<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>84653</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/11/2020 13:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/11/2020 13:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตัวแทนผู้นำ5ศาสนา เดินเจริญสติ  &#039;ถ้าศีลธรรมไม่กลับมา โลกาวินาศ&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 พ.ย. 63- เมื่อช่วงเช้าที่ถนนโชคสมาน 5 &amp;nbsp;อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา มีตัวแทนผู้นำศาสนา 5 ศาสนาประกอบด้วยศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม ศาสนาพราหมณ์ ศาสนาซิกข์ พร้อมด้วยพี่น้องประชาชนประมาณ 50 คน เดินทั่วเมืองหาดใหญ่เพื่อให้พี่น้องประชาชนมีความผาสุขมีความร่มเย็น ตามคำสอนหลวงพ่อพุทธทาส ถ้าศีลธรรมไม่กลับมา โลกาวินาศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ตัวแทนผู้นำศาสนา ระบุว่า &amp;nbsp; พวกเรา 5 ศาสนาประกอบด้วย พุทธ คริสต์ อิสลาม &amp;nbsp;พราหมณ์ ซิกข์ มาร่วมกันเดินเจริญเมตตาให้เป็นที่เกิดสันติสุข เพราะว่าเราอยากให้ประเทศสงบสุขให้พี่น้องประชาชนมีความผาสุขมีความร่มเย็นประเทศนั้นมีความรุ่งเรืองมีความสามัคคีกัน และการเดินในครั้งนี้ไม่ได้เกี่ยวกับการเมือง ทั้งนี้พวกเรา 5 ศาสนานั้นเรามีเฉพาะเรื่องศีลธรรมอย่าง เพื่อช่วยกันเตือนสติในสังคมให้นำศีลธรรมกลับมา ตามแนวทางคำสอนของหลวงพ่อพุทธทาส ที่ระบุว่า ถ้าศีลธรรมไม่กลับมา โลกาวินาศ &amp;nbsp;เราจึงมาร่วมกันเดินเจริญสติ ให้คนมีเมตตาไม่โกรธไม่ เกลียดกัน เพราะว่าการโกรธเกลียด เป็นต้นเหตุของความทุกข์ เมื่อเรามีความทุกข์ เราก็นำความทุกข์ไปสู่ครอบครัวและสู่สังคม ท้ายที่สุดจะนำประเทศให้ไม่สงบสุข นี้จึงเป็นภารกิจของเราในวันนี้ที่ต้องการเดินเพื่อเจริญศีลธรรมให้ประเทศ ระลึกสติให้ประชาชนมีเมตตาต่อกัน ไม่ทำร้ายกัน.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84653</URL_LINK>
                <HASHTAG>5ผู้นำศาสนา, พุทธทาสภิกขุ, หาดใหญ่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201122/image_big_5fba01d4be68d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>80313</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/10/2020 08:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/10/2020 08:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เป็นบุญกุศลมหาศาลของประชาชนชาวไทยที่ได้มี&#039;มหาอัตตา&#039;หรือ&#039;ตนหลวง&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพ:วินทร์ เลียววาริณ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ต.ค.63-วินทร์ เลียววาริณ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ และนักเขียนเจ้าของรางวัลซีไรต์ โพสต์ธรรมเทศนาโดย พุทธทาสภิกขุ ผ่านเฟซบุ๊กระบุข้อความว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;บัดนี้เป็นการกล่าวไว้ เป็นโชคดีมหาศาล เป็นบุญกุศลมหาศาลของประชาชนชาวไทยที่ได้มี มหาอัตตา หรือ ตนหลวง ที่เป็นดวงวิญญาณของประเทศชาติ ที่เป็นธรรมิกราชา คือเป็นตนหลวงที่ประกอบด้วยธรรม, เป็นตนหลวงที่ทรงสรรเสริญธรรม, เป็นตนหลวงที่ทรงชักชวนประชาชนอยู่ในธรรม, เป็นตนหลวงที่ทรงโปรดปรานผู้ที่ตั้งอยู่ในธรรม, และทรงเป็นพุทธศาสนูปถัมภก เพื่อความมีอยู่แห่งธรรมในประเทศไทยและตลอดโลกทั้งปวง, ดังมีพระราชภารกิจต่าง ๆ ปรากฏเป็นประจักษ์พยานอยู่แก่สายตาของประชาชนชาวไทยทั้งมวลแล้ว...&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พุทธทาสภิกขุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คัดจาก ธรรมวิจักขณกถา &amp;ndash; ธรรมเทศนาโดย พุทธทาสภิกขุ แสดงถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ในโอกาสทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวิสาขบูชา ณ วัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร ปี พ.ศ. 2510.