<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>42331</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/07/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขนส่งขอ6เดือน ออกประกาศคุม อบรมขี่บิ๊กไบค์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขนส่งฯ ขอเวลาไม่เกิน 6 เดือน ดันกฎกระทรวงให้ผู้ซื้อบิ๊กไบค์ต้องผ่านการอบรมเรื่องการขับขี่จนได้ใบรับรอง ส่วนการสอบใบอนุญาตที่มีผู้เสนอให้เพิ่มหลักเกณฑ์นั้น จำต้องศึกษาเพิ่มเติมและแก้กฎหมาย เผยยอดขายบิ๊กไบค์พุ่ง ขณะนี้มีกว่า 1.7 แสนคัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพีระพล ถาวรสุภเจริญ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดเผยเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคมนี้ ถึงเรื่องการจดทะเบียนบิ๊กไบค์ รถจักรยานยนต์ที่มีขนาดเครื่องยนต์ 400 ซีซีขึ้นไป หลังเกิดอุบัติเหตุหลายครั้งในช่วงนี้ โดยกรมการขนส่งยอมรับว่าบิ๊กไบค์เป็นพาหนะที่มีเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ ผู้ใช้ต้องมีความระมัดระวังเรื่องความปลอดภัย มีประสบการณ์การใช้งาน และใส่ใจเรื่องของความปลอดภัยเป็นพิเศษ และที่สำคัญต้องใช้งานเหมาะสมกับรถที่ตัวเองครอบครอง ดังนั้น กรมการขนส่งทางบกได้พิจารณาเตรียมออกประกาศกฎกระทรวง ภายหลังศึกษารายละเอียด คาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 6 เดือนจะประกาศได้ โดยสาระสำคัญของประกาศกฎกระทรวงดังกล่าวจะควบคุมให้ผู้จำหน่ายรถบิ๊กไบค์ต้องจัดอบรม และออกใบรับรองการผ่านขั้นตอนการอบรมให้ผู้ซื้อ เพื่อให้ผู้ใช้รถเข้าใจและชำนาญการใช้งาน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพีระพลกล่าวว่า ในส่วนของการแก้ไขกฎหมายการสอบใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานต์ยนต์ที่มีผู้เสนอความเห็นให้ผู้ถือใบอนุญาตขับขี่รถบิ๊กไบค์ มีการสอบใบอนุญาตที่มีหลักเกณฑ์พิเศษเพิ่มขึ้นจากใบอนุญาตปกตินั้น ยอมรับว่าต้องดำเนินการศึกษาเพิ่มเติม และหากจะเพิ่มหลักเกณฑ์คาดว่าจะต้องบรรจุลงในกฎหมายฉบับใหม่ ตามที่กรมการขนส่งทางบกได้มีการรวมพระราชบัญญัติ 2 ฉบับ คือ พ.ร.บ.ขนส่งทางบก และ พ.ร.บ.รถยนต์ เข้าด้วยกัน และรอปรับสาระสำคัญในกฎหมายหลายเรื่องก่อนเสนอให้รัฐบาลพิจารณา จากนั้นจะนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในอนาคตด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับยอดจดทะเบียนบิ๊กไบค์ จากข้อมูลกรมการขนส่งทางบกปลายปี 2561 พบมียอดจดทะเบียน 164,878 คัน เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตามทิศทางการตลาดและความนิยมของผู้ใช้ โดยต้นปี 2562 พบมียอดจะทะเบียน 177,195 คัน และประเมินว่าปลายปี 2562 จะมียอดจดทะเบียนเกือบ 200,000 คัน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42331</URL_LINK>
                <HASHTAG>พีระพล ถาวรสุภเจริญ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190730/image_big_5d404271aeb46.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41196</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/07/2019 11:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/07/2019 11:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขนส่งฯเข้มรถบรรทุกไม่ติดทวิสล็อกส่งดำเนินการตามกฎหมายทุกราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
