<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>44954</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/09/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/09/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทมิฬฆ่าบิลลี่ยัดถัง เชื่อจนท.รัฐมีเอี่ยว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ดีเอสไอแถลงพบชิ้นส่วนกะโหลก &amp;quot;บิลลี่&amp;quot; ชี้ศพถูกเผาไหม้ใส่ถังน้ำมัน 200 ลิตรซ่อนเร้นอำพรางคดีทิ้งใต้น้ำเขื่อนแก่งกระจาน ยันผลพิสูจน์ตรงกับดีเอ็นเอของแม่บิลลี่ แม้จะพอรู้ตัวกลุ่มผู้ต้องสงสัย แต่ขอเวลาสอบสวนรวบรวมหลักฐานให้ชัดเจนจะเชื่อมโยงบุคคลใด &amp;quot;เมียบิลลี่&amp;quot; เผยเหตุเรียกร้องความเป็นธรรมให้กลุ่มชาติพันธุ์ที่ถูก จนท.อุทยานฯ เผาบ้าน มูลนิธิผสานวัฒนธรรมเชื่อคนร้ายได้รับการสนับสนุนจาก จนท.อุทยานฯ แก่งกระจาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) วันที่ 3 กันยายน พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ, &amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร รองอธิบดีดีเอสไอ, &amp;nbsp;พ.ต.ท.เสฏฐ์สถิตย์ สุวรรณกูด รอง ผอ.กองปฏิบัติการคดีพิเศษภาค, นพ.วรวีย์ ไวยวุฒิ ผอ.กองสารพันธุกรรม สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และนายสว่างทิตย์ ศรีกิจสุวรรณ หัวหน้าศูนย์วิจัยเฉพาะทางวิศวกรรมอวกาศและทะเล คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ร่วมกันแถลงข่าวความคืบหน้าการสอบสวนคดีการหายตัวของนายพอละจี รักจงเจริญ หรือ &amp;quot;บิลลี่&amp;quot; แกนนำกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.ไพสิฐแถลงว่า บิลลี่ได้หายตัวไปตั้งแต่วันที่ 17 เม.ย.2557 โดยคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ได้มีมติในการประชุมครั้งที่ 1/2561 เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 2561 ให้รับคดีดังกล่าวไว้เป็นคดีพิเศษ และโอนสำนวนคดีจากกองบัญชาการตำรวจภูธร ภาค 7 แต่เนื่องจากคดีมีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง ดีเอสไอจึงต้องส่งสำนวนไปให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวน จากนั้นในเดือน ธ.ค.2561 ป.ป.ช.ได้ส่งสำนวนกลับมาให้ดีเอสไอสอบสวน โดยแยกการสอบสวนออกเป็น 2 สำนวน คดีแรกเป็นคดีเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ส่งตัวบิลลี่ให้ตำรวจดำเนินคดีข้อหาลักลอบเก็บของป่า และคดีการหายตัวไปของบิลลี่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การสอบสวนเป็นการบูรณาการความร่วมมือกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 พร้อมแต่งตั้งอัยการและผู้เชี่ยวชาญจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เป็นที่ปรึกษาคดีพิเศษ จากการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ดีเอสไอได้รับเบาะแสจากพยานบุคคล จึงประสานผู้เชี่ยวชาญจาก ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ให้นำหุ่นยนต์สำรวจใต้น้ำมาตรวจสอบพื้นที่ที่พยานบุคคลระบุพิกัด ซึ่งผลการตรวจสอบดีเอ็นเอจากชิ้นส่วนกะโหลกศีรษะที่พบตรงกับดีเอ็นเอของแม่บิลลี่ สำหรับแม่และภรรยาของบิลลี่ ดีเอสไอได้นำตัวเข้าสู่โครงการคุ้มครองพยานแล้ว และเปลี่ยนจากคดีการหายตัวไปเป็นคดีฆาตกรรมซ่อนเร้น อำพรางศพ&amp;quot; พ.