<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118270</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/09/2021 20:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/09/2021 20:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิดทำพิษ จีดีพีเวียดนามไตรมาส3หดตัวมากเป็นประวัติการณ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำนักงานสถิติแห่งชาติของเวียดนามเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสที่ 3 ของปีนี้เมื่อวันพุธ ชี้มาตรการล็อกดาวน์ควบคุมโควิด-19 กดให้จีดีพีหดตัวมากถึง 6.17% เทียบกับปีที่แล้ว เป็นภาวะเศรษฐกิจหดตัวมากที่สุดนับแต่มีการบันทึกสถิติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เศรษฐกิจของเวียดนามเคยเติบโตอย่างเกินหน้าเกินตาประเทศเพื่อนบ้านร่วมทวีปเอเชียเมื่อปีที่แล้ว เนื่องจากสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้และภาคธุรกิจสามารถดำเนินกิจการได้เป็นส่วนใหญ่ แต่ปีนี้เกิดการแพร่ระบาดรุนแรงตั้งแต่เดือนเมษายน โดยเฉพาะจากสายพันธุ์เดลตา ในเขตนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือและศูนย์กลางธุรกิจแถบนครโฮจิมินห์ในภาคใต้ ที่ทำให้ต้องล็อกดาวน์หลายเมืองใหญ่ ธุรกิจและโรงงานจำนวนมากต้องระงับการดำเนินการ ซึ่งสำนักงานสถิติแห่งชาติ (จีเอสโอ) กล่าวว่า ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อเศรษฐกิจของเวียดนาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีและรอยเตอร์รายงานเมื่อวันพุธที่ 29 กันยายนว่า ข้อมูลที่จีเอสโอประกาศล่าสุด ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศของเวียดนามระหว่างเดือนกรกฎาคม-กันยายนปีนี้หดตัว 6.17% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2563 ซึ่งเป็นภาวะเศรษฐกิจหดตัวมากที่สุดนับแต่เริ่มมีการรายงานตัวเลขรายไตรมาสเมื่อปี 2529&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จีเอสโอกล่าวว่า ผลผลิตของภาคบริการหดตัว 9.28% จากปีก่อนหน้านี้ ส่วนภาคอุตสาหกรรมและก่อสร้างหดตัวลง 5.02% มีเพียงภาคการเกษตรที่ขยายตัว 1.04%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักข่าววีเอ็นเอ็กซ์เพรสของทางการเวียดนามกล่าวว่า ถือเป็นครั้งแรกที่เวียดนามมีอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจเป็นลบนับตั้งแต่ปี 2543&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบันเวียดนามมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 สะสมมากกว่า 770,000 คน เสียชีวิต 18,936 คน แต่สัปดาห์ที่ผ่านมารัฐบาลเวียดนามเริ่มผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์อย่างค่อยเป็นค่อยไป ภายหลังมีแรงกดดันจากสมาคมธุรกิจและคำเตือนจากนักลงทุนว่า ข้อจำกัดดังกล่าวจะทำให้นักลงทุนย้ายออกจากเวียดนาม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118270</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีดีพีหดตัว, พิษโควิด-19, เวียดนาม, เศรษฐกิจหดตัว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210929/image_big_615461f684390.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98849</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/04/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/04/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เลื่อนถกประชามติไปพค. ฝ่ายค้านเสนอแก้รธน.อีก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;ร่าง กม.ประชามติ&amp;rdquo; เจอพิษโควิด-19&amp;nbsp; ส.ว.หาย ต้องเลื่อนถกไป พ.ค.นี้ ด้าน ส.ส.เพื่อไทยปูด ผู้ติดเชื้อโควิดร่วมประชุมกมธ. 1 เม.ย.ที่ผ่านมา ขณะที่ฝ่ายค้านฟิตจัด เตรียมเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกหลังสภาเปิด 22 พ.ค.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 8 เมษายน ในการประชุมร่วมรัฐสภา&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติ ต่อเนื่องเป็นวันที่สอง แต่เมื่อเริ่มเปิดประชุม มีสมาชิกรัฐสภามาประชุมบางตาไม่ครบองค์ประชุม เนื่องจากมีส.ว.หลายคนไปฉีดวัคซีนโควิดตามโรงพยาบาลต่างๆ ที่สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาประสานงานให้ ส.ว.ไปฉีดวัคซีน ทำให้ต้องรอสมาชิกมาครบองค์ประชุมเกือบ 1 ชั่วโมง กระทั่งเวลา 10.30 น. มีสมาชิกครบองค์ประชุม นายพรเพชรจึงดำเนินการประชุมตามวาระ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพรเพชรแจ้งให้ที่ประชุมทราบถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้วินิจฉัยสมาชิกภาพ 5 ส.ส.กปปส.