17 ก.ค.62-นายพีระพล ถาวรสุภเจริญ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก(ขบ.) เปิดเผยว่า กรมการขนส่งทางบกเพิ่มความเข้มข้นมาตรการควบคุม กำกับ ดูแล ผู้ประกอบการขนส่งและผู้ประจำรถให้ปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยในการบรรทุกสินค้า การควบคุมน้ำหนักบรรทุกให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด และการใช้อุปกรณ์สำหรับยึดตู้บรรทุกสินค้า (Twist-Lock) เพื่อยึดตู้คอนเทนเนอร์กับตัวรถให้มั่นคงปลอดภัยตลอดระยะเวลาที่ทำการขนส่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;อย่างไรก็ตามกรมฯได้กำชับให้สำนักการขนส่งสินค้า กองตรวจการขนส่งทางบก และสำนักงานขนส่งจังหวัดทุกแห่ง เข้มงวดตรวจสอบรถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ทุกคัน ตั้งแต่ที่สถานประกอบการของผู้ประกอบการ ที่สถานีขนส่งสินค้าในการกำกับดูแลของกรมการขนส่งทางบก จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ สถานีขนส่งสินค้าพุทธมณฑล สถานีขนส่งสินค้าคลองหลวง และสถานีขนส่งสินค้าร่มเกล้า ท่าเรือขนถ่ายสินค้าที่มีรถบรรทุกสินค้าเข้าออกพื้นที่เพื่อรับ &amp;ndash; ส่งสินค้า และรถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ที่ทำการขนส่งผ่านเส้นทางที่อยู่ในพื้นที่รับผิดชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ หากพบการกระทำความผิดให้ลงโทษตามที่กฎหมายกำหนด โดยผลการดำเนินการ ระหว่างวันที่ 26 มิถุนายน - 12 กรกฎาคม 2562 ตรวจสอบรถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 13,172 คัน พบรถที่กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 จำนวน 202 คัน เป็นความผิดตามมาตรา 102 (4) ฐานไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงว่าด้วยความปลอดภัยในการขนส่ง พ.ศ. 2558 (ไม่ล็อกตู้คอนเทนเนอร์) จำนวน 130 คัน ปรับสูงสุดไม่เกิน 5,000 บาท &amp;nbsp;และมาตรา 71 ฐานนำรถที่มีสภาพไม่มั่นคงแข็งแรงมาใช้งานบนท้องถนน (Twist-Lock ชำรุด) จำนวน 72 คัน ปรับสูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท ดำเนินการตามกฎหมายทุกราย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพีระพล กล่าวว่าตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2562 เป็นต้นไป รถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์จดทะเบียนใหม่ทุกคัน ต้องติดตั้งอุปกรณ์สำหรับยึดตู้บรรทุกสินค้า (Twist-Lock) ให้มั่นคงแข็งแรงกับตัวรถและสามารถรับน้ำหนักบรรทุกได้โดยไม่เกิดความเสียหาย ตามประกาศกรมการขนส่งทางบก เรื่อง กำหนดคุณลักษณะ สมรรถนะ และการติดตั้งอุปกรณ์สำหรับยึดตู้บรรทุกสินค้าและการให้ความเห็นชอบอุปกรณ์สำหรับยึดตู้บรรทุกสินค้า สำหรับรถที่ใช้ในการขนส่งสัตว์หรือสิ่งของ พ.ศ. 2561 ติดตั้งไม่น้อยกว่า 4 จุด ต่อ 1 ตู้บรรทุกสินค้า และต้องอยู่ในตำแหน่งที่ทำให้การกระจายน้ำหนักบรรทุกมีความเหมาะสม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ต้องติดแผ่นสะท้อนแสงสีเหลือง/ขาว และสีแดงที่ตัวอุปกรณ์ เมื่ออุปกรณ์สำหรับยึดตู้บรรทุกสินค้า (Twist-Lock) อยู่ในตำแหน่งการล็อก ต้องปรากฏสัญลักษณ์สีเหลืองหรือสีขาวตามแนวยาวของตัวรถ หากอุปกรณ์สำหรับยึดตู้บรรทุกสินค้า (Twist-Lock) อยู่ในตำแหน่งไม่ล็อก จะปรากฏสัญลักษณ์สีแดงตามแนวยาวของตัวรถอย่างชัดเจน เพื่อเป็นจุดสังเกตให้ผู้ใช้รถใช้ถนนร่วมทางมองเห็นได้อย่างชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ทั้งนี้ต้องติดตั้งอุปกรณ์สะท้อนแสงที่สามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนในเวลากลางคืนในระยะไม่น้อยกว่า 150 เมตร และหากเป็นรถบรรทุก ทุกลักษณะ ที่มีจำนวนเพลาล้อ กงล้อและยาง ตั้งแต่ 2 เพลา 4 ล้อ ยาง 6 เส้น ขึ้นไป (ยกเว้นรถลากจูง) ต้องติดตั้งแผ่นสะท้อนแสงควบคู่กับอุปกรณ์สะท้อนแสงด้วย โดยแผ่นสะท้อนแสงต้องมีความกว้างอย่างน้อย 0.50 - 0.60 เซนติเมตร ติดตั้งสูงจากพื้นอย่างน้อย 25 - 150 เซนติเมตร ด้านท้ายรถต้องติดตั้งเป็นแนวยาวรอบขอบทุกด้านโดยใช้แผ่นสะท้อนแสงสีแดงหรือสีเหลือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ส่วนด้านข้างติดตั้งแผ่นสะท้อนแสงสีขาวหรือสีเหลืองเป็นแนวยาวเฉพาะขอบด้านล่าง และติดตั้งเพิ่มเติมเฉพาะที่มุมด้านบนเพื่อแสดงระยะความสูงของรถ หรืออาจติดตั้งเป็นแนวยาวรอบขอบทุกด้านได้เช่นเดียวกัน รถที่ติดตั้งแผ่นสะท้อนแสงแล้วแต่ใช้วัสดุหรือมีสีไม่เป็นไปตามกำหนดต้องแก้ไขให้ให้ถูกต้องภายในปี 2562
