<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>63833</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/04/2020 16:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/04/2020 16:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“พีระพงศ์ จรูญเอก” บิ๊กบอสออริจิ้นแชร์มุมมอง  “New Normal” อสังหาฯ หลังการระบาด COVID-19   </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การระบาดของเชื้อโรคโควิด-19 กลายเป็นปฏิกิริยา กระบวนการ Digital transformation เข้ามาเร็วมากขึ้น นำไปสู่พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของผู้บริโภค&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับวงการอสังหาริมทรัพย์ก็เจอกับกระแสความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วมากขึ้น ดังนั้น การปรับตัวจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยมีการประเมินว่า ตลาดอสังหาฯ ไทยปีนี้ แนวโน้มอาจไม่สดใสอย่างที่คาดการณ์ไว้ เนื่องด้วยหลายปัจจัยที่กระทบต่อเนื่องจากปี 2562 ตั้งแต่ภาวะเศรษฐกิจซบเซา สงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ ค่าเงินบาทแข็ง มาตรการกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย หนี้ครัวเรือนพุ่งสูง ที่ส่งผลต่อกำลังซื้อทั้งจากคนไทยและชาวต่างชาติ และในปีนี้ยังพบกับการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (Covid-19) ที่ฉุดกำลังซื้อและยอดโอนจากลูกค้าชาวจีนไปเกินครึ่งตลาด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และด้วยปัจจัยลบต่างๆ ทำให้ราคาอสังหาฯ ในปี 2563 ไม่สามารถปรับตัวขึ้นได้มากนัก เนื่องจากปัญหาซัพพลายที่มีอยู่จำนวนมากและภาวะเศรษฐกิจที่ลดลงอย่างรุนแรง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุด &amp;ldquo;พีระพงศ์ จรูญเอก&amp;rdquo; ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ได้ออกบทวิเคราะห์ &amp;ldquo;New Normal&amp;rdquo; อสังหาฯ หลัง COVID-19
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในมุมมองของ &amp;#39;พีระพงศ์&amp;#39; ระบุว่า COVID-19 กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คนทั่วโลก และส่งผลกระทบไปยังทุกกลุ่มธุรกิจ ทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ไม่เว้นแม้แต่กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่อาจจะต้องเผชิญกับ &amp;ldquo;ความปกติแบบใหม่&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;New Normal&amp;rdquo; จากความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กระแสความปั่นป่วน (Disruption) ที่เกิดขึ้นรวดเร็วกว่าปกติ จากสถานการณ์ COVID-19 จะส่งผลให้เกิด New Normal ต่อวงการอสังหาฯ ในอนาคตอย่างแน่นอน สิ่งที่สำคัญคือการ &amp;ldquo;เตรียมรับมือ&amp;rdquo; ของผู้ประกอบการทั้งในวันนี้และในอนาคต ตั้งแต่ด้านการพัฒนาสินค้า การตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภค ตลอดจนวิธีคิด หรือ Mindset และกระบวนการในการดำเนินธุรกิจ&amp;quot; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนจะเจาะถึงสถานการณ์ New Normal ของวงการอสังหาฯ พีระพงศ์ฉายภาพสถานการณ์ระยะสั้นก่อนว่า ภาพรวม &amp;ldquo;ดีมานด์&amp;rdquo; ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2563 มีแนวโน้มปรับตัวลดลง 15-30% ขึ้นอยู่กับว่า COVID-19 จะจบช้าหรือเร็วแค่ไหน หากไม่ทำอะไรเลย หรือใช้เพียงวิธีการเดิมๆ ที่เคยทำมา เช่น โปรโมตโครงการผ่านสื่อกลุ่ม Out of Home ผู้ประกอบการก็มีโอกาสจะโดน &amp;ldquo;ดิสรัป&amp;rdquo; ไปพร้อมตลาดที่ดีมานด์หดตัว 15-30%
