภาพ ก็คาดว่าความเชื่อมั่นผู้บริโภคจะเริ่มดีขึ้นได้หลังจากนี้&amp;quot; นายธนวรรธน์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนวรรธน์กล่าวด้วยว่า หากการฉีดวัคซีนโควิดในประเทศทำได้มากขึ้นในเดือน มิ.ย., ก.ค.นี้ ประกอบกับรัฐบาลยังมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศออกมาอย่างต่อเนื่องในช่วงไตรมาส 3 นี้ ภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท รวมถึงการดำเนินการตามแผน Phuket Sandbox และการส่งออกไทยฟื้นตัวต่อเนื่อง ก็คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะเติบโต 2% เป็นอย่างน้อย และคาดว่าการส่งออกไทยในปีนี้จะเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 7% และหากสามารถรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนไว้ที่ราว 31 บาท/ดอลลาร์สหรัฐได้ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการส่งออกที่จะเป็นตัวช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยในปีนี้ได้ไวขึ้น เพราะมูลค่าการส่งออกที่เพิ่มขึ้นทุก 1% จะทำให้มีเม็ดเงินสะพัดเพิ่มขึ้น 6-8 แสนล้านบาท.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105977</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค, ปูพรมฉีดวัคซีน, พิษโควิด, ลดลงต่ำสุด, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หอการค้าไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210610/image_big_60c21b23ced22.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105296</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/06/2021 21:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/06/2021 21:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชีวิตดราม่าช่วงโควิด&#039;คิง ก่อนบ่าย&#039;เผยเคยคิดสั้นฆ่าตัวตาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ใครจะรู้ว่าคนอารมณ์ดีอย่าง คิง ก่อนบ่าย หรือ ณภัทร ชุ่มจิตตรี ที่เจอพิษโควิด19 เล่นงานจุกๆ จนตลกไม่ออก เกือบคิดสั้นฆ่าตัวตายในช่วงสถานการณ์โควิดที่ผ่านมา เพราะธุรกิจที่ลงทุนทำเพื่อหาเลี้ยงชีพเจ๊งไม่เป็นท่า ล่าสุดเจ้าตัวขอเปิดเผยชีวิตในรายการ z story ช่องอมรินทร์ทีวี เอชดี ช่อง34 งานนี้ คิง ก่อนบ่าย พร้อมเล่าแบบหมดเปลือก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;สถานการณ์ช่วงโควิด19 เราไม่ได้เตรียมตัว เราเป็นคนทำงานกลางคืน เล่นดนตรี มีคอนเสิร์ต พอช่วงโควิดประกาศให้หยุด หมดเลยชีวิต รายได้ของเราเหลือ10% แต่รายจ่ายมันเท่าเดิม เงินเก็บที่มีอยู่สามแสนหมด ทองก็เอาไปขายหมด สลากออมสินขาย ตอนนั้นคิดว่าบ้าน 2 หลัง จะขายแต่จะเอาไว้สักหลังไหม หรือทิ้งไปเลยแล้วกลับไปอยู่บ้านนอก คือใครจะมองยังไงเรายอม หมดบ้าน หมดรถแล้ว ยอมอาย คิดถึงขั้นบ้าน รถ มันมีประกัน ถ้าเราเสียชีวิต เมียลูกก็จะได้เงินไป เคยคิดฆ่าตัวตายเลย หนทางเดียวที่จะอยู่รอดคือเราตาย แต่สุดท้ายเราก็คิดแบบนั้นไม่ได้ ก็มองหาช่องทาง เริ่มขายของออนไลน์ เพื่อนดาราก็ช่วยโพสขาย ปรากฏก็ขายดี ได้เงินมาก็เอาไปจ่ายค่าเทอมลูก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ล่าสุดเปิดร้านขายกุ้งที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตอนต้นปีแต่ก็เจอปัญหาอีก เราจะสร้างงาน สร้างรายได้ให้น้องสาวก็เปิดร้าน ช่วงแรกขายดี เดือนนึงได้เป็นแสน แต่โควิดมารอบสาม เราโดนเต็มๆ เพราะประจวบมีคลัสเตอร์ บวกกับพายุเข้า ร้านพัง เราก็ประกาศหยุดก่อนดีกว่า&amp;nbsp; ตอนนี้ผมก็ค่อยๆ ทยอยกลับมารับงาน แต่มันก็ยังไม่เต็ม เราไม่ได้ทำงานมาเต็มๆ 2เดือน เราต้องดูแลหกครอบครัว ท้อได้แต่ก็ต้องคิดมาสู้&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105296</URL_LINK>
