<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115429</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พบ‘โสกเหลืองแม่เมย’พืชชนิดใหม่โลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักพฤกษศาสตร์ค้นพบ &amp;#39;โสกเหลืองแม่เมย&amp;#39; พืชชนิดใหม่ของโลก เมล็ดเป็นอาหารกินได้ ใช้ตำน้ำพริก เปลือกย้อมผ้าสีแดงสวยงาม แปลกออกดอกสีเหลืองตามลำต้น กระจายตามป่าดิบแล้ง-ดิบเขาสูง เฉพาะในท้องที่สบเมย แม่ฮ่องสอน-อมก๋อย เชียงใหม่ &amp;nbsp;ทดลองเพาะขยายพันธุ์ปลูกให้นักท่องเที่ยวชม
วันที่ 2 ก.ย. นักพฤกษศาสตร์ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ ค้นพบพืชชนิดใหม่ของโลก โสกเหลืองแม่เมย (Saracathailandica) ในพื้นที่ป่า อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน หลังลงพื้นที่ทำการศึกษาวิจัยภูมิปัญญาพื้นบ้านและสำรวจการใช้ประโยชน์จากพืชของกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศ ต่อมาได้นำเมล็ดพันธุ์มาเพาะขยายพันธุ์ เพื่อจะนำมาปลูกลงดินให้นักท่องเที่ยวได้ศึกษา และชมความสวยงามของโสกเหลืองแม่เมย ที่ออกดอกสีเหลืองอร่ามตามลำต้นสวยงามแปลกตา&amp;nbsp;
สำหรับการค้นพบพืชชนิดใหม่ของโลก &amp;lsquo;โสกเหลืองแม่เมย&amp;rsquo; ครั้งนี้ นายวิทยา ปองอมรกุล นักพฤกษศาสตร์พื้นบ้าน (Ethnobotanist) สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่​และคณะ ได้ทำการศึกษาวิจัยภูมิปัญญาพื้นบ้านและสำรวจการใช้ประโยชน์จากพืชของกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศ ตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา ในการวิจัยในท้องที่อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยได้พบกับชาวบ้านชาติพันธุ์ชนกะเหรี่ยงกำลังนำฝักอ่อนของพืชวงศ์ถั่ว (Fabaceae) ชนิดหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับฝักของพืชสกุลโสกน้ำโสกเหลือง หรือศรียะลา (Saraca) แต่ในขณะนั้น ไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นชนิดใด นำมาย่างไฟ เพื่อรับประทานเมล็ดภายในฝักทางคณะจึงได้สอบถามและทราบชื่อท้องถิ่นของพืชชนิดนี้ว่า &amp;lsquo;ตะนา&amp;rsquo; (ภาษากะเหรี่ยง) นอกจากการนำฝักมาย่างไฟแล้ว ยังสามารถนำเมล็ดมาต้มและนำไปตำเป็นส่วนประกอบของน้ำพริกรับประทานได้ด้วย นอกจากนี้เปลือกของต้นพืชชนิดนี้ ยังใช้เป็นสีย้อมผ้า ให้สีแดงสวยงาม
ต่อมา คณะวิจัยซึ่งประกอบด้วย นายวิทยา ปองอมรกุล, ดร.ประทีป ปัญญาดี, นายนัทธี​ เมืองเย็น นักพฤกษศาสตร์จากองค์การสวนพฤกษศาสตร์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อังคณา อินตา จากภาควิชาชีววิทยาคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ร่วมกันศึกษาและตรวจสอบลักษณะของพืชชนิดนี้อย่างละเอียด จึงพบว่า​เป็นพืชชนิดใหม่ของโลก และได้ตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ของพืชชนิดนี้ว่า SaracathailandicaPongamornkul, Panyadee&amp;amp;Inta หรือนามสกุลนักวิจัยที่ค้นพบครั้งนี้มีความหมายว่า พืชแห่งประเทศไทย เรียกชื่อไทยว่า &amp;quot;โสกเหลืองแม่เมย&amp;quot;&amp;nbsp;