สร้างพนักงานให้เป็น Micro-Influencer&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากจะมีมาตรการช่วยเหลือลูกบ้าน มาตรการช่วยเหลือพนักงาน และมาตรการคุมเข้มเรื่อง COVID-19 แล้ว อีกสิ่งที่ออริจิ้นทำทันที คือการให้พนักงานทุกคนก้าวมาเป็น Micro-Influencer ภายใต้โปรเจ็กต์ &amp;ldquo;Everyone can sell&amp;rdquo; เนื่องจากมองว่าพนักงานแต่ละคนต่างรู้จักกลุ่มเป้าหมาย รู้จักจุดแข็ง-จุดอ่อนของตัวเองดี เมื่อแต่ละคนมีช่องทางในการสื่อสาร เช่น Youtube Channel เป็นของตัวเอง ก็จะมีทั้งกลุ่มเป้าหมายและวิธีในการเล่าเกี่ยวกับสินค้าแตกต่างกันออกไป ทีมสถาปนิกมีวิธีเล่าแบบหนึ่ง ทีมกราฟฟิกดีไซเนอร์ก็มีวิธีเล่าอีกแบบหนึ่ง ผลลัพธ์ที่ออกมาคือ ในช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมา ออริจิ้นมียอดขายภายใต้โปรเจ็กต์ดังกล่าวถึงกว่า 500 ล้านบาท
ซื้อขายบ้านยุคใหม่ ไม่ต้องชมห้องตัวอย่าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับ New Normal เรื่องแรกที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจอสังหาฯ ระยะยาว คือพฤติกรรมการซื้ออสังหาฯ ของผู้บริโภค พีระพงศ์ประเมินว่า Work From Home กลายเป็นตัวเร่งให้อสังหาริมทรัพย์คล้ายคลึงกับสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไปมากขึ้น ผู้บริโภคจะ &amp;ldquo;เริ่มยอมรับได้&amp;rdquo; กับการซื้อบ้านหรือคอนโดฯ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ขนาดใหญ่ โดยไม่ต้องเห็นห้องตัวอย่างจริงจากโครงการ คลิปวิดีโอรีวิวจะมีความสำคัญมากขึ้น ผู้บริโภคจะใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการเปรียบเทียบแต่ละโครงการ แทนการตระเวนสำรวจทีละ 5-10 โครงการด้วยตัวเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ในจีนเองตอนนี้มีแพลตฟอร์มเอเยนซีขายอสังหาริมทรัพย์ออนไลน์ชื่อเหย่าลู่ บนแพลตฟอร์มดังกล่าวมีทีมขายอสังหาฯ ทั้งสิ้นเพียง 25 คน แต่สามารถสร้างยอดขายได้ถึง 1 หมื่นล้านบาทต่อปี โดยกว่า 40% ของผู้ซื้อ สามารถตัดสินใจซื้อโดยไม่ต้องไปเยี่ยมชมโครงการ ในไทยเองต่อไปเราอาจจะได้เห็นผู้ประกอบการหันมาแข่งกันขายคอนโดฯ ผ่านออนไลน์ อาจจะมีไลฟ์ขายของพร้อมโปรโมชั่นแบบจำกัดช่วงเวลา เพื่อกระตุ้นยอดขายให้เกิดเร็วขึ้น&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้เอง ก็เดินหน้าในการขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น อาทิ การเปิด Official Store บนแพลตฟอร์ม Shopee และ Lazada พร้อมทั้งจัดโปรโมชั่นคอนโดฯ พร้อมอยู่ จอง 1,999 บาท และผ่อนเริ่มต้นล้านละ 999 บาทต่อเดือน ล่าสุดได้จัดทำ LINE@ภายใต้ชื่อ @Origin Property และ @PARK LUXURY ให้ผู้บริโภคสามารถติดต่อขอข้อมูล จอง ซื้อ ไปจนถึงโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ได้อีกด้วย
พักไกลที่ทำงานมากขึ้น เพื่อห้องใหญ่ขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ New Normal เรื่องที่สอง เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการเลือกที่อยู่อาศัย พีระพงศ์ขยายความว่า เมื่อสังคมรับได้กับการ Work From Home มากขึ้น ความจำเป็นในการอยู่อาศัยในเขตเมืองอาจลดลง ที่พักอาศัยจำเป็นต้องมีขนาดใหญ่เพียงพอ เพื่อให้คนใช้ชีวิตทั้งวันต่อเนื่องได้โดย &amp;ldquo;ไม่เบื่อ&amp;rdquo; ส่วนต่อขยายใหม่ๆ ของรถไฟฟ้าสายต่างๆ และการ Work From Home จะส่งผลให้คนกล้าตัดสินใจซื้อบ้านในสถานีที่ไกลจากที่ทำงานมากขึ้น เพื่อให้ได้ห้องพักขนาดใหญ่ขึ้น ภายใต้งบประมาณเดิม บ้านจัดสรรอาจยังไม่ได้รับผลกระทบเรื่องขนาดมากนัก แต่เชื่อว่าคอนโดมิเนียมขนาด 1 ห้องนอนในสถานีส่วนต่อขยาย อาจต้องมีขนาดประมาณ 35 ตร.ม.ขึ้นไป เพื่อตอบรับไลฟ์สไตล์ใหม่ของผู้บริโภค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน ภายในห้องพักจะต้องมีความยืดหยุ่น (Flexibility) มากขึ้น และมี &amp;ldquo;WFH Function&amp;rdquo; ครบถ้วน เพราะภายในห้องอาจกลายเป็นทั้งพื้นที่สำหรับกิน นอน ทำงาน และออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเตียงหรือระเบียง อาจต้องมีฟังก์ชันใช้สอยที่มากกว่าเดิม โดยที่ผ่านมาออริจิ้น ในฐานะหนึ่งในผู้นำด้านการออกแบบพื้นที่ภายในห้องพัก (Unit Space Design) ก็พยายามออกแบบพื้นที่ห้องให้คนสามารถอยู่อาศัยได้กับฟังก์ชันที่ยืดหยุ่น เช่น การออกแบบห้องสไตล์ลอฟต์ ที่มีเพดานสูง 4.2-4.5 เมตร ทำให้ห้องดูกว้างขวางและปรับเปลี่ยนฟังก์ชันใช้สอยได้มากขึ้น
สู่ยุค Touchless, Wellness และ Individual Society
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โจทย์ใหญ่อีกเรื่องของผู้ประกอบการ คือเรื่อง &amp;ldquo;การเติมเต็มชีวิต&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;Life Fulfillment&amp;rdquo; ในยุคที่เกิด New Normal เรื่องที่สาม คือ พฤติกรรมการใช้ชีวิตแบบเป็นปัจเจก พีระพงศ์เล่าว่า สังคมจะกลายเป็น &amp;ldquo;Individual Society&amp;rdquo; ทุกคนยังคงต้องการใช้พื้นที่ส่วนกลาง ขณะเดียวกันผู้คนจะหวงแหนความเป็นส่วนตัวมากขึ้น ใส่ใจเรื่องความปลอดภัยของสุขภาพมากขึ้น หน้าที่ของผู้ประกอบการจึงเป็นการสร้างพื้นที่ส่วนกลางที่เติมเต็มชีวิตในรูปแบบนั้นได้ เช่น การออกแบบ Co-separate space ให้คนไว้นั่งแยกกันในพื้นที่ส่วนกลางเดียวกัน เป็นพื้นที่ใหม่แทนหรือเพิ่มเติมจาก Co-working space การนำเทคโนโลยีมาตอบโจทย์การใช้ชีวิตแบบไร้สัมผัส หรือ Touchless เช่น ระบบสแกนจากการจดจำใบหน้า (Face Recognition) หรือระบบการสั่งการด้วยเสียง (Voice Command) สำหรับใช้ในพื้นที่ส่วนกลาง เช่น ลิฟต์ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยด้านสุขภาพในการใช้งาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เรื่องความมีสุขภาพดี หรือ Wellness จะกลายเป็นอีกเรื่องที่สำคัญมากในที่อยู่อาศัย เดิมทีเรามีบริการมาตรฐานระดับโรงแรม หรือ Hotel Service เข้าไปให้บริการผู้บริโภคอยู่แล้ว ต่อไปเราจะต่อยอดไปด้วย Medical Service เข้าไปอำนวยความสะดวกภายในที่พักอาศัยเพื่อตอบโจทย์เรื่อง Wellness ให้ผู้บริโภคด้วย ขณะนี้อยู่ระหว่างพูดคุยกับพันธมิตร และคาดว่าจะเปิดเผยข้อมูลได้เร็วๆ นี้&amp;rdquo;
แตกไลน์ธุรกิจ ขับเคลื่อนความเป็น Disruptor
