<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>104911</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/06/2021 14:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/06/2021 14:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปชป. โต้ รมว.คลัง ถามช้างตอบม้า สอนมวยตัวเลขการคลังคนละเรื่องเงินคงคลัง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 มิ.ย.64 - ที่รัฐสภา นายพิสิฐ ลี้อาธรรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า&amp;nbsp;การชี้แจงของนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง เป็นเพียงบางส่วน และไม่ใช่ส่วนที่ตนแสดงความเป็นห่วง เพราะการร่วมทุนกับเอกชนเป็นเรื่องที่ทำอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เป็นห่วง คือ นายกฯประกาศในคำแถลงของสภาฯว่าวิธีการแก้ปัญหา เรื่องของงบลงทุน จะอาศัยการกู้เงินในการออกกฎหมายตามพ.ร.บ.หนี้ เพราะหลักของการบริหารจัดการงบประมาณที่ดีควรจะอยู่ส่วนกลาง ด้วยการเก็บภาษีทุกอย่างมารวมไว้ตรงกลางแล้วกระจายออกไป โดยให้สภาฯมีการตรวจสอบ เปิดเผยข้อมูล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ทุกวันนี้ตัวอย่างของพ.ร.ก.กู้เงิน&amp;nbsp;5 แสนล้าน หรือพ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท มีการออกกฎหมายอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาสั้น ไม่มีข้อมูลปรากฎให้ ส.ส. หรือ ส.ว.ตรวจสอบ และรัฐบาลก็ใช้ไปเรื่อยๆ และถือว่านี่คือการทดแทนที่เราใช้งบลงทุนต่ำ จึงถือเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องในหลักบริหารจัดการงบประมาณที่ดี ตนจึงขอให้ระมัดระวังไม่ทำอีก ซึ่งรัฐบาลอาจมีเหตุผลเรื่องโควิด-19 แต่งบประมาณประจำปีควรจัดการเพื่อมาทำเรื่องโควิดให้มากกว่านี้ แทนที่จะอาศัยการกู้เงินที่ง่ายแต่จะสร้างผลกระทบที่ตามมาในเรื่องตัวเลขหนี้ที่เราเห็นกันมาแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการปฏิรูปไม่ควรเฉพาะเรื่องภาษี ควรปฏิรูปเรื่องระบบงบประมาณด้วย เพราะตัวชี้วัดต่างๆที่กำหนดไว้เป็นข้อจำกัดที่รุงรังเกินไปหรือไม่ เพราะหากตั้งตัวชี้วัดไว้มากมาย มันเป็นเรื่องปัญหาระหว่างหน่วยงานมากกว่า อย่างไรก็ตาม สำหรับกรณีที่ระบุว่านายกฯแถลงฐานะการคลังมีการชี้แจงตัวเลขคงคลัง ตนขอยืนยันว่าเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง เพราะฐานะการคลังกับเงินคงคลังคนละเรื่องกัน โดยนายกฯพูดเฉพาะเงินคงคลัง แต่ฐานะการคลังเป็นเรื่องของรายรับรายจ่าย และการขาดดุลเงินสด และผลที่จะมีต่อหนี้ในที่สุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104911</URL_LINK>
                <HASHTAG>งบประมาณ, พรรคประชาธิปัตย์, พิสิฐ ลี้อาธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210601/image_big_60b5d93d10e86.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104894</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/06/2021 12:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/06/2021 12:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;มือเศรษฐกิจปชป.&#039;ติงนายกฯทำผิดกม.วินัยการคลังฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 มิ.ย.64- นายพิสิฐ ลี้อาธรรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรมช.คลัง อภิปรายว่า ขณะนี้เรากำลังประสบกับภาวะวิกฤตงบประมาณ ตามกฏหมายวินัยการเงินการคลัง มาตรา 20 ระบุชัดเกี่ยวกับการขาดดุล และงบลงทุน ซึ่งเราทำผิดข้อนี้ แม้จะบอกว่าได้แก้ไขโดยมีการแจ้งกล่าวก็ตาม แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าระบบงบประมาณขณะนี้เข้าสู่จุดบอด เรากำลังจะประสบปัญหาชนเพดาน ตนไม่ได้ตำหนิรัฐบาล เพียงแต่อยากให้เราดูแลระบบงบประมาณให้ดีจะได้เป็นเครื่องมือสำคัญของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมเป็นห่วงที่นายกฯชี้แจงเรื่องงบลงทุน โดยเพิ่มแหล่งลงทุน โดยเฉพาะการกู้เงินตามพ.ร.บ.