ต.อ.ไพสิฐระบุ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พ.ต.ท.กรวัชร์กล่าวว่า การลงพื้นที่ตรวจพิสูจน์เริ่มต้นขึ้นจากเวลาที่พยานบุคคลอ้างว่าพบบิลลี่ที่บ้านหนองมะเรว จากนั้นก็ไม่มีใครพบตัวบิลลี่อีกเลย ดีเอสไอใช้เวลานานมากในการตรวจพยานหลักฐานจนทราบจุดพิกัดที่เชื่อว่าคนร้ายน่าจะนำสิ่งของหรือวัตถุต้องสงสัยไปทิ้ง เพราะบิลลี่หายตัวไปพร้อมรถจักรยานยนต์ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 26 เม.ย.2562 และวันที่ 22-24 พ.ค.2562 ดีเอสไอได้ร่วมกับ ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าฯ ใช้โดรนสำรวจทางอากาศ ร่วมกับหุ่นยนต์ใต้น้ำ หรือยานยนต์สำรวจใต้น้ำ สแกนด้วยคลื่นโซนาร์ เพื่อตรวจค้นวัตถุพยานใต้น้ำบริเวณสะพานแขวน เขื่อนแก่งกระจาน นาน 6 ชม. พบวัตถุต้องสงสัย 3-4 จุด จึงนำนักประดาน้ำจาก ตชด.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;มนุษย์กบพบถังน้ำมันขนาด &amp;nbsp;200 ลิตร จำนวน 1 ถัง มีการเจาะรู มีลักษณะผุดำ ไหม้เป็นบางส่วน และยังพบเหล็กเส้นจำนวน 2 เส้น ถ่านไม้ จำนวน 4 ชิ้น เศษฝาถังน้ำมัน ในถังน้ำมันมีชิ้นส่วนกระดูก 2 ชิ้น บริเวณใกล้ถังน้ำมันยังพบเศษกระดูกคล้ายกระดูกมนุษย์ จึงได้รวบรวมส่งให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ทำการตรวจพิสูจน์ พบว่าวัตถุเป็นชิ้นส่วนกระดูกกะโหลกศีรษะข้างซ้ายของมนุษย์ มีรอยไหม้สีน้ำตาล ร่วมกับรอยแตกร้าว และการหดตัวของกระดูกจากการถูกความร้อนหรือถูกเผาด้วยความร้อนที่อุณหภูมิประมาณ 200-300 องศาเซลเซียส ตรวจพบสารพันธุกรรมตรงกับนางโพเราะจี รักจงเจริญ แม่ของบิลลี่ เป็นไมโตรคอนเดียดีเอ็นเอ ซึ่งเป็นสารพันธุกรรมที่ถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกเท่านั้น จึงยืนยันได้ว่ากะโหลกศีรษะที่พบเป็นของบิลลี่ และบิลลี่เสียชีวิตจากเหตุฆาตกรรมแล้ว&amp;rdquo; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.ท.กรวัชร์กล่าวอีกว่า ถังน้ำมันที่ใช้บรรจุกะโหลกศีรษะของบิลลี่ ดีเอสไอได้ส่งให้ศูนย์พิสูจน์หลักฐานภาค 7 ตรวจพิสูจน์หาร่องรอยการผ่านความร้อนและการผุกร่อน ส่วนชิ้นส่วนกระดูกเพิ่มเติมอีก &amp;nbsp;20 ชิ้น ยังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ แม้จะสรุปได้ว่าบิลลี่เสียชีวิตแล้ว แต่ยังไม่ทราบวิธีที่ทำให้ตาย โดยศพถูกนำมาเผาทำลายเพื่ออำพรางคดี แม้จะพอรู้ตัวกลุ่มผู้ต้องสงสัย แต่ยังขอเวลาให้พนักงานสอบสวนรวบรวมหลักฐานให้ชัดเจน และจะเชื่อมโยงวัตถุพยานในที่เกิดเหตุว่าเกี่ยวข้องกับบุคคลใดบ้าง โดยเฉพาะเหล็กเส้น 2 เส้นจากเสาตอม่อ และพฤติการณ์ของกลุ่มคนร้ายที่กระทำผิดครั้งนี้เข้าข่ายลักษณะเป็นการฆาตกรรมโดยทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหายที่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงตามอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ นพ.