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80313</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตนหลวง, พุทธทาสภิกขุ, วินทร์ เลียววาริณ, ในหลวงร.9</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201013/image_big_5f84f9ec52a3a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30191</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/02/2019 21:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/03/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คนดี สำคัญกว่าทุกสิ่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;....ในโลกนี้ จะให้ลัทธิไหน ครองโลกไม่สำคัญ ขอแต่ให้เป็นคนดี ก็พอแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คนดีเผด็จการ ก็เผด็จไปในทางดี นำไปสู่ความดี และความเจริญอันแท้จริง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คนดีเป็นประชาธิปไตย ก็พร้อมเพรียงกันทำดี ได้จริง โดยไม่ต้องสงสัย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ถ้าคนชั่วแล้ว แม้จะเป็นประชาธิปไตย ก็มีแต่จะ &amp;ldquo;นอนหาความสำราญ&amp;rdquo; กันทั่วไปหมด ในที่สุดก็ล่มจม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฉะนั้น ขอแต่ให้ คนดีอย่างเดียวก็แล้วกัน จะซ้ายจัด จะขวาจัด ย่อมใช้ได้ทั้งนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ธรรมะในศาสนาเท่านั้น ที่จะทำให้คนดี หาใช่ลัทธิการเมือง แต่ลัทธิใด ไม่เลย...&amp;quot;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;พุทธทาสภิกขุ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามกันมาเป็นระยะว่า เลือกตั้งเที่ยวนี้จะเลือกพรรคไหนดี ใครดีที่สุด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก็ตอบเช่นคำสอน ท่านพุทธทาส
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เลือกคนดี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่เป็นเรื่องประหลาด คนไทยบางกลุ่มให้ความหมาย &amp;quot;คนดี&amp;quot; ในเชิงเสียดสี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คนดีคือพวก โง่เง่าล้าหลัง ไม่เป็นประชาธิปไตย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พวกขวาจัด ฯลฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกันคนเหล่านั้นกลับเชิดชูคนโกงเยี่ยงวีรบุรุษ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นับเป็นความบกพร่องด้านศีลธรรมอย่างรุนแรง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นี่คงเป็นสาเหตุให้ไม่สามารถแยกแยะได้ว่า การเมืองเลว-ดี ต่างกันอย่างไร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การที่คนโกงเอาประชาธิปไตยมาบังหน้าก่อวิกฤติซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนประชาธิปไตยกลายเป็นเครื่องมือของคนชั่วเพื่อเข้าสู่อำนาจ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทำการเมืองไทยมีปัญหามาโดยตลอดกว่า ๑๐ ปีที่ผ่านมา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จะแยกการเมืองดี-เลว ออกจากกันได้อย่างไร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สดๆ ร้อนๆ อยากให้อ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ คดีทุจริตที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ จำคุก &amp;quot;ยงยุทธ วิชัยดิษฐ&amp;quot; ๒ ปี กันอย่างละเอียด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะจะเห็นกลุ่มคนเลว ที่โกงได้แม้กระทั่งที่ธรณีสงฆ์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขอยกมาให้อ่านสั้นๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เห็นได้ว่าขณะจำเลยเป็นอธิบดีกรมที่ดิน ทักษิณ ผู้ซื้อสนามกอล์ฟอัลไพน์จากนายเสนาะยังมิได้เป็นนายกรัฐมนตรี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ขณะที่จำเลยเป็นรักษาการปลัดกระทรวงมหาดไทย ทักษิณเป็นนายกฯ แล้ว เชื่อว่าเป็นการกระทำเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้ เพื่อหวังให้ทักษิณแต่งตั้งให้จำเลยดำรงตำแหน่งต่างๆ ในภายหลัง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งปรากฏต่อมาว่า