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41196</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขบ., พีระพล ถาวรสุภเจริญ, รถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์, อธิบดีกรมการขนส่งทางบก, อุปกรณ์สำหรับยึดตู้บรรทุกสินค้า (Twist-Lock)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190717/image_big_5d2e9ebeb6faa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39688</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/06/2019 11:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/06/2019 11:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขนส่งฯยกระดับความปลอดภัยรถตู้โดยสาร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 มิ.ย.62-นายพีระพล ถาวรสุภเจริญ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก(ขบ.)เปิดเผยว่า การกำหนดอายุการใช้งานรถตู้โดยสารประจำทางไม่เกิน 10 ปี นับแต่วันที่จดทะเบียนครั้งแรก เนื่องจากได้พิจารณาด้านสภาพรถที่เก่าเครื่องอุปกรณ์ชำรุดจะมีค่าบำรุงรักษาที่สูงกว่ารถใหม่ ทำให้เกิดความไม่คุ้มทุน บริษัทประกันภัยจะไม่รับจัดทำประกันภัยให้ ซึ่งจะสร้างปัญหาให้กับเจ้าของรถเมื่อเกิดอุบัติเหตุ โดยตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2560 กำหนดเปลี่ยนรถตู้โดยสารที่ครบอายุการใช้งานก่อน (ครบ 10 ปี) เฉพาะในเส้นทาง หมวด 2 กรุงเทพฯ-ต่างจังหวัดทุกเส้นทาง จำนวน 937 คัน ซึ่งผู้ประกอบการได้เปลี่ยนเป็นรถใหม่ทดแทนแล้ว จำนวน 252 คัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับรถหมวด 3 ที่วิ่งให้บริการระหว่างจังหวัดกับจังหวัด รวม 238 คัน ได้เปลี่ยนเป็นรถใหม่ทดแทนแล้ว จำนวน 227 คัน (ข้อมูล 1 ต.ค. 60 &amp;ndash; 31 พ.ค. 62) และตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 นี้เป็นต้นไป กำหนดให้ใช้รถโดยสารขนาดเล็กที่ได้มาตรฐานมาให้บริการทดแทนรถตู้ ครบกำหนดอายุ 10 ปี ครอบคลุมรถตู้หมวด 1 และหมวด 4 ที่ให้บริการภายในกรุงเทพมหานครและเส้นทางต่อเนื่องภายในจังหวัด และส่วนภูมิภาคหมวด 2 กรุงเทพมหานครไปยังต่างจังหวัด รวมถึงเส้นทางรถหมวด 3 ที่วิ่งระหว่างจังหวัดกับจังหวัด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพีระพล กล่าวว่า กรมฯ มีมาตรการช่วยเหลือที่เหมาะสมเพื่อจูงใจและลดผลกระทบของผู้ประกอบการ ภายใต้โครงการ เปลี่ยนรถโดยสารประจำทางขนาดเล็กแทนรถตู้โดยสาร และได้จัดตั้งศูนย์บริการเบ็ดเสร็จรถตู้โดยสารประจำทาง ณ บริเวณอาคาร 3 ชั้น 1 อำนวยความสะดวกให้คำปรึกษาแนะนำกรณีรถตู้โดยสารประจำทางจะครบกำหนดอายุ 10 ปี และขั้นตอนการจดทะเบียนรถแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (One stop service) พร้อมช่วยเหลือเจ้าของรถในกรณีที่มีความประสงค์ที่จะทำการเปลี่ยนรถทดแทนรถคันเดิมที่หมดอายุให้ได้รับความสะดวกรวดเร็ว โดยผู้ประกอบการขนส่งที่เข้าข่ายรถตู้ครบกำหนดอายุการใช้งาน (10 ปี) ในปี 2562 จำนวน 1,175 คัน สามารถนำรถตู้โดยสารใหม่ หรือรถที่มีอายุการใช้งานไม่เกิน 2 ปี นับจากวันที่จดทะเบียนรถครั้งแรกมาเปลี่ยนทดแทนคันเดิมได้จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2562 หรือเลือกเปลี่ยนเป็นรถโดยสารขนาดเล็ก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและการให้บริการรถโดยสารสาธารณะ ด้วยรถโดยสารมาตรฐาน 2 (จ) ซึ่งมีจำนวนที่นั่งไม่เกิน 20 ที่นั่ง (ที่ไม่ใช่ลักษณะรถตู้) และหรือรถโดยสารมาตรฐาน 2 (ค) จำนวนที่นั่งตั้งแต่ 21 - 30 ที่นั่ง เพื่อให้สามารถรองรับผู้โดยสารได้จำนวนมาก อีกทั้งยังมีโครงสร้างตัวรถแข็งแรง เหมาะกับการเดินทางระยะไกล เพิ่มความปลอดภัยมากขึ้นด้วยระบบเบรก &amp;nbsp;แบบ ABS (Anti-lock Brake System) หรือระบบห้ามล้อแบบอื่นที่มีมาตรฐานเท่ากันหรือสูงกว่า และอุปกรณ์ภายในรถที่ &amp;nbsp;กันไฟ ติดตั้ง GPS Tracking และอุปกรณ์แสดงผลความเร็ว (Speed Monitor) มีประตูฉุกเฉินรองรับกรณีหากเกิดอุบัติเหตุตามมาตรฐานที่กรมการขนส่งทางบก
