<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>37886</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/06/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/06/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘พ่อฟ้า’เลื่อนแก้ตัวหุ้นสื่อ ยื่นสอบเพิ่ม11สส.รัฐบาล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;quot;ธนาธร&amp;quot; ส่งหนังสือขอศาล รธน.ขยายเวลายื่นคำร้องแก้ต่างคดีถือหุ้นสื่ออีก 30 วัน จากเดิมขีดเส้นไว้ภายใน 15 วัน &amp;quot;โรม&amp;quot; ร้องประธานสภาฯ &amp;nbsp;ตรวจสอบคุณสมบัติ ส.ส.รัฐบาลอีก 11 ราย หลังยื่นไปก่อนแล้ว 30 ราย โวหลักฐานบริคณห์สนธิชัดทำธุรกิจสื่อมวลชน ออกตัวไม่ได้ไล่บี้เอาคืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. สำนักข่าวอิศรารายงานความคืบหน้าในการพิจารณาคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณสมบัติของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ถือครองหุ้นในบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ประกอบธุรกิจสื่อ เข้าข่ายมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. เป็นเหตุให้สมาชิกภาพ ส.ส.สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) หรือไม่นั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ภายหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย เมื่อวันที่ 23 พ.ค.2562 ที่ผ่านมา และแจ้งให้ส่งสำเนาคำร้องให้นายธนาธรยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำร้อง ล่าสุด นายธนาธรได้ทำหนังสือขอขยายระยะเวลาการยื่นคำร้องแก้ข้อกล่าวหาเพิ่มเติมออกไปอีก 30 วัน รวมเป็น 45 วัน จากกำหนดเดิมที่ศาลให้ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายใน 15 วัน&amp;quot; แหล่งข่าวระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่หอประชุมใหญ่ทีโอที ถ.แจ้งวัฒนะ ซึ่งเป็นรัฐสภาชั่วคราว นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ผ่านนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้พิจารณาคุณสมบัติของ ส.ส.สิ้นสุดลงหรือไม่ กรณีถือหุ้นสื่อในกิจการสื่อมวลชนและหนังสือพิมพ์ตามลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่ง ส.ส.เพิ่มเติมจำนวน 11 คน ประกอบด้วย พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) 10 คน และพรรคภูมิใจไทย (ภท.) 1 คน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายรังสิมันต์แถลงภายหลังการยื่นหนังสือคำร้องดังกล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเป็นกรณีเดียวกับนายธนาธรที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญออกคำสั่งให้ปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว ซึ่งกรณีของนายธนาธร ศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลาออกคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่เพียงแค่ 7 วัน หลังจากที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งครั้งนี้เป็นการยื่นรายชื่อเพิ่มเติม จากเดิมที่เคยยื่นไปเมื่อวันที่ 4 มิ.ย. จำนวน 30 รายชื่อ รวมเป็น 41 รายชื่อ ประกอบด้วย ส.ส.จากพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) 27 คน, พรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) 2 คน, พรรคประชาภิวัฒน์ (ปชภ.) 1 คน, &amp;nbsp;พรรค ปชป. 10 คน และพรรค ภท. 1 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายรังสิมันต์กล่าวว่า ตนได้สอบถามเจ้าหน้าที่รัฐสภาถึงความคืบหน้าจากการยื่นหนังสือเมื่อวันที่ 4 มิ.ย.ที่ผ่านมา ได้รับคำตอบว่าเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบลายมือชื่อว่าถูกต้องหรือไม่ ซึ่งเราคาดหวังว่าจะสามารถส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญได้โดยเร็ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กรณีนี้เราชี้แจงแต่ต้นแล้วว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับนายธนาธรไม่ควรเกิดขึ้นกับ ส.