<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>86889</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/12/2020 12:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/12/2020 12:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> SPCG จับมือ กฟภ.ลุยลงทุนโซลาร์ฟาร์มในอีอีซีลงทุน 2.3 หมื่นล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ธ.ค. 2563 นางวันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด(มหาชน) หรือ SPCG เปิดเผยถึงความร่วมมือ บริษัท พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (PEA ENCOM) บริษัทในเครือของการไฟฟ้าาส่วนภูมิภาค(กฟภ.) ในการลงทุนพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์(โซลาร์) ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) โดยมีเป้าหมายระยะแรกไม่น้อยกว่า 500 เมกะวัตต์ ตั้งแต่ปี 2564-2569 มูลค่าการลงทุนกว่า 23,000 ล้านบาท โดย SPCG มีแผนจะขอรับการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เพื่อรับสิทธิยกเว้นและลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล คาดว่าจะพัฒนาแล้วเสร็จรวมอย่างน้อย 300 เมกะวัตต์ ภายในปี 2564 และอีกไม่น้อยกว่า 200 เมกะวัตต์ ภายในปี 2569 โดยจะทยอยรับรู้รายได้ ตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ของปี 64 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้โครงการดังกล่าวจะเป็นการลงทุนผ่านบริษัท เซท เอนเนอยี จำกัด ที่ SPCG ถือหุ้นอยู่ 40% ร่วมกับบริษัท มิตซู เพาเวอร์ กรุ๊ป จำกัด ถือหุ้น 40% และ PEA ENCOM ถือหุ้น 20% ซึ่งการดำเนินการนี้จะทำให้บริษัทมีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดเพิ่มขึ้นเป็น 1,000 เมกะวัตต์ จากเดิมที่มีแผนดำเนินการไปแล้ว 500 เมกะวัตต์ ซึ่งปัจจุบันได้มีการจ่ายไฟเชิงพาณิชย์แล้ว 330 เมกะวัตต์ และบริษัทได้ตั้งเป้ารายได้ภายในปี 64-65 ว่าจะสามารถทำรายได้ประมาณ 6,000-7,000 ล้านบาทต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เงินลงทุน 23,000 ล้านบาทของโครงการส่วนหนึ่งจะมาจากการระดมทุนประมาณ 5,000 ล้านบาท โดยจะมีการประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 15 ธ.ค. นี้ซึ่งคาดว่าจะทำได้สำเร็จ และในส่วนที่เหลือประมาณ 17,000-18,000 ล้านบาท จะมาจากการกู้เงิน โดยโครงการนี้จะเน้นลงทุนในพื้นที่ที่ใกล้กับสายส่งของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.) เพื่อให้ง่ายต่อการจ่ายไฟ โดยส่วนใหญ่จะเป็นโซลาร์ฟาร์ม ที่ใช้พื้นที่แห่งละ 50-100 ไร่ กำลังการผลิตอยู่ที่ 30-50 เมกะวัตต์ต่อจุด เราก็ยอมรับว่าพื้นที่แถวนั้นราคาเพิ่มสูงขึ้น แต่ก็ด้วยสถานการณ์ของโควิดที่ผ่านมาส่งผลให้ราคาที่ดินลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจากการประเมินราคาทั้งโครงการก็ได้รวมกับราคาที่ดินและการจัดการต่าง ๆ ไว้แล้วจึงมั่นใจว่าจะสามารถควบคุมราคาและทำให้เกิดกำไรต่อผู้ถือหุ้นได้&amp;quot;นางวันดี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามโครงการดังกล่าวดำเนินงานตามแผนการพัฒนาสิ่งแวดล้อมในการพัฒนาพื้นที่อีอีซีที่กำหนดสัดส่วนให้การใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลต่อพลังงานแสงอาทิตย์ในการผลิตไฟฟ้าจะอยู่ที่ 70:30% และปัจจุบันจากการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ 3 จังหวัดอีอีซีมีสัดส่วนอยู่ที่ 4,000 ทำให้สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดหรือโซลาร์นั้นอยู่ที่ประมาณ 1,200 เมกะวัตต์ ในขณะที่ปี จะเติบโตไปอยู่ที่ 10,000 เมกะวัตต์ ซึ่งโครงการดังกล่าวจะช่วยให้เกิดการจ้างงานกว่า 50,000 คน รวมถึงยังช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ได้ไม่น้อยกว่า 11 ล้านตันคาร์บอน ภายในระยะเวลา 30 ปี หรือประมาณ &amp;nbsp;4 แสนตันคาร์บอนต่อปี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86889</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ, บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน), พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล, อีอีซี, โซลาร์ฟาร์ม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201215/image_big_5fd84a4ea1108.