จำเลยได้ดำรงตำแหน่งเป็นปลัดกระทรวงมหาดไทยจนเกษียณอายุ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นก็มีตำแหน่งทางการเมือง และยังเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้สำหรับบริษัท อัลไพน์ฯ&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถ้าใครคิดว่า แก๊งกุ๊ยอันธพาลงานบวชวัดสิงห์ &amp;quot;เลวชาติ&amp;quot; แล้ว &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยังมีก๊วนที่เลวกว่า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ใช่แค่กินเหล้าในวัด แล้วบุกกระทืบนักเรียน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่คนกลุ่มนี้ เอาที่วัดไปแปลงทรัพย์สินเป็นทุน ขายต่อเป็นทอดๆ เพื่อซื้ออำนาจทางการเมือง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบันคนกลุ่มนี้อยู่เบื้องหลังพรรคการเมืองไหน?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นั่นแหละคนเลว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30191</URL_LINK>
                <HASHTAG>พุทธทาสภิกขุ, อ่านเอาเรื่อง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b69ad52eea.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29879</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/02/2019 10:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/02/2019 10:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ทักษิณ&#039;ย้อนอดีตต้มยำกุ้งเพราะไทยไม่เปลี่ยนค่าเงิน ยกคำสอน&#039;พุทธทาส&#039;ตัดสินเพราะโลภทำให้พลาด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ก.พ.62-นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ต้องหาหนีหมายจับคดีคอร์รัปชั่นหลายคดี จัดรายการ กู๊ด มันเดย์ (Good Monday) &amp;nbsp;ตอน &amp;nbsp;&amp;ldquo;คิดให้เป็น ตัดสินใจด้วยข้อมูล&amp;rdquo; โดยระบุว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สวัสดีครับพี่น้องที่เคารพรักครับ วันนี้พบกันอีกครั้งหนึ่ง วันนี้ผมอยากจะพูดเรื่อง &amp;nbsp; วิธีคิด เพราะวิธีคิดมันเป็นหัวใจสำคัญของเราที่จะทำให้เราก้าวหน้าหรือผิดพลาดแล้วมันไม่ได้เกิดเฉพาะตัวเรา มันจะมีผลต่อครอบครัวเราด้วย เพราะฉะนั้นก็เลยอยากพูดเรื่องวิธีคิด แต่ก่อนพูดถึงวิธีคิดก็เริ่มต้นด้วยวัฒนธรรมองค์กร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วัฒนธรรมองค์กรมันเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนองค์กรให้สำเร็จหรือไม่สำเร็จ ถ้าวัฒนธรรมนั้นถูกต้องต่อยุคสมัย ต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น ก็จะทำให้องค์กรนั้นขับเคลื่อน &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ไปได้ดี แต่ถ้าหากว่าวัฒนธรรมองค์กรนั้นมันไม่ตรงไม่ผิดมันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง &amp;nbsp; กับยุคสมัยก็ต้องเปลี่ยนแปลง อย่างเช่น วัฒนธรรมขององค์กรที่ชอบเปลี่ยนแปลงตามยุคตามสมัยให้ทันต่อเทคโนโลยีก็จะไม่ตกโลก ก็จะสามารถที่จะพัฒนาตัวเองได้ตลอดเวลา บางองค์กรมีวัฒนธรรมที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงก็จะทำให้ล้าหลัง ถดถอยนะครับ วัฒนธรรมองค์กรมักจะถ่ายทอดโดยคนเป็นผู้นำองค์กรเป็นหลัก ถ้าผู้นำองค์กรถ่ายทอดสิ่งที่ดีให้กับองค์กร สิ่งเหล่านั้นมันก็จะติดอยู่ อย่างสมัยผมตั้งตัวใหม่ๆ บริษัทผมชินคอร์ปตอนนั้น ตอนนี้ขายไปแล้ว แล้วก็เปลี่ยนชื่อเป็นอินทัชแล้วนะครับไม่เกี่ยวกับผมแล้ว แต่ว่าวัฒนธรรมที่ผมเคยทิ้งไว้เนี่ยยังอยู่ยกตัวอย่างเช่น ผมเนี่ยชอบพาผู้บริหารไปดูนิทรรศการเพื่อจะได้เพิ่มพูนความรู้และทันสมัยในวิชาชีพของเราเอง ในสิ่งที่เราทำมาหากินเองว่างั้นเถอะ ผมจะไปดูนิทรรศการเกี่ยวกับ Telecom ทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นเจนีวา สิงคโปร์ ฮ่องกง เยอรมันหรือบาร์เซโลน่า ผมไปหมด เพื่ออยากจะรู้ว่าอะไรไปถึงไหนแล้ว แนวโน้มมันจะเป็นยังไง เขาจะเอาของใหม่ๆ มาโชว์ ทำให้เรารู้ว่า Concept ใหม่ๆ กำลังจะเกิดขึ้นอะไรขึ้น แล้วเราจะไปตามเขาไหม หรือว่าเราคิดว่าเราไม่ไป เราจะไป &amp;nbsp; &amp;nbsp; อีกทางนึง เราจะได้เห็นชัด อันนี้ก็เป็นวัฒนธรรมอันนึงที่เราพยายามทำไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกอันนึงเวลาผมไปเดินทางไปเนี่ย ผมไปเมืองนอกกลับมาตอนเช้ามืด กลับจากยุโรปตีห้ากว่า 6 โมงเช้า ผมเข้าที่ทำงานอาบน้ำทำงานเลย ทำงานทั้งวันเลยตอนนี้ผู้บริหารทุกคนก็เป็นอย่างนั้นครับ เพราะว่าเมื่อผมเนี่ยเป็นทั้งเจ้าของ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นทั้งผู้บริหาร ยังขยันอย่างนั้นทุกคนก็เลยต้องขยันตาม ก็เป็นวัฒนธรรมที่ผมเชื่อว่าวันนี้ทุกคนก็ยังทำอย่างนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วัฒนธรรมองค์กรเนี่ยถ้ามันไม่ดีเนี่ยต้องเปลี่ยนครับ ถ้าไม่เปลี่ยนมันตามไม่ทันเหมือนที่ Jack Welch ที่เคยเป็นประธานของบริษัท GE ซึ่งตอนนั้นรุ่งเรืองมาก แต่ตอนนี้ GE เจ๊งไปหลายตัวแล้วเหลือนิดหน่อย ตอนนั้น Jack Welch เนี่ยก็สอนตลอดเวลาว่า คุณต้องเปลี่ยนก่อนที่จะถูกบังคับให้เปลี่ยน ถ้าเราเปลี่ยนแปลงช้ามันก็หมายความว่าเหมือนกับคลื่นมันมาแล้วเนี่ย เรายังไม่เตรียมตัวที่จะว่ายไป &amp;nbsp; ตามคลื่นให้ได้เนี่ย คลื่นมันก็พัดเราตกทะเลจมน้ำไปนะครับ เพราะฉะนั้นเนี่ยถ้าเราสามารถเปลี่ยนแปลง เราสามารถรู้ว่าจะเปลี่ยนยังไงเนี่ย เราวางแผนการเปลี่ยนแปลงได้ แต่ถ้าเราไม่ทันได้เปลี่ยน แต่เหตุการณ์มันบังคับให้เราเปลี่ยนยกตัวอย่างที่เกิดขึ้นในปี 1997 ต้นต้มยำกุ้งเรานี่แหละ คือเราไม่ยอมปรับค่าเงิน &amp;nbsp;ให้มันเป็นความเป็นจริง เรายืนค่าเงินแข็งอยู่ ผลสุดท้ายถูกโจมตี พังเลยตอนนั้น เป็นหนี้เป็นสินต้องไปกู้หนี้ IMF มาเป็นหลายแสนล้านบาท นั่นคือสิ่งที่เขาเรียกว่าต้องเปลี่ยนก่อนถูกบังคับให้เปลี่ยน ถ้าเราไม่ได้เปลี่ยนก็ถูกเขากระแทกต้องเปลี่ยนเนี่ยพังเลย นี่คือสิ่งที่อยากจะบอกว่านักธุรกิจทุกคนที่ตั้งบริษัทใหม่ๆ ขึ้นมาเนี่ย ต้องเริ่มสร้างวัฒนธรรมที่ถูกต้อง วัฒนธรรมที่ถูกต้องก็คือวัฒนธรรมของการใฝ่รู้นะครับขยันที่จะเรียนรู้ แล้วก็ปรับปรุงตัวเองตลอดเวลา แล้วก็ต้องให้ทุกคน &amp;nbsp; &amp;nbsp;มีความสามัคคีปรองดองกัน ช่วยกันทำงานเป็นทีมให้ได้ นั่นคือสิ่งที่ต้องเริ่มตั้งแต่บริษัทยังเล็กๆ ถ้าบริษัทใหญ่แล้วเนี่ยมันแก้ยากแล้ว ต้องพยายามเริ่มสร้างโดยเฉพาะเถ้าแก่ใหม่ทั้งหลายเนี่ย ต้องเริ่มสร้างวัฒนธรรมที่ดีไว้ เพราะว่าลูกน้องจะได้เลียนแบบ ทำตาม แล้วก็จะกลายเป็นองค์กรที่มีวัฒนธรรมที่ดีงามและพร้อมปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลานะครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรทั้งหลายเนี่ย หรือการปรับเปลี่ยนวิธีคิดของคนเนี่ย ผมอยากจะย้ำว่าวิธีคิดที่สำคัญคือ ต้องคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์ ต้องมีคำตอบทางวิทยาศาสตร์ นั่นก็คือจะต้องแสวงหาคำตอบที่เป็นวิทยาศาสตร์ตลอดเวลา &amp;nbsp; &amp;nbsp;นะครับ เค้าเรียกว่าเรา need scientific answer การแสวงหาคำตอบที่เป็นวิทยาศาสตร์เนี่ยก็เกิดจากอะไรบ้าง 1.เกิดจากการที่เราอ่านตำราที่ถูกต้อง แล้วก็ดูผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวที่เราทำ หรือทำวิจัยซะเองเลย อย่างตอนนั้น &amp;nbsp; ผมเนี่ยลงทุนทำธุรกิจมีคนมาเสนอผม ธุรกิจผมอันนี้ดีมากนะครับมาลงทุนเถอะครับ ผมสงสัยไม่แน่ใจว่ะ ผมยอมเสียตังค์นะล้านห้าแสนบาทเนี่ยไปจ้างทำ Research เลยว่าถ้าธุรกิจเป็นอย่างนี้ สินค้าเป็นอย่างนี้เนี่ย มีประชาชนสนใจจะ &amp;nbsp;ซื้อไหม แล้วกำลังซื้อในราคาขนาดนี้เป็นเท่าไหร่ๆ ก็จ้างบริษัทมืออาชีพทำ &amp;nbsp; &amp;nbsp; หมดไปล้าน 5 ล้าน 5 นี้ผมอาจจะทิ้งน้ำเลยก็ได้ถ้าผมไม่ลงทุน แต่ถ้าผมลงทุน &amp;nbsp;ผมมั่นใจได้เลยว่ามันไปได้ มันกำไร ไม่ขาดทุนแน่นอน เพราะฉะนั้นผมก็ยอมจ่ายล้าน 5 ไป แล้วผลสุดท้ายออกมา โอ้วมันดีเกินคาด ผมก็เลยลงทุน เนี่ยคือหลัก &amp;nbsp; วิธีคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์ อย่าไปคิดว่าชอบหรือไม่ชอบไม่ได้เลยนะครับ เดี๋ยวผมจะปิดท้ายว่า