ส.คนไหนทั้งสิ้น โดยใน 41 รายชื่อที่เรายื่นเรื่องไปพบว่าบางคน ณ วันที่ดำรงตำแหน่ง ส.ส.แล้วยังมีรายชื่อในบริษัท ที่หนังสือบริคณห์สนธิระบุว่าประกอบกิจการสื่อมวลชน ซึ่งภายหลังการเลือกนายกรัฐมนตรีหากศาลมีคำสั่งให้ ส.ส.ตามรายชื่อที่ยื่นไป หยุดปฏิบัติหน้าที่ จะส่งผลให้เกิดภาวะรัฐบาลเสียงข้างน้อยและเป็นอันตรายต่อการบริหารประเทศ&amp;rdquo; นายรังสิมันต์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ผู้นี้ระบุว่า รายชื่อ ส.ส.ทั้ง 41 คน ที่ได้ยื่นเรื่องขอให้พิจารณาคุณสมบัติของ ส.ส.สิ้นสุดลงหรือไม่ กรณีถือหุ้นสื่อในกิจการสื่อมวลชนและหนังสือพิมพ์ ตนไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อและรายละเอียดได้ แต่ยืนยันจากการตรวจสอบต่างมีหุ้นในกิจการสื่อมวลชนจริง และมีทั้งการตั้งบริษัทที่มีวัตถุประสงค์ทำงานด้านสื่อมวลชน แต่ไม่ประกอบกิจการจริง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;รายชื่อนั้นผมเปิดเผยไม่ได้ เพราะต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้เปิดเผย แต่ ส.ส.ที่ถูกตรวจสอบและยื่นเรื่องนั้นมีทั้ง ส.ส.บัญชีรายชื่อและ ส.ส.เขต กรณีนี้ผมเชื่อว่านายชวนจะส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญโดยเร็ว ซึ่งการยื่นคำร้องดังกล่าวไม่ใช่การเอาคืน แต่คือการสร้างมาตรฐานเดียวกันของ ส.ส.&amp;rdquo; ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ผู้นี้ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า สำหรับรายชื่อ ส.ส.ที่ถูกยื่นให้ตรวจสอบคุณสมบัติ จำนวน 41 คน อาทิ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ พรรค พปชร., นางพิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ พรรค พปชร., นายอรรถกร ศิริลัทธยากร พรรค พปชร., นายสิระ เจนจาคะ พรรค พปชร., นายบุญยิ่ง นิติกาญจนา พรรค พปชร., นายสมเกียรติ วอนเพียร พรรค พปชร. พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ พรรค พปชร., นายสุชาติ ชมกลิ่น พรรค พปชร., นายปฐมพงศ์ สูญจันทร์ พรรค พปชร., นายภิญโญ นิโรจน์ พรรค พปชร., น.ส.กุลวดี นพอมรบดี พรรค พปชร., ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล พรรค รปช. และนายสมเกียรติ ศรลัมพ์ พรรค ปชภ. เป็นต้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37886</URL_LINK>
                <HASHTAG>ถือหุ้นสื่อ, ธนาธร จึงรุ่งเริองกิจ, พ่อฟ้า, ส.ส.ถือหุ้นสื่อ, หนังสือพิมพ์, เลื่อนแก้ตัวหุ้นสื่อ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190606/image_big_5cf921014242a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37884</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/06/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/06/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โยน‘บิ๊กตู่’รื้อโผครม. พปชร.ฮึดขอกระทรวงหลักปชป.-ภท.ยํ้าต้องยึดดีลเดิม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ประยุทธ์&amp;rdquo; ยิ้มแก้มปริ ขอบคุณเสียงโหวตให้นั่งนายกฯ สมัย 2 ย้ำได้คะแนนเสียงจาก ส.ส.เกินครึ่งก่อนให้ ส.ว.หนุน วิษณุเปิดไทม์ไลน์ตั้งรัฐบาลใหม่ คาดไม่ลากยาวจบก่อนสิ้นเดือน มิ.ย. &amp;ldquo;บิ๊กป้อม&amp;rdquo; ยัวะพ่อฟ้าบอกปล้นอะไร ไผ่ วันพอยท์ ซ้ำแค่เป็น &amp;ldquo;หมาก&amp;rdquo; ทำนึกว่าเป็นขุน สะพัด! รื้อโควตาใหม่หลังเห็นบทเรียน &amp;ldquo;ชวน&amp;rdquo; ทำหน้าที่ &amp;ldquo;สมคิด&amp;rdquo; ส่อไม่ไปต่อหากกระทรวงหลักหลุดมือ &amp;ldquo;ปชป.-ภท.&amp;rdquo; ย้ำต้องยึดดีลแรก พปชร.ต้องแก้ปัญหาเอง &amp;ldquo;เพื่อไทย&amp;rdquo; เตรียมดัน &amp;ldquo;สมพงษ์&amp;rdquo; ขึ้นแท่นผู้นำฝ่ายค้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพฤหัสบดี ยังคงมีความต่อเนื่องหลังจากมีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเมื่อวันที่ 5 มิ.