ไว้พิจารณา ทำให้ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว ดังนั้นจำนวนสมาชิกรัฐสภาทั้งหมดที่มีอยู่ขณะนี้จึงเหลือ 731 คน มีองค์ประชุม 366 คน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นจึงเข้าสู่การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ วาระที่สอง มาตรา 42/3 ถึงมาตรา 42/6 เรื่องการลงคะแนนออกเสียงโดยเครื่องออกเสียงอิเล็กทรอนิกส์ หรือทางระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่ กมธ.เพิ่มเติมให้ลงคะแนนออกเสียงประชามติด้วยเครื่องลงคะแนนออกเสียงอิเล็กทรอนิกส์ นอกเหนือจากช่องทางลงคะแนนในบัตรลงคะแนนปกติและลงคะแนนทางไปรษณีย์ ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่ไม่มีใครคัดค้าน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มาตรา 42/6 กรณีให้อำนาจคณะกรรมการสามารถเห็นสมควรให้ลงคะแนนออกเสียงโดยวิธีอื่นได้นอกจากการลงคะแนนด้วยบัตรเลือกตั้ง การลงคะแนนผ่านไปรษณีย์ และการลงคะแนนด้วยวิธีอิเล็กทรอนิกส์ ปรากฏว่ามี ส.ส.ฝ่ายค้านอภิปรายทักท้วงอย่างมาก เนื่องจาก กมธ.ไม่สามารถตอบได้ว่า วิธีการอื่นคืออะไร เกรงว่าจะเป็นการตีเช็คเปล่าให้ กกต.ไปกำหนดวิธีลงคะแนนด้วยวิธีใดๆ ก็ได้ โดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า มาตรา 42/6 เป็นการเขียนเผื่อไว้ในอนาคต กมธ.ไม่สามารถตอบได้ว่าวิธีการอื่นที่นอกเหนือจากการลงคะแนนด้วยบัตรเลือกตั้ง การลงคะแนนทางไปรษณีย์ และการลงคะแนนทางอิเล็กทรอนิกส์คืออะไร เขียนโดยที่ยังไม่รู้ว่าจะใช้วิธีใดในการออกเสียง คิดแบบไกลเกินไป อะไรที่ฟุ่มเฟือยจะเขียนไปทำไม อย่างไรก็ตาม หลังจากที่สมาชิกอภิปรายครบถ้วนแล้ว ที่ประชุมลงมติเห็นชอบมาตรา 42/3-42/6 ตามที่ กมธ.เสนอมาทุกมาตรา &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า การลงมติในแต่ละมาตรา แม้องค์ประชุมครบก็ตาม แต่ก็มีความกระท่อนกระแท่นโดยองค์ประชุมเลยมาไม่เกิน 15 เสียง จนกระทั่งก่อนลงมติมาตรา 50/1 นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นหารือนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ซึ่งทำหน้าที่ประชุมขณะนั้นว่า หากองค์ประชุมไม่ครบจะเกิดอะไรขึ้นกับร่าง พ.ร.บ.ประชามติ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชวนชี้แจงว่า การพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ รัฐสภาขอเปิดประชุมสมัยวิสามัญมา 2 ครั้งแล้ว และคงจะไม่มีครั้งที่ 3 แน่นอน เราทำเรื่องขอกราบบังคมทูลเปิดประชุมสมัยวิสามัญ เราก็ต้องทำหน้าที่ หากไม่ทำเราจะอธิบายไม่ได้เลย แต่เรื่ององค์ประชุมมีปัญหา เราก็ต้องขอร้องกัน วันนี้การพิจารณาดำเนินมาเกินครึ่งทางแล้ว ขอให้สมาชิกรัฐสภาอดทนกันอีกไม่นาน อย่างไรก็ตาม ถ้าองค์ประชุมไม่ครบ กฎหมายฉบับนี้ก็ต้องค้างการพิจารณา แล้วพิจารณากันใหม่ในเดือน พ.ค. ซึ่งก็ต้องดูกันว่ามีความพร้อมหรือไม่อย่างไร &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นที่ประชุมก็ได้ดำเนินการพิจารณาต่อ จนกระทั่งก่อนลงมติมาตรา 53 นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ ส.ว. ได้ขอนับองค์ประชุมแบบขานชื่อ แต่นายชวนได้ขอร้องให้ดำเนินการประชุมต่อไป เพราะองค์ประชุมยังครบอยู่ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเวลา 14.40 น. นายชวนขออนุญาตพักประชุม 10 นาที เพื่อขอพบวิป 3 ฝ่าย และได้เปิดประชุมอีกครั้งในเวลา 15.05 น.&amp;nbsp; โดยนายชวนให้สมาชิกรัฐสภาแสดงตนเพื่อตรวจสอบองค์ประชุม ก่อนลงมติ หมวด 8 การคัดค้านการออกเสียง และได้ทอดเวลาอยู่ระยะหนึ่ง เพื่อรอให้สมาชิกรัฐสภาได้เสียบบัตรแสดงตน ระหว่างนั้น นายมานพ คีรีภูวดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวว่า ไม่ทราบสมาชิกกลัวอะไรกับ พ.ร.บ.ประชามติ ดังนั้นขอให้ทุกคนเข้ามาร่วมประชุม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชวนกล่าวว่า คงไม่ใช่เรื่องกลัว แต่ด้วยเหตุที่เราทราบว่าอะไรเกิดขึ้น และการเปิดสมัยวิสามัญเป็นเรื่องที่ต้องทำเรื่องทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อกราบบังคมทูล เราได้เปิดวิสามัญกับเรื่องนี้ 2 ครั้งแล้ว เรามาลงเอยอย่างนี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่พึงปรารถนา ตนให้โอกาสสมาชิกได้แสดงตนเพื่อให้ท่านได้มีชื่ออยู่ในห้องประชุมในวาระของการประชุมในวันนี้ ขออนุญาตที่ประชุมขอเลื่อนการประชุมเรื่องนี้ไปประชุมครั้งต่อไป เนื่องจากมีความจำเป็นต้องให้องค์ประชุมมีความสมบูรณ์ แม้จะยังไม่นับองค์ประชุม แต่ก็เห็นว่าควรจะเลื่อนออกไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้อ่านพระบรมราชโองการปิดสมัยประชุมวิสามัญ และปิดประชุมในเวลา 15.19 น. &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ก่อนการประชุม นางมนพร เจริญศรี ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย หารือว่าจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ระบาดในขณะนี้ มีเจ้าหน้าที่มาบอกตนว่า ในการประชุมคณะกรรมาธิการที่ห้อง 405 เมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา มีกรรมาธิการบางคนเข้ามาร่วมประชุมและติดโควิด ซึ่งไม่ทราบว่าเป็น ส.