หนี้ ยืนยันว่าไม่ใช่การแก้ไขปัญหางบประมาณ และจะยิ่งทำให้ระบบงบประมาณอ่อนแอลง การที่พยายามจะหลบโดยไปใช้พ.ร.ก.กู้เงิน จะทำให้รัฐสภาไม่ได้ตรวจสอบ ประชาชนไม่ทราบ การประกาศใช้พ.ร.ก. แล้วนำงบไปใช้เลย จะทำให้ระบบงบประมาณเกิดความเสียหายมาก ดังนั้น ยืนยันว่าพ.ร.ก.กู้เงินไม่ใช่หลักงบประมาณที่ดี&amp;rdquo; &amp;nbsp;อดีตรมช.คลัง กล่าว และว่า ในระยะสั้นเห็นด้วยที่รัฐบาลจะจัดงบให้เศรษฐกิจที่ขาดการใช้จ่าย ที่เศรษฐกิจกำลังฝืดเคือง และอยากเห็นคนจัดสรรงบนำงบไปช่วยโควิดโดยตรง งบที่ยังไม่จำเป็นก็อาจรอก่อนได้ ที่สำคัญ ถ้าโควิดหายไป เราต้องกลับฟื้นมาได้ &amp;nbsp;หลายประเทศไม่อาจฟื้นระบบการคลังเป็นปกติได้ และเจอวิกฤตใหม่ ดังนั้น ตนจึงอยากให้สังคยนาระบบงบประมาณใหม่ ทบทวนว่าถูกต้องหรือไม่ที่บอกว่าการสร้างรั่ว สร้างป้ายขนาดใหญ่ สร้างถนนที่ไม่มีรถวิ่งคือการลงทุน สิ่งเหล่านี้ต้องทบทวน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิสิฐ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ระบบงบประมาณกำลังอยู่ในวิกฤต เพราะค่าใช้จ่ายกำลังบวมขึ้น ทำให้เม็ดเงินที่จะใช้ให้เกิดประโยชน์ในการลงทุนน้อยลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งงบกลาง กว่า70เปอร์เซ็นต์ เป็นสวัสดิการข้าราชการ ฐานะการคลังและหนี้ของรัฐบาลกำลังจะเป็นตัวปัญหาใหญ่ เพราะเรื่องการใช้จ่ายโควิดที่มีการกู้ 1 ล้านล้านบาท กับกู้อีก 5 แสนล้านบาท ประกอบกับรายได้ของรัฐบาลที่ตกต่ำ เพราะเศรษฐกิจฝืดเคือง แม้เจ้าหน้าที่พยายามจะบอกว่าหนี้สาธารณะยังไม่เกินเพดานที่กำหนดไว้ที่ 60 เปอร์เซ็นต์ และปั่นตัวเลขจีดีพี ตนไม่อยากให้เราทำผิดกฎหมายโดยอนุมัติงบประมาณไป เพราะงบประมาณรายจ่ายปี65 จะขาดดุลถึง 7 แสนล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิสิฐ กล่าวด้วยว่า ถ้าสภาฯอนุมัติงบปี65 เท่ากับเป็นการเปิดทางให้รัฐบาลทำผิดพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา 10 (1) กำหนดให้นายกฯต้องแถลงฐานะการคลัง แต่การแถลงของนายกฯเมื่อวันที่ 31 พ.ค. ยังมีความไม่สมบูรณ์ หรือไม่แน่ใจว่านายกฯจงใจทำผิดพ.ร.บ.หรือไม่ นายกฯแถลงเพียงตัวเลขหนี้ และตัวเลขไม่กี่ตัวที่ไม่ใช่ฐานะการคลัง ประกอบกับในมาตรา 11 กำหนดว่าต้องแถลงวิธีการหาเงินด้วย แต่นายกฯไม่แถลง ตนไม่อยากเห็นเราทำผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นกฎหมายที่นายกฯเซ็นเอง รัฐบาลไม่แสดงฐานะการคลัง ไม่อธิบายหนี้ที่เสนอเพิ่มเติม และไม่แสดงวิธีการหาเงินชดเชยการขาดดุล.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104894</URL_LINK>
                <HASHTAG>พรบ.งบประมาณ, พิสิฐ ลี้อาธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210601/image_big_60b5bdef0d71c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67127</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/05/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/05/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซักฟอกพรก.กู้เงินวันแรกเข้มข้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;อภิปราย พรก.กู้เงิน 3 ฉบับวันแรกเข้มข้น! นายกฯ แจงต้องใช้เงิน 1 ล้านล้านสร้างความเชื่อมั่นและความมั่นคง ศก. ยันไม่เกินกรอบหนี้สาธารณะ ลั่นไม่ใช่ใช้แต่เงิน มี กก.กลั่นกรองกลไกตรวจสอบเยอะ พร้อมสั่งคลังทำรายงานการใช้งบฯ ต่อรัฐสภาใน 60 วัน &amp;quot;อุตตม&amp;quot; โวกู้เงิน 1 ล้านล้านตามหลักสากล มาตรฐานตรวจสอบเข้มกว่า พรก.ไทยเข้มแข็งยุคอภิสิทธิ์-พรก.น้ำสมัยยิ่งลักษณ์ &amp;quot;ผู้นำฝ่ายค้าน&amp;quot; ห่วงงบเยียวยา 4 แสนล้าน &amp;quot;ตีเช็คเปล่า&amp;quot; เอื้อผลประโยชน์การเมือง หวั่น พรก.เอสเอ็มอี สถาบันการเงินไปคิดดอกเบี้ยโหดเทียบนอกระบบ จับตา พรก.หุ้นกู้เอื้ออุ้มคนรวย &amp;quot;อนุดิษฐ์&amp;quot; ตั้งชื่อ &amp;nbsp;&amp;quot;พ.ร.ก.เราล้มละลายด้วยกัน&amp;quot; ทำคนไทยเป็นหนี้ 90 ปีชั่วลูกหลาน ส.ส.ปชป.