ย. เรื่องพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 272 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งผลการโหวตในช่วงค่ำได้มีมติเลือก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้คะแนน 500 เสียง ซึ่งประกอบด้วย ส.ส. 251 เสียง และ ส.ว. 249 เสียง เกินกึ่งหนึ่งจากสมาชิกทั้งรัฐสภา และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ได้ 244 เสียง และงดออกเสียง 3 คะแนน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในการประชุม ส.ว.เมื่อช่วงเช้า นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา ได้กล่าวก่อนเข้าสู่วาระประชุมว่า ขอบคุณสมาชิก ส.ว.ทั้ง 250 &amp;nbsp;คน ที่ทำหน้าที่เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.อย่างพร้อมเพรียง แม้การประชุมจะใช้ระยะเวลายาวนาน&amp;nbsp;
ขณะเดียวกัน นายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้เดินทางเข้ามายังตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เพื่อมาดูความพร้อมสถานที่ในวันรับสนองพระบรมราชโองการ โดยคาดว่าจะใช้ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า เป็นสถานที่จัดพิธี และอาจใช้ห้องสีม่วงเป็นสถานที่กล่าวกับประชาชนหลังเสร็จสิ้นพิธี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับความเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประยุทธ์นั้น ตั้งแต่เวลา 08.40 น. พล.อ.ประยุทธ์ยังเดินทางเข้าปฏิบัติภารกิจที่ทำเนียบฯ ตามปกติ โดยขึ้นไปยังห้องทำงานบนตึกไทยคู่ฟ้าทันทีด้วยสีหน้าเรียบเฉย และไม่ให้สัมภาษณ์แต่อย่างใด และเมื่อเวลา 10.30 น. พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์รับทราบผลการเลือกนายกฯ ของสมาชิกรัฐสภา โดยได้ขอบคุณประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา และสมาชิกทั้ง 2 สภาที่ให้การสนับสนุน และทำให้การประชุมเป็นไปอย่างเรียบร้อย รวมทั้งขอบคุณพี่น้องประชาชนทุกภาคส่วนที่ทำให้การเลือกตั้งที่ผ่านมาสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีจนถึงวันนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;นายกฯ ย้ำว่าคะแนนเสียงที่มากกว่านั้นได้มาจาก ส.ส.ก่อน แล้วค่อยรวมกับเสียงของ ส.ว.เป็น 500 คะแนน ซึ่งก็เป็นไปตามกติกาเดิม พร้อมทั้งยืนยันจะปฏิบัติหน้าที่อย่างดีที่สุด เพื่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน&amp;rdquo; พล.ท.วีรชนกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ท.วีรชนกล่าวอีกว่า นายกฯ ยังได้ขอบคุณ ส.ส.บางส่วน แม้ไม่สนับสนุน แต่ก็ได้ทำหน้าที่ของผู้แทนประชาชนเต็มที่ โดยจากนี้ไปอยากให้ทุกคนร่วมมือกันทำงานด้วยเจตนารมณ์ที่คำนึงถึงประเทศชาติและประชาชน ซึ่งยังมีปัญหาอีกมากมายที่รอการแก้ไข รวมทั้งนำบทเรียนในอดีตมาเป็นแนวทางในปัจจุบัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และเมื่อเวลา 13.30 น. พล.อ.ประยุทธ์เดินลงจากตึกไทยคู่ฟ้าไปยังตึกภักดีบดินทร์ เพื่อเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการระดับชาติเพื่อเตรียมการจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน และการประชุมที่เกี่ยวข้องในช่วงที่ไทยดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน ปี 2562 ครั้งที่ 1/2562 ซึ่งระหว่างเดินนายกฯ ได้หยุดทักทายสื่อมวลชนและช่างภาพอย่างอารมณ์ดี มีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส พร้อมยกมือไหว้และกล่าวว่า &amp;quot;ขอบคุณทุกคนนะครับ&amp;quot; จากนั้นนายกฯ ได้เรียกขอเอกสารจากทีมงานนำมาโชว์ให้สื่อดู และกล่าวอีกว่า &amp;quot;ขอบคุณทุกคนนะครับ เดี๋ยวเอากระดาษนี้ไป นายกฯ พูดตามนี้ ขอไปประชุมก่อน ทุกอย่างก็เหมือนเดิมนั่นแหละ&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ป้อม&amp;rdquo;ยัวะปล้นบ้าอะไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับเอกสารที่นายกฯ ได้ยื่นให้สื่อดูนั้น เป็นข้อความที่นายกฯ ขอบคุณทั้งสองสภา ซึ่ง พล.