<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>69610</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/06/2020 17:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/06/2020 17:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อว.แจงเกณฑ์ใหม่ขึ้นสู่ตำแหน่งวิชาการ ของอาจารย์มหาวิทยาลัย มีความเป็นสากลมากขึ้น </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
24มิ.ย.63-ตามที่ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศ ก.พ.อ. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และ ศาสตราจารย์ พ.ศ.2563 &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ.2563 ซึ่งทำให้คณาจารย์ในมหาวิทยาลัยทั่วประเทศแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง ทั้งสนับสนุนและไม่เห็นด้วยต่อเกณฑ์ใหม่โดยเห็นว่าเพิ่มความยุ่งยากมากกว่าเดิมนั้น &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพีระพงศ์ ทีฆสกุล ประธานคณะทำงานขับเคลื่อนและติดตามนโยบาย รัฐมนตรีว่ากรกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า ประกาศ ก.พ.อ.ฉบับนี้ เป็นการปรับปรุงเพื่อให้การเข้าสู่ตำแหน่งวิชาการของคณาจาย์มีความเป็นสากล ทั้งเพื่อส่งเสริมสนับสนุนการจัดกลุ่มมหาวิทยาลัยเป็น 4 กลุ่ม ที่สอดคล้องกับการพลิกโฉมมหาวิทยาลัยไทย และการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก และแก้ไขหลักเกณฑ์เดิมที่ไม่เหมาะสมและไม่ทันสมัย โดยได้มีการเชิญ &amp;nbsp;ผู้ทรงคุณวุฒิ &amp;nbsp;ศาสตราจารย์แต่ละสาขาวิชา คณะกรรมการวิชาการ ของแต่ละมหาวิทยาลัย &amp;nbsp;ร่วมกันแสดงควมเห็น ซึ่งหลังจากที่มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ก.พ.อ.จะมีการเดินสายชี้แจงมหาวิทยาลัยทุกแห่ง เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับคณาจารย์ ทุกคน และเผยแพร่ทางเฟซบุ๊กของ อว. และ รมว.อว. โดยหลักการแล้วยืนยันว่า เกณฑ์ใหม่นี้ให้โอกาสคณาจารย์เข้าสู่ตำแหน่งวิชาการได้หลากหลายวิธี และง่ายขึ้นแต่ก็ไม่ได้ลดมาตรฐานและคุณภาพทางวิชาการลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนางศันสนีย์ ไชยโรจน์ ประธานอนุกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) ด้านตำแหน่งวิชาการ กล่าวว่า ประกาศ ก.พ.อ. มีรายละเอียดค่อนข้างมาก อยากขอให้คณาจารย์อ่านอย่างละเอียด ซึ่งเกณฑ์ใหม่ที่สำคัญที่เชื่อมั่นว่าจะทำให้คณาจารย์พอใจคือ การยกเลิกการกำหนดสัดส่วนเปอร์เซนต์ของผู้ขอว่าต้องมีส่วนร่วมไม่น้อยกว่า ร้อยละ 50 และยกเลิกการกำหนดสัดส่วนการมีส่วนร่วมของผุ้ประพันธ์อันดับแรก หรือ ผุ้ประพันธ์บรรณกิจ ซึ่งเดิมผลงานจะใช้เพื่อขอตำแหน่งวิชาการได้เพียงคนเดียว แต่เกณฑ์ใหม่จะสามารถมีผุ้ขอตำแหน่งทางวิชาการขั้นต่ำได้มากกว่า 3 คน ขึ้นอยู่กับบทบาทหน้าที่ และการยกเลิกเปอร์เซนต์สัดส่วนผลงาน ก็ให้ใช้ลายเซ็นรับรองแค่ 2 คน คือ ผู้ประพันธ์อันดับแรก กับ ผู้ประพันธ์บรรณกิจ &amp;nbsp;,มีการปรับลักษณะคุณภาพของผลงานวิชาการ จากเดิมคือ ระดับ ดี ดีมาก และดีเด่น เป็น ระดับ B ,B+,A และ A+ , การขอระดับศาสตราจารย์ เกณฑ์ใหม่กำหนดให้ผลงานทางวิชาการมีคุณภาพระดับ A+ หรือระดับดีเด่น อย่างน้อย 2 เรื่อง จากเดิมกำหนดที่ 5 เรื่องซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมาก นอกจากนี้ในส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิ ต้องวิพากษ์วิจารณ์งานโดยใช้องค์ความรู้อย่างแท้จริง หากพิจารณาว่าผลงานไม่ผ่านเกณฑ์ก็ต้องมีคำชี้แจงที่ชัดเจนด้วย เพื่อให้ความยุติธรรมกับผู้เสนอ &amp;nbsp;ทั้งสามารถเรียกร้องความเป็นธรรมได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69610</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะทำงานขับเคลื่อนและติดตามนโยบาย รัฐมนตรีว่ากรกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, นางศันสนีย์ ไชยโรจน์, พีระพงศ์ ทีฆสกุล, เกณฑ์ใหม่ขอตำแหน่งทางวิชาการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200624/image_big_5ef3294934b39.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55131</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/01/2020 16:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/01/2020 16:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>10 มหา&#039;ลัย เข้าร่วมกลุ่มวิจัยระดับแนวหน้าของโลก  ตามแผนพัฒนาของอว.