โสกเหลืองแม่เมยจะพบเห็นกระจายตามธรรมชาติบริเวณริมน้ำ ตามป่าดิบแล้งและป่าดิบเขา ที่ความสูง 1,000&amp;ndash;1,400 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ปัจจุบันพบเฉพาะในประเทศไทย ในท้องที่ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน​ และพื้นที่ อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ แต่อาจมีการกระจายพันธุ์ในบริเวณชายแดนฝั่งประเทศเมียนมา เป็นพืชที่เหมาะแก่การปลูกสำหรับฟื้นฟูสภาพป่าบริเวณต้นน้ำในพื้นที่สูงอีกชนิดหนึ่ง​ นอกจากจะได้ประโยชน์ในเรื่องของพื้นที่ป่าให้คงความอุดมสมบูรณ์แล้ว เมล็ดยังสามารถนำมาเป็นอาหารได้อีกด้วย
นายวิทยา ปองอมรกุล นักพฤกษศาสตร์พื้นบ้าน องค์การสวนพฤกษศาสตร์ เปิดเผยว่า สำหรับโสกเหลืองแม่เมย มีลักษณะแตกต่างจากโสกเหลืองทั่วไปคือ เกสรตัวผู้ของดอกจะมีประมาณ 7 อัน ส่วนเกสรดอกโสกเหลืองทั่วไปจะมีประมาณ 4 อัน หรือเท่ากับจำนวนของกลีบดอก นอกจากนี้ระยะการออกดอกจะต่างกัน โสกเหลืองแม่เมยจะออกดอกในช่วงฤดูฝน ตั้งแต่เดือนสิงหาคม-กันยายน ซึ่งจะออกดอกตามลำต้น ส่วนโสกเหลืองจะออกช่วงฤดูแล้ง&amp;nbsp;ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม และจะออกดอกตามยอดใบ&amp;nbsp;
&amp;ldquo;การค้นพบครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย ซึ่งเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก เป็นการค้นพบที่สำคัญยิ่งต่อการพัฒนาต่อยอดในการอนุรักษ์ ศึกษาวิจัยเพื่อการขยายผลสู่การนำไปใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติในอนาคตอย่างมีคุณค่าและยั่งยืน&amp;quot; นายวิทยากล่าว
นายวิทยากล่าวอีกว่า ในช่วงที่ทีมวิจัยลงพื้นที่สำรวจและศึกษาวิจัย มีโอกาสเก็บเมล็ดพันธุ์ของต้นโสกเหลืองแม่เมยจำนวนหนึ่งนำมาทดลองเพาะขยายพันธุ์ ตอนนี้เมล็ดพันธุ์ได้เจริญเติบโตเป็นต้นกล้า มีอายุประมาณ 3 ปี โดยหลังจากนี้จะนำต้นกล้าต้นโสกเหลืองแม่เมยทั้งหมดนำมาเพราะปลูกในพื้นที่สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ อ.แม่ริม เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ศึกษาธรรมชาติ และชมความสวยงามของโสกเหลืองแม่เมย ที่ออกดอกสีเหลืองตามลำต้นสวยงามแปลกตาอีกด้วย.​&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115429</URL_LINK>
                <HASHTAG>นักพฤกษศาสตร์, พบ‘โสกเหลืองแม่เมย’พืชชนิดใหม่โลก, พืชชนิดใหม่ของโลก, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เปลือกย้อมผ้าสีแดงสวยงาม, เมล็ดเป็นอาหารกินได้, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์, ใช้ตำน้ำพริก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/mid/20210902/image_mid_6130bd18c985b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102901</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/05/2021 14:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/05/2021 14:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โคราชสุดเจ๋ง! นักวิจัย&#039;มทส.&#039;ค้นพบพืชพันธุ์ใหม่ของโลก&#039;แจงสุรนารี&#039; </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 พ.ค. 64 - รศ.ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) เปิดเผยถึงการค้นพบพืชชนิดใหม่ของโลก และค้นพบครั้งแรกในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งค้นพบโดยทีมนักวิจัยศูนย์อนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ร่วมกับศูนย์วิจัย และพัฒนาการเกษตรนครราชสีมา พร้อมตั้งชื่อให้ว่า แจงสุรนารี เพื่อระลึกถึงท้าวสุรนารี และเป็นเกียรติแก่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี โดยได้รับการตีพิมพ์พืชชนิดใหม่ของโลกนี้ในวารสารวิชาการนานาชาติ Phytotaxa เรียบร้อยแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แจงสุรนารี เป็นไม้พุ่มกึ่งเลื้อย เจริญเติบโตช้า พบในป่าเบญจพรรณแล้ง ถือเป็นพืชป่าเฉพาะถิ่นที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ตั้งชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Maerua koratensis Srisnga &amp;amp; Watthana (เมรัว โคราชเทนซีส ศรีสง่า&amp;amp;วัฒฐานะ) พร้อมกันนี้ได้มีการส่งมอบต้นกล้า แจงสุรนารี จำนวน 30 ต้น ให้กับทางศูนย์วิจัย และพัฒนาการเกษตรนครราชสีมา นำไปลงพื้นที่ปลูกต้นกล้าเพื่ออนุรักษ์ขยายสายพันธุ์ให้คงอยู่ต่อไปตามธรรมชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร.วีระพงษ์ กล่าวว่า ทีมนำวิจัยได้ออกสำรวจทรัพยากรท้องถิ่นในพื้นที่รอบศูนย์วิจัย และพัฒนาการเกษตรนครราชสีมา ตำบลคลองไผ่ อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ในรัศมี 50 กิโลเมตร โดยได้เก็บรวบรวมทรัพยากรที่หายากนำมาอนุรักษ์ฟื้นฟูเพื่อเพิ่มจำนวน และใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน&amp;nbsp; จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ. 2562 ทีมนักวิจัยได้ค้นพบพืชชนิดใหม่ของโลก ซึ่งพบเฉพาะในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาเท่านั้น เป็นพืชที่อยู่ในสกุลเดียวกับแจง&amp;nbsp; และเมื่อเปรียบเทียบกับพืชชนิดที่มีทั่วโลกแล้วพบว่า พืชชนิดนี้มีลักษณะที่แตกต่างไม่เหมือนกับพืชชนิดใด จึงได้จดตั้งชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Maerua koratensis Srisnga &amp;amp; Watthana และมีชื่อไทยว่า แจงสุรนารี เพื่อระลึกถึงท้าวสุรนารี และเป็นเกียรติแก่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี&amp;nbsp; และยังได้รับการตีพิมพ์พืชชนิดใหม่ของโลก แจงสุรนารี ในวารสารวิชาการนานาชาติ Phytotaxa&amp;nbsp; ในปี 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ &amp;ldquo; แจงสุรนารี &amp;ldquo;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นไม้พุ่มกึ่งเลื้อย เจริญเติบโตช้า พบในป่าเบญจพรรณแล้ง ออกดอกช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม ติดผลช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน เป็นพืชป่าที่ยังไม่มีการนำมาใช้ประโยชน์ แต่เป็นพืชหายาก ปัจจุบันค้นพบเพียงแค่ 14 ต้นเท่านั้น จึงมีสถานภาพทางการอนุรักษ์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์สูง ทีมนักวิจัยจึงได้ร่วมกันขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด ในเบื้องต้นได้นำต้นกล้าจำนวน 30 ต้น ไปฟื้นฟูปลูกคืนสู่ธรรมชาติ และอนุรักษ์ไว้ในพื้นที่ เพื่อป้องกันไม่ให้พืชท้องถิ่นชนิดนี้สูญหายไปจากประเทศ&amp;nbsp; ซึ่งการค้นพบครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายด้านพันธุกรรมพืชในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์ของประเทศไทย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102901</URL_LINK>