ท.วีรชนได้ชี้แจง และหลังเสร็จสิ้นการประชุมในเวลา 16.05 น.ได้ปฏิเสธตอบคำถามเกี่ยวกับการพิจารณาการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยได้แต่ยิ้มหวานให้เท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงบรรยากาศการโหวตเลือกนายกฯ ว่า เป็นเรื่องของรัฐสภา ซึ่งก็ต้องว่ากันไป ส่วนที่ พล.อ.ประยุทธ์ถูกพาดพิงนั้น เป็นเรื่องปกติของการเมือง อย่าไปสนใจเรื่องการเมืองกันให้มาก อยากให้สนใจเรื่องการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะการสกัดกั้นยาเสพติดมากกว่า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า ภูมิใจแทน พล.อ.ประยุทธ์หรือไม่ที่ได้เป็นนายกฯ ต่ออีกสมัย พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ยังไม่เจอ พล.อ.ประยุทธ์ และยังไม่ได้โทรศัพท์ไปแสดงความยินดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามถึงกรณีนายธนาธรออกมาระบุว่าถูกปล้นชัยชนะ และเปรียบเป็นสภา &amp;nbsp;500 พล.อ.ประวิตรกล่าวว่าลองไปถามนายธนาธร เพราะไม่ได้เป็นคนพูด และไม่มองอย่างไร เมื่อถามย้ำว่า แต่นายธนาธรเปรียบสภา 500 เหมือนโจร 500 พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า คุณคิดไปเอง ก็ได้ 500 เสียงพอดี ปล้นบ้าอะไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซักถึงกรณี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย อภิปรายในรัฐสภาว่าหากมีทหารมาเยี่ยมที่บ้านจะยิงใส่ เพราะมีปืนถูกกฎหมาย พล.อ.ประวิตรตอบว่า ยิงไปเลย แล้วทำไมเขาถึงไม่ยิง ถามว่าตอนนี้มีใครไป ก็พูดไปเองทั้งนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ยังได้พาดพิงถึงเรื่องนาฬิกาหรู พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า มันจบไปแล้ว จะเอาอะไรอีก เรื่องนาฬิกาจะทำอย่างไรได้ เพราะฉันยืมเขามา
ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวถึงเสียง ส.ว.เทเสียงโหวตให้ พล.อ.ประยุทธ์ ว่าเป็นหน้าที่ของเขา ไม่ว่าใครจะติฉินนินทาว่าร้ายอย่างไร ก็เป็นสิ่งที่รัฐธรรมนูญกำหนด ตรงกันข้ามที่เขาไม่โหวต เขาอาจจะผิดก็ได้ และที่พูดกันว่าเป็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนนั้น จะเป็นไปได้อย่างไร เพราะเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ
นายวิษณุยังกล่าวถึงไทม์ไลน์การทูลเกล้าฯ ถวายเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ว่า สภาจะเป็นผู้นำรายชื่อนายกฯ ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ซึ่งเร็วที่สุดน่าจะเป็นวันที่ 6 มิ.ย. จากนั้นก็สุดแล้วแต่จะโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งกลับลงมาเมื่อไหร่ และเมื่อมีโปรดเกล้าฯ ลงมาแล้ว ก็เป็นเรื่องที่นายกฯ จะดำเนินการเพื่อจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งไม่มีกำหนดเวลาว่าจะใช้เวลาเท่าไหร่ สุดแล้วแต่เห็นสมควร ซึ่งคงต้องหารือกับพรรคการเมืองต่างๆ หลังจากนั้นจะส่งรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้เลขาธิการ ครม.นำรายชื่อทั้งหมดไปตรวจสอบคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้าม ซึ่งก็คงต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า ถ้าเป็นไปตามไทม์ไลน์นี้ เราน่าจะได้รัฐบาลชุดใหม่ประมาณปลายเดือนนี้หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ทั่วไปไม่ควรยาวนาน วันนี้เพิ่งวันที่ 6 มิ.ย. เหลืออีกตั้ง 24 วันก็น่าทำได้ แต่สิ่งที่ควรต้องทำไปพร้อมๆ กัน ซึ่งเชื่อว่ารัฐบาลคงทราบแล้ว แต่หากต้องให้เกิดความรอบคอบ คือในระหว่างที่จะจัดตั้ง ครม. ซึ่งจะมาจากพรรคใด และใครไปอยู่ที่ไหนก็ตาม สิ่งที่ควรทำไปพร้อมๆ กันคือการยกร่างนโยบาย เพราะเมื่อไปถึงวันที่ถวายสัตย์ปฏิญาณแล้ว หลังจากนั้นต้องแถลงนโยบายภายใน 15 วัน ดังนั้นควรใช้เวลาช่วงนี้ ซึ่งยังไม่ได้นับหนึ่งมายกร่างนโยบายไว้ก่อน เตรียมไว้ และพอจัดตั้ง ครม.