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ม.ค.63-นายพีระพงศ์ ทีฆสกุล ประธานคณะทำงานขับเคลื่อนและติดตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.) กล่าวถึงความคืบหน้าในการดำเนินงานเพื่อการปฏิรูปอุดมศึกษาในแบบพลิกโฉมมหาวิทยาลัยไทยว่า &amp;nbsp;คณะทำงานเริ่มศึกษาวิเคราะห์สภาพปัญหาและระดมแนวคิดและความเป็นไปได้ภายใต้กฎหมายอุดมศึกษา เพื่อปฏิรูปการอุดมศึกษาไทยอีกครั้ง ในยุคการผันผวนของเทคโนโลยี ซึ่ง อว.จะสนองนโยบายรัฐบาลด้วยการพลิกโฉมอุดมศึกษาเพื่อการเรียนการสอนการวิจัยแนวใหม่ ที่ตอบโจทย์ศตวรรษที่ 21 และเพื่อให้มหาวิทยาลัยไทยหลุดจากกับดักหรือกฎเกณฑ์ที่มีอยู่ โดยมี นายรัฐชาติ มงคลนาวิน เป็นประธาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายรัฐชาติ มงคลนาวิน กล่าวว่า ตามที่ พ.ร.บ.การอุดมศึกษา พ.ศ.2562 มาตรา 24 กำหนดให้ อว.จัดกลุ่มสถาบันอุดมศึกษาตามจุดเน้นเชิงยุทธศาสตร์ ที่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศและเพื่อให้สถาบันอุดมศึกษาได้ใช้ความสามารถและศักยภาพอย่างมีประสิทธิภาพ โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มมหาวิทยาลัย ซึ่งก็ได้มีการหารือร่วมกับมหาวิทยาลัยต่างๆ แล้ว คือ 1.กลุ่มการวิจัยระดับแนวหน้าของโลก (Global &amp;amp; Frontier Research) ซึ่งมี โจทย์วิจัยที่สามารถแข่งขันในระดับนานาชาติและติดอันดับโลกได้ โดยมีมหาวิทยาลัยที่เสนอขอเข้าร่วมกลุ่มนี้ประมาณ 10 กว่าแห่ง 2.กลุ่มการพัฒนาเทคโนโลยีและส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม (Technology/ Innovation) ที่มุ่งเน้นการสร้างสรรค์เทคโนโลยีและนวัตกรรม สร้างผู้ประกอบการและต่อยอดสู่ SMEs สตาร์ทอัพ เพื่อไปพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศต่อไป มีมหาวิทยาลัยขอเข้าร่วม 15 แห่ง &amp;nbsp;และ 3.กลุ่มการพัฒนาชุมชนเชิงพื้นที่ (Area-Based and Community) ที่จะยกระดับสถาบันอุดมศึกษาไทยให้ไปเติมเต็มศักยภาพในพื้นที่ด้วยวิทยาการสมัยใหม่ผสมผสานกับภูมิปัญญญาไทย &amp;nbsp;มีมหาวิทยาลัยขอเข้าร่วมซึ่งส่วนใหญ่เป็นมหาวิทยาลัยราชภัฎ 35 แห่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายรัฐชาติ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม อว. จะขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยทั้ง 3 กลุ่มด้วยระบบงบประมาณด้านการอุดมศึกษาตามมาตรา 45(3) แห่งพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ. 2562 ภายใต้กรอบวงเงิน 10,250 ล้านบาท ในส่วนของงบลงทุนและงบเงินอุดหนุนเพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาความเป็นเลิศของสถาบันอุดมศึกษาและการผลิตกำลังคนระดับสุงเฉพาะทางตามความต้องการของประเทศ ภายใต้โครงการพลิกโฉมระบบการอุดมศึกษาของประเทศ &amp;nbsp;โดยมีการจัดตั้งคณะที่ปรึกษาเพื่อพลิกโฉมมหาวิทยาลัย (UTAC) เพื่อพิจารณาข้อเสนอจากมหาวิทยาลัย ซึ่งในปีงบประมาณ 2564 จะเน้น 7 กิจกรรม ในโครงการ คือ 1.ปฏิรูประบบบริหารจัดการ กำกับดูแล และพัฒนาระบบอุดมศึกษา ในภาพรวมให้ตอบโจทย์ประเทศ 2.ปฏิรูปกลไกการเงินและงบประมาณการอุดมศึกษา 3. พัฒนาและปรับปรุงระบบนิเวศให้เอื้อต่อการผลิตและพัฒนาบัณฑิตที่มีคุณภาพสูง &amp;nbsp;4. วางแผนการผลิตกำลังคนให้สอดคล้องกับศักยภาพของสถาบันอุดมศึกษาและความต้องการในการพัฒนาประเทศ 5. ส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพนักศึกษา เสริมสร้างความรู้และทักษะทางอาชีพให้พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต &amp;nbsp;6. พัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมของสถาบันอุดมศึกษา และ 7. สร้างเสริมและการเคลื่อนย้ายบุคลากรศักยภาพสูงเพื่อช่วยสร้างความเข้มแข็งให้ภาคเศรษฐกิจ สังคม และชุมชน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55131</URL_LINK>
                <HASHTAG>#อว., 10มหาวิทยาลัยเข้ากลุ่มวิจัยระดับโลก, พีระพงศ์ ทีฆสกุล, รัฐชาติ มงคลนาวิน, แบ่งกลุ่มมหาวิทยาลัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190502/image_big_5ccabf942b49b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