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39688</URL_LINK>
                <HASHTAG>พีระพล ถาวรสุภเจริญ, รถตู้โดยสาร, อธิบดีกรมการขนส่งทางบก(ขบ.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190628/image_big_5d159a4cbcade.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29170</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/02/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/02/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>35พื้นที่กทม. ยังคลุกฝุ่นพิษ ลุยคุมควันดำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กทม.คลุกฝุ่น 35 พื้นที่ ปทุมธานี-สมุทรปราการ-สมุทรสาคร-7 จ.ภาคเหนือค่า PM 2.5เกินมาตรฐาน ปภ.ประสานทุกจังหวัดเร่งฉีดพ่นน้ำ-ห้ามเผา ขนส่งรับลูกคมนาคมคุมเข้มควันดำถึง 31มี.ค.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า จากการประสานข้อมูลคุณภาพอากาศกับกรมควบคุมมลพิษ เวลา 04.00 น. พบว่า พื้นที่กรุงเทพมหานคร ภาคกลาง และภาคเหนือ มีปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) และปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 10 ไมครอน (PM 10) เฉลี่ย 24 ชั่วโมง เกินค่ามาตรฐาน 50 ไมโครกรัม(มคก.) ต่อลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) และดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) เกินค่ามาตรฐาน 100 ได้แก่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรุงเทพมหานคร (ริมถนนกาญจนาภิเษก เขตบางขุนเทียน, ริมถนนพระราม 4 เขตปทุมวัน, ริมถนนอินทรพิทักษ์ เขตธนบุรี, ริมถนนลาดพร้าว เขตวังทองหลาง, ริมถนนดินแดง เขตดินแดง, แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง) มีค่า PM 2.5 ระหว่าง 58-64 มคก./ลบ.ม. ค่า PM 10 ระหว่าง 87-106 มคก.ต่อ ลบ.ม. &amp;nbsp;และ AQI มีค่าระหว่าง 119-147 ภาคกลาง 3 จังหวัด ได้แก่ ปทุมธานี (ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง) มีค่า PM 2.5 อยู่ที่ 54 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ค่า PM 10 อยู่ที่ 68 มคก./ลบ.ม. และ AQI มีค่าอยู่ที่ 109 สมุทรปราการ (ต.ทรงคะนอง อ.พระประแดง ต.ปากน้ำ อ.เมืองสมุทรปราการ ต.บางเสาธง อ.บางเสาธง) มีค่า PM 2.5 ระหว่าง 51-66 มคก./ลบ.ม. ค่า PM 10 ระหว่าง 78-111 มคก./ลบ.ม. และ AQI มีค่าระหว่าง 101-139 สมุทรสาคร (ต.อ้อมน้อย อ.กระทุ่มแบน และริมถนนคู่ขนานพระราม 2 อ.เมืองสมุทรสาคร) ค่า PM 2.5 ระหว่าง 56-64 มคก./ลบ.ม. ค่า PM 10 ระหว่าง 85-89 มคก./ลบ.ม. และ AQI มีค่าระหว่าง 114-134&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาคเหนือ 7 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย (ต.เวียง อ.เมืองเชียงราย ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย), เชียงใหม่ (ต.ช้างเผือก อ.เมืองเชียงใหม่ ต.ศรีภูมิ ต.สุเทพ อ.เมืองเชียงใหม่), ลำปาง (ต.พระบาท อ.เมืองลำปาง ต.แม่เมาะ อ.แม่เมาะ), ลำพูน (ต.บ้านกลาง อ.เมืองลำพูน) แพร่ (ต.นาจักร อ.เมืองแพร่), พะเยา (ต.เวียง อ.เมืองพะเยา) และตาก (ต.แม่ปะ อ.แม่สอด) มีค่า PM 2.5 ระหว่าง 51-74 &amp;nbsp;มคก./ลบ.ม. ค่า PM 10 ระหว่าง 71- 96 มคก./ลบ.