เสร็จ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเรียบร้อยแล้ว ก็เอานโยบายที่จัดทำเสร็จแล้วมาปรับปรุงอีกไม่มากนัก แล้วเสนอ จากนั้นก็สามารถเดินหน้าเรื่อง 15 วันได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า ช่วงนี้ พล.อ.ประยุทธ์สามารถเข้าไปร่วมร่างนโยบายต่างๆ ได้เลยหรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า หากเป็นการเตรียมการก็ทำได้อยู่แล้ว แต่ถ้าจะให้งดงามก็ควรรอการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งลงมาก่อน แต่การเตรียมการในช่วงนี้ สามารถทำได้ ซึ่งตอนนี้นายกฯ มีอำนาจเต็มจะดำเนินการแล้ว&amp;nbsp;
ถามถึงการทาบทามให้เป็นรัฐมนตรีต่อ นายวิษณุ กล่าวว่า ยังครับๆ และเมื่อถามว่ามองเสถียรภาพของรัฐบาลจะเป็นอย่างไรจากนี้ นายวิษณุกล่าวว่า ไม่ทราบ เราก็เห็นกันอยู่แล้ว คุณก็รู้เท่ากับตนเอง
พ่อฟ้าแค่หมากไม่ใช่ขุน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านเฟซบุ๊กของนายธนาธรได้โพสต์ในหัวข้อ &amp;ldquo;นี่ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้น&amp;rdquo; โดยย้ำว่า วันนี้เราไม่ได้พ่ายแพ้ เพียงแต่ชัยชนะของเราถูกปล้นไป เพราะกติกาที่ไม่เป็นธรรม แต่พวกเราเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าท้ายที่สุดชัยชนะจะเป็นของประชาชน เผด็จการไม่สามารถต้านทานสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดไป ซึ่งการประชุมเมื่อวันที่ 5 มิ.ย. ทำให้ประชาชนเป็นสักขีพยานแล้วว่าพวกเขาจะต้องใช้ต้นทุนสูง และต้องทำตัวทุเรศทุรังขนาดไหนในการสืบทอดอำนาจ และในทางกลับกันครั้งนี้ พวกเราได้ต่อสู้อย่างจริงจังแค่ไหนเพื่อประชาธิปไตยและความเป็นธรรม ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินใจในการเลือกตั้งครั้งต่อไปเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผู้ที่รักความเป็นธรรมและอยากเห็นประชาธิปไตยเกิดขึ้น โปรดอย่าสิ้นหวัง นี่ไม่ใช่เวลาของการสิ้นหวัง เพราะเราจะยังเดินหน้ามุ่งทำงานการเมืองสร้างสรรค์อย่างแข็งขันต่อไป ไม่เช่นนั้นลูกหลานของเราก็จะเติบโตมาในสังคมที่ไม่เป็นธรรม ไม่มีสิทธิเสรีภาพเช่นที่เป็นอยู่นี้ ดังนั้นจงอย่าส่งต่อสังคมเช่นนี้ให้ลูกหลานของเรา และสุดท้ายนี่ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้น เราจะสู้ไปด้วยกัน&amp;rdquo; เฟซบุ๊กนายธนาธรโพสต์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายไผ่ ลิกค์ หรือไผ่ วันพอยท์ ส.ส.กำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย (พท.) โพสต์เฟซบุ๊กถึงวาทกรรมการปล้นชัยชนะของคุณธนาธร ว่าไม่มีใครปล้นหรอก เพราะถ้าวันนี้ เสียงฝั่งฝ่ายค้านปัจจุบันชนะจะไม่มีการส่งชื่อคุณธนาธรแน่นอน เพราะพรรคเพื่อไทยจะส่งคนของเขามา &amp;nbsp;คุณธนาธรจึงเป็นแค่หมากตัวหนึ่ง ไม่ใช่ขุน วันนี้ ส.ส.ในพรรคเพื่อไทยไม่ได้ชอบสิ่งนี้เท่าไหร่ เพราะคุณธนาธรคือคู่แข่งโดยตรงของพวกเขา เพราะฐานเสียงเดียวกัน ไม่มีใครเอาลูกเค้ามาเลี้ยง เอาเมี่ยงเค้ามาอม แล้วไม่หวังอะไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) และอดีตเลขาธิการ กปปส. กล่าวถึงกรณีนายธนาธรระบุถูกปล้นประชาธิปไตยว่า ไม่ทราบหมายความว่าอย่างไร ปล้นตอนไหน ถ้าเกิดคนกล่าวหานายธนาธรว่าที่ได้มาเยอะแยะทำอะไรมา อย่างนี้ไม่ได้หรอก การเมืองต้องไม่มากล่าวหากันเลื่อนลอย ว่าไปตามกฎเกณฑ์กติกา เลือกนายกฯ เปิดเผยชัดเจน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม. พรรค พท. กล่าวถึงการโหวตเลือกนายกฯ ว่ารู้สึกแปลกใจมากที่สุด ตั้งแต่ทำงานร่วมกับ ส.ว.มาหลายสมัย เพิ่งเห็น ส.ว.ทั้ง 250 คนลงมติเลือก พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ ครบทุกคนชนิดไม่มีแตกแถวแม้แต่เสียงเดียว ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในสภาสูง ซึ่งสิ่งที่สังคมคลางแคลงใจ และอาจคิดว่า ส.ว.ต้องเป็นกลางนั้น เชื่อว่าประชาชนวันนี้เข้าใจแล้วว่าอะไรเป็นอะไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ร.