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่เพียงแต่โครงการที่อยู่อาศัย พีระพงศ์มองว่า โครงการอสังหาริมทรัพย์ประเภทอื่นๆ ก็ยังสามารถลุยต่อได้ เช่น ธุรกิจโรงแรม สำหรับโรงแรมในเครือของออริจิ้นเอง เป็นโรงแรมเพื่อการเข้าพักเชิงธุรกิจ (Business Purpose) ผู้เข้าพักส่วนใหญ่เป็นผู้เข้าพักระยะยาว (Long-stay) จึงไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ COVID-19 มากนัก อย่างไรก็ดี ภาพรวมธุรกิจโรงแรมจะกลับมาฟื้นตัวได้หลังสถานการณ์จบแน่นอน เนื่องจากผู้คนยังคงต้องการท่องเที่ยว ดีมานด์ที่ถูกอั้นไว้ในช่วงนี้จะระเบิดออกมาหลังสถานการณ์คลี่คลาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ ยังได้ทยอยเพิ่มบริการใหม่ๆ ตลอดจนธุรกิจใหม่ๆ ให้สอดคล้องกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคด้วย เช่น มีบริการรับฉีดฆ่าเชื้อ COVID-19 ให้กับโครงการที่ออริจิ้นดูแลอยู่เอง เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้ลูกบ้าน ขณะเดียวกัน กำลังอยู่ระหว่างพัฒนาธุรกิจใหม่ที่เกี่ยวข้องกับอาหาร เพื่อเพิ่มความสะดวกในการใช้ชีวิตของลูกบ้านออริจิ้นกว่า 2 หมื่นครอบครัวในขณะนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ในระหว่างวิกฤติ เราต้องเป็น Disruptor คิดว่าลูกค้าต้องการอะไร แล้วลุกขึ้นมาทำ ขึ้นมาเปลี่ยนแปลงทันที ปรับตัว ปรับสภาพแวดล้อมให้เข้ากับการดำเนินธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ออริจิ้นเราโชคดีที่วัฒนธรรมองค์กรเราแข็งแกร่ง พนักงานของเรามี Disruptor Mindset จึงทำให้ยังมีไอเดียใหม่ๆ ออกมาอย่างสม่ำเสมอ และพอจะเปลี่ยนแปลงอะไร ก็ทำได้อย่างรวดเร็ว เราจะใช้ความเป็น Disruptor ของทีมงานทุกคน ขับเคลื่อนองค์กร สร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ ตอบโจทย์ New Normal ของผู้บริโภคต่อไป&amp;rdquo; พีระพงศ์ทิ้งท้าย.

&amp;quot;กระแสความปั่นป่วน (Disruption) ที่เกิดขึ้นรวดเร็วกว่าปกติ จากสถานการณ์ COVID-19 จะส่งผลให้เกิด New Normal ต่อวงการอสังหาฯ ในอนาคตอย่างแน่นอน สิ่งที่สำคัญคือการ &amp;ldquo;เตรียมรับมือ&amp;rdquo; ของผู้ประกอบการทั้งในวันนี้และในอนาคต ตั้งแต่ด้านการพัฒนาสินค้า การตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภค ตลอดจนวิธีคิด หรือ Mindset และกระบวนการในการดำเนินธุรกิจ&amp;quot; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63833</URL_LINK>
                <HASHTAG>พีระพงศ์ จรูญเอก, อีโคโฟกัส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200421/image_big_5e9eb940e4d2e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60863</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/03/2020 13:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/03/2020 13:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ORI” ยอดขายปึ้ก Q1 กวาดยอดแล้วกว่า 4,500 ล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 มี.ค. 2563 นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI ผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร เปิดเผยว่า สถานการณ์ของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมทุกกลุ่มในปีนี้ ถือเป็นสถานการณ์แห่งความท้าทาย เนื่องจากมีปัจจัยภายนอกที่ควบคุมได้ยากอย่าง COVID-19 เข้ามากระทบ อย่างไรก็ดี ยอดขายของบริษัทในช่วงไตรมาส 1/2563 ยังถือว่าเป็นไปได้อย่างยอดเยี่ยมภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว โดยยอดขายล่าสุด ณ วันที่ 24 มี.ค.2563 อยู่ที่ราว 4,500 ล้านบาท หรือคิดเป็น 21% ของเป้ายอดขายทั้งปี 2563



ทั้งนี้ ยอดขายดังกล่าวแบ่งเป็นยอดขายจากกลุ่มธุรกิจคอนโดมิเนียม ทั้งโครงการที่เพิ่งเปิดขายเมื่อปี 2562 และโครงการสร้างเสร็จพร้อมอยู่ (Ready to move) รวมกว่า 3,000 ล้านบาท และจากกลุ่มธุรกิจบ้านจัดสรร อีกกว่า 1,500 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่มาจากกระแสตอบรับที่ดีของโครงการเปิดตัวใหม่ 2 โครงการ ได้แก่ โครงการบริทาเนีย สายไหม และโครงการแกรนด์บริทาเนีย วงแหวน-รามอินทรา