วรวีร์กล่าวว่า ได้ส่งชิ้นส่วนมนุษย์ที่ได้รับจากดีเอสไอไปตรวจพิสูจน์และวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ พบว่าเป็นกะโหลกมนุษย์ด้านท้ายทอยค่อนมาทางหูชั้นใน ตรงนี้เป็นส่วนสำคัญหากไม่ได้อยู่ในร่างกายแสดงว่าผู้นั้นเสียชีวิตแล้ว กระดูกมีรอยไหม้แตกร้าว โดยเจ้าหน้าที่ได้ใช้เวลานานในการสกัดสารพันธุกรรมจากกระดูก เนื่องจากถูกเผาไหม้และทิ้งอยู่ใต้น้ำเป็นเวลานาน ผลการตรวจสอบพบความสัมพันธ์สืบทอดทางสายโลหิตกับมารดา จึงสรุปได้ว่ากะโหลกที่พบเป็นของบิลลี่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายสว่างทิตย์กล่าวว่า การตรวจค้นใต้น้ำตามพิกัดที่ดีเอสไอแจ้งในพื้นที่ 100 เมตร โดยใช้เวลา 6 ชั่วโมง พบชิ้นส่วนกระดูกขนาดใหญ่ 4 ชิ้น จึงขยายพื้นที่ค้นหาออกไปอีก 30 เมตร และพบชิ้นส่วนหลักฐานความยาวขนาด 30 ซม.ขึ้นไป ซึ่งยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นวัตถุประเภทใด แต่ถือว่าเป็นชิ้นส่วนต้องสงสัย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า มั่นใจได้อย่างไรว่าเป็นกะโหลกของบิลลี่ ไม่ใช่ของญาติพี่น้องคนอื่นๆ พ.ต.ท. เสฏฐ์สถิตย์กล่าวว่า ได้รวบรวมหลักฐานให้ชัดเจนที่สุด โดยยืนยันได้ว่าพี่น้องร่วมสายโลหิตของบิลลี่ยังมีชีวิตอยู่ครบทุกคน จนถึงปัจจุบันยังไม่มีใครเสียชีวิต มีเพียงบิลลี่เท่านั้นที่หายตัวไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ออกแถลงการณ์ชื่นชมการทำงานของดีเอสไอ และเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆ ที่สนับสนุนจนสามารถได้พยานหลักฐานว่าบิลลี่เสียชีวิตแล้ว และขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัว ญาติพี่น้องและชุมชนชาวกะเหรี่ยงแห่งบ้านบางกลอยบน-ใจแผ่นดิน ต่อข่าวอันน่าสลดใจนี้ด้วย จากการติดตามและให้ความช่วยเหลือครอบครัวของบิลลี่ในคดีนี้มาตลอด เชื่อว่าการกระทำผิดอันอุกอาจในคดีนี้ มีการกระทำอย่างเป็นขั้นเป็นตอน โดยการอุ้มฆ่า เผา ถ่วงน้ำอำพรางศพ ซึ่งถือเป็นการฆาตกรรมโดยทรมานอย่างโหดร้าย คนร้ายน่าจะได้รับการบงการหรือสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่บางคนที่มีอิทธิพลในวนอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงตามอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมานที่ประเทศไทยเป็นภาคีแล้ว และขัดต่ออนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance: CED) ที่รัฐบาลและรัฐสภาไทยได้อนุมัติให้ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีได้ จึงมีข้อเรียกร้องดังนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; 1.