ท.หญิงสุณิสา ทิวากรดำรง รองโฆษกพรรค พท. กล่าวว่า เก้าอี้นายกฯ ที่ พล.อ.ประยุทธ์ช่วงชิงเอามาจนได้สะท้อนความบิดเบี้ยวทางการเมือง ซึ่งเป็นผลพวงจากการรัฐประหาร จัดเป็นชัยชนะที่ไม่ขาวสะอาดและขาดความสง่างาม ต่อให้ได้คะแนน 500 เสียง ก็พูดไม่ได้เต็มปากว่าเป็นนายกฯ ของคนส่วนใหญ่ของประเทศ เพราะในจำนวนนี้ครึ่งหนึ่งคือ คะแนนเสียงจาก ส.ว.ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และคะแนนอีกครึ่งหนึ่งก็ได้มาจากบรรดา ส.ส.ปัดเศษ ซึ่งไม่ใช่ผู้แทนที่ประชาชนส่วนใหญ่ลงคะแนนให้
ด้านนายวุฒิสาร ตันไชย เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า การเลือกนายกฯ เป็นไปตามกติกาที่ออกแบบไว้ในรัฐธรรมนูญ สิ่งสำคัญประชาชนต้องยอมรับในกติกาในรัฐธรรมนูญด้วย ทำให้กลไกนั้นเดินต่อไป ส่วนที่ว่าเดินต่อไปแล้วจะเกิดปัญหาอะไรก็ต้องไปแก้กันในสภา ซึ่งการเลือกนายกฯ ทุกฝ่ายได้แสดงบทบาทของทุกฝ่ายได้เต็มที่แล้ว ถือเป็นจุดเริ่มให้การเมืองไทยและระบบ สิ่งสำคัญคือการทำให้ประเทศกลับสู่ระบบปกติ
โยน&amp;#39;บิ๊กตู่&amp;#39;ชี้ขาดโควตา
&amp;ldquo;วันนี้สังคมไทยต้องอดทนกับสิ่งเหล่านี้ แม้ไม่พอใจในกติกา แต่กติกานี้ก็ผ่านกระบวนการ ดังนั้นคิดว่าต้องเดินต่อ และการจัดตั้งรัฐบาลด้วยเสียงข้างมาก เมื่อมีนายกฯ แล้วสัดส่วนจะมีการเปลี่ยนแปลงได้เสมอ เพราะการเมืองก็ขึ้นอยู่กับการต่อรองอยู่แล้ว แต่สิ่งสำคัญอยากเห็นว่าการต่อรองเพื่อการทำงานให้บ้านเมืองได้ดีขึ้น&amp;rdquo; นายวุฒิสารกล่าว
สำหรับความเคลื่อนไหวการจัดตั้งรัฐบาลได้กลับมาเป็นที่จับตามองอีกครั้ง หลังจบการโหวตนายกฯ โดยเฉพาะการจัดสรร ครม. โควตารัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ซึ่งในดีลแรกที่ ปชป.ได้กระทรวงพาณิชย์, เกษตรฯ และการพัฒนาสังคมฯ ส่วน ภท.ได้คมนาคม, สาธารณสุข และท่องเที่ยวฯ นั้น แกนนำพรรคยังยืนยันเงื่อนไขเดิม ใช้ระบบพรรคการเมือง โดยผู้บริหารพรรคจะเป็นผู้เจรจาพูดคุย แล้วเอาเข้าที่ประชุมกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) และจะมีการแถลงความชัดเจนจากนายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค พปชร. ในเร็วๆ นี้&amp;nbsp;
&amp;ldquo;หากคุยกันไม่ลงตัว และ 2 พรรคยังยืนยันคำเดิมที่จะยึดดีลแรก พรรคจะโยนสิทธิ์ขาดให้ พล.อ.ประยุทธ์พิจารณาความเหมาะสมด้วยตัวเอง เพราะได้เรียนรู้จากการสูญเสียเก้าอี้ประธานสภาฯ ให้กับ ปชป. ที่ทำให้การประชุมรัฐสภาโหวตนายกฯ ถูกถล่มอย่างหนัก หากยังเสียโควตากระทรวงสำคัญๆ อย่างพาณิชย์, คมนาคม และเกษตรฯ อีก จะทำให้การทำงานของรัฐบาลลำบาก&amp;rdquo;
มีรายงานข่าวอีกว่า นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ยังมองว่าหากโควตายังเป็นแบบนี้ ไม่เหลือกระทรวงเกรดเอไว้เลย อาจทำงานไม่ได้ และปัญหาเรื่องสุขภาพอาจเป็นเหตุผลทำให้นายสมคิดตัดสินใจไม่ร่วมรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ในสมัยที่ 2 ต่อก็ได้&amp;nbsp;
&amp;ldquo;แกนนำ พปชร.จะหารือกันในวันที่ 7 มิ.ย. ซึ่งมองว่ายังมีเวลาในการพูดคุยกับพรรคร่วมถึงโควตา ที่ขณะนี้ต้องยอมรับว่ายังไม่ลงตัว โดยเฉพาะกระทรวงเศรษฐกิจที่สำคัญๆ ที่ พล.อ.ประยุทธ์เคยระบุต้องเป็นของพรรคหลัก ส่วนเก้าอี้ไหนที่ลงตัวแล้วอาจส่งให้นายกฯ พิจารณาไปก่อน โดยได้วางไทม์ไลน์จัดตั้งรัฐบาลให้เร็วที่สุด ไม่ให้เกินวันที่ 13 มิ.ย.&amp;rdquo; รายงานระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค พปชร. กล่าวถึงกระแสข่าว พปชร.จะดึงกระทรวงเกษตรฯ กลับมา ว่าการกำหนดกระทรวงหรือจัดตั้งรัฐบาลอยู่ที่ กก.บห. โดยพรรคได้มอบให้หัวหน้าและเลขาธิการพรรคเป็นผู้ดำเนินการ โดยหากไม่ได้กระทรวงตามที่ได้ไปหาเสียงไว้ ก็ถือเป็นความเสียหายในภาพรวม แต่ส่วนตัวคงไม่มีอะไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ก็ต้องยอมรับว่ามีทั้งคนผิดหวังและสมหวัง ก็ว่ากันไป ซึ่งเพิ่งเริ่มนับหนึ่ง และไม่มีการรับปากกัน เพิ่งจะเริ่มต้น และนายกฯ จะเป็นผู้พิจารณาท้ายสุด&amp;rdquo; นายสมศักดิ์ตอบถึงกรณีอาจไม่ได้ดูแลกระทรวงเกษตรฯ&amp;nbsp;