ขย่มซ้ำเงินกู้ 4 แสนล้านเอื้อรายใหญ่ แฉกรรมการขัดกันของผลประโยชน์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่รัฐสภา เกียกกาย วันที่ 27 พฤษภาคม มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) จำนวน 3 ฉบับ ประกอบด้วย 1.พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ.2563 วงเงิน 1 ล้านล้านบาท 2.พ.ร.ก.ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบการวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ.2563 วงเงิน 5 แสนล้านบาท และ 3.พ.ร.ก.การรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ &amp;nbsp;วงเงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นการพิจารณาวันแรก ระหว่างวันที่ 27-31 พ.ค.นี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยบรรยากาศการประชุมเป็นไปอย่างคึกคัก มี ส.ส.และรัฐมนตรีทยอยเดินทางมาร่วมประชุมอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเช้า โดยทุกคนต้องสวมหน้ากากอนามัยและเดินผ่านเครื่องตรวจวัดอุณหภูมิร่างกาย &amp;nbsp;พร้อมทั้งมีเจลแอลกอฮอล์คอยให้ล้างมืออยู่เป็นจุดๆ หากใครมีไข้จะไม่ได้รับอนุญาตให้ผ่านเข้ามายังอาคารรัฐสภา เพื่อปฏิบัติตามมาตรการคัดกรองและป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 อย่างเคร่งครัด&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ว่า ทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลงของนายชวน หลีกภัย &amp;nbsp;ประธานสภา และวิปทั้งสองฝ่าย ที่กำหนดให้มีการประชุมระหว่างวันที่ 27-31 พ.ค.เป็นจำนวน 5 วัน ส่วนจะมีโอกาสปรับลดเวลาลงหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับที่ประชุม ในส่วนของวิปรัฐบาลจะมีการประชุมอีกครั้งในวันศุกร์ที่ 29 พ.ค.นี้ โดยแต่ละวันกำหนดการอภิปรายได้จนถึงเวลา 20.00 น. เนื่องจากจะต้องให้เวลาทั้ง ส.ส.เจ้าหน้าที่และผู้ที่เกี่ยวข้องเดินทางกลับที่พักเพื่อไม่ให้เกินกำหนดเวลาเคอร์ฟิว
ฝ่ายค้านเตรียม 78 ขุนพล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย และประธานวิปฝ่ายค้าน พร้อมด้วยตัวแทนจาก 6 ฝ่ายค้าน ประชุมหารือเตรียมความพร้อมทั้งเรื่องประเด็น กรอบเวลา และตัวบุคคลที่จะอภิปราย พ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับ โดยนายสุทินกล่าวว่าได้หารือกับประธานสภา เนื่องจากกังวลว่าการประชุมในวันถัดไปที่จะเริ่มในเวลา 09.30 น.จะบริหารจัดการไม่ได้เพราะองค์ประชุมจะมีปัญหา ประธานสภาจึงเสนอว่าให้ใช้วิธีการเลื่อนการประชุม ซึ่งจะไม่ต่างจากการพักการประชุม เพื่อให้การประชุมในวันถัดไปเริ่มประชุมได้ทันทีซึ่งตนเห็นด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุทินกล่าวว่า ผู้อภิปรายของพรรคร่วมฝ่ายค้านแต่ละพรรค พรรคเพื่อไทย 54 คน พรรคก้าวไกล 14 คน พรรคเสรีรวมไทย 4 คน พรรคประชาชาติ 3 คน พรรคเพื่อชาติ 1 คน พรรคพลังปวงชนไทย 1 คน นอกจากนี้นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจใหม่ มีความประสงค์ที่จะร่วมอภิปรายโดยจะใช้เวลาประมาณ 30 นาที ซึ่งจะแบ่งเวลาจากโควตาของพรรคเพื่อไทยรวม 78 คน &amp;nbsp;โดยการบริหารลำดับคิวจะหารือร่วมกันเป็นวันๆ ไป เพราะต้องเป็นไปตามสถานการณ์ เนื้อหา และน้ำหนักที่เราอยากจะให้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขอเสนอความเห็นเกี่ยวกับการประกาศเคอร์ฟิว เพราะคนที่ส่งผักส่งนมยังสามารถยกเว้นให้ได้ ทำไมการประชุมสภาจึงเว้นให้ไม่ได้ ดังนั้นวิปฝ่ายค้านจึงควรนำเรื่องนี้ไปหารือกับประธานสภาและวิปรัฐบาล และแจ้งไปที่ ศบค.ว่าเรามีความจำเป็นที่จะให้ยกเว้นเคอร์ฟิวสำหรับการประชุมสภา เพื่อที่จะได้เริ่มปฏิบัติตั้งแต่วันพฤหัสบดี-เสาร์ ส่วนวันอาทิตย์จะได้ใช้เพื่อทดเวลาบาดเจ็บ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเวลา 09.30 น.จึงเริ่มเปิดประชุมสภา โดยเป็นการเปิดใช้ห้องประชุมสุริยันหรือห้องประชุม ส.ส.ครั้งแรก มีนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม ภายในห้องประชุมมีการจัดระเบียบให้ ส.ส.