                <HASHTAG>คิง ก่อนบ่าย, คิง-ณภัทร ชุ่มจิตตรี, พิษโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210604/image_big_60ba3062ed9c0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104853</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/06/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/06/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธปท.รับโควิดทำศก.โคม่า รอลุ้นฟื้นตัวปกติได้Q1/66</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; แบงก์ชาติรับเศรษฐกิจไทยโคม่า หลังเจอพิษโควิด-19 หลายระลอก ชี้มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดทำกิจกรรมเศรษฐกิจสะดุด ลุ้นฟื้นตัวสู่ภาวะปกติได้ไตรมาส 1/2566 แจง มิ.ย.นี้ เตรียมปรับจีดีพีใหม่อีกรอบ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2564 นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนาออนไลน์ &amp;ldquo;โครงการประสานพลังเพื่อคู่ค้า เดินหน้าฟื้นฟูธุรกิจ&amp;rdquo; ว่า จากผลกระทบของความรุนแรงจากการระบาดของโควิด-19 ในระลอกที่ 3 รวมถึงการกระจายวัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่ยังมีความไม่แน่นอน รวมถึงการระบาดที่เกิดขึ้นในหลายระลอก ประกอบกับมาตรการในการควบคุมการแพร่ระบาดของรัฐบาลที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจต้องสะดุดเป็นช่วงๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค และการใช้จ่ายของประชาชน รวมถึงเอสเอ็มอีก็ได้รับผลกระทบด้วย ซึ่งรายใดที่สายป่านสั้น ก็ต้องหยุดดำเนินกิจการ หลายธุรกิจขาดสภาพคล่องจึงจำเป็นต้องให้การช่วยเหลือและเยียวยาอย่างเร่งด่วน จากปัจจัยดังกล่าวทำให้คาดว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยอาจจะต้องรอถึงไตรมาส 1/2566 กว่าจะกลับมาเป็นปกติในช่วงก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยที่ผ่านมาภาครัฐและ ธปท.ได้ออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ผ่านมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) แต่ยังมีข้อจำกัดในการให้ความช่วยเหลือ ทำให้ความช่วยเหลือเดิมไม่เพียงพอ จึงมีการยกระดับการช่วยเหลือเพิ่มขึ้น ในการออกมาตรการสินเชื่อฟื้นฟู วงเงิน 2.5 แสนล้านบาท โดยปลดล็อกข้อจำกัดของซอฟต์โลนเดิม เพื่อให้ลูกหนี้เข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น ขยายเวลาการชวยเหลือเพิ่มขึ้นให้สอดคล้องกับธุรกิจที่ต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว ขยายวงเงินช่วยเหลือเพื่อให้เพียงพอในการฟื้นตัว และกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้เหมาะสมและเอื้อต่อการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน และได้เพิ่มกลไกการค้ำประกันผ่านบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้าไปด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;แม้จะมีการขยายเงื่อนไขการช่วยเหลือตามมาตรการสินเชื่อฟื้นฟูให้ครอบคลุมแล้ว แต่สิ่งสำคัญกว่าคือการบริหารจัดการมาตรการ การให้ลูกหนี้เข้าถึงมาตรการมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมายอมรับว่ามีข้อจำกัดที่ทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีหลายรายไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ เพราะเอสเอ็มอีมีความเสี่ยงในช่วงที่เศรษฐกิจไม่แน่นอนสูง ขณะที่สถาบันการเงินประเมินความเสี่ยงของเอสเอ็มอีได้ยาก เนื่องจากขาดข้อมูลในการพิจารณา ขาดคนกลางในการชี้เป้าหมายว่าเอสเอ็มอีใดที่พอจะมีศักยภาพและจะกลับมาฟื้นตัวได้ เพื่อช่วยเหลือได้อย่างตรงจุดมากขึ้น&amp;rdquo; นายเศรษฐพุฒิกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ มองไปข้างหน้าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังต้องใช้เวลา ทำให้ระหว่างนี้ต้องเร่งแก้ปัญหา โดยเฉพาะด้านสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไม่ให้ลุกลามมากไปกว่านี้ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 4 ส่วนต้องร่วมมือกัน คือ รัฐบาล สถาบันการเงิน ผู้ประกอบธุรกิจรายใหญ่ และผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยยกระดับบทบาทของตัวเองในการช่วยเหลือให้เอสเอ็มอีเข้าถึงสภาพคล่องอย่างทันการ รัฐบาลและ ธปท.มีบทบาทในการลดความเสี่ยงภาพรวมของผู้ประกอบการเอสเอ็มดี ด้วยการเตรียมความพร้อมและเพิ่มความเข้มข้นของมาตรการสินเชื่อฟื้นฟู