ปชป.-ภท.ยันยึดดีลเดิม
นายอนุชา นาคาศัย ส.ส.ชัยนาท พรรค พปชร.ยอมรับว่า การจัดโควตารัฐมนตรีใหม่มีโอกาสเกิดขึ้น เนื่องจากเป็นแนวทางหนึ่ง ขึ้นอยู่กับ กก.บห. ถ้าพรรคร่วมคุยกันไม่จบ คิดว่าสุดท้ายคงต้องให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นคนเคาะรายชื่อ เพราะถือเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่พรรค ปชป.คิดว่าเป็นประเด็นรองๆ เพราะการแก้ปัญหาประเทศให้ประชาชนอยู่ดีกินดีน่าจะต้องมาก่อน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค ปชป. กล่าวในเรื่องนี้ว่า ต้องถาม พปชร. เพราะเขาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล รวมถึงเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจเป็นเรื่องภายในของพรรคเขาก็ได้ แต่พรรคขอเรียนว่ามีข้อยุติแล้ว ดังนั้นคงเป็นไปตามนั้น ซึ่งยังเชื่อมั่นว่าจะเป็นไปตามที่ได้คุยกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรค ปชป. มองเรื่องนี้ว่า ต้องถามไปยังพรรค พปชร.ว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ถ้าจริงจะไม่เป็นธรรมกับพรรคร่วมรัฐบาลอื่นที่โหวตให้ พล.อ.ประยุทธ์ เหมือนถือคติว่า อ้อยเข้าปากช้าง ผีถึงป่าช้าแล้วยังไงไม่ฝังก็เผา อยากให้แกนนำ พปชร.ทบทวนเรื่องนี้ ให้ข้อตกลงเป็นข้อตกลง สัญญาเป็นสัญญา หากบิดพลิ้ว บิดเบือน เปลี่ยนแปลง และยึดคืนจะไม่ยอมรับเงื่อนไขนี้ รวมทั้งจะทำให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์บริหารราชการแผ่นดินด้วยความยากลำบาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ภท. กล่าวพร้อมหัวเราะในเรื่องนี้ว่า ดีจะได้ขอเพิ่ม แต่วันนี้ยังไม่มีใครพูดเป็นอย่างอื่น เพราะเราได้พูดไปแล้ว ว่าต้องการเข้าไปทำงานเพื่อเดินหน้าในนโยบายที่หาเสียงไว้กับประชาชน เราจะพยายามเข้าไปทำงานในด้านที่เรามีฝีมือ ทั้งนี้ จากวันที่ตกลงกันกับพรรค พปชร.จนถึงวันนี้ ก็ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด
&amp;ldquo;จะยอมถ้าทำให้บ้านเมืองเดินหน้าไปได้ แต่การเปลี่ยนแปลงก็เปลี่ยนได้ทั้งสองฝั่ง เพราะทุกอย่างมีสองด้าน เชื่อว่าพรรค พปชร.จะไม่เอากรณีนายสิริพงศ์มาเป็นข้อต่อรอง และเชื่อว่าเรื่องนี้ก็ไม่ใช่การต่อรอง เราต้องการทำให้บ้านเมืองเดินหน้า โดยทำให้ทุกอย่างเรียบร้อย ใครทำไม่ดีก็ไปว่ากันในสภา เช่นเดียวกับใครขี้โกงก็ลากไส้กันในสภา เพราะเวทีเปิดแล้ว&amp;rdquo; นายอนุทินกล่าว
ส่วนความเคลื่อนไหวของกลุ่ม 10 พรรคการเมืองนั้น ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงร่วมกันระหว่าง 10 พรรคมามอบให้กับนายสรศักดิ์ โดยมีมติมอบให้นายสมเกียรติ ศรลัมพ์ หัวหน้าพรรคประชาภิวัฒน์ เป็นผู้ประสานงานของกลุ่ม 10 พรรคการเมือง เพื่อให้การทำงานร่วมกันในรัฐสภามีความเป็นเอกภาพ
พร้อมเป็นผู้นำฝ่ายค้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรค พท. โพสต์เฟซบุ๊กว่า 7 พรรคจะหารือในอาทิตย์ถัดไป เพื่อสรุปสิ่งที่เกิดขึ้น และดูว่าจะร่วมมือทำงานต่อไปอย่างไร เพราะต้องเป็นฝ่ายค้านในสภา โดยเฉพาะในกรณีผู้นำฝ่ายค้าน ซึ่งหัวหน้าพรรคที่มีเสียงมากที่สุดในฝ่ายค้านต้องทำหน้าที่ ส่วนกระแสข่าวที่มีชื่อนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ เป็นหัวหน้าพรรคนั้น นายสมพงษ์เป็นผู้มีอาวุโส มีความเหมาะสมหลายประการ มีศักยภาพสามารถประสานงานกับส่วนต่างๆ ได้ แต่สุดท้ายท้ายต้องหารือกันอีกครั้ง เมื่อถึงตอนนั้นก็ต้องมีการประชุมสามัญประจำปีภายในพรรคเพื่อตั้งกรรมการบริหารชุดใหม่ต่อไป อย่างช้าไม่เกินเดือน ก.ค.หรือ ส.ค.นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสมพงษ์กล่าวว่า พรรคได้วางตัวบุคคลในตำแหน่งต่างๆ ไว้พร้อมแล้ว ทั้งบุคคลที่จะร่วมยกร่างข้อบังคับการประชุมสภา รวมถึงผู้นำฝ่ายค้าน ทันทีที่สภามีกรอบเวลาการทำงานที่ชัดเจน พรรคจะประชุมเพื่อเลือก กก.