                <HASHTAG>นครราชสีมา, พืชชนิดใหม่ของโลก, มทส., รศ.ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณ, แจงสุรนารี, โคราช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210514/image_big_609e22d58c966.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41038</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/07/2019 17:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/07/2019 17:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> นักวิทย์ไทย ค้นพบ &quot;เทียนทยา&quot; พืชชนิดใหม่ของโลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15ก.ค.62-ประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงทั้งพืชและสัตว์ ซึ่งในทางธรรมชาติ ยิ่งเรามีความหลากหลายมากเท่าไหร่ จะทำให้ระบบสิ่งแวดล้อมมีความเสถียรมากขึ้นล่าสุด อ.ดร.สาโรจน์ รุจิสรรค์สกุล ภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ร่วมกับ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.ปิยเกษตร สุขสถาน นักพฤกษศาสตร์ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ จ.เชียงใหม่ ผู้เชี่ยวชาญพืชวงศ์เทียนของไทย ค้นพบ &amp;quot;เทียนทยา&amp;quot; Impatiens jenjittikuliae Ruchis. &amp;amp; Suksathan พืชวงศ์เทียน BNalsaminaceae ชนิดใหม่ของโลก โดยปัจจุบันพบได้เฉพาะในเขตจังหวัดตากเท่านั้น ตีพิมพ์ในวารสาร Phytokeys ฉบับที่ 124 ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อ.ดร.สาโรจน์ เล่าว่า &amp;quot;เทียนทยา&amp;quot; เป็นพืชสกุลเทียน เป็นพืชล้มลุกสูง 30 ซม. ต้น ใบ และดอก มีขน ดอกสีม่วงอมชมพู ตนตั้งชื่อว่า &amp;quot;เทียนทยา&amp;quot; เพื่อเป็นเกียรติแก่ ผศ.ดร.ทยา เจนจิตติกุล นักพฤกษศาสตร์ ภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งจุดประกายให้ตนสนใจที่จะศึกษาพืชกลุ่มนี้ โดยงานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการสำรวจพรรณไม้เพื่อจัดทำคู่มือ พรรณพฤกษชาติของไทย หรือ Flora of Thailand ซึ่งเป็นการจัดทำคู่มือพรรณไม้มีท่อลำเลียงทุกชนิดที่พบในประเทศไทย ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2506 และคาดว่าจะเสร็จสิ้นโครงการในปี พ.ศ.2567&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ในส่วนของภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มีอาจารย์หลายท่านที่มีส่วนร่วมในการเขียน Flora of Thailand โดยเรามีผู้เชี่ยวชาญทั้งในกลุ่มของพืชตระวงศ์ขิง สกุลกระชายดำ สกุลชมพูกาหลง สกุลบุปผาบูโด วงศ์กล้วย วงศ์ผักบุ้ง วงศ์กล้วยไม้บางกลุ่ม แล้วก็มีพืชวงศ์เทียนที่ตนทำอยู่ โดยพร้อมให้บริการข้อมูลที่ถูกต้องแก่ทั้งนักวิชาการ และประชาชนทั่วไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ในประเทศไทยมีพรรณไม้หลากหลายมาก อาจกล่าวได้ว่าพรรณไม้ทุกชนิดมีประโยชน์หมด เพียงแต่ว่าเราจะหยิบมาใช้อย่างไร แม้ไม่ได้มีประโยชน์ทางตรง แต่ก็มีประโยชน์ทางอ้อม เราจึงควรอนุรักษ์ไว้ให้มากที่สุด โดยตนอยากให้เทียนเป็นพืชที่สามารถดึงผู้คนให้หันมาสนใจในเรื่องของธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพกันมากขึ้น จะได้เกิดความตระหนักกันมากขึ้น โดยหวังจะให้ส่งผลถึงในระดับเป็นนโยบายรัฐ เพื่อให้เกิดการอนุรักษ์ในส่วนของพื้นที่ป่ามากขึ้น&amp;quot; อ.ดร.สาโรจน์ รุจิสรรค์สกุล กล่าวทิ้งท้าย
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41038</URL_LINK>
                <HASHTAG>&quot;Great Food Good Run2018&quot;, พืชชนิดใหม่ของโลก, ม.มหิดล, เทียนทยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190715/image_big_5d2c4f5485517.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