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่สถาบันการเงินมีบทบาทในการประสานและเชื่อมต่อข้อมูลกับผู้ประกอบธุรกิจรายใหญ่ ปรับแนวทางการประเมินความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อ ส่วนผู้ประกอบธุรกิจรายใหญ่ก็มีบทบาทสำคัญในการประสานความช่วยเหลือกับสถาบันการเงินและผู้ประกอบการเอสเอ็มอี รวมทั้งสนับสนุนข้อมูลของคู่ค้าที่เดิมเข้าถึงยากให้กับสถาบันการเงิน เพื่อประกอบการประเมินสินเชื่อ ด้านผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเองก็ต้องปรับตัวเพื่อเตรียมพร้อมให้อยู่รอด และรับโอกาสในการสนับสนุนสภาพคล่อง ยกระดับการจัดการธุรกิจ เช่น การจัดการด้านการเงินและบัญชีให้ได้มาตรฐานสากล ดึงเทคโนโลยีเข้ามาใช้ให้มากขึ้น ซึ่งจะเป็นการช่วยบริหารจัดการต้นทุน กำไร และสต๊อกสินค้าได้ดีขึ้นด้วย รวมถึงเป็นการช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้ข้อมูลและฐานะทางการเงินของเอสเอ็มอี ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับสถาบันการเงินในการพิจารณาความเสี่ยงด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า การระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 3 ได้สร้างความรุนแรงและขยายวงกว้างในเวลาอันรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและเศรษฐกิจของประเทศมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา โดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ประเมินว่า การระบาดระลอกใหม่นี้จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในประเทศในช่วงไตรมาสที่ 2 และไตรมาสที่ 3/2564 ทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้ช้ากว่าที่คาดการณ์ จึงได้ปรับลดคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในปีนี้เหลือเพียง 0.5-2.0% ซึ่งได้รวมผลลัพธ์จากมาตรการของรัฐบาลที่ได้มีการประกาศออกมาแล้วด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท.มีการทบทวนสถานการณ์ต่างๆ ที่มีผลกับเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 3 ที่มีความรุนแรง และอาจส่งผลให้การเปิดประเทศทำได้ล่าช้าออกไป โดยปัจจัยดังกล่าวอาจทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยจากเดิมที่คาดว่าจะกลับสู่ช่วงก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19 อยู่ที่ไตรมาส 2-3/2565 ล่าช้าออกไปเป็นไตรมาส 1/2566
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในเดือน มิ.ย.2564 ธปท. จะมีการปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจไทยใหม่อีกครั้ง โดยเฉพาะในปี 2565 ซึ่งจะต้องมีการพิจารณาในหลายปัจจัย ทั้งในแง่วัคซีนป้องกันโควิด-19 และการกระจายวัคซีน สถานการณ์การแพร่ระบาดที่มีการเปลี่ยนแปลงทุกวัน ดังนั้นจะต้องพิจารณาข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและมุมมองในอนาคตที่สุด.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104853</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ควบคุมการแพร่ระบาด, ปรับจีดีพี, พิษโควิด, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เศรษฐกิจไทย, แบงก์ชาติ, โควิด, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210531/image_big_60b4f27645764.