ส.หรือเจ้าหน้าที่ เพราะยังไม่มีการเปิดเผยรายชื่อ และจากความประมาทเลินเล่อของรัฐมนตรีบางคนที่ไม่ได้กักตัว จึงขอให้ประธานกำชับและระมัดระวังการประชุมในวันนี้ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายวีระกร คำประกอบ ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ หารือว่า ส.ว.หลายคนไปฉีดวัคซีนจากการให้บริการของวุฒิสภาแล้ว แต่ทำไม ส.ส.จึงไม่ได้รับสิทธิ์ตรงนี้ เพราะ ส.ส. 77 จังหวัดนั่งอยู่ในนี้ ถ้าติดคนหนึ่งก็จะติดกันหมด และแพร่กระจายไป 77 จังหวัด จะกลายเป็นความเดือดร้อนของประชาชนทั้งประเทศ เมื่อ ส.ว.ฉีดได้ ก็ขอ ส.ส.ฉีดบ้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทำให้นายพรเพชรชี้แจงว่า ตนขอไปหาข้อมูล ยืนยันว่าทำหน้าที่เป็นกลางแน่ แต่หากหารือพาดพิงไปถึงรัฐบาลจะยุ่งไปกันใหญ่&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา และเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า รู้สึกผิดหวังอย่างยิ่งที่ ส.ว.บางคนไม่แสดงตนเป็นองค์ประชุม จนทำให้องค์ประชุมล่มลงไป ทำให้ร่าง พ.ร.บ.ที่รัฐบาลเสนอขึ้นมาเอง ในฐานะกฎหมายที่เกี่ยวกับการปฏิรูป แต่กลับปล่อยให้การประชุมเป็นภาระของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ส่วนการพิจารณาคงต้องนำไปพิจารณาในสมัยสามัญ ซึ่งต้องรออีก 2 เดือน รู้สึกผิดหวังต่อการทำหน้าที่ของรัฐสภา ขอเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบโดยการลาออก หาก พ.ร.บ.ประชามติฉบับนี้ไม่ผ่านการพิจารณาในวาระ 3
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ต้องขอบคุณนายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ ที่พยายามไกล่เกลี่ย แต่ทาง ส.ว.มีท่าทีบ่ายเบี่ยง ไม่รับ สุดท้ายแล้วแม้ประธานสภาฯ ขอให้ประชุมต่อ ถ้าไม่ไหวค่อยเลิก พอเข้าห้องประชุม ส.ว.ก็เลิกจริงๆ แสดงให้เห็นว่าเขากลัวการถามประชาชนเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เลยพยายามหนี ทางเดียวที่หนีได้ก็คือการพยายามทำให้ พ.ร.บ.ประชามติช้าออกไปให้ได้มากที่สุด ถ้าทำให้กฎหมายตกไปได้ ก็คงทำไปแล้ว ตนจึงขอประณามอีกเสียง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกันนี้ หัวหน้าและแกนนำ 6 พรรคร่วมฝ่ายค้านร่วมประชุมหารือถึงแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ กล่าวว่า ในช่วงปิดสมัยประชุมสภานี้ และจะเปิดประชุมสภาครั้งต่อไปวันที่ 22 พ.ค. ฝ่ายค้านจะเดินสายพบพี่น้องประชาชน 4 ภาค ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ เพื่อลงไปดูความเดือดร้อนพร้อมกับรับฟังเสียงประชาชนเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายภูมิธรรม เวชยชัย เลขานุการผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พรรคร่วมฝ่ายค้านยืนยันว่า 1.รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเป็นรัฐธรรมนูญที่มีปัญหาในการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน จึงยืนยันที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ให้พี่น้องประชาชนมีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วม 2.ระหว่างนี้มีการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ที่สามารถทำคู่ขนานกันไปได้ แต่การแก้ไขรายมาตราต้องคำนึงถึงประโยชน์ที่ประชาชนจะได้เป็นสำคัญ 3.พรรคร่วมฝ่ายค้านจะอาศัยช่วงปิดสมัยประชุม พบปะพี่น้องประชาชนเพื่อรับฟังความคิดเห็น รวบรวมความคิดเห็นมาเพื่อนำมาแก้ไขรัฐธรรมนูญ และ 4.จะยื่นขอแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับอีกครั้ง จะพยายามยื่นให้ทันในการเปิดสมัยประชุมสภาสมัยสามัญวันที่ 22 พฤษภาคมนี้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า คราวที่แล้วในการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ถูกโหวตคว่ำ การยื่นแก้ครั้งใหม่ก็แก้ทั้งฉบับ เกรงว่าจะมีปัญหาเหมือนเดิมหรือไม่ นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล ตอบว่า ครั้งที่แล้วถูกคว่ำเพราะมีการอ้างคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่าให้ไปทำประชามติก่อน แต่ฝ่ายค้านยืนยันว่าการดำเนินการของเราถูกต้อง และยืนยันว่าจะยื่นแก้รัฐธรรมนูญตามมาตรา 256 อีกครั้ง หากต้องไปทำประชามติก่อน ก็ไปทำประชามติก่อน แต่การตัดสินใจอยู่ที่ประชาชนทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ส.ว.หรือใคร คงปฏิเสธไม่ได้.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98849</URL_LINK>