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9285</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/05/2018 08:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/05/2018 08:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ครม. ไฟเขียว “พีอีเอ เอ็นคอมฯ&quot; ลุยโรงไฟฟ้าประชารัฐ พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครม. ไฟเขียว &amp;ldquo;พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล&amp;rdquo; ร่วมทุน 3 บริษัทในเครือ ลุยโครงการโรงไฟฟ้าประชารัฐ สำหรับพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แก้ปัญหาไฟฟ้าไม่เพียงพอ เคาะลงทุนในสัดส่วน 40% และให้เอกชน-วิสาหกิจชุมชนลงทุนไม่เกิน 60% ของส่วนทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติให้บริษัท พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จัดตั้ง/ร่วมทุนบริษัทในเครือ เพื่อดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าประชารัฐ สำหรับพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในส่วนของแผนงานผลิตไฟฟ้าชุมชนจากชีวมวล โดยให้บริษัท พีอีเอฯ ลงทุนในสัดส่วน 40% ของส่วนทุน และภาคเอกชน วิสาหกิจชุมชน ลงทุนในสัดส่วน 60% ของส่วนทุน (วิสาหกิจชุมชนสามารถเข้ามาถือหุ้นได้ไม่เกิน 10%)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ บริษัท พีอีเอฯ จะจัดตั้ง/ร่วมทุนบริษัทในเครือ 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท ประชารัฐชีวมวล นราธิวาส จำกัด (จังหวัดนราธิวาส), บริษัท ประชารัฐชีวมวล แม่ลาน จำกัด (จังหวัดปัตตานี) และ บริษัท ประชารัฐชีวมวล บันนังสตา จำกัด (จังหวัดยะลา) โดยมีปริมาณการรับซื้อไฟฟ้าไม่เกิน 15 เมกะวัตต์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่ผ่านมาพื้นที่ภาคใต้มีปัญหาเรื่องการผลิตไฟฟ้าภายในพื้นที่ไม่เพียงพอ ต้องใช้ไฟฟ้าจากภาคกลางและซื้อจากประเทศมาเลเซีย โดยโครงการนี้ยังเป็นอีกโครงการในการแก้ไขปัญหาพื้นที่ชายแดนภาคใต้อย่างยั่งยืน เพื่อรองรับการจัดตั้งโครงการพาคนกลับบ้าน ของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า และโครงการรองรับมวลชน หมู่บ้านสันติสุข รวมทั้งยังเป็นการแก้ไขปัญหาความยากจนของประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ โดยการสร้างงาน เพิ่มรายได้ ส่งผลให้มีการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งยังเป็นการส่งเสริมระบบป้องกันตัวเองจากมวลชนในพื้นที่ที่ เพราะมีความประสงค์ร่วมกันในการให้เกิดความมั่นคงอย่างถาวรอีกด้วย&amp;rdquo; นายณัฐพร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับวงเงินลงทุนรวมทั้งหมด อยู่ที่ 1.55 พันล้านบาท ระยะเวลาโครงการ 20 ปี แบ่งเป็น โรงไฟฟ้าชีวมวล จังหวัดนราธิวาส มีกำลังการผลิต 9.9 เมกะวัตต์ และจะขายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จำนวน 6.3 เมกะวัตต์ วงเงินลงทุน 755 ล้านบาท, โรงไฟฟ้าชีวมวล จังหวัดปัตตานี มีกำลังการผลิต 3 เมกะวัตต์ และจะขายไฟฟ้าให้ กฟภ. จำนวน 2.85 เมกะวัตต์ วงเงินลงทุน 410 ล้านบาท และโรงไฟฟ้าชีวมวล จังหวัดยะลา กำลังการผลิต 3 เมกะวัติ และจะขายไฟฟ้าให้ กฟภ. จำนวน 2.85 เมกะวัตต์ วงเงินลงทุน 390 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี คาดว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ภายในเดือน ก.ค. นี้ และคาดว่าจะแล้วเสร็จและพร้อมจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ ในเดือน พ.ย. 2563 โดยประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากโครงการดังกล่าว คือ การสร้างงานให้แก่ชุมชนในพื้นที่ ทำให้ประชาชนมีรายได้ ชุมชนได้รับการพัฒนาท้องถิ่นและเศรษฐกิจชุมชนเจริญเติบโต สร้างความรู้ ความเข้าใจและการมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคเอกชนให้เกิดทัศนคติที่ดีต่อโรงไฟฟ้า เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กระทรวงพลังงานให้ดำเนินการเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยให้เกิดความปลอดภัยในชีวิต และเพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมกับประชาชนในพื้นที่ ก็ให้มีการร่วมมือกับประชาชน และผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อให้รู้สึกถึงความเป็นเจ้าของโครงการนี้ร่วมกัน&amp;rdquo; นายณัฐพร กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9285</URL_LINK>
                <HASHTAG>3 จังหวัดชายแดนภาคใต้, กฟภ., การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค, ครม., ณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์, พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล, โรงไฟฟ้าประชารัฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180227/image_big_5a95554e41b1f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