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104140</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/05/2021 19:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/05/2021 19:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิดเล่นงาน&#039;แก้มบุ๋ม&#039;ต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายต่อเดือนหลักแสน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากงานในวงการบันเทิงจะหดหาย ในส่วนของธุจกิจส่วนตัวก็กำลังเข้าขั้นวิกฤต สำหรับนักแสดงสาว แก้มบุ๋ม-ปรียาดา สิทธาไชย ที่ตอนนี้ยอมรับว่าเจอสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ธุรกิจสะดุด ทำให้ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายหลักแสนต่อเดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยแก้มบุ๋ม ได้โพสต์ระบายผ่านอินสตาแกรมว่า &amp;quot;เป็นผู้ประกอบการอีก 1 คน ที่ต้องแบกรับค่าใช้จ่าย 6 หลักต่อเดือน เป็นกำลังใจให้ผู้ประกอบการอื่นๆ และทุกคนที่ต้องสู้กับโควิด19 ถ้าโควิดไม่หายคิดว่าพวกเราจะตายก่อน ไม่ใช่เพราะโควิดนะแต่ไม่มีจะกิน #ปลาใหญ่กินปลาเล็ก #ผู้ที่อ่อนแอก็แพ้ไป&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอบคุณภาพจากอินสตาแกรม kambum&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104140</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธุรกิจสะดุด, พิษโควิด, แก้มบุ๋ม-ปรียาดา สิทธาไชย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210525/image_big_60ace2117b846.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103258</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/05/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/05/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศก.ไทยสาหัส ปรับจีดีพีปี64 เหลือ1.5-2.5</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; สาหัส! สภาพัฒน์เปิดตัวเลขจีดีพีไตรมาส 1/64 ติดลบ 2.6% หลังเจอพิษโควิด-19 ระบาดหนัก พร้อมปรับเป้าหมายจีดีพีทั้งปีใหม่เหลือเพียง 1.5-2.5% ห่วงความล่าช้าในการกระจายวัคซีนฉุดการท่องเที่ยวฟื้นตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในไตรมาสแรกของปี 2564 และแนวโน้มปี 2564 ว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี 2564 ลดลง 2.6% หลังจากได้รับผลกระทบจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมาต่อเนื่องมาถึงช่วงต้นปี ทำให้ทั้งปี สศช.ได้ปรับประมาณการใหม่ จากเดิมคาดว่าจะขยายตัว 2.5-3.5% เหลือเพียงขยายตัว 1.5-2.5% หรือเฉลี่ยขยายตัว 2% ซึ่งปรับตัวดีขึ้นอย่างช้าๆ จากการลดลง 6.1% ในปี 63
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายดนุชากล่าวว่า สำหรับปัจจัยสนับสนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลก แรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายภาครัฐ และการปรับตัวตามฐานการขยายตัวที่ต่ำผิดปกติในปี 63 ทั้งนี้ คาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าจะขยายตัว 10.3% ขณะที่การอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัว 1.6% และ 4.3% ตามลำดับ ส่วนการลงทุนภาครัฐคาดว่าจะขยายตัว 9.3% อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ในช่วง 1.0-2.0% และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 0.7% ของจีดีพี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ส่วนสำคัญมาจากการแพร่เชื้อโรคระบาดของไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่ช่วงเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา แม้ว่าจะสามารถควบคุมการระบาดได้ในระดับหนึ่งในช่วงปลายเดือน มี.ค. แต่กลับมีการระบาดขึ้นมารอบใหม่ในช่วงเดือนเม.ย.และต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ดังนั้นจะเห็นว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/64 เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/63 เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 1 ขยายตัวได้ 0.2% ซึ่งเป็นการขยายตัวมาต่อเนื่องจากไตรมาสที่ 3/63 แต่อัตราการขยายตัวเริ่มลดลงเนื่องจากปัญหาการระบาดในช่วงไตรมาสที่ 1/64