ถ้าบอกชอบไม่ชอบ แล้วมันมีผลยังไงนะครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องการพิสูจน์ความจริงเนี่ย มันมีตั้งแต่สมัยโบราณหลายร้อยปีพันปีแล้ว สมัยนักปราชญ์สมัยโบราณเขาก็บอกว่า อย่างสมมติแม้กระทั่งว่า เราจะกล่าวหาใครผิดไม่ผิดทางอาญาเนี่ย เขาใช้คำว่า Proof Beyond a Reasonable Doubt หมายถึงว่า ต้องพิสูจน์จนสิ้นกระแสความนั้น จนสิ้นสุด คือไม่มีความสงสัยแล้ว หมดความสงสัยแล้ว ถึงจะมาพิจารณาว่าผิดหรือไม่ผิดนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่สามารถพิสูจน์ได้เนี่ย ก็ยังไม่ตัดสินใจ นั่นคือสิ่งที่หลักสมัยโบราณยังไม่มีวิทยาศาสตร์ &amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่วันนี้วิทยาศาสตร์ชัดเจน ทำวิจัยก็ดีอะไรก็ดี เขาก็บอกว่าขอให้พิสูจน์แบบชนิดที่สิ้นกระแสความ หรือว่าเราจะวิทยาศาสตร์มาตอบ ก็ตอบให้ชัดเจนว่ามันเป็นอย่างนี้ๆๆ ตอนสมัยผมทำการเมืองก็เหมือนกัน ผมทำโพลทุกรอบ เพราะฉะนั้นผมจะไม่เดาว่า เห้ย..ถ้าเราไปถึงเนี่ย คนก็จะเชียร์ๆๆ เราก็นึกว่าดีหรือเปล่า เราไม่รู้ แต่ที่รู้แน่ๆ ก็ต้องทำโพลหรือทำวิจัยนะครับ อันนี้คือหลักที่ผมคิดมาตลอดว่า &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทุกอย่างต้องคำตอบทางวิทยาศาสตร์เท่านั้นนะครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างแม้กระทั่ง Bill Gates เศรษฐีใหญ่เขายังชอบอ่านหนังสือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมคิดว่าเขาเองเนี่ยเป็นต้นแบบอันหนึ่งที่ผมเองชอบในการเอาวิธีคิดของเขา &amp;nbsp; &amp;nbsp; เขามีหนังสือเล่มหนึ่งที่เค้าเขียนเองนะครับ Business@the Speed of Thought &amp;nbsp;เป็นหนังสือเก่าล่ะ คือเขาบอกว่ามันต้องมีระบบเครือข่ายทางดิจิตัล เพื่อให้คน &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในองค์กรได้ใส่ข้อมูล ในสมัยก่อนยังไม่มี Cloud Computing นะครับ เค้าก็ใช้วิธีการเก็บข้อมูลใน Server ก็ทุกบริษัทเขาก็แนะนำว่าต้องมีระบบเครือข่ายทาง Digital เพื่อให้ผู้ที่ทำงานสามารถที่จะสื่อสารข้อมูลถึงกันได้ แล้วก็ล้วงข้อมูลกลางของบริษัทในการตัดสินใจได้ เพื่อจะทำให้เราตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว คือด้วยความเร็ว คือคิดได้ปุ๊บก็กดปั๊บ ตัดสินใจได้ปั๊บเลย เพราะว่ามันมีข้อมูลพร้อม เพราะฉะนั้นการตัดสินใจทุกอย่างเนี่ยก็ต้องอาศัยระบบข้อมูลที่มีจำนวนถูกต้องมากพอ และรวดเร็วนะครับ นี่คือวิธีที่เขาสอน แล้ว Bill Gates ก็แนะนำหนังสือ &amp;nbsp; &amp;nbsp;30 กว่าเล่ม แต่มีเล่มนึงนะครับ เป็นเล่มที่เขียนโดย Daniel Kahneman เป็นคนที่ได้รับรางวัล Nobel Prize หนังสือเก่านะครับ 2011 แต่ว่า Nobel Prize สาขาเศรษฐศาสตร์ เขาก็พูดถึงเรื่อง Thinking fast and slow หนังสือชื่อ Thinking fast and slow คือเขาก็จะบอกวิธีคิดแนวคิดว่า เวลาคิดเร็วเป็นยังไง คิดช้าเป็นยังไง และคิดโดยไม่มีอคติ คิดโดยวิเคราะห์วิจัยเป็นยังไง ก็เพื่อจะให้จิตวิทยา &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในการหัดคิดของคนนะครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกคนนึงที่เขียนหนังสือในเรื่องความคิดเนี่ย ก็มีคนแก่คนนึงนะครับเคยเจอผมตอนผมเป็นนายก Dr.Edward de Bono, Edward de Bono เนี่ยเขียนหนังสือเกี่ยวกับคิดทั้งนั้นเลย หนังสือเล่มแรกๆ ของเขาคือ Teach Yourself to Think คือสอนตัวเองให้หัดคิด คือบางทีเนี่ยเราไม่คิดไง เราอยู่กับเรื่องง่ายๆ เพราะฉะนั้นบางทีบางครั้งเนี่ย การเรียนรู้วิธีคิดเป็นเรื่องสำคัญ แม้กระทั่งอีกเล่มหนึ่งเค้าเขียนหนังสือเรื่อง Six Thinking Hats ก็คือว่า สมมุติว่าเราใส่หมวกสีฟ้าบ้าง สีขาวบ้างสีแดงบ้าง สีดำบ้าง สีเหลืองบ้าง สีเขียวบ้าง เพื่อเตือนให้ว่า direction เราคิดยังไง สมมุติว่าคิดเป็น creative ก็สมมติใส่สีเขียว บังคับให้เราคิดในเชิงสร้างสรรค์อย่างเดียว ใส่หมวกสีเหลือง ก็ลองคิดว่ามองโลกในแง่ดีอย่างเดียว ใส่หมวกนี้ &amp;nbsp; &amp;nbsp;ให้คิดในแง่ร้ายไว้ก่อน เราจะได้รู้ว่าคำตอบจริงๆ คืออะไร ถ้าคิดทุกอย่างออกมาในแง่ร้าย ในแง่ดี