&amp;ldquo;เราได้ทำแผนการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง หรือ Business Continuity Plan มาตั้งแต่ต้นปี พยายามทำการบ้านอย่างหนักมากในช่วงก่อนหน้านี้ เพื่อให้ผู้บริโภคยังคงมั่นใจ ไว้ใจ เข้าใจ และสามารถเข้าถึงโครงการของเราได้อย่างปลอดภัย ไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพ ทั้งผ่านมาตรการการจัดการ COVID-19 อย่างเข้มงวดในบริเวณสำนักงานขาย ตลอดจนการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ ทำให้เรายังคงได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค&amp;rdquo; นายพีระพงศ์ กล่าว



นายพีระพงศ์ กล่าวอีกว่า ปี 2563 ถือเป็นปีแห่งความท้าทาย โดยเฉพาะจากเรื่อง COVID-19 ที่สถานการณ์ยังมีความเปลี่ยนแปลงและมีมาตรการใหม่ๆ จากภาครัฐออกมาอย่างต่อเนื่อง บริษัทให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว จึงได้จัดประชุมผู้บริหารอยู่เป็นประจำ เพื่อให้สามารถออกมาตรการใหม่ๆ ได้อย่างทันท่วงที และในช่วงเวลานี้ บริษัทตระหนักดีว่าทุกภาคส่วนจำเป็นต้องมีความเข้าอกเข้าใจ (Empathy) ซึ่งกันและกัน เพื่อให้ผ่านสถานการณ์อันยากลำบากไปได้ จึงพิจารณามาตรการใหม่ๆ เพื่อคน 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.มาตรการเพื่อผู้บริโภค ทั้งเพื่อกลุ่มที่กำลังพิจารณาจะซื้อโครงการของออริจิ้น และกลุ่มที่ปัจจุบันเป็นลูกบ้านออริจิ้นแล้ว 2.มาตรการเพื่อพนักงาน โดยมีมาตรการที่ได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว เช่น การเปิดให้พนักงานบางส่วนที่ไม่ต้องทำงานเกี่ยวข้องกับลูกค้าโดยตรง สามารถ Work From Home ได้ตั้งแต่เมื่อวันจันทร์ที่ 23 มี.ค.ที่ผ่านมา 3.มาตรการเชิงธุรกิจ เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการธุรกิจ เดินหน้าจับมือพันธมิตรใหม่ๆ ในรูปแบบ Open Platform เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้บริโภค พร้อมทั้งพิจารณาปรับปรุงแผนให้ธุรกิจยังคงสามารถขับเคลื่อนไปได้ภายใต้ทุกสถานการณ์ โดยคาดว่าจะเริ่มเห็นมาตรการใหม่ๆ ในทั้ง 3 ด้านดังกล่าว ออกมาอย่างต่อเนื่องในเดือน เม.ย.นี้



สำหรับปี 2563 บริษัทมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ทั้งสิ้น 14 โครงการ มูลค่าโครงการรวมกว่า 20,000 ล้านบาท โดยเปิดตัวไปแล้ว 2 โครงการในช่วงไตรมาส 1 คือ โครงการ บริทาเนีย สายไหม มูลค่าโครงการ 1,400 ล้านบาท และ โครงการ แกรนด์ บริทาเนีย วงแหวน-รามอินทรา มูลค่าโครงการ 1,900 ล้านบาท



&amp;ldquo;ตามปกติแล้ว ช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์คือช่วงไตรมาส 3 และไตรมาส 4 เราจึงเชื่อมั่นว่า ด้วยยอดขายที่สามารถทำได้อย่างยอดเยี่ยมในไตรมาส 1 ประกอบกับยอดขายในไตรมาส 3 และ 4 ซึ่งสถานการณ์น่าจะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้นแล้ว เราจะยังสามารถทำยอดขายได้ 21,500 ล้านบาทตามเป้า&amp;rdquo; นายพีระพงศ์ กล่าว



สำหรับบริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) มีโครงสร้างธุรกิจหลากหลาย ประกอบด้วย 1.ธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อการขาย (Residential Development Business) พัฒนาคอนโดมิเนียมและบ้านจัดสรรมาแล้ว 73 โครงการ เช่น แบรนด์ พาร์ค ออริจิ้น (PARK ORIGIN) ดิ ออริจิ้น (The Origin) ไนท์บริดจ์ (KnightsBridge), นอตติ้ง ฮิลล์ (Notting Hill), เคนซิงตัน (Kensington) และ บริทาเนีย (BRITANIA) รวมมูลค่าโครงการกว่า 114,000 ล้านบาท 2.ธุรกิจที่สร้างรายได้ต่อเนื่อง (Recurring Income Business) เช่น โรงแรม เซอร์วิส อพาร์ตเมนท์ ค้าปลีก 3.ธุรกิจบริการ (Service Business) เช่น ธุรกิจการจัดการอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจตัวแทนซื้อ ขาย เช่า อสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ และยังมีวิสัยทัศน์ในการขยายประเภทธุรกิจใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เป็นผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60863</URL_LINK>
                <HASHTAG>บมจ.ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้, พีระพงศ์ จรูญเอก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180513/image_big_5af7c1fa02f34.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>58924</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/03/2020 09:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/03/2020 09:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อสังหาฯเร่งปรับเกมรับปัจจัยลบปี63 เน้นบลูโอเชียนลดเปิดโครงการใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 มี.ค. 2563 นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI เปิดเผยว่า แนวทางการดำเนินธุรกิจในปีนี้ บริษัทได้ทำการปรับแผนงานโดยลดจำนวนโครงการเปิดใหม่เหลือ 14 โครงการ มูลค่า 20,000 ล้านบาท เน้นแนวราบที่เป็นบ้านจัดสรร 10 โครงการ และคอนโดมีเนียม 4 โครงการ ขณะที่เป้ายอดขายเหลือ 21,500 ล้านบาท จากปี 2562 มียอดขาย 29,000 ล้านบาท และมีรายได้ 16,000 ล้านบาท เพื่อให้สอดรับกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 คาดว่าหาสถานการณ์ดังกล่าวเริ่มคลี่คลายมีโอกาสจะเปิดคอนโดมีเนียมเพิ่มอีก 4 โครงการใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายกรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด กล่าวว่า ในปีนี้นับว่ามีความท้าทายต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ &amp;nbsp;แต่บริษัทยังเล็งเห็นโอกาสทางธุรกิจ โดยเฉพาะการเติบดตในตลาดบลู โอเชี่ยน มุ่งพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมใกล้สถานศึกษามากขึ้นผ่านแบรนด์ KAVE ซึ่งที่ผ่านมาได้พัฒนาโครงการในรูปแบบแคมปัสคอนโด มาแล้ว 4 โครงการ ในบริเวณมหาวิทยาลัยกรุงเทพ และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต &amp;nbsp;ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากลูกค้าที่สนใจในศักยภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุพจน์ สิริกุลภัสสร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจเอเอส แอสเซ็ท จำกัด (มหาชน) หรือ J เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ มีมติอนุมัติการลงทุนก่อสร้างโครงการศูนย์การค้าแห่งใหม่ ถนนคู้บอน กรุงเทพฯ &amp;nbsp;จะเป็นศูนย์การค้าที่มีพื้นที่พัฒนาใหญ่ที่สุดของบริษัทฯ คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในปี 2563 ซึ่งรูปแบบของศูนย์การค้าแห่งใหม่จะประกอบด้วยศูนย์การค้าชุมชน และโครงการพัฒนาอสังหาฯ ให้เช่าระยะยาว รวมถึงปัจจุบันยังอยู่ระหว่างก่อสร้างโครงการคอมมูนิตี้มอลล์แห่งใหม่ &amp;ldquo;The Jas Village อมตะ&amp;rdquo; ใกล้นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จังหวัดชลบุรี ซึ่งจะเปิดตัวโครงการภายในไตรมาส 2/2563 นี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58924</URL_LINK>