ม. และ AQI มีค่าระหว่าง 101-160&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ประสานกรุงเทพมหานครและจังหวัดที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือ ดำเนินมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในพื้นที่ รวมถึงได้จัดเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ พร้อมด้วยเครื่องจักรกลสนับสนุนการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ โดยฉีดพ่นน้ำเพิ่มความชื้นและลดปริมาณฝุ่นละอองในอากาศอย่างต่อเนื่อง พร้อมจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังสถานการณ์ ติดตามข้อมูลคุณภาพอากาศและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รวมถึงดำเนินมาตรการควบคุมการเผาอย่างเคร่งครัด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศูนย์ประสานงานและแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศของกรุงเทพฯ และปริมณฑล รายงานสถานการณ์คุณภาพอากาศและข้อมูลการดำเนินงาน ดังนี้ สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง พื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เวลา 08.00 น. ในภาพรวมพบว่า ปริมาณฝุ่นละอองเพิ่มขึ้นจากเมื่อวันที่ 13 ก.พ.62 ส่วนสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง พื้นที่กรุงเทพฯ จุดตรวจวัด 24 จุด พบว่า ปริมาณฝุ่นละออง ตรวจวัดได้ 49-69 มคก./ลบ.ม. และพบคุณภาพอากาศอยู่ในระดับสีเหลือง (ระดับปานกลาง) จำนวน 2 เขต ได้แก่ เขตบางเขน และเขตหลักสี่ และคุณภาพอากาศอยู่ในระดับสีส้ม (เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ) จำนวน 22 เขต ทั้งนี้ ประชาชนควรหลีกเลี่ยงหรือลดเวลาการทำกิจกรรมกลางแจ้ง หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรสวมหน้ากากอนามัย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) รายงานสถานการณ์ฝุ่นละออง PM 2.5 เวลา 07.00 น. พบว่า ปริมาณ PM 2.5 เพิ่มขึ้นจากเมื่อวันที่ 13 ก.พ.ทุกพื้นที่ เกินค่ามาตรฐาน (50 มคก./ลบ.ม.) 35 พื้นที่ สาเหตุจากลมสงบ และมีความกดอากาศสูงกำลังปานกลางแผ่ลงมาปกคลุม อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลา 15.00 น. คพ.รายงานว่า PM 2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง ลดลงจากช่วงเวลา 07.00 น. และ 12.00 น. ทุกพื้นที่ ปริมาณ PM 2.5 เกินค่ามาตรฐาน 8 พื้นที่ ทั้งนี้ จากแบบจำลองการคาดการณ์ปริมาณ PM 2.5 ของ คพ. คาดว่าในที่ 15 ก.พ. ปริมาณ PM 2.5 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นบางพื้นที่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพีระพล ถาวรสุภเจริญ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงคมนาคมได้สั่งการให้ ขบ. ยกระดับความเข้มข้นในการแก้ปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ตั้งแต่วันที่ 1-15 ก.พ.62 โดยให้ตั้งจุดตรวจควันดำ 31 จุด ใน 15 จังหวัดรอยต่อบนถนนสายหลักและสายรองทุกเส้นทางที่มีรถบรรทุกและรถโดยสารมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ และจุดสำคัญต่างๆ เพื่อควบคุมรถที่ค่าควันดำเกินมาตรฐานนั้น เพื่อยกระดับแก้ปัญหาในระยะยาวและให้ผู้ประกอบการขนส่งตระหนักและหมั่นดูแลตรวจสภาพรถให้อยู่ในสภาพมั่นคงแข็งแรงและไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม กระทรวงคมนาคมจึงให้ขยายระยะเวลาสุ่มตรวจควันดำรถบรรทุกและรถโดยสารสิ้นสุดวันที่ 31 มี.ค.62
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายวัลลภ สุวรรณดี ประธานที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานเปิดกิจกรรมฉีดพ่นละอองน้ำเพื่อลดฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศ PM 2.5 ณ บริเวณดาดฟ้าชั้น 30 อาคารชุดพักอาศัยโครงการลุมพินี สวีท ดินแดง-ราชปรารภ เขตดินแดง ซึ่งอาคารแห่งนี้จะเป็นศูนย์กลางในการเริ่มปฏิบัติการฉีดพ่นละอองน้ำพร้อมกับอาคารชุดพักอาศัยโครงการลุมพินีในพื้นที่ทั่วกรุงเทพฯ จำนวน 150 โครงการ อีกทั้งจะเป็นอาคารต้นแบบในการติดตั้งอุปกรณ์สำหรับฉีดพ่นละอองน้ำของอาคารชุดพักอาศัยโครงการลุมพินี และทำการฉีดน้ำล้างถนนด้วยอุปกรณ์แรงดันสูง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่บริเวณลานข่วงประตูท่าแพ อ.