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยคือ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ความล่าช้าในการกระจายวัคซีน ทำให้มีแนวโน้มการฟื้นตัวภาคการท่องเที่ยวมีความล่าช้า ประเมินตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติ 5 แสนคน สร้างรายได้เพียง 1.7 แสนล้านบาท ความผันผวนของเศรษฐกิจและการเงินโลก อีกทั้งฐานะการเงินของภาคครัวเรือนและธุรกิจมีปัญหาสภาพคล่อง ในขณะที่ตลาดแรงงานยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในส่วนการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในช่วงที่เหลือของปี 64 ควรให้ความสำคัญกับการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และการป้องกันการกลับมาระบาดรุนแรงในระลอกใหม่ การฟื้นฟูเศรษฐกิจและช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาด การส่งเสริมส่งออกสินค้า การส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชน การรักษาแรงขับเคลื่อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจจากการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ การเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ และการรักษาบรรยากาศทางการเมืองภายในประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;วัคซีนเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยสามารถเคลื่อนตัวไปได้ในระยะถัดไป เพราะฉะนั้นขอความร่วมมือในการรับฟังข้อมูลและกระจายข้อมูลจากบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ เพื่อที่จะให้การฉีดวัคซีนดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้กับประเทศไทยได้ ซึ่งจะช่วยให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศกลับสู่ภาวะปกติได้เร็วขึ้น&amp;rdquo; นายดนุชากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับรายรับจากนักท่องเที่ยวชาวไทยในไตรมาส 1/64 อยู่ที่ 93,000 ล้านบาท ลดลง 51% ส่วนมาตรการการดำเนินมาตรการเปิดประเทศสำหรับนักท่องเที่ยวประเภทพิเศษ (Special Tourist VISA: STV) ส่งผลให้ในไตรมาสนี้มีนักท่องเที่ยวต่างประเทศเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวจำนวน 20,172 คน (รวมนักท่องเที่ยวกลุ่ม Thailand Privilege Card) อัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ 16.15% ลดลงจาก 32.49% ในไตรมาสก่อนหน้า และต่ำกว่า 52.40% ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามายังประเทศไทยในปี 64 จาก 3.2 ล้านคนเป็น 5 แสนคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง กล่าวว่า กระทรวงการออกประกาศขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย และภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต สำหรับเดือน ก.ค.2564 โดยขยายออกไปเป็นวันที่ 30 ก.ค.2564 และการยื่นแบบในเดือน ส.ค.2564 ขยายออกไปเป็นภายในวันที่ 31 ส.ค.2564 เพื่อสนับสนุนการทำธุรกรรมทางภาษีที่บ้าน ช่วยบรรเทาและเยียวยาผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการขยายเวลาการยื่นแบบดังกล่าว จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องในมือผู้ประกอบการให้มีมากขึ้นและนานขึ้น โดยไม่ได้กระทบการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล ซึ่งกระทรวงการคลังต้องบริหารจัดการกระแสเงินสดเพื่อให้สอดคล้องกับระยะเวลาการชำระภาษีที่เลื่อนออกไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมากระทรวงการคลังโดยกรมสรรพากรได้มีมาตรการช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการผ่านการทำธุรกรรมภาษีทางอิเล็กทรอนิกส์จากที่บ้าน หรือ Tax from Home ซึ่งทำให้มีสภาพคล่องเพิ่มขึ้นและนานขึ้นกว่า 2.8 แสนล้านบาท และช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อและแพร่กระจายของโควิด-19) ได้เป็นอย่างดี เช่น การขยายเวลายื่นแบบฯ ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย และภาษีมูลค่าเพิ่ม ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103258</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีดีพี, ติดลบ 2.6%, ปรับเป้าหมายจีดีพีทั้งปีใหม่, พิษโควิด, สภาพัฒน์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210517/image_big_60a2826004da7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