                <HASHTAG>บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน), พีระพงศ์ จรูญเอก, อสังหาริมทรัพย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180523/image_big_5b0524f3c80d9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40767</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/07/2019 09:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/07/2019 09:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ORI บุกตลาดคนรุ่นใหม่ เปิดคอนโดแบรนด์ ดิ ออริจิ้น </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
12 ก.ค. 2562 นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ (ORI) เปิดเผยถึงแผนการดำเนินธุรกิจในช่วงครึ่งหลังปี 2562 ว่า บริษัทยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์อย่างต่อเนื่อง โดยใน โดยในไตรมาส 3 มีแผนเปิดตัวโครงการใหม่มูลค่ารวม 12,500 ล้านบาท ได้แก่โครงการพาร์ค ออริจิ้น ราชเทวี โครงการเคนซิงตัน ดิสทริค ระยอง โครงการภายใต้แบรนด์ดิ ออริจิ้น 3 โครงการ และโครงการบ้านแบรนด์ บริทาเนีย บางนา-สุวรรณภูมิ 1 โครงการ ส่วนไตรมาส 4 &amp;nbsp;เปิดโครงการการใหม่มูลค่ารวม 7,000-8,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามแผนที่จะมีการพัฒนาโครงการใหม่มูลค่ารวม 27,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;บริษัทมีแผนในการขยายตลาดโดยเจาะกลุ่มผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ อายุประมาณ 23-28 ปี ล่าสุดได้เปิดตัวแบรนด์ ดิ ออริจิ้น ซึ่งในปีนี้บริษัทมีแผนเปิดตัวทั้งหมด 6 โครงการ ได้แก่โครงการ ดิ ออริจิ้น ราม 209 อินเตอร์เชนจ์ มูลค่า 1,930 ล้านบาท โครงการ ดิ ออริจิ้น รัชดา-ลาดพร้าว มูลค่า 740 ล้านบาท โครงการ ดิ ออริจิ้น ลาดพร้าว 15 มูลค่า 440 ล้านบาท &amp;nbsp;โครงการ ดิ ออริจิ้น สุขุมวิท 105 มูลค่า 1,340 ล้านบาท โครงการ ดิ ออริจิ้น รามอินทรา 83 มูลค่า 2,030 ล้านบาท และ โครงการ ดิ ออริจิ้น พหล-สะพานใหม่ มูลค่า 1,220 ล้านบาท&amp;rdquo;นายพีระพงศ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้บริษัทยังคงมีวิสัยทัศน์ภายใต้แนวคิดลูกค้าเป็นจุดศูนย์กลาง โดยเฉพาะความต้องการของผู้บริโภคที่มีความหลากหลาย บริษัทจึงได้พัฒนาสินค้าให้มีความเป็นสมาร์ทโพรดักส์ รวมถึงการให้บริการที่เป็นเลิศเพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าให้ได้รับความสะดวก ทั้งนี้บริษัทจึงได้พัฒนาฟังก์ชั่นเพื่อให้บริการใหม่ๆให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังได้พัฒนาแอปพิเคชั่น Origin Connect ภายใต้แนวคิด&amp;rdquo;ต่อ...ติด...ให้ชีวิตง่ายขึ้น&amp;rdquo;ซึ่งเป็นแอปพลิเคชั่นที่เชื่อมโยงลูกค้าเข้าระบบบริการหลังการขาย ปัจจุบันบริษัทได้เริ่มเปิดใช้ในบางโครงการแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแนวโน้มยอดขายในช่วงครึ่งหลังของปีนี้บริษัทคาดว่าจะทำได้อีก 15,000 ล้านบาท จากในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ที่สามารถสร้างยอดขายได้ถึง 7,290 ล้านบาท ส่งผลให้ครึ่งปีแรกที่ผ่านมา บริษัทมียอดขายแล้ว 13,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 46% ของเป้าหมายทั้งปีที่ตั้งไว้ 28,000 ล้านบาท ทั้งนี้บริษัทมั่นใจว่าจะสามารถทำยอดขายได้ตามเป้าหมายแน่นอน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40767</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดิ ออริจิ้น, บมจ.ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้, พีระพงศ์ จรูญเอก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180513/image_big_5af7c1fa02f34.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9076</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/05/2018 11:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/05/2018 11:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ออริจิ้น เดินหน้าผุดโครงการใหม่มูลค่ารวมกว่า 30,000 ล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ออริจิ้น เดินหน้าตามแผนผุดโครงการใหม่มูลค่ารวมกว่า 30,000 ล้านบาท เผยไตรมาสแรกเปิดตัว 3 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 6,000 ล้านบาท พร้อมโชว์ผลงาน 3 เดือนแรกรายได้กว่า 2,473 ล้านบาท โต 182% พร้อมมั่นใจสิ้นปี 61 มียอดขายทะลุ 20,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 พ.ค. 2561 นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ (ORI) เปิดเผยว่า ในปี 2561 นี้ บริษัทมีแผนจะเปิดโครงการใหม่รวมมูลค่ากว่า 30,000 ล้านบาท โดยในไตรมาสแรกบริษัทได้เปิดตัวคอนโดมิเนียม 3 โครงการใหม่ ภายใต้แบรนด์ &amp;ldquo;ไนท์บริดจ์&amp;rdquo; ได้แก่ 1.ไนท์บริดจ์ สเปซ รัชโยธิน โครงการไนท์บริดจ์ สเปซ พระราม 9 และโครงการ ไนท์บริดจ์ คอลลาจ สุขุมวิท 107 รวมมูลค่าโครงการกว่า 6,000 ล้านบาท โดยสามารถกวาดยอดขายรวมกว่า 70% หรือคิดเป็นมูลค่ามากกว่า 4,200 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกบริษัทมีรายได้รวมอยู่ที่ 2,473.7 &amp;nbsp;ล้านบาท เพิ่มขึ้น 182% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2560 ที่ผ่านมา มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 488.6 ล้านบาท เติบโตขึ้น 184% โดยคิดเป็นอัตรากำไรสุทธิที่ระดับ 19.8% ซึ่งสูงขึ้นกว่าไตรมาส 1 ปี 2560 ที่ 19.6% อันเนื่องมาจากโครงการใหม่แล้วเสร็จรับรู้รายได้ได้ตามแผน และความสามารถในการทำกำไรขั้นต้น รวมถึงการรับรู้รายได้จากการบริหารโครงการที่ร่วมลงทุนกับบริษัท โนมูระ เรียลเอสเตท ดีเวลล็อปเมนท์ จำกัด จากญี่ปุ่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้บริษัทมีโครงสร้างธุรกิจหลากหลาย มีการพัฒนาคอนโดมิเนียมมาแล้วประมาณ 46 โครงการ รวมมูลค่าโครงการกว่า 65,000 ล้านบาท มีธุรกิจที่สร้างรายได้หมุนเวียนต่อเนื่อง และมีธุรกิจบริการ เช่น ธุรกิจการจัดการอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจตัวแทนซื้อ ขาย เช่า อสังหาริมทรัพย์ อย่างไรก็ตามในปีนี้บริษัทมั่นใจว่าบริษัทจะมียอดขายเกินกว่า 20,000 ล้านบาท และมีรายได้ที่ระบ 15,000 ล้านบาท ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้อย่างแน่นอน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9076</URL_LINK>
                <HASHTAG>ORI, คอนโดมิเนียม, ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์, พีระพงศ์ จรูญเอก, ออริจิ้น, ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180513/image_big_5af7c1fa02f34.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