คิดในเชิงสร้างสรรค์ หรือว่าคิดในเชิงที่มีข้อมูล คิดในเชิงที่เป็นอารมณ์ อะไรพวกนี้ เขาก็จะสอนวิธีคิด พวกนี้มันเล็กๆ น้อยๆ มันทำให้เราได้พัฒนาวิธีคิดของเรานะครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก็ตอนสมัยผมเป็นนายก ผมอ่านหนังสือเล่มนึง ชื่อ Blink ที่เขียนโดย Malcolm Gladwell นานแล้ว หนังสือเก่าแล้ว Blink เค้าบอกว่า คิดโดยไม่ต้องคิด Blink &amp;nbsp;แปลว่า กระพริบตาเนี่ย คิดโดยไม่ต้องคิด คือว่า มีอะไรเข้ามา ตัดสินใจได้ทันที แต่ว่าสิ่งเหล่านี้เกิดจากการสั่งสมประสบการณ์ ข้อมูล ความผิดถูก ล้มเหลว ความสำเร็จมานาน จนสามารถที่จะคิดอย่างนั้นได้ เช่นว่า คนที่จัดงานแต่งงานพวก Wedding planner ทั้งหลายเนี่ย เขาเห็นคู่บ่าวสาวมาร่วมงานกับเขาเนี่ย เช่นว่า มาเตรียมถ่ายพรีเวดดิ้งบ้าง ถ่ายรูปบ้าง มาเตรียม มาปรึกษาเรื่องงานตรงนั้นตรงนี้บ้าง เขาสามารถเดาได้เลยว่าคู่นี้จะไปรอดหรือไม่รอด เพราะประสบการณ์ที่เขาเห็นมาเยอะ เห็นมาแล้วว่าทะเลาะกัน มาถึงก็ทะเลาะกัน &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ถ้าจะไปไม่รอด อะไรทำนองนี้ หรือไม่ก็นักเล่นของเก่า ไปเห็นของเก่าติดราคาหลายร้อยล้านบาท แต่เค้าเห็นปั๊บ เค้าบอกอันนี้ปลอม เขาบอกอย่างนั้นได้ยังไง &amp;nbsp; &amp;nbsp;ก็แสดงว่าต้องสั่งสมประสบการณ์และความรู้มาเยอะ เหมือนกับอดีตนายกของสิงคโปร์ชื่อท่านลีกวนยู ท่านอายุมากกว่าผม ท่านมาเยี่ยมผมตอนผมเป็นนายก ผมถามท่านว่า ทำไมท่านอายุเยอะแล้ว ท่านยังคมมาก ความรู้ยังแน่นอยู่เลย &amp;nbsp; &amp;nbsp;ท่านอ่านหนังสือเยอะเหรอ ท่านบอกว่า หนังสืออ่านไม่ไหวหรอกมันเยอะ ท่านก็อาศัยว่าพูดคุยกับคน แต่หนังสือเนี่ยอ่านอยู่ แต่พูดคุยกับคน คนแต่ละคนที่มาหาเราเนี่ย เขามีประสบการณ์ในชีวิต ลองผิดลองถูกกับชีวิตเขามาเป็นสิบๆ ปี เพราะฉะนั้นเวลาเขาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเราเนี่ย ทำให้เราเรียนรู้ได้ บางมุมเราอาจจะมองไม่เห็น เค้ามองเห็น เช่นว่าเรามองว่าสถานการณ์บ้านเมืองของโลกตอนนี้เป็นอย่างนี้ ท่านมองยังไง เขาก็วิเคราะห์ในมุมของเค้า เราก็จะได้เข้าใจว่า เอ้อ..บางมุมเราไม่มี นะครับ สิ่งเหล่านี้มันเกิดประโยชน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราไปดูสิ่งที่มันเป็นสารคดี มันเป็นเรื่องนิยายที่เป็นวิทยาศาสตร์ ซึ่งมันเอาอนาคตมาเล่าให้ฟัง และสิ่งเหล่านี้มันเป็นจริงในอีก 10 ปีต่อมาก็เป็นจริงไปเรื่อยๆอย่างนี้น่าจะได้ประโยชน์กว่า นะครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะฉะนั้นก็ ผมคิดว่าวิธีคิดหรือการพัฒนาวิธีคิดของคนไทยเราเนี่ยสำคัญ เพราะไม่งั้นจะเสียเปรียบนะครับ ถ้าคนไทยเราคิดเป็น เพราะระบบการเรียนการสอนเราเนี่ยมันสอนให้ท่องจำมานานเกินไป สุดท้ายมันไม่สร้างวิธีคิดให้กับเรา เพราะฉะนั้นวันนี้ถ้าอยากจะให้ลูกหลานเก่งในอนาคตข้างหน้า หรือลูกหลานปัจจุบันเนี่ยมันไม่สายเกินไปหรอกครับ อ่านหนังสือ มีเหตุมีผลกับวิทยาศาสตร์แล้วเราจะได้เชื่อในสิ่งที่มันเป็นวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เชื่อเพราะเขาบอกมา เหมือนที่พระพุทธเจ้า ปิดท้ายพระพุทธเจ้าบอกว่า กาลามสูตร 10 นะครับ กาลามสูตร 10 ของพระพุทธเจ้าเนี่ย ท่านสอนไว้ว่า อย่าเชื่อเพราะว่าคนที่พูดเป็นครูบาอาจารย์ เรา คือฟังได้ทุกคน แต่ว่าอย่าเพิ่งเชื่อจนกว่าเราได้คำตอบที่เป็นวิทยาศาสตร์ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; มีเหตุมีผลถึงค่อยเชื่อ อย่างนั้นเราจะได้ฝึกวิธีคิดเรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปิดท้ายด้วยคำสอนของท่านพระพุทธทาสท่านบอกว่า โลภ โกรธ หลง ทำให้เป็นม่านบังตา หรือทำให้โง่ ก็คือว่าถ้าเมื่อไหร่เราต้องตัดสินใจบนพื้นฐานของความโลภ ความโกรธ และความหลง มันจะทำให้เราเนี่ยตัดสินใจผิดพลาดได้ เพราะ &amp;nbsp; มันเป็นม่านบังตาให้เราขาดความคิดอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ เพราะฉะนั้นขอให้คิดอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ แล้วเราจะได้คำตอบที่ถูกต้อง เป็นทางเดินของชีวิตเรา &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ถูกต้อง เราคิดถูกเราสำเร็จ แล้วคนรอบตัวเราก็จะมีความสุขและสำเร็จไปด้วย ถ้าเราคิดผิดคนรอบตัวเราก็จะทุกข์และก็ลำบากไปด้วยครับ ขอบคุณครับ สวัสดีครับ แล้วพบกันใหม่ครับ.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29879</URL_LINK>