นั่งเว้นระยะห่าง 1 ที่นั่ง ป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ก่อนเข้าสู่วาระการประชุมนายชวนเปิดโอกาสให้ ส.ส.ได้หารือถึงปัญหาความเดือดร้อนต่างๆ ของประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงหลักการและเหตุผลของ พ.ร.ก.กู้เงินทั้ง 3 ฉบับว่า การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย &amp;nbsp;สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยปี 63 จะติดลบร้อยละ 5-6 แม้ว่าในการแก้ไขปัญหารัฐบาลพยายามบริหารจัดการภายใต้กรอบงบประมาณที่มีอยู่ในปัจจุบัน แต่ไม่เพียงพอ ไม่ทันกับสถานการณ์ ดังนั้นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กลับมาสู่ประเทศไทยโดยเร็ว รัฐบาลประมาณการว่าจะต้องใช้เงิน 1 ล้านล้านบาท จึงไม่อาจดำเนินการด้วยวิธีงบประมาณตามปกติ จึงเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินรีบด่วน ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และเป็นทางเลือกสุดท้ายของรัฐบาล โดยตรา พ.ร.ก.ให้กระทรวงการคลังกู้เงินวงเงินไม่เกิน 1 ล้านล้านบาท เพื่อประโยชน์ในการรักษาความปลอดภัยของสาธารณะและความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ และป้องกันภัยพิบัติสาธารณะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า รัฐบาลตระหนักถึงข้อห่วงใยของท่านทั้งหลายต่อประเด็นในการรักษาวินัยการเงินการคลังของประเทศ ความคุ้มค่าและความโปร่งใสในการใช้จ่ายเงินกู้ รัฐบาลได้กำหนดหลักการที่สำคัญที่สอดคล้องกับวินัยการเงินการคลังของรัฐ เพื่อเป็นกรอบวินัยในการกู้เงินต้องใช้ตามวัตถุประสงค์ภายใต้แผนงานโครงการตามบัญชีแนบท้าย 3 แผนงาน ในกรณีมีความจำเป็น ครม.มีอำนาจปรับแก้การใช้เงินได้เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ รวมทั้งกำหนดให้มีคณะกรรมการกลั่นกรองและอนุมัติโครงการและการดำเนินการภายใต้ พ.ร.ก.จะเป็นไปตามระเบียบที่ ครม.กำหนด โดยคำแนะนำของคณะกรรมการกระทรวงการคลังจะต้องทำรายงานการใช้เงินเสนอต่อรัฐสภาภายใน 60 วันนับแต่วันสิ้นปีงบประมาณ โดยในรายงานจะต้องครอบคลุมทั้งการกู้เงิน วัตถุประสงค์การใช้เงิน และผลสัมฤทธิ์ของการใช้งบประมาณ
ไม่เกินกรอบหนี้สาธารณะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ปฏิเสธไม่ได้ว่าจะส่งผลต่อสถานะการชำระหนี้ของประเทศ การกู้เงินในวงเงิน 1 ล้านล้านบาท &amp;nbsp;รวมกับการกู้เงินในกรณีอื่นแล้วจะไม่กระทบต่อกรอบหนี้สาธารณะ โดย ณ สิ้นเดือน ก.ย.ปี 2564 หนี้สาธารณะจะมีสัดส่วนร้อยละ 57.96 ต่อจีดีพี ซึ่งไม่เกินกรอบ 60% ตามกฎหมาย โดยการกู้เงินจะกู้เงินในประเทศเป็นหลัก แต่ขณะเดียวกันจะพิจารณาเงื่อนไขและต้นทุนการกู้เงินจากต่างประเทศอีกทางหนึ่งเพื่อเป็นแหล่งเงินทุนสำรอง ส่วนการชำระหนี้นั้นกระทรวงการคลังได้วางแผนเป็นระบบเพื่อกระจายความเสี่ยงและควบคุมต้นทุนให้เหมาะสม เพื่อให้เกิดความโปร่งใส เพื่อให้เกิดการสร้างระบบสาธารณสุขและการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ได้เสนอ พ.ร.ก.การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ.2563 หรือ พ.ร.ก.Soft Loan โดยระบุว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อให้สินเชื่อเพิ่มเติมเสริมสภาพคล่อง การดำเนินการตาม พ.ร.ก.ฉบับนี้ไม่ได้เป็นการกู้เงินของรัฐบาล แต่เป็นการให้อำนาจธนาคารแห่งประเทศไทยในการจัดสรรสภาพคล่องในระบบเป็นการชั่วคราวให้แก่กลุ่มผู้ประกอบการ ส่วน พ.ร.ก.การรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ มีความประสงค์เพื่อตั้งกองทุนรักษาสภาพคล่องของการระดมทุนในตลาดตราสารหนี้ และรักษาเสถียรภาพและสนับสนุนสภาพคล่องด้วยการลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชนที่ออกใหม่ โดยธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจซื้อหน่วยลงทุนไม่เกิน 4 แสนล้านบาท และมีคณะกรรมการกำกับกองทุน โดยมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน คาดว่าจะมีการระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้กว่า 9.8 แสนล้านบาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเวลา 12.15 น. นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน &amp;nbsp;กล่าวว่า ความผิดพลาดของการบริหารจัดการภายใต้ภาวะวิกฤติ ไม่ว่าจะเป็นความไม่มีประสิทธิภาพในการจัดหาหน้ากากอนามัยและการขาดแคลนชุดป้องกันการติดเชื้อ (PPE) สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ ความล่าช้าและการเยียวยาที่ไม่ทั่วถึงและรวดเร็ว ความล่าช้าในการยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่สำคัญที่สุดความล่าช้าในการคลายล็อกให้ระบบเศรษฐกิจ วันนี้ตัวเลขของผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 กับตัวเลขของผู้ที่ฆ่าตัวตายเนื่องจากภาวะกดดันทางเศรษกิจเกือบจะไม่แตกต่างกัน &amp;nbsp;ภายใต้เงินกู้ทั้ง 3 ฉบับให้อำนาจฝ่ายบริหารไว้สูงมาก แต่การตรวจสอบการใช้จ่ายเงินมีเพียงการตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้เพียงไม่กี่คน ตรวจสอบเงินจำนวนมหาศาลโดยไม่ต้องรายงานการใช้จ่ายต่อฝ่ายนิติบัญญัติ จึงเป็นความจำเป็นที่ตัวแทนของประชาชนมีหน้าที่ที่จะต้องร่วมกันตรวจสอบให้เป็นไปอย่างสุจริตและมีประสิทธิภาพสูงสุด ป้องกันไม่ให้เป็นการ &amp;quot;ตีเช็คเปล่า&amp;quot; ให้รัฐบาลใช้เงินโดยตามอำเภอใจ ไร้การตรวจสอบ จนอาจส่งผลเสียต่อประเทศ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมพงษ์กล่าวว่า ในส่วนของ พ.ร.ก.ฉบับแรกหรือเราอาจเรียกสั้นๆ ว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาทนั้น สามารถแยกพิจารณาเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ส่วนที่ 1 แก้ไขการระบาดโควิด-19 (45,000 ล้านบาท) &amp;nbsp; ส่วนที่ 2 การช่วยเหลือเยียวยาประชาชน เกษตรกร ผู้ประกอบการ (555,000 ล้านบาท) และส่วนที่ 3 &amp;nbsp;งบฟื้นฟูเศรษฐกิจ (400,000 ล้านบาท) ก้อนนี้เป็นก้อนที่พวกเราฝ่ายค้านเป็นห่วงที่สุด เพราะจะเป็นส่วนที่จะมีปัญหามากที่สุด มีข้อสังเกตว่าแบ่งตามกระทรวงต่างๆ ไว้หมดแล้ว ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เข้าสภา &amp;nbsp;และตามที่รัฐบาลกล่าวถึงทิศทางการใช้เงินก้อนนี้ไม่ตอบโจทย์และไม่ได้คิดถึงภาพใหญ่ เปิดช่องการใช้เป็นเงินเพื่อประโยชน์ทางการเมือง แจกจ่ายให้แก่ ส.ส. เสมือนเป็นการตีเช็คเปล่า หรือนำไปทำโครงการแบบเดิมๆ เพื่อประโยชน์ของพวกพ้อง และการตอบแทนทางการเมือง โดยที่ถูกต้องโครงการต้องเป็นไปเพื่อตอบสนองและตอบโจทย์เรื่องโควิด ไม่ใช่ใช้จ่ายไปทั่ว
ล้มละลายด้วยกันเป็นหนี้ 90 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมพงษ์กล่าวต่อว่า ในส่วนของ พ.ร.ก.การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจ มองว่าดุลยพินิจของการปล่อยกู้อยู่ที่ธนาคารพาณิชย์ ที่มีแนวโน้มปล่อยให้ลูกค้าเดิมที่แข็งแรงอยู่แล้ว ได้ประโยชน์จากสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ แต่ SMEs ที่ประสบปัญหาได้รับผลกระทบจากโควิด ก็ยังคงเข้าไม่ถึงสินเชื่อเหมือนเดิม ยังเปิดช่องทางให้เอกชนรายที่ผ่านการพิจารณาสินเชื่อเอาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำไปปล่อยต่อให้เอกชนที่เข้าไม่ถึงสินเชื่อในราคาสูง มีลักษณะเหมือนสินเชื่อนอกระบบ รายใหญ่ได้ประโยชน์ รายเล็กโดนเอาเปรียบ ส่วน พ.ร.ก.การรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินฯ โดยหลักธนาคารชาติมีหน้าที่เป็นธนาคารของรัฐบาล และเป็นนายธนาคารของธนาคารพาณิชย์ ไม่มีหน้าที่ลงไปจัดสรรสินเชื่อเองเพราะอาจสร้างความเสียหายเกี่ยวกับความเชื่อมั่น และเสียหายในเชิงหลักการของธนาคารแห่งประเทศไทย หลีกเลี่ยงไม่พ้นการเลือกปฏิบัติ อาจถูกกล่าวหาว่าใช้เงินรัฐอุ้มคนรวย อาจเกิดปัญหาคอร์รัปชันและเกิดความเสี่ยงต่อความเชื่อมั่นในระบบการเงินของประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เวลา 13.00 น. น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม.และเลขาธิการพรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า ตามที่พล.