เมืองฯ จ.เชียงใหม่ มีการจัดกิจกรรมรณรงค์ &amp;quot;เติมรักให้อากาศ&amp;quot; ในวันแห่งความรัก มีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ร่วมจัดกิจกรรมรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควัน ประจำปี 2562 มีนิทรรศการเรื่องการป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันของหน่วยงานต่างๆ พร้อมปล่อยขบวนรณรงค์งดการเผา 61 วัน ขบวนรถบรรทุกน้ำเพื่อทำความสะอาดตามเส้นทาง การพ่นละอองน้ำเพิ่มความชื้นในอากาศตามจุดต่างๆ เพื่อลดผลกระทบ มีการตรวจรถควันดำและกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย หลังจากที่สภาพมลภาวะทางอากาศเริ่มมีค่าเกินมาตรฐาน จากปัญหาการเผาป่าในหลายพื้นที่ โดยมีนายศรัณยู มีทองคำ ปลัดจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธาน พร้อมด้วยนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ กงสุลต่างประเทศ หน่วยงานองค์กรต่างๆ ร่วมพิธีจำนวนมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี อ.เมืองฯ จ.นครราชสีมา นายสุรวุฒิ เชิดชัย นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา ได้นำเจ้าหน้าที่เทศบาลนครนครราชสีมาตรวจสอบปริมาณฝุ่นควันในอากาศ บริเวณพื้นที่โดยรอบลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี ซึ่งจากการตรวจวัดค่าฝุ่นควันยังคงอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน อย่างไรก็ตาม ทางเทศบาลนครนครราชสีมาได้ทำการติดตั้งสปริงเกลอร์น้ำไว้บนเสาเหล็กสูง 5 เมตร บริเวณโดยรอบลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี และตามสะพานลอยข้ามถนน พร้อมกับเปิดพ่นละอองน้ำทำการดักจับฝุ่นละอองขนาดเล็ก และยังขอความร่วมมือประชาชน และนักท่องเที่ยวงดจุดธูปเทียนขณะสักการะอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีเป็นการชั่วคราว เพื่อลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ในพื้นที่เขตเทศบาลนครนครราชสีมา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29170</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชยพล ธิติศักดิ์, พีระพล ถาวรสุภเจริญ, วัลลภ สุวรรณดี, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190214/image_big_5c6584d7dbee4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29099</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/02/2019 09:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/02/2019 09:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขนส่งฯจัดรถเชื่อม31สนามบินหนุนคนใช้ระบบรถสาธารณะ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ก.พ. 2562 นายพีระพล ถาวรสุภเจริญ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดเผยว่า กรมการขนส่งทางบก ดำเนินการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการให้บริการรถโดยสารสาธารณะสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลและนโยบาย One Transport ของกระทรวงคมนาคม เพื่อการเชื่อมต่อทุกโหมดการเดินทางที่หลากหลาย โดยพัฒนารูปแบบการให้บริการรถโดยสารสาธารณะเชื่อมต่อสนามบินกับชุมชนและสถานีขนส่งของกลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามเบื้องต้นได้เปิดเส้นทางรถโดยสารประจำทางเชื่อมต่อสนามบินแล้ว 31 แห่งทั่วประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้โดยสารสามารถเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างตัวเมืองและสนามบิน และเชื่อมต่อสู่ระบบขนส่งมวลชนอื่นๆ ปัจจุบันมีรถโดยสารประจำทางให้บริการในสนามบิน ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, ดอนเมือง, หาดใหญ่ และท่าอากาศยานอู่ตะเภา เพื่อการรองรับการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังเปิดบริการรถโดยสารในสนามบินในจังหวัดท่องเที่ยว ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่, เชียงราย,ภูเก็ต, ตราด, ตาก, สุโขทัย สุราษฎร์ธานี,กระบี่, ชุมพร, ตรัง, นครศรีธรรมราช, นราธิวาส, ระนอง ประจวบคีรีขันธ์,พิษณุโลก, แม่ฮ่องสอน, อำเภอปาย จังหวัดลำปาง น่าน, แพร่, นครพนม, เลย, สกลนคร, ขอนแก่น, บุรีรัมย์, สมุย และจังหวัดนครราชสีมา ส่วนอีก 3 จังหวัด ได้แก่ อุดรธานี, อุบลราชธานี และสนามบินจังหวัดร้อยเอ็ด มีกำหนดเปิดให้บริการภายในปีนี้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