                <HASHTAG>กม.ประชามติ, ผู้ติดเชื้อโควิดร่วมประชุม, พิษโควิด-19, ร่าง กม.ประชามติ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แก้ รธน., แก้รัฐธรรมนูญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210408/image_big_606f19c803313.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91969</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/02/2021 14:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/02/2021 14:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เจอโควิด-19 พ่นพิษ &#039;บิ๊ก ศรุต&#039;ยอมตัดใจขายรถคันโปรด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 เรียกว่าทำเอาเดือดร้อนกันทุกวงการ โดยล่าสุดนักแสดงหนุ่ม บิ๊ก-ศรุต วิจิตรานนท์ ต้องโบกมือลารถยนต์คนโปรดที่แบกภาระผ่อนต่อไม่ไหว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยหนุ่มบิ๊ก ศรุต ได้โพสต์เรื่องราวผ่านอินสตาแกรม @bigibig28 ข้อความว่า&amp;rdquo; บ๊ายบายนะพาขวัญ จาก Covid-19 รอบแรกจนมารอบที่สอง มันก็สาหัสเอาเรื่องอยู่ เราคงแบกภาระการผ่อนต่อไปไม่ไหวก็ต้องยอมปล่อยเค้าออกไป ส่วนเราเองก็ต้องสู้ๆ กันต่อไปนะครับนะ ผมไม่โทษใครและไม่โทษอะไรทั้งนั้นเพราะมันคือโรคระบาดที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทุกคนบนโลกใบนี้ล้วนได้รับผลกระทบทั้งนั้น #สู้ๆ ครับผม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอบคุณภาพจากอินสตาแกรม bigibig28&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91969</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขายรถ, บิ๊ก ศรุต, พิษโควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210204/image_big_601b9c24d21d1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>87767</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/12/2020 10:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/12/2020 10:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘สุรชัย’ควงลูกสาว‘ดิ๊งค์’ เปิดใจเจอพิษโควิดเครียดต้องหนีไปบวชชี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;caret-color:#454545; color:#454545; font-family:UICTFontTextStyleBody; margin-right:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; คร่ำหวอดในวงการบันเทิงมานานสำหรับทายาทเพลงลูกทุ่งชื่อดัง สุรชัย สมบัติเจริญ ซึ่งวันนี้ขอควงลูกสาว &amp;ldquo;ดิ๊งค์&amp;rdquo; กมลชนก มาเผยโมเมนต์พ่อลูกสายนักร้องสุดน่ารัก พร้อมเผยช่วงโควิดที่ผ่านมาลูกสาวคนเล็กเครียดจัดถึงกับโกนผมบวชชี ในรายการ &amp;ldquo;คุยแซ่บSHOW&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;caret-color:#454545; color:#454545; font-family:UICTFontTextStyleBody; margin-right:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยสาวดิ๊งค์&amp;nbsp;เผยถึงการไปบวชในช่วงโควิดระบาดว่า &amp;ldquo;ช่วงนั้นเป็นเดือนสิงหาคม เป็นช่วงโควิดกำลังเข้มๆ คือเราเพิ่งเรียนจบโทมา 2 ใบ แล้วเราก็ทำงานด้วย แล้วเศรษฐกิจเป็นช่วงขาลง เราก็เครียดๆว่าเราจะไปไหนดี ทำไมเราเหมือนเป็ดจัง เราร้องเพลงก็ไม่ดีเท่าพ่อ เราทำงานก็ไม่ประสบความสำเร็จ เราก็ไปคุยกับแม่ว่าเราอยากทำให้ใจนิ่ง คือเราเชื่อว่าถ้าเราใจนิ่งหนูน่าจะคิดอะไรออก ก็เลือกไปวัดแทนที่จะไปทะเลหรือไปโน่นไปนี่ เพราะพ่อจะสอนให้เราสวดมนต์ตลอด เราก็เลยคิดว่าเราไปพักสักนิดก็ดี เรื่องบวชดิ๊งบอกพ่อก่อนวันบวชแค่วันเดียวเอง คือดิ๊งไปบวช 7 วัน เรารู้สึกว่าเราอยากทำให้สุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 10pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เราก็กินข้าวกับเกลือ นอนบนหิน คือมันทำให้เราคิดได้ว่าเราควรคิดเรื่องเรียนอย่างไร เรื่องงานอย่างไร คือเราได้ทบทวนตัวเองแม้มันจะเป็นแค่ช่วงเวลาสั้นๆ แค่ 7 วันแต่มันก็ทำให้เรารู้อะไรได้หลายอย่าง มันคุ้มมากจริงๆ หนูบอกกับแม่ว่า ถ้าไม่ติดงานหนูอยากจะอยู่ต่อ ถ้ามีโอกาสเราก็อยากจะกลับไป หลังบวช 7วัน กลับมาเรารู้สึกว่าตัวเองนิ่ง พอเรานิ่งเรารู้สึกว่างานเกิด โปรเจคเกิด เดินหน้าต่อมีสติ คือมันชัดเจนขึ้น ความรู้สึกลังเลและไม่กล้า ตรงนั้นมันหายไปแล้ว มันทำให้เราเด็ดขาดมากขึ้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 10pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้าน สุรชัย เสริมว่า &amp;ldquo;ผมมีลูก 4 คน คนโตเป็นลูกชาย อีก 3 คนเป็นผู้หญิง เขาเป็นลูกคนเล็ก ช่วงที่เขาเกิดมาเรามีเวลาให้เขามากสุดก็เลยดูเหมือนสนิทสุด มีช่วงหนึ่งดิ๊งหนีไปบวช ผมก็บอกเขาว่าไม่ต้องถึงขนาดนี้ก็ได้ คือเราแค่ถือศีลธรรมดา แต่เขาบอกว่าเขาอยากทำอะไรให้สุดๆ พอเขาไปบวชเราก็รู้สึกว่าก็ดีเหมือนกัน คือเรื่องโชคชะตา ถ้ามันตกสุดๆ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 10pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 10pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 10pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 10pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 10pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 10pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 10pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87767</URL_LINK>