อ.ประยุทธ์เรียก พ.ร.ก.ดังกล่าวว่าเราไม่ทิ้งกัน แต่ชาวบ้านเรียกว่า พ.ร.ก. &amp;quot;เราเป็นหนี้ด้วยกัน &amp;nbsp;2020&amp;quot; การกู้เงินของรัฐบาลข้ามขั้นตอนสำคัญ รัฐตั้งใจกู้มากเกินไป อยากถามว่ามีวัตถุประสงค์อื่นแอบแฝงหรือไม่ แถมไม่มีรายละเอียดการใช้เงินที่ชัดเจน และรัฐบาลก็ไม่ดูเงินในกระเป๋าที่ตัวเองมีอยู่ให้ได้เสียก่อน อาทิ งบปี 63 ที่ไม่จำเป็นควรชะลอ เช่นซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ เพื่อนำมาเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ความไม่ชอบมาพากลเหล่านี้ทำให้ชาวบ้านเปลี่ยนชื่อ พ.ร.ก.ดังกล่าว หากไม่มีการแก้ไขวิธีบริหารจัดการ ชาวบ้านอาจเปลี่ยนชื่อเรียกอีกเป็น พ.ร.ก.เราล้มละลายด้วยกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.อ.อนุดิษฐ์กล่าวต่อว่า เศรษฐกิจไม่ได้เพิ่งแย่จากสถานการณ์โควิด-19 แต่แย่ตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์เข้ามาบริหารประเทศตั้งแต่ปี 2557 โดยมีหลักฐานเชิงประจักษ์คือ การก่อหนี้รัฐบาลมียอด 2.6 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นการก่อหนี้ทุกปีแต่เศรษฐกิจกลับแย่ลง วันนี้เครื่องยนต์เศรษฐกิจของประเทศถือว่าดับทั้ง 4 ตัว คือ การส่งออก ท่องเที่ยว การลงทุน การบริโภคภายใน ถือว่าดับสนิท เงินกู้ 1 ล้านล้านบาทนี้ถือเป็นหน้าตักสุดท้ายของประเทศ เพราะหลังจากนี้รัฐบาลยังต้องไปกู้เงินเพื่อชดเชยงบประมาณขาดดุลในปี 64 อีก 5 แสนล้าน ทำให้หนี้สาธารณะจะสูงไปถึงร้อยละ 55 ของจีดีพี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ยึดอำนาจเข้ามา ได้ก่อหนี้ไว้ถึง 2.6 ล้านๆ หากเมื่อนำมารวมกับ พ.ร.ก.ฉบับนี้และเงินกู้ที่จะชดเชยงบขาดดุลในปีหน้าอีก 5 แสนล้านล้าน รวมเป็นเงิน 4.18 ล้านล้านบาท เมื่อมาดูแผนชำระหนี้ที่จะใช้ปีละ 4.8 หมื่นล้านบาท เท่ากับเราต้องใช้หนี้ 90 ปี ถึงจะใช้หมดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ต้องวนไป 4 รอบ ท่านนายกฯ กำลังจะเป็นคนที่สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับประเทศไทย เป็นนายกฯ ที่สร้างหนี้ให้คนไทยจนชั่วลูกชั่วหลาน เด็กเกิดใหม่มีหนี้เป็นแสน คนไทยก็ทำงานใช้หนี้ไปจนตาย&amp;quot; น.อ.อนุดิษฐ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเวลา 15.50 น. พล.อ.ประยุทธ์ชี้แจงเกี่ยวกับหน้ากากอนามัยว่า ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาสถานการณ์เป็นไปอย่างรวดเร็ว ในประเทศไทยมีบริษัทที่ได้รับลิขสิทธิ์ผลิตหน้ากากอนามัย N95 &amp;nbsp;เพียง 1-2 บริษัท ซึ่งทำเพื่อส่งออกเท่านั้น และหน้ากากอนามัยสีฟ้าเราก็ต้องนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ ซึ่งวันนี้กำลังดำเนินการอยู่ว่าจะทำอย่างไร เพราะวัสดุต้องนำมาจากต่างประเทศช่วงเวลาคับขัน แต่ละประเทศก็สงวนไว้ใช้เองหมด จึงไม่อยากให้ทุกคนคิดว่ารัฐบาลไม่ทำอะไรเลยจะใช้แต่เงินอย่างเดียว กลไกสภาการตรวจสอบภายในระบบก็มี สตง.ก็มีไม่ใช่ว่ารัฐบาลใช้แต่เงินอย่างเดียว ป.ป.ช., &amp;nbsp;ปปง., ป.ป.ท.ตรวจสอบได้หมด ไม่ใช่ว่าคณะกรรมการกลั่นกรองที่ตรวจสอบได้เพียงชุดเดียว ก่อนเสนอโครงการต้องผ่านกลไกในพื้นที่มา ใครจะมาเสนอนอกกรอบที่ พ.ร.ก.กำหนดไว้ก็ไม่ได้ ไม่ใช่ใครจะเสนออะไรก็ได้เราคิดไว้หมดแล้ว&amp;nbsp;
ปชป.ชี้เงินกู้ 4 แสน ล.เอื้อรายใหญ่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง กล่าวชี้แจงเกี่ยวกับการกู้เงินตาม พ.ร.ก.ว่า เรากู้เงิน 1 ล้านล้านบาทเท่านั้น ไม่กู้เงิน 1.9 ล้านล้านบาท การกู้เงิน 1 ล้านล้านบาท รัฐบาลต้องการ 1.ดูแลเยียวยา ประชาชน โดยใส่เงินในกระเป๋าให้ทันที 2.SME ที่มีการจ้างงานคนร้อยละ 80 เราต้องเข้าช่วยเหลือไม่ให้ล้มลง เพราะจะกระทบคนส่วนใหญ่ของประเทศ 3.ปกป้องการเงิน ตลาดทุนของประเทศทุกกลุ่ม เพราะมีความผูกพันกันหมดในวิกฤติเช่นนี้ และหนักยิ่งกว่าวิกฤติปี 40&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การออก พ.ร.ก.เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท เป็นแนวทางที่ทั่วโลกใช้ โดยธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟก็เสนอแนวทางให้ประเทศเศรษฐกิจใหม่มุ่งช่วยเหลือประชาชนที่เปราะบาง และใช้มาตรการเงินกระตุ้นในกว้างและฟื้นฟูเศรษฐกิจต่อไป ซึ่งถือว่าเราใช้แนวสากล เรามีกรอบดำเนินการที่รัดกุมกำกับติดตาม &amp;nbsp;โดยใช้ พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ ถือว่าเข้มขึ้น โดยรายงาน ครม.ทุก 3 เดือน การประเมินผลโครงการทั้งสภาพัฒน์และสำนักบริหารหนี้สาธารณะ และส่วนการกำกับติดตามเงินกู้และผลสัมฤทธิ์จะรายงานต่อสภาภายใน 60 วันนับแต่สิ้นปีงบประมาณ ถือว่ามาตรฐานตรวจสอบสูงกว่าเมื่อเทียบกับ พ.ร.ก.เงินกู้ในอดีตคือ พ.ร.ก.ไทยเข้มแข็งในปี 52 และ พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อวางระบบบริหารน้ำปี 2555&amp;quot; นายอุตตมกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเวลา 18.10 น. นายพิสิฐ ลี้อาธรรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และอดีต รมช.การคลัง อภิปรายว่า เรื่อง Soft Loan มาตรการออกมาเดือนกว่า มีเงินกอง 5 แสนล้านบาท ปรากฏว่าธนาคารพาณิชย์ใช้ไปเพียงร้อยละ 10 สถานการณ์ที่ร้ายแรงแบบนี้ธนาคารต้องช่วยลูกค้าเยียวยาผลกระทบ ดังนั้นธนาคารต้องปรับมาตรการให้เงินออกเร็วขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งธนาคารที่เป็นห่วงเรื่องหนี้เสียที่อาจจะเกิดขึ้น สำหรับ พ.ร.ก.หุ้นกู้ จำนวน 4 แสนล้านบาท ตนเห็นด้วยที่ต้องเยียวยาการให้เกิดสภาพคล่อง และสิ่งที่คิดว่าไม่ถูกต้องคือทอดสะพานให้แต่เฉพาะรายใหญ่ ให้กับเฉพาะผู้กู้ที่เรตติงดี &amp;nbsp;ผู้กู้หรือผู้ออกหุ้นกู้ที่มีเรตติงไม่ดี ฐานะอ่อนแอกว่า ท่านไม่ยอมทอดสะพานให้ ปิดโอกาส ไม่ให้บริษัทเล็กบริษัทน้อยได้รับประโยชน์ด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จริงๆ ท่านไม่ใช่ผู้ลงทุน อย่าไปห่วงเรื่องเรตติง ในเรื่องนี้เป็นห่วงว่าในกฎหมายสองฉบับของแบงก์ชาติมีการตั้งกรรมการเข้ามาดูแล มีฐานะเป็นผู้ดำรงตำแหน่งในหน่วยงานต่างๆ ซึ่งดูแล้วก็น่าจะเหมาะสม ซึ่งกรรมการเหล่านี้มีอำนาจในการที่จะจ่ายเงินชดเชยให้แบงก์พาณิชย์ หรือเลือกบริษัทหลักทรัพย์เพื่อบริหารจัดการ ที่เป็นห่วงคือเรื่องขัดกันของผลประโยชน์ อย่าลืมว่ากรรมการเหล่านี้บางท่านเป็นกรรมการในธนาคารพาณิชย์หรือบริษัทจัดการกองทุนด้วย แล้วท่านจะมาเป็นผู้ที่ตัดสินในการเยียวยา หรือชดเชยเงินให้กับธนาคารพาณิชย์ อาจมีปัญหาในอนาคต&amp;quot; นายพิสิฐกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพิสิฐกล่าวด้วยว่า จีดีพีปีนี้ที่รัฐบาลประเมินติดลบร้อยละ 5.3 อาจประเมินดีไปหน่อย ถ้าเกิดจีดีพีไม่ได้โตตามที่คาดไว้ ตัวเลขที่นายกฯ กล่าวไว้เมื่อเช้านี้ก็จะผิดพลาด หนี้สาธารณะก็จะเกิน 60 เปอร์เซ็นต์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทั่งเวลา 20.10 น. นายชวน หลีกภัย ประธานสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้สั่งพักการประชุมและให้มาประชุมต่อในวันที่ 28 พ.ค. เวลา 09.30 น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67127</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชวน หลีกภัย, น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ, นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พิสิฐ ลี้อาธรรม, สมพงษ์ อมรวิวัฒน์, สุทิน คลังแสง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อุตตม สาวนายน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200527/image_big_5ece687f80b93.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42993</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/08/2019 11:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/08/2019 11:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;คุณหญิงกัลยา&#039; ยื่นลาออก ส.ส.แล้ว เปิดทาง &#039;พิสิฐ&#039; ขยับนั่งปาร์ตี้ลิสต์แทน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ส.