ทั้งนี้ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการขนส่งทางถนน นอกจากการพัฒนาเส้นทางรถโดยสารประจำทางเชื่อมต่อสนามบินแล้ว ด้านระบบการขนส่งทางรางได้เปิดเส้นทางเดินรถสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์-โรงพยาบาลรามาธิบดี(ทางด่วน) เชื่อมต่อการเดินทางจากจุดจอดสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ จังหวัดสมุทรปราการ มายังรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงค์สถานีหัวหมาก และเส้นทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ศาลายา-สถานีรถไฟฟ้าหมอชิต (ทางด่วน) เชื่อมต่อการเดินทางจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ จังหวัดนครปฐม มายังสถานีรถไฟฟ้า BTS และรถไฟฟ้า MRT โดยใช้รถโดยสารมาตรฐานใหม่ ที่เอื้อต่อผู้พิการหรือผู้สูงอายุ รองรับระบบบัตร e-Ticket อีกทั้งรองรับการใช้บริการของคนทุกกลุ่มได้อย่างเท่าเทียมทั้งผู้สูงอายุและผู้พิการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเข็นรถวีลแชร์ ปุ่มกดที่เอื้อต่อผู้พิการ และเทคโนโลยีทันสมัยเพื่อความปลอดภัย ติดตามพฤติกรรมคนขับรถผ่านระบบ GPS Tracking จอแสดงความเร็ว Speed Monitor ติดตั้งกล้องวงจรปิด CCTV มาให้บริการ และในอนาคตเตรียมผลักดันการนำระบบขนส่งสาธารณะที่ใช้พลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาใช้ให้มากขึ้น อาทิ รถใช้ก๊าซธรรมชาติ รถไฮบริด และรถพลังงานไฟฟ้า เป็นต้น
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29099</URL_LINK>
                <HASHTAG>จัดรถเชื่อมสนามบิน, พีระพล ถาวรสุภเจริญ, อธิบดีกรมการขนส่งทางบก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180130/image_big_5a6f537199c55.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29009</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/02/2019 09:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/02/2019 09:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขนส่งฯลั่นเลือกตั้งไม่มีผลกับแผนการปรับค่าโดยสารรถสาธารณะ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ก.พ. 2562 นายพีระพล ถาวรสุภเจริญ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.)เปิดเผยถึงความคืบหน้าการปรับโครงสร้างค่าโดยสารสาธารณะนั้นขณะนี้ระหว่างจัดเตรียมและเสนอข้อมูลจะมีความชัดเจนในวันที่ 22 เม.ย.นี้ เช่นเดียวกับการปรับค่าโดยสารรถแท็กซี่ที่จะเห็นความชัดเจนในเร็วๆนี้ ยืนยันว่าการหาเสียง การเลือกตั้งและการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลนั้นจะไม่กระทบต่อขั้นตอนการปรับโครงสร้างค่าโดยสารสาธารณะทั้งระบบ ยังสามารถเสนอเรื่องและเคาะอนุมัติปรับราคากันได้ต่อไปแม้เป็นช่วงสูญญากาศ เพราะคณะกรรมการพิจารณานั้นมาจากหน่วยงานของกระทรวงคมนาคมและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในเดือนมี.ค.นี้ขบ.