ขอให้ดีเอสไอดำเนินการสืบสวนสอบสวนต่อไปเพื่อให้ได้ตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษโดยเร็ว และให้เจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการทำงานของพนักงานสอบสวนอย่างเต็มที่ 2.ขอให้ความช่วยเหลือและคุ้มครองพยาน โดยเฉพาะครอบครัวของบิลลี่ ให้พ้นจากการข่มขู่คุกคามจากอิทธิพลใดๆ 3.หากพบว่าการกระทำอันใดที่ละเมิดต่อนายพอละจี อาจเกิดจากการกระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐคนใดเสียเอง ขอให้หน่วยงานต้นสังกัดย้ายหรือพักราชการเจ้าหน้าที่คนดังกล่าว เพื่อป้องกันมิให้ใช้อิทธิพลในการแทรกแซงคดี และหากกระทำผิดต้องถูกลงโทษผู้ทั้งทางวินัยและทางอาญาตามกฎหมายโดยไม่มีข้อยกเว้นใดๆ ทั้งสิ้น 4.ให้รัฐบาลและรัฐสภาเร่งรัด ดำเนินการในการตรากฎหมายอนุวัติการตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการป้องกันการบังคับบุคคลให้สูญหาย โดยยึดมั่นในหลักการตามอนุสัญญาทั้งสองฉบับโดยเคร่งครัดและครบถ้วน เพื่อไม่เกิดกรณีดังเช่นบิลลี่ขึ้นอีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนางพิณนภา พฤกษาพรรณ ภรรยานายพอละจี เปิดเผยว่า รู้สึกขอบคุณดีเอสไอที่ได้ทำการสืบสวนสอบสวนอย่างเต็มความสามารถจนพบเศษกระดูก แต่อยากฝากว่าขอให้เร่งดำเนินการหาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษให้ได้ เพราะที่ผ่านมานั้นบิลลี่ได้ออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับกลุ่มชาติพันธุ์ ในกรณีที่ถูกเจ้าหน้าที่อุทยานฯ แก่งกระจาน เผาบ้าน เผายุ้งข้าว จนศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาแล้วว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่นั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย บ้านใจแผ่นดินเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมซึ่งการต่อสู้ของพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์กลับต้องมาถูกบังคับให้สูญหาย ซึ่งที่ผ่านมานั้น นายทัศน์กมล โอบอ้อม ที่ได้ออกมาเรียกร้องการกระทำของเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ในการเผาบ้าน เผายุ้งข้าว ก็ถูกลอบยิงเสียชีวิต จึงมองว่าทำไมผู้ที่กระทำผิดยังคงลอยนวลอยู่ได้ในขณะนี้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวก่อนจะมีการแถลงข่าวว่า เรารับทราบข่าวจากสื่อมวลชนว่าเตรียมแถลงข่าว แต่ทางกระทรวงทรัพยากรฯ ยังไม่ได้เตรียมการอะไร แต่พร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับตำรวจและให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรก็ตาม.