                <HASHTAG>นักร้อง, นักร้องลูกทุ่ง, บวชชี, พิษโควิด-19, ลูกสาว, สุรชัย สมบัติเจริญ, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201223/image_big_5fe2bbf0db4b3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72971</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/07/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/07/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศก.ทรุด!คลังหั่นจีดีพีลบ8.5%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;quot;คลัง&amp;quot; ทำใจหั่นจีดีพีปีนี้โตทรุดติดลบ 8.5% ต่อปี&amp;nbsp; เซ่นพิษโควิด-19 กระทบสาหัส ส่งออกโคม่า -11% ต่อปี ท่องเที่ยวหายวูบ เชื่อผ่านจุดต่ำสุดแล้ว ปีหน้าเศรษฐกิจโตได้ 4-5% เตรียมถกมหาดไทย-ททท. ยกเครื่องเกณฑ์มาตรการเราเที่ยวด้วยกัน เปิดช่องโรงแรม 1 ดาวเข้าร่วมได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพฤหัสบดี นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยปี 2563 จะขยายตัว -8.5% ต่ำกว่าที่เคยประมาณการเดิมเมื่อ ม.ค.ที่ 2.8% และต่ำกว่าปีก่อนที่ขยายตัว 2.4% ซึ่งถือว่าต่ำสุดในประวัติการณ์ และต่ำกว่าช่วงการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้งในปี 2541 ที่ขณะนั้นเศรษฐกิจชะลอตัวถึง -7.6% ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เป็นผลมาจากการระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้เครื่องยนต์ทุกตัวชะลอตัวลงทั้งหมด โดยเฉพาะการบริโภคภาคเอกชนที่จะชะลอตัว -2.6% การลงทุนภาคเอกชนชะลอตัว -12.6% มูลค่าการส่งออกชะลอตัว -11% การนำเข้าชะลอตัว -14.2%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาสที่ 2 มาแล้ว โดยไตรมาสที่ 2 ติดลบมากกว่า 10% โดยเชื่อว่าจะเริ่มฟื้นตัวขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 3 และดีขึ้นอีกในไตรมาสที่ 4 ได้ โดยคำนวณจากสมมุติฐานจากการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ที่คาดการณ์ว่าในปีนี้เศรษฐกิจประเทศคู่ค้า 15 ประเทศ - 4.1% ต่ำกว่าปี 2562 ที่ขยายตัว 3.1% แต่เห็นสัญญาณการฟื้นตัวขึ้นบ้าง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมถึงจากสถานการณ์โควิด-19 ที่เริ่มคลี่คลายลงบ้าง ก็จะส่งผลดีให้การท่องเที่ยวของไทยฟื้นตัวขึ้นตามไปด้วย แม้ว่าในปีนี้คาดการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาในไทยเพียง 6.8 ล้านคน และมีรายได้จากการท่องเที่ยว 3.4 แสนล้านบาท&amp;quot; นายลวรณกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายลวรณกล่าวอีกว่า มาตรการเยียวยาและมาตรการกระตุ้นการบริโภคในประเทศที่รัฐบาลออกมา จะสามารถช่วยประคองเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะมีแรงส่งให้เศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นได้ กระทรวงการคลังยืนยันว่าพร้อมออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง โดยจะเน้นการบริโภคในประเทศ แต่จะต้องออกในช่วงเวลาที่เหมาะสม รวมไปถึงข้อเสนอของภาคเอกชนที่ต้องการให้ออกมาตรการช้อปช่วยชาติในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ด้วยเช่นกันหากทุกอย่างดีขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;คาดว่าปีหน้าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 4-5% และการส่งออกจะกลับเป็นบวกได้ที่ 5% ส่วนตัวเลขนักท่องเที่ยวน่าจะเข้ามาอย่างน้อย 15-16 ล้านคนได้ อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังยังไม่มีแผนในการจ่ายเงินเยียวยาเพิ่มเติม แม้ว่าจะมีเม็ดเงินเยียวยาจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ในก้อน 600,000 ล้านบาท เหลืออีกประมาณ 200,000 ล้านบาทก็ตาม ซึ่งเราจะเก็บไว้ใช้ยามจำเป็น&amp;quot; นายลวรณกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายลวรณเปิดเผยอีกว่า ในวันที่ 31 ก.ค.นี้ สศค.