                <HASHTAG>GOOD MONDAY, ต้มยำกุ้ง, ทักษิณ ชินวัตร, พุทธทาสภิกขุ, โลภโกรธหลง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190225/image_big_5c7363bb571e8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9348</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/05/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ถ้าหากจะรัก...ต้องลืมคำว่าเสียใจ!!!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จะถือเป็น จุดแข็ง หรือ จุดอ่อน ก็แล้วแต่จะว่ากันไป...แต่คงต้องยอมรับอย่างมิอาจปฏิเสธได้ ว่าคุณลุงกำนัน เทพเทือก นั้น ลองว่าท่านรักใครขึ้นมาแล้ว ท่านออกไปทาง รักจริง ไม่คิดจะทอด จะทิ้ง ผู้ซึ่งอันเป็นที่รักเอาง่ายๆ แถมรักแล้ว...ยังพร้อมที่จะลืมคำว่า เสียใจ ตามแบบฉบับคำขวัญ เลิฟ สตอรี่ ซะอีกด้วยต่างหาก ด้วยเหตุนี้...ไม่ว่าใครจะรุมเหยียบ รุมกระทืบ ท่านนายกฯ บิ๊กตู่ ชนิดจมดิน จมกระเบื้อง ไปถึงขั้นไหน คุณลุง เทพเทือก ท่านก็ยังพร้อมที่จะ ขุด ขึ้นมาปลอบขวัญ ปลอบโยน ให้กำลังใจกันไปตามสภาพ...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; -----------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้ว่าโดยลักษณะความรักของคุณลุง เทพเทือก คงไม่ได้ต่างอะไรไปจากอุปนิสัย ใจคอ ของบรรดา คนใต้ โดยทั่วไป ที่ถ้าหากเมื่อไหร่เปล่งคำพูดว่า กู-หรัก-มึ้งง์ง์ง์ ขึ้นมาแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่าง...ย่อมถึงไหน-ถึงกัน พร้อมเคียงบ่า-เคียงไหล่ พร้อมตายไปกับ มึ้งง์ง์ง์ โดยมิได้อาลัย อาวรณ์ใดๆ แม้แต่นิด แต่ด้วยเหตุที่ คนใต้ อย่างคุณลุง เทพเทือก นั้น...ท่านก็ผ่านร้อน ผ่านหนาว ผ่านการเสี่ยงเป็น เสี่ยงตาย มาเยอะแล้ว แถมยังผ่านการบวช การเรียน จากสำนักของอภิมหาพระ อย่างสำนักสวนโมกข์ของ ท่านพุทธทาสภิกขุ ที่เน้น ปัญญา นำหน้า ศรัทธา มาโดยตลอด ความรัก...ของคุณลุง เทพเทือก จึงคงไม่ได้ออกมาในแนวพวกวัยรุ่นทั้งหลาย คือไม่ได้ออกไปทาง โคถึก ที่ ผิวะคึกกักขังไว้ ก็จะโลดจากคอกไป บ่ ยอมหยุด ณ ที่ขัง อะไรประมาณนั้น...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ----------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่น่าจะเป็นความรักที่เกิดการอาศัย สติ และ ปัญญา ในการชั่ง-ตวง-วัด การให้น้ำหนักอยู่พอสมควร ด้วยเหตุนี้...การออกมาปกป้อง ดำรงความเป็นผู้พิทักษ์ ให้กับท่านนายกฯ บิ๊กตู่ ว่าไม่ได้ถึงกับทำอะไร เสียของ ในตลอดช่วง 4 ปีที่ผ่านมา เพียงแต่จะ ได้ของ มากหรือน้อยขนาดไหน ย่อมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง อันนี้ต้องเรียกว่า...ถือเป็นการ เสียสละ ในอีกรูปแบบหนึ่ง คือพร้อมที่จะเอาตัวเองไปรับมือ รับตีน ของใครต่อใครที่ออกจะหุดๆ หิดๆ กับ บิ๊กตู่ ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่ตัวเองอยู่เฉยๆ ไม่รู้-ไม่ชี้ ก็ย่อมได้ สามารถรับ ดอกไม้ แทน ก้อนอิฐ ไปได้อีกต่อเนื่อง ยาวนาน แต่กลับพร้อมโดดออกมาแบกรับ สากกะเบือบิน แทน บิ๊กตู่ อย่างหน้าชื่น ตาบาน ดังนั้น...ไม่ว่าจะผิด จะถูก แต่คงต้องยอมรับนั่นแหละว่า ต้องถือเป็นนิยามความรัก ในแบบที่นักคิด นักปราชญ์ อย่างท่าน Callen Hightower ท่านว่าเอาไว้นั่นแหละว่า...ความรักคือสิ่งที่หลงเหลืออยู่ในความสัมพันธ์ หลังจากที่...ความเห็นแก่ตัว...ได้ถูกขจัดออกไปหมดแล้ว อะไรประมาณนั้น...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และเท่าที่ดูๆ จาก วงนอก...การที่คุณลุงกำนัน เทพเทือก ท่านดันไปรัก บิ๊กตู่ ก็ไม่น่าจะเกี่ยวอะไรกับ ส่วนตั๊ว...