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44954</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมสอบสวนคดีพิเศษ, คดีบิลลี่, ชิ้นส่วนกะโหลก, ดีเอสไอ, พิสูจน์ดีเอ็นเอ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190903/image_big_5d6e829ca90d8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27432</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/01/2019 18:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/01/2019 18:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ร้องลูกสาวหายตัวนาน 15 ปี วอนตรวจดีเอ็นเอเทียบหญิงเสียชีวิตที่อังกฤษ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คุณยายวัย 73 ชาวอุดร ร้องสมาคมเครือข่ายภาคีหญิงไทย ในสหราชอาณาจักร ช่วยตามหาลูกสาวหายตัวไปนานกว่า 15 ปี ที่ประเทศอังกฤษ ติดต่อไม่ได้&amp;nbsp;&amp;nbsp;พร้อมให้ตรวจพิสูจน์ศพหญิงสาวที่เสียชีวิตบนเขา เนื่องจากมีระยะเวลาที่หายใกล้เคียง และภาพสเก็ตคล้ายบุตรสาว สมาคมฯรุดลงพื้นที่เก็บข้อมูลและนำดีเอ็นเอเปรียบเทียบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ม.ค.62 -&amp;nbsp;ห้องประชุมสำนักงานยุติธรรมจังหวัดอุดรธานี นางอรเกษมศิลป์ จิรวัสวงษ์ ยุติธรรมจังหวัดอุดรธานี พร้อมด้วย นางเศรษฐินรี เวเนส นายกสมาคมเครือข่ายภาคีหญิงไทยในสหราชอาณาจักร เปิดเผยถึงกรณีนางจุมศรี สีกันยา อายุ 73 ปี ชาวบ้านโพน&amp;nbsp;หมู่ 4 ต.บ้านธาตุ อ.เพ็ญ จ.อุดรธานี ส่งจดหมายถึงสมาคมฯ เพื่อขอความช่วยเหลือในการตรวจพิสูจน์ศพผู้เสียชีวิตที่เมืองยอร์คเชีย ประเทศอังกฤษ เป็นบุตรสาวของตนเองหรือไม่ หลังนางลำดวน สีกันยา บุตรสาวได้เดินทางไปประเทศอังกฤษพร้อมสามีชาวต่างชาติ เมื่อปี 2547 และไม่ได้ติดต่อกลับบ้านมานานถึง 15 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุด บุตรชายที่เกิดกับสามีชาวไทย ที่ได้ถูกทอดทิ้งไว้ที่โบสถ์ในอังกฤษ มาตามหาแม่ที่เมืองไทย ตามคำบอกเล่าของพ่อว่าแม่กลับมาเมืองไทย และได้พบนางจุมศรี ผู้เป็นยาย โดยยายแจ้งว่าไม่เจอหน้าแม่มาสิบกว่าปีแล้วนึกว่าอยู่ที่ประเทศอังกฤษ ยายจึงสงสัยว่าหญิงสาวที่พบเป็นศพบนเขาในประเทศอังกฤษ อาจเป็นบุตรสาวของตนเองที่หายไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางเศรษฐินรี เวเนส กล่าวว่า เมื่อ 14 ปี ที่ผ่านมา ตำรวจอังกฤษพบศพหญิงสาวเสียชีวิตบนเขาที่เมืองยอร์คเชีย ประเทศอังกฤษ &amp;ldquo;สตรีแห่งขุนเขา&amp;rdquo; คือชื่อในหลุมฝังศพของเธอ จากการตรวจสอบดีเอ็นเอพบว่าเป็นคนเอเชีย และดูจากแหวนทองของผู้ตายแล้ว น่าจะเป็นคนไทย จากการสอบถามประวัติจากครอบครัว และภาพถ่ายในอดีตของนางลำดวน เปรียบเทียบกับภาพสเก็ตของเจ้าหน้าที่ตำรวจอังกฤษ ทำให้เชื่อว่าผู้เสียชีวิตที่ประเทศอังกฤษ เป็นบุตรสาวของนางจุมศรี สมาคมฯ จึงได้ประสานสำนักงานยุติธรรมจังหวัดอุดรธานี เพื่อขอให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรมลงมาตรวจดีเอ็นเอของนางจุมศรี เพื่อนำไปเทียบกับดีเอ็นเอของศพผู้เสียชีวิตที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งหลังจากตรวจดีเอ็นเอแล้วคาดว่าจะรู้ผลประมาณ 5 สัปดาห์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมา นางอรเกษมศิลป์ จิรวัสวงษ์ ยุติธรรมจังหวัดอุดรธานี และผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากนางจุมศรี สีกันยา ที่บ้านโพน ต.