จะหารือร่วมกับกระทรวงมหาดไทย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เกี่ยวกับการผ่อนปรนให้โรงแรมเข้ามาร่วมในมาตรการเราเที่ยวด้วยกันเพิ่มมากขึ้น จากปัจจุบันที่มีจำนวนโรงแรมเข้าโครงการ 6,684 แห่ง ซึ่งควรจะขยายเป็นระดับ 10,000 แห่ง เพื่อจูงใจให้ประชาชนเข้าร่วมโครงการมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ มีแนวคิดจะปรับเงื่อนไขการให้โรงแรมขนาดเล็กตั้งแต่ 1 ดาวขึ้นไป โฮมสเตย์ โฮสเทล บูทิคโฮเทล ที่มีการชำระภาษีอย่างถูกต้อง แม้จะไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงแรมก็ตาม ให้สามารถเข้าร่วมโครงการนี้ได้ ซึ่งปัจจุบันพบว่ามีผู้ประกอบการโรงแรมทั้งหมดที่เข้าข่ายประมาณ 50,000 รายด้วยกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับปัจจุบันมีประชาชนที่เข้าร่วมมาตรการเราเที่ยวด้วยกัน 4.6 ล้านคน และลงทะเบียนสำเร็จ 4.4 ล้านคน เข้ามาจองโรงแรมแล้ว 285,530 คน จ่ายเงินจองให้โรงแรมแล้ว 282,409 ห้อง เช็กอิน 55,177 ห้อง เช็กเอาต์ 50,605 ห้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เชื่อว่ามาตรการเราเที่ยวด้วยกันเป็นส่วนหนึ่งที่สามารถกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศให้ขยายตัวได้ ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้ขยายตัวดีขึ้นกว่าไตรมาส 2/2563 แต่เงื่อนไขที่เป็นอุปสรรคทั้งประชาชนและผู้ประกอบการที่จะเข้าร่วมโครงการได้ยาก ก็พร้อมจะปรับเปลี่ยนเงื่อนไข ซึ่งจะหารือร่วมกับกระทรวงมหาดไทยที่ดูเรื่องเกี่ยวกับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงแรม ว่าสามารถทำในขอบเขตใดได้บ้าง จากนั้นจะประกาศเงื่อนไขใหม่ เพื่อให้ทันใช้ในช่วงนี้ถึงสิ้นสุดมาตรการในเดือน ต.ค.นี้&amp;rdquo; นายลวรณกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72971</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีดีพีปีนี้, ติดลบ 8.5%, พิษโควิด-19, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200730/image_big_5f22cc278e949.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72609</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/07/2020 09:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/07/2020 09:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สลด!พิษโควิดทำหนุ่มช่างเชื่อมตกงาน​เครียดจัดผูกคอตาย​ทิ้งเมียท้องแก่ใกล้คลอดเผชิญชะตากรรม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ก.ค.63 - เมื่อช่วงค่ำวันอาทิตย์ ร.ต.อ.ชัยรัตน์&amp;nbsp; บุญชู&amp;nbsp;&amp;nbsp; รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.เฉลิมพระเกียรติ&amp;nbsp; จ.บุรีรัมย์&amp;nbsp;&amp;nbsp; ได้รับแจ้งมีเหตุคนผูกคอเสียชีวิตภายในบ้าน&amp;nbsp; ที่บ้านหนองแห้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต.เจริญสุข&amp;nbsp;&amp;nbsp; อ.เฉลิมพระเกียรติ&amp;nbsp;&amp;nbsp; จึงได้ประสานแพทย์เวรโรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติ&amp;nbsp;&amp;nbsp; และหน่วยกู้ภัยฯ ร่วมตรวจสอบที่เกิดเหตุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุเป็นบ้านชั้นเดียวไม่มีเลขที่&amp;nbsp; อยู่ระหว่างการก่อเหตุ&amp;nbsp; ที่บ้านหนองแห้ว&amp;nbsp; ต.เจริญสุข&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พบร่างนายสมร&amp;nbsp;&amp;nbsp; (ขอสงวนนามสกุล)&amp;nbsp; อายุ 50 ปี ในสภาพใช้สายไฟสีดำ ผูกคอตัวเองติดกับราวตัวหน้าต่างบ้าน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่สวมเสื้อสวมเพียงกางเกงขาสั้นตัวเดียว&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบร่องรอยบาดแผลจากการถูกทำร้ายร่างกาย&amp;nbsp; และไม่มีร่องรอยรื้อค้นข้าวของภายในบ้านแต่อย่างใด&amp;nbsp; คาดว่าน่าจะเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 4 ชั่วโมง&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสอบถาม น.ส.สำราญ&amp;nbsp; (ขอสงวนนามสกุล)&amp;nbsp;&amp;nbsp; อายุ 40 ปี&amp;nbsp; ภรรยาผู้ตาย&amp;nbsp; เล่าว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สามีทำงานเป็นช่างเชื่อมปกติจะรับเหมางานอยู่ที่ จ.สมุทรปราการ&amp;nbsp; มีรายได้เดือนละประมาณ 3 &amp;ndash; 4 หมื่นบาท&amp;nbsp; ก็จะส่งมาให้ตนใช้จ่ายเลี้ยงดูลูกชายคนโตที่บ้านก็ไม่มีปัญหาอะไร&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กระทั่งเกิดสถานการณ์โควิดระบาด สามีก็เริ่มขาดรายได้เพราะไม่มีงานให้ทำ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สามีจึงตัดสินใจเดินทางกลับมาอยู่ที่บ้านที่ อ.เฉลิมพระเกียรติ&amp;nbsp; จ.