ค.62 - ที่รัฐสภา นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล เลขานุการประธานสภาผู้แทนราษฏร แถลงว่า คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ และ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ยื่นจดหมายลาออกจากการเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ ต่อนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา&amp;nbsp;ซึ่งจะมีผลบังคับในวันที่ 8 ส.ค.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลจากการลาออกดังกล่าว ทำให้นายพิสิฐ ลี้อาธรรม ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 22 ขยับขึ้นเป็น ส.ส.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42993</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช, ปาร์ตี้ลิสต์, พิสิฐ ลี้อาธรรม, ลาออก ส.ส., ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190718/image_big_5d30329cda2f6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41172</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/07/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ว่าที่ ส.ส.ป้ายแดง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คนของพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐมนตรี 7 คนในรัฐบาลเรือเหล็ก มี 3 คนที่เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประกอบด้วย &amp;ldquo;จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์&amp;rdquo; หัวหน้าพรรค เป็นรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;เสี่ยไก่&amp;rdquo; จุติ ไกรฤกษ์ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช&amp;rdquo; รมช.ศึกษาธิการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งสองคนหลังนี้จะลาออกจากการเป็น ส.ส. เพราะเป็นกฎของค่ายเก่าแก่แห่งนี้ว่า เมื่อได้ตำแหน่งรัฐมนตรีแล้วควรจะไขก๊อกจากผู้แทน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อเปิดทางให้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ลำดับต่อไปขึ้นแท่นแทน!!!&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้ &amp;ldquo;ดร.บิล&amp;rdquo; อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ และ &amp;ldquo;พิสิฐ ลี้อาธรรม&amp;rdquo; ได้เข้าทำหน้าที่ในสภา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เจอะหน้า &amp;ldquo;ดร.บิล&amp;rdquo; จึงโดนสื่อแซว...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;จะเป็น ส.ส. เช็กหรือยังว่าธุรกิจที่ทำอยู่จดทะเบียนทำสื่อหรือไม่ เพราะกฎหมายห้าม ส.ส.ถือหุ้นสื่อ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เจ้าตัวรีบบอก...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ตำแหน่งที่ทำอยู่ก็ห้ามเหมือนกัน (เลขานุการประธานรัฐสภา) เช็กเรียบร้อยแล้ว ส่วนจะต้องออกจากเลขานุการฯ หรือเปล่า ยังไม่อยากพูดก่อนที่ท่านจุติและคุณหญิงจะลาออก&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แถมยังยกตัวอย่าง...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;อย่าเพิ่งพูดไปขนาดบางคนจะได้เป็นรัฐมนตรียังผิดหวังได้เลย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แหม...ว่าที่ ส.ส.ป้ายแดงคนนี้ช่างแยบยล ฮ่าๆ&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;right&quot; style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:right&quot;&gt;มินนี่เมาธ์&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41172</URL_LINK>
                <HASHTAG>คันปากอยากเล่า, คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช, จุติ ไกรฤกษ์, นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ, พิสิฐ ลี้อาธรรม, มินนี่เมาธ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/5a2a90cec635d.png</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