บ้านธาตุ อ.เพ็ญ จ.อุดรธานี โดยได้นำรูปถ่ายนางลำดวน&amp;nbsp;บุตรสาวมาให้ดู เปรียบเทียบกับภาพสเก็ตศพผู้เสียชีวิตที่ประเทศอังกฤษ พร้อมกับพูดคุยถึงเหตุการณ์ต่างๆเกี่ยวกับตัวลูกสาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางอรเกษมศิลป์&amp;nbsp;กล่าวว่า ทางสมาคมเครือข่ายภาคีหญิงไทยในสหราชอาณาจักร พยายามที่จะตามหาญาติของผู้เสียชีวิตมานานถึง 14 ปี ก็มีการเผยแพร่ภาพสเก็ตและทราบว่าเป็นผู้หญิงชาวเอเชีย เมื่อทราบเรื่องร้องเรียนก็เดินทางมาพบผู้ที่คาดว่าจะเป็นพ่อแม่ของผู้เสียชีวิต ซึ่งมีข้อมูลที่สูญหายใกล้เคียงกัน ประกอบกับทางญาติได้ดูรูปภาพสเก็ต คล้ายคลึงกับญาติที่เมืองไทยที่หายไป และให้ทางยุติธรรมจังหวัดลงมาเก็บข้อมูล และมีการตรวจดีเอ็นเอ เป็นกรณีพิเศษจะดำเนินการอย่างรวดเร็วไม่ใช้เวลานานเหมือนที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ นางจุมศรี&amp;nbsp;กล่าวว่า มั่นใจว่าเป็นลูกสาวด้วยเอง คล้ายมาก และระยะเวลาที่ลูกสาวหายไปก็ใกล้เคียงกัน นับตั้งแต่ที่ลูกสาวและสามีชาวฝรั่งได้กลับมาเยี่ยมบ้านเมื่อปี 2547 และเมื่อกลับต่างประเทศ ลูกสาวกลับไปก็โทรมาบอกว่าสามีไม่ให้เงิน จากนั้นก็เงียบหายไปเลย ติดต่อไม่ได้จนถึงทุกวันนี้ ต่อมาหลานได้เห็นภาพสเก็ตของผู้เสียชีวิตเหมือนกับญาติตัวเอง จึงได้เขียนหนังสือร้องเรียนถึงสมาคมเครือข่ายภาคีหญิงไทยในสหราชอาณาจักร ให้ตามหาลูกสาว จนมีเบาะแสที่เชื่อแน่ว่าจะเป็นลูกสาวของตัวเอง ก็ให้เป็นหน้าที่ของทางเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป หากเป็นบุตรสาวตนจริงๆก็อยากจะนำศพลูกสาวกลับมาบำเพ็ญกุศลที่บ้าน และที่ผ่านมาตนเองก็ตามหามานานหลายปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27432</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตามหาคนหาย, พิสูจน์ดีเอ็นเอ, ยุติธรรมจังหวัดอุดรธานี, สมาคมเครือข่ายภาคีหญิงไทยในสหราชอาณาจักร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190124/image_big_5c4999a8c598f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5249</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/03/2018 16:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/03/2018 13:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชัดแล้ว100%เจ้าสัวเปรมชัยเปิบ’ไก่ฟ้าหลังเทา’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ภาพจากเฟซบุ๊ก Kanita Ouitavon&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 มี.ค.2561 - ดร.กณิตา อุ่ยถาวร หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการนิติวิทยาศาสตร์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช&amp;nbsp;โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ &amp;ldquo;ว่าด้วยเรื่องไก่ฟ้า...? เจ้าเอย...