บุรีรัมย์&amp;nbsp; เพื่อจะมาหางานทำแถวบ้านแต่ผ่านไป 2 &amp;ndash; 3 เดือนก็ยังไม่มีงานทำ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนตัวเองก็รับจ้างขายของอยู่ที่ร้านค้าชุมชนในหมู่บ้าน ขายตั้งแต่หกโมงเช้าถึงหกโมงเย็น&amp;nbsp; ก็พอจะมีเงินค่าข้าวและค่าใช้จ่ายในบ้าน&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ปัจจุบันตนตั้งครรภ์ได้ประมาณ 8 เดือนๆ หน้าก็จะคลอดแล้ว&amp;nbsp; จึงมีปากเสียงกันบ้างเรื่องค่าใช้จ่ายในบ้าน เพราะสามีไม่มีรายได้&amp;nbsp; ตนต้องทำงานคนเดียวแถมเดือนหน้าก็จะคลอดลูกอีก&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนลูกชายคนโตก็จะเกณฑ์ทหารเดือนหน้าด้วย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;จึงสันนิษฐานว่าสาเหตุที่ทำให้สามีคิดสั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะเครียดเรื่องที่ตกงานไม่มีรายได้เลี้ยงครอบครัว&amp;nbsp; หรืออาจจะคิดว่าตัวเองเป็นภาระ&amp;nbsp;&amp;nbsp; จึงตัดสินใจผูกคอเสียชีวิตดังกล่าว&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปล่อยให้ตนเองที่กำลังท้องแก่ใกล้คลอด และลูกชายที่กำลังจะเกณฑ์ทหารต้องเผชิญชะตากรรมกับตามลำพัง&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.สำราญ&amp;nbsp;&amp;nbsp; บอกอีกว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก่อนหน้านี้ประมาณ 3 วัน&amp;nbsp; ตนเองฝันว่า&amp;nbsp; สามีเดินหนีตัวเองไป ตนก็พยายามเดินตามแล้วถามว่าจะไปไหน&amp;nbsp; สามีก็ตอบว่าจะไปหาบ้านใหม่ไม่ต้องตามมา&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แล้วสามีก็เดินหายไปในความฝัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตอนแรกก็ไม่คิดอะไรก็คิดว่าเป็นแค่ความฝัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; กระทั่งสามีมาคิดสั้นผูกคอตายจากตัวเองไป&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จึงเชื่อว่าที่ตัวเองฝันอาจจะเป็นลางบอกเหตุว่าสามีจะจากไปแล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก็เสียใจมากไม่คิดว่าสามีจะมาคิดสั้นจากไปแบบนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72609</URL_LINK>
                <HASHTAG>พิษโควิด-19, ร.ต.อ.ชัยรัตน์  บุญชู, สภ.เฉลิมพระเกียรติ, หนุ่มบุรีรัมย์ผูกคอตาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200727/image_big_5f1e3ad70fb37.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70185</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/07/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/07/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตกงาน8.3ล้านคน! ศก.ไทยเซ่นโควิด‘ไตรมาส2’ทรุดหนัก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;quot;เวิลด์แบงก์&amp;quot; คาดพิษโควิดฉุดจีดีพีไทยปีนี้ติดลบไม่ต่ำกว่า 5% ชี้ตกงานกว่า 8.3 ล้านคน แนะอุดหนุนกลุ่มเปราะบาง&amp;nbsp; เน้นฝึกอบรม เพื่อสร้างโอกาสหารายได้ ขณะที่ &amp;ldquo;ธปท.&amp;rdquo; ระบุไตรมาส 2/2563 ทรุดหนัก ผ่านจุดนี้ไปเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้น&amp;nbsp; อานิสงส์มาตรการคลายล็อก หนุนคนเริ่มใช้จ่าย ท่องเที่ยวเริ่มขยับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางเบอร์กิท ฮานสล์ ผู้จัดการธนาคารโลกประจำประเทศไทย&amp;nbsp; (เวิลด์แบงก์) เปิดเผยเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า ได้ออกรายงานเศรษฐกิจไทย คาดว่าจีดีพีไทยปีนี้จะติดลบกว่า 5% จากเดิมที่เคยคาดติดลบ 3% และน่าจะใช้เวลามากกว่า 2 ปีที่จะกลับไปสู่จีดีพีระดับก่อนที่จะประสบปัญหาโควิด-19 เนื่องจากผลกระทบของการระบาดของเชื้อโควิด-19 โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ มีคนตกงานกระจายไปทั่ว และกระทบต่อครัวเรือนชนชั้นกลางและครัวเรือนที่ยากจน ก่อนเศรษฐกิจไทยจะฟื้นขยายตัวที่ 4.1% ในปี 64 และ 3.6% ในปี 65 แต่ยังขึ้นอยู่ปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน เช่น การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังอ่อนแอ การท่องเที่ยวที่เปราะบาง รวมถึงการค้าและห่วงโซ่อุปทานที่ยังคงอยู่ในภาวะชะงักงัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ เวิลด์แบงก์ยังประเมินว่าจะมีคนตกงานหรือสูญเสียรายได้จากโควิด-19 กว่า 8.3 ล้านคน ซึ่งจะทำให้งานมากมายโดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยวและภาคบริการมีความเสี่ยง โดยยังพบว่าจำนวนผู้ที่ไม่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หรือผู้ที่มีรายได้ต่อวันต่ำกว่า 5.5 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ หรือ 170 บาทต่อวัน จะสูงขึ้นกว่าหนึ่งเท่าตัว โดยเพิ่มขึ้นจาก 4.7 ล้านคนในไตรมาสแรก เป็น 9.7 ล้านคนในไตรมาสที่ 2 ของปี 63 โดยเฉพาะกลุ่มครัวเรือนชนชั้นกลางในภาคการผลิตและภาคบริการจะเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าตัว จาก 6% เป็น 20%