เตรียมเสนอกรอบนโยบายการกำกับดูแลรถโดยสารสาธารณะภายหลังจากปฏิรูปเส้นทางเดินรถแล้วเสร็จ โดยจะเสนอต่อประธานคณะกรรการนโยบายขนส่งทางบกกลาง ซึ่งมีนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคมเป็นประธาน เบื้องต้นเป็นแผนงานในภาพรวมเช่น ยานพาหนะ ผู้ขับขี่ ระบบฟีดเดอร์ คุณภาพบริการเป็นต้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29009</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่าโดยสารสาธารณะ, ปรับค่าโดยสาร, พีระพล ถาวรสุภเจริญ, เลือกตั้ง 2562</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181211/image_big_5c0f730ca1d3e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28292</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/02/2019 15:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/02/2019 15:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขนส่งฯดีเดย์4 ก.พ.ตรวจควันดำทั่วประเทศสั่งห้ามใช้แล้ว161คัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ก.พ.62-นายพีระพล ถาวรสุภเจริญ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า กรมการขนส่งทางบกดำเนินการตามมาตรการ &amp;ldquo;One Transport ปลอดฝุ่น PM2.5&amp;rdquo; ของกระทรวงคมนาคม เพื่อลดปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยตั้งจุดตรวจควันดำรถบรรทุกและรถโดยสารรวม 31 จุด ครอบคลุมพื้นที่ 15 จังหวัดโดยรอบ บนเส้นทางสายหลักมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพมหานครและจุดสำคัญต่างๆ ตั้งแต่วันที่ 1-3 กุมภาพันธ์ 2562 รวม 3 วัน&amp;nbsp;
อย่างไรก็ตามจากการดำเนินการตรวจรถบรรทุกและรถโดยสารรวมทั้งสิ้น 4,616 คัน พบรถที่มีค่าควันดำเกิน 45%จำนวน 161 คัน เป็นรถบรรทุก จำนวน 137 คัน และเป็นรถโดยสาร จำนวน 24 คัน สั่งเปรียบเทียบปรับ 5,000 บาท และพ่น &amp;ldquo;ห้ามใช้&amp;rdquo; ทันที โดยจะไม่สามารถใช้งานรถได้จนกว่าจะแก้ไขปัญหาเรียบร้อยและนำรถเข้าตรวจสภาพที่สำนักงานขนส่งเท่านั้น&amp;nbsp;
นอกจากนี้ พบรถที่มีค่าควันดำระหว่าง30-45 %จำนวน 72 คัน จึงได้ออกใบเตือนเพื่อให้ดำเนินการปรับปรุงให้ค่าควันดำลดลง โดยพบรถควันดำมากที่สุดบริเวณ ถนนสุวินทวงศ์ ขาเข้า, ถนนตลิ่งชัน-สุพรรณบุรี, ถนนบรมราชชนนี ในพื้นที่จังหวัดนครปฐม, ถนนพระราม 2 และถนนบางนา-ตราด ตามลำดับ &amp;nbsp;ทั้งนี้ ได้เพิ่มมาตรการให้ผู้ประกอบการนำรถเข้าตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องยนต์ ณ สำนักงานขนส่งจังหวัดและสำนักงานขนส่งสาขาทั่วประเทศ ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 เป็นต้นไป เพื่อป้องกันสาเหตุการเกิดควันดำและก่อให้เกิดฝุ่นละออง PM2.5 ดำเนินการต่อเนื่องจนกว่าปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 จะคลี่คลาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้สำนักงานขนส่งจังหวัดทุกแห่ง ดำเนินมาตรการตรวจวัดควันดำรถบรรทุกและรถโดยสาร ณ สถานีขนส่งผู้โดยสาร และบนถนนสายต่างๆ ในเขตพื้นที่รับผิดชอบ รวมถึงสุ่มตรวจสอบการดำเนินการของสถานตรวจสภาพรถ (ตรอ.) ในเขตพื้นที่ หากพบสถานตรวจสภาพรถใด ละเลยไม่ทำการตรวจสภาพรถให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด พิจารณาสั่งพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตประกอบการ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพีระพล กล่าวว่าสำหรับมาตรการตรวจควันดำรถโดยสารประจำทางในกรุงเทพมหานคร ได้ให้ผู้ตรวจการลงพื้นที่ ณ อู่รถโดยสาร ขสมก. ตั้งแต่เดือนมกราคม 2562 เพื่อตรวจสอบรถโดยสารประจำทางจำนวน 2,075 คัน โดยพบรถควันดำ 23 คัน ทั้งยังร่วมกับ ขสมก. จัดเจ้าหน้าที่ลงตรวจควันดำบริเวณอู่รามคำแหง 2 และรถโดยสารหมวด 4 ในพื้นที่เขตสายไหม จำนวนทั้งสิ้น 1,521 คัน พบรถโดยสารควันดำ 1 คัน โดยได้สั่งห้ามใช้รถควันดำทุกคัน และแจ้งให้ดำเนินการแก้ไขก่อนนำเข้ารับการตรวจสภาพอีกครั้ง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28292</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการขนส่งทางบก, ตรวจควันดำ, พีระพล ถาวรสุภเจริญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190204/image_big_5c57f97932681.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