&amp;rdquo; ระบุว่า ในคดีล่าสัตว์ที่ทุ่งใหญ่ฯ ครานี้ นอกจาก &amp;quot;เสือดำ&amp;quot; แล้ว ยังมี &amp;quot;ไก่ฟ้า&amp;quot; ตัวหนึ่งที่ตกเป็นเจ้าทุกข์กับเขาด้วย...ซึ่งได้มีการรายงานผลเบื้องต้นไปแล้ว แต่ยังมิได้มีการยืนยันผลที่ถูกต้องกับพนักงานสอบสวน และยังไม่ได้ออกรายงานผลฉบับสมบูรณ์ เนื่องจากแล็บฯ นิติวิทยาศาสตร์สัตว์ป่าของกรมอุทยานฯ ขอวิเคราะห์ผลใหม่ เพราะพบบางจุดที่ยังทำให้ไม่มั่นใจในการสรุปผล...บัดนี้ เราวิเคราะห์ผลใหม่เสร็จเรียบร้อย และได้ความมั่นใจ 100% แล้ว ขอสรุปผลว่าไก่ฟ้าตัวนี้ เป็น &amp;quot;ไก่ฟ้าหลังเทา&amp;quot; (Lophura leucomelanos) ค่ะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;....อย่างไรก็ตาม กว่าเราจะสรุปผลได้นั้นมีความท้าทายในการแก้ไขปัญหาหลายอย่างในแล็บฯ ก็จะขออธิบายให้กับท่านที่ยังมีข้อกังขาและข้อสงสัยในการวิเคราะห์ผลของเราอยู่ โดยเฉพาะในประเด็นที่ว่าไม่สอดคล้องกับข้อมูลถิ่นอาศัยและเขตการแพร่กระจายนะคะ...ถือว่าเป็นการแบ่งปันความรู้ในประเด็นงานด้านนิติวิทยาศาสตร์ก็แล้วกัน (ถ้าสนใจ) ค่ะ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;งานนิติวิทยาศาสตร์สัตว์ป่า (Wildlife Forensics) นั้นมีความท้าทายที่แตกต่างจากงานนิติวิทยาศาสตร์ของมนุษย์ตรงที่ต้องทำให้แล็บฯ สามารถรองรับการวิเคราะห์ชนิดพันธุ์ของสัตว์ป่าแทบจะทุกชนิดในโลกนี้ มิใช่มนุษย์ซึ่งเป็นเพียงแค่ชนิดเดียว โดยปกติแล้วในแล็บฯ นิติวิทยาศาสตร์สัตว์ป่าทั่วโลก จะใช้เครื่องหมายพันธุกรรมบน Mitochondrial DNA ในการจำแนกชนิดพันธุ์สัตว์เป็นหลัก โดยเข้าไปเปรียบเทียบกับข้อมูลอ้างอิงในฐานข้อมูลพันธุกรรมสากล (GenBank) แล็บฯของเราก็เช่นเดียวกัน เราจะใช้ยีน Cytochrome b ในกลุ่มสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม และจะใช้ยีน Cytochrome Oxides Subunit 1 (COXI) ในกลุ่มสัตว์ปีกและสัตว์เลื้อยคลาน และในบางกรณีที่ต้องการจำแนกให้ละเอียดขึ้นในระดับชนิดพันธุ์ย่อยหรือในระดับประชากร ก็จะใช้ชิ้นส่วนของ Control Region (หรือ D-loop) เข้ามาช่วยด้วยค่ะ (D-loop ไม่ใช่ยีน แต่ช่วยควบคุมการแสดงออกของยีน เป็นส่วนที่มีความผันแปรทางพันธุกรรมสูง) ทั้งหมดอยู่บน Mitochondrial DNA&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คราวนี้มาดูการวิเคราะห์เจ้า &amp;quot;ไก่ฟ้า&amp;quot; ตัวนี้บ้าง เนื่องจากเขาเป็นสัตว์ปีก เราจึงเลือกใช้ยีน COXI ก่อน แต่ผลการเปรียบเทียบใน GenBank ออกมาเป็นไก่ฟ้าหลังขาว ยังทำให้เราไม่มั่นใจนัก จึงวิเคราะห์ใหม่โดยคราวนี้เปลี่ยนเครื่องหมายมาเป็น Cytochrome b และ D-loop ตามลำดับ ผลการเปรียบเทียบใน GenBank ยิ่งทำให้เราสับสนมากขึ้น เนื่องจากค่าคะแนนความเหมือนของความเป็น &amp;quot;ไก่ฟ้าหลังเทา&amp;quot; และ &amp;quot;ไก่ฟ้าหลังขาว&amp;quot; เท่ากันเลย (ดูภาพประกอบค่ะ) ทำให้ยังไม่สามารถสรุปผลได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;....