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ได้เสนอแนะภาครัฐควรขยายความคุ้มครองทางสังคมเพื่อให้มั่นใจว่ากลุ่มผู้สูงอายุและแรงงานข้ามชาติไม่ได้ถูกมองข้าม และควรให้เงินอุดหนุนแก่กลุ่มที่เปราะบางต่อไป รวมทั้งถ้าเป็นไปได้ ควรเชื่อมโยงการให้เงินอุดหนุนไปกับการฝึกอบรม การให้คำแนะนำ และความสนับสนุนด้านอื่นๆ ที่จะช่วยสร้างโอกาสในการหารายได้ ขณะที่ระยะปานกลางประเทศไทยควรมีโครงการที่จะให้ประโยชน์ครอบคลุมทั่วทุกด้านเพื่อรองรับการแพร่ระบาดของโรคและวิกฤตการณ์อื่นๆ เช่น ควรเสริมด้วยการมุ่งเป้าโครงการไปที่กลุ่มคนยากจน เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;แม้ว่าประเทศไทยจะประสบความสำเร็จในการชะลอการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ภายใน 3 เดือนที่ผ่านมา แต่ผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจนั้นรุนแรง ภาคการท่องเที่ยวซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่า 15% ของจีดีพี ได้รับผลกระทบอย่างมากจากการที่ประเทศไทยเกือบจะห้ามนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาในประเทศตั้งแต่เดือน มี.ค.63 ซึ่งพลังของการฟื้นตัวจะขึ้นอยู่กับนโยบายในการรับมือวิกฤติที่มีประสิทธิภาพ เช่น การสนับสนุนครัวเรือนและผู้ประกอบการที่เปราะบาง หรือทำอย่างไรที่จะช่วยให้ผู้ที่ตกงานสามารถกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานได้อีกครั้ง&amp;rdquo; ผู้จัดการธนาคารโลกประจำประเทศไทยระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/2563 จะขยายต่ำที่สุดในปีนี้ โดย ธปท.คาดว่าจะหดตัวในระดับ 2 หลัก หรือมากกว่า -10% แต่ไม่เกิน -20% และคาดว่าทั้งปีจะหดตัว -8.1 ตามที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คาดการณ์ไว้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ จากเครื่องชี้เศรษฐกิจในเดือน มิ.ย. เริ่มเห็นสัญญาณปรับตัวดีขึ้น ทำให้คาดว่าเศรษฐกิจในเดือน พ.ค.น่าจะอยู่ในจุดต่ำสุดแล้ว โดย ธปท.คาดว่าไตรมาส 3/2563 เศรษฐกิจไทยฟื้น ตามเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวแรงพอสมควร และมาตรการคลายล็อกในไทย ทำให้คนเริ่มใช้จ่าย การท่องเที่ยวเริ่มผ่อนคลายมากขึ้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/2563 มีโอกาสหดตัว 2 หลัก หรือมากกว่า -10% แต่ไม่รุนแรงถึงขนาดขึ้นต้นด้วยเลข 2 และจะเริ่มฟื้นตัวในไตรมาส 3/2563 และต่อเนื่องในทุกไตรมาส แต่เป็นการหดตัวลดลง&amp;quot; นายดอนกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับความเสี่ยงเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง ในด้านต่างประเทศ ทุกประเทศก็มองตรงกันว่า เศรษฐกิจโลกจะผ่านจุดต่ำสุดในช่วงไตรมาส 2/2563 หลังจากนั้นจะเริ่มฟื้นตัว ถ้าไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้น เช่น การระบาดรอบ 2 ทำให้ต้องปิดประเทศหลายที่ กรณีระหว่างจีนกับสหรัฐ และเสถียรภาพระบบการเงินของโลก ที่ในหลายประเทศ ตราสารหนี้เอกชนเริ่มมีการผิดนัดชำระหนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนปัจจัยในประเทศ ต้องติดตามการใช้งบฟื้นฟู 4 แสนล้านบาท จากการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ที่ขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดว่าจะนำไปใช้อย่างไร แต่ก็เป็นทิศทางที่ ธปท.สนับสนุนให้มีการใช้เงินกู้ไปในการจ้างงาน สร้างงาน ซึ่งเม็ดเงินที่มีนั้นมากพอแล้ว แต่ขอให้ใช้ให้ตรงจุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับค่าเงินบาทที่แข็งค่า ธปท.ยอมรับว่าการแข็งค่าของค่าเงินเป็นปัจจัยลบที่ส่งผลต่อการขยายตัวเศรษฐกิจ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ติดตามดูแลใกล้ชิด ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดในปีนี้คาดว่าจะเป็นบวกเล็กน้อย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายดอนกล่าวว่า ปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของสถาบันการเงินตลอดทั้งปีนี้จะมีทิศทางปรับขึ้น เพราะวิกฤตินี้เพิ่งเริ่ม แต่ยืนยันว่าปัญหาดังกล่าวจะไม่กระทบกับเสถียรภาพธนาคารพาณิชย์ ซึ่งระบบสถาบันการเงินไทย มีความเข้มแข็งลำดับต้นๆ ของโลก สามารถรองรับการหดตัวทางเศรษฐกิจได้ รวมทั้ง ธปท.ก็มีแนวนโยบายดูแลปรับโครงสร้างลูกหนี้อย่างใกล้ชิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับเศรษฐกิจไทยในเดือน พ.ค. ยังหดตัวสูงต่อเนื่อง จากอุปสงค์ต่างประเทศ ทั้งภาคการท่องเที่ยวที่หดตัวจากการจำกัดการเดินทาง ส่งออกสินค้าหดตัว -23.6% ตามอุปสงค์ต่างประเทศคู่ค้าที่อ่อนแอ การลงทุนและการผลิตภาคเอกชนหดตัว แต่การใช้จ่ายภาครัฐยังขยายตัวดีต่อเนื่อง โดยเฉพาะมาตรการเยียวยา ส่งผลให้การบริโภคภาคเอกชนหดตัวน้อยลง.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70185</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, จีดีพี, จีดีพีไทย, พิษโควิด-19, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เวิลด์แบงก์, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200630/image_big_5efb47f1e0530.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