ส่วนตัว มากมายซักเท่าไหร่ ไม่ได้ออกไปทาง พี่แหลมรักน้องเก๋ หรือ น้องเก๋รักพี่แหลม อะไรทำนองนั้น เพราะโดยความใกล้ชิดติดพัน ระหว่าง อดีตนักการเมือง อย่างคุณลุง เทพเทือก กับ อดีตทหาร อย่าง บิ๊กตู่ นั้น ก็คงไม่น่าจะถึงขั้นต้องกัดก้อนเกลือกิน หรือต้องแบ่ง มาม่า กินกันคนละอ้ำ สองอ้ำ มาตั้งแต่อ้อน แต่ออก เพราะต่างฝ่ายต่างเดินกันคนละเส้นทางมาตั้งแต่แรก ดังนั้น...สิ่งที่น่าจะเป็นสายใยผูกพันให้เกิดความรักของคนทั้งสอง มันจึงน่าจะมีอะไรมากไปกว่า ส่วนตัว หรือถ้าหากจะใช้คำว่า ส่วนรวม ก็คงไม่ถึงกับผิดพลาดเกินไปนัก หรือคงมีอะไรที่เกี่ยวพันอยู่กับเรื่องบ้าน เรื่องเมือง อยู่พอสมควรเหมือนกัน...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;-----------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถึงขนาดที่ผู้ใกล้ชิดบางรายของคุณลุง เทพเทือก พยายามให้คำอธิบายถึงสายใยความรักระหว่างคนทั้งสอง ว่าถือเป็น ภารกิจอันศักดิ์สิทธิ์ เอาเลยถึงขั้นนั้น ส่วนจะจริง-ไม่จริง น่าเชื่อ-น่ายอมรับมากน้อยขนาดไหน คงต้องเก็บไปคิดๆ กันเอาเอง แต่ก็นั่นแหละ...ตลอดช่วงระยะ 4 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าคุณลุง เทพเทือก ท่านจะซื่อสัตย์ต่อความรัก ทุ่มเทความรักให้กับ บิ๊กตู่ มากน้อยขนาดไหน บรรดาผู้ที่เคยรัก บิ๊กตู่ แต่อดที่จะ ลืมความเสียใจ ลงไปไม่ได้ คงต้องยอมรับว่า...นับวันมันจะเยอะขึ้นๆ ส่งผลให้ กองหนุน แทบหายเกลี้ยง เต็มไปด้วย กองหลอน ผุดๆ โผล่ๆ ขึ้นมาแทนที่ ยิ่ง บิ๊กตู่ หันไปแบ่งปันความรักให้กับบรรดาปลาไหลใส่สเกต สุโขทัยเรียงหิน ฉลามชล ซุ้มมือปืน แม้แต่ ป๋าเหนาะ ก็ยังคิดจะรัก ทั้งที่แก่แสนแก่ เนื้อหนังเหี่ยวย่นชนิดเดินสนามหลวง กะเทยยังปฏิเสธ แต่หวิดๆ จะจ๊วบๆ จ๊าบๆ กับ บิ๊กตู่ ขึ้นมาซะอีก อันนี้ต้องเรียกว่า...คุณลุง เทพเทือก ท่านคงต้องอาศัย ขันติธรรม จำนวนไม่น้อย ถึงสามารถดำรงความรักกับ บิ๊กตู่ ได้อย่างเสมอต้น เสมอปลาย มาจนถึงบัดนี้...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;----------------------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้ว่าการดำรงความรักในลักษณะเช่นนี้...มันอาจมีทั้ง แง่บวก-แง่ลบ ภายในตัวของมันเอง แต่ถ้าหากมองในแง่บวกเอาไว้ก่อน คงต้องยอมรับนั่นแหละว่า โดยตัวตนของ บิ๊กตู่ นั้น...ก็ยังพอเอาไว้ใช้งานได้ในบางเรื่อง บางราว คือไม่ถึงกับน่าเกลียด น่าชัง ไปซะทั้งหมด โดยเฉพาะในเมื่อยังไม่มี ตัวเลือก ที่ดีพอ แม้บางครั้งต้องอมเลือด กลืนเลือด แต่ถ้าถือเอา ส่วนรวม เป็นที่ตั้ง ก็คงยังไม่ถึงเวลาที่จะต้องบ้วนทิ้งเอาง่ายๆ สิ่งที่อาจถือเป็น ขันติธรรม ในทำนองนี้นี่แหละ จึงเป็นสิ่งที่น่าคิด น่าทึ่ง และน่าศึกษาเอาไว้ให้มากๆ เพราะมันเป็นสิ่งที่มักจะขาดหายไปจาก การเมืองไทย หรือแม้แต่อารมณ์ ความรู้สึก ของผู้คนในสังคมไทย ที่ออกจะหุดๆ หิดๆ ยิ่งขึ้นๆ หรือมักจะทำอะไรไปตามความปรารถนา ความต้องการของตัวเอง ตามการปรุงแต่งของ อัตตา ไปตามสภาพ การยอมเสียสละตัวตนของตน เพื่อความรัก หรือเพื่ออะไรก็แล้วแต่ของคุณลุง เทพเทือก จึงถือเป็นเรื่องที่น่ายกย่อง สรรเสริญ มากกว่าที่จะหันไปสาด &amp;ldquo;สากกะเบือบิน&amp;rdquo; เข้าใส่ โดยเฉพาะถ้ามองถึงความ เสียสละ ที่กำนันบ้านนอกผู้นี้ เคยพิสูจน์ ยืนยัน ให้เห็นมาแล้ว ตลอดช่วงนับร้อยๆ วันของการต่อสู้เพื่อบ้าน เพื่อเมือง...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ---------------------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก Benjamin Franklin...&amp;ldquo;Be slow in choosing a friend, slower in changing.- จงสรรหามิตรช้าๆ และจงเปลี่ยนมิตรให้ช้ายิ่งกว่าเวลาสรรหา...&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ---------------------------------------------------------&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9348</URL_LINK>
                <HASHTAG>Callen Hightower, ขันติธรรม, ท่านขุนน้อย, บิ๊กตู่, ป๋าเหนาะ, พุทธทาสภิกขุ, สากกะเบือบิน, อดีตทหาร, อดีตนักการเมือง, เทพเทือก, เลิฟ สตอรี่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180113/5a59fd579d53a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