ทำยังไงดีล่ะทีนี้ จะเห็นได้ว่าในกรณีนี้ GenBank พึ่งไม่ได้แล้ว ??!!!? เหตุที่ยังพึ่งไม่ได้ก็ไม่แปลกนัก เนื่องจากไก่ฟ้าตัวนี้มีประชากรย่อยในชนิดพันธุ์ด้วย ซึ่งเราก็ไม่แน่ใจว่าข้อมูลใน GenBank จะมีครอบคลุมถึงตัวที่เป็นชนิดพันธุ์ย่อยในบ้านเราหรือไม่? การประมวลผลออกมาเลยยังแยกชนิดพันธุ์ไม่ได้เช่นนี้!!!...แต่อย่างน้อยที่สุด เราก็ได้ข้อมูลในเชิงวิจัยว่ายีน Cytochrome b นั้นไม่สามารถใช้แยกชนิดพันธุ์ระหว่างไก่ฟ้าหลังเทา และไก่ฟ้าหลังขาวได้ ส่วนข้อมูล D-loop ใน GenBank ก็อาจเป็นชนิดพันธุ์ย่อยอื่นที่ไม่มีในบ้านเราก็เป็นได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การแก้ปัญหา...มีวิธีการเดียว คือ เราต้องหาข้อมูลอ้างอิงจาก&amp;quot;ไก่ฟ้าหลังเทา&amp;quot; และ&amp;quot;ไก่ฟ้าหลังขาว&amp;quot; ที่มั่นใจได้ว่ามีที่มามาจากบ้านเราเอง คือเป็นไก่ฟ้าในประเทศไทย ไม่ใช่มาจากที่อื่น แล้วนำมาเปรียบเทียบกับไก่ฟ้าเจ้าทุกข์ตัวนี้....ซึ่งขอบอกว่าเป็นความโชคดีของเราจริงๆ ที่เราเจอหลังจากที่พยายามค้นหาสุดขีด แถมยังเป็นช่วง D-loop ที่เราทำใหม่ด้วย (ต้องขอขอบคุณเจ้าของข้อมูลอ้างอิงที่ช่วยงานนี้ไว้ได้ในครั้งนี้คือน้อง Kitichaya Penchart เจ้าหน้าที่ของเราเองค่ะ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;....การเปรียบเทียบข้อมูลคราวนี้ออกมาในรูปแบบของการสร้างความสัมพันธ์ทางวิวัฒนาการ (Phylogenetic Tree) ที่ตัวอย่างที่ได้รับเข้ารวมกลุ่มกับไก่ฟ้าหลังเทา ก็เป็นอันสรุปได้แน่นอนแล้วว่าไก่ฟ้าตัวนี้เป็น &amp;quot;ไก่ฟ้าหลังเทา&amp;quot; (Lophura leucomelanos) นะคะ หวังว่าทุกท่านคงเคลียร์แล้วนะคะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก้าวต่อไป....งานนิติวิทยาศาสตร์สัตว์ป่าในประเทศไทย อาจดูเป็นสิ่งใหม่ที่เราคนไทยยังไม่คุ้นเคยนัก แต่มันจำเป็นที่จะต้องมีในเดี๋ยวนี้ โดยจะต้องมีงานวิจัยด้านพันธุกรรมสนับสนุนอย่างมั่นคง..เพื่อช่วยตอบปัญหาในคดีอาชญากรรมสัตว์ป่า (ดังตัวอย่างในคดีนี้ เป็นต้น)...กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เห็นความสำคัญในเรื่องนี้ และจะทำให้ประชาชนคนไทยเห็นว่าเราได้สร้างมาตรฐานในงานด้านนิติวิทยาศาสตร์สัตว์ป่าด้วยการทำงานอย่างมีหลักการ รอบคอบรัดกุม และมีความถูกต้องมากที่สุด เพื่อการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมสัตว์ป่าในประเทศไทยให้สำเร็จให้จงได้ค่ะ.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5249</URL_LINK>
                <HASHTAG>กราฟฟิตี้รูปเสือดำ, ดร.กณิตา อุ่ยถาวร, ทุ่งใหญ่นเรศวร, พิสูจน์ดีเอ็นเอ, หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการนิติวิทยาศาสตร์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช, เปรมชัย กรรณสูตร, เฟซบุ๊ก, ไก่ฟ้าหลังขาว, ไก่ฟ้าหลังเทา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180318/image_big_5aae005c95ab8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