บห.และหัวหน้าพรรคทันที ส่วนที่มีข่าวจะนั่งเป็นผู้นำฝ่ายค้านนั้น ก็ขึ้นอยู่กับ กก.บห. แต่ก็มีความพร้อม เพราะเดินหน้ามาถึงขนาดนี้แล้ว เป็นฝ่ายค้านก็ต้องทำได้หมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจใหม่ กล่าวถึงการทำงานต่อไปว่า จะมีความเป็นเอกภาพเหมือนกับโหวตเลือกนายกฯ โดยได้ย้ำตั้งแต่ต้น เป็นคนรักษาคำพูด คำไหนคำนั้น จุดยืนทางการเมืองเป็นเรื่องสำคัญ การเป็นบุคคลสาธารณะและมาทำงานการเมือง ต้องตัดสินใจให้แน่วแน่ว่าคิดอะไรอยู่.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37884</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชวน หลีกภัย, นายกรัฐมนตรี, พปชร., พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พ่อฟ้า, ยึดดีลแรก, รื้อโควตาใหม่, หนังสือพิมพ์, โหวตนายกฯ, ไผ่ วันพอยท์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190606/image_big_5cf920b4095b4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>36067</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/05/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/05/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘พ่อฟ้า’ส่อชะตาขาด กกต.ฟันไพร่หมื่นล้านปมถือหุ้นสื่อชงศาลรธน.เพิกถอนส.ส.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;กกต.&amp;quot; ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณสมบัติ ส.ส. &amp;quot;ธนาธร&amp;quot; ปมถือหุ้นสื่อ หลังกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุยังมีชื่อถือหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดียฯ &amp;nbsp;ตั้งแต่ปี 58 จนถึง 21 มี.ค.62 เลยวันเปิดรับสมัคร ส.ส.ไปแล้ว &amp;quot;หัวหน้า อนค.&amp;quot; มั่นใจไม่ได้ทำอะไรผิด เชื่อคสช.จ้องสกัดกั้นพรรคอนาคตใหม่ บอกวันนี้เชื่อมั่นศาล รธน. &amp;quot;เรืองไกร&amp;quot; เตรียมร้อง กกต.สอบคุณสมบัติ &amp;quot;หม่อมเต่า&amp;quot; 17 พ.ค.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 16 พ.ค. สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกเอกสารข่าวเรื่อง &amp;quot;กกต.ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง&amp;quot; ระบุว่า วันนี้คณะกรรมการการเลือกตั้งได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอให้พิจารณาวินิจฉัยสมาชิกภาพของ ส.ส.สิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 82 วรรคสี่ กรณีความปรากฏหรือมีเหตุอันควรสงสัยต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งว่า นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ เป็นผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด อันเป็นลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นเหตุให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร พ.ศ.2560 มาตรา 101 (6) ประกอบรัฐธรรมนูญ 98 (3)&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า มติ กกต.ในการส่งให้ศาล รธน.วินิจฉัยสมาชิกภาพ ส.ส.ของนายธนาธร เป็นมติเอกฉันท์ โดยเห็นว่าจากพยานหลักฐาน บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด เป็นบริษัทที่ระบุวัตถุประสงค์ในการยื่นจดทะเบียนต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ว่า ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์และสื่อมวลชน อีกทั้งเมื่อพิจารณาจากงบการเงินของบริษัท พบว่ามีรายได้จากการขายนิตยสาร ให้บริการโฆษณา ซึ่งถือเป็นการประกอบธุรกิจสื่อสารมวลชน และยังคงประกอบกิจการอยู่ ไม่มีการจดทะเบียนยกเลิกบริษัทหรือเสร็จการชำระบัญชีแต่อย่างใด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ สำเนาบัญชีผู้ถือหุ้น หรือ บอจ.5 ที่ กกต.ได้รับจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ก็ยังปรากฏชื่อนายธนาธรเป็นผู้ถือหุ้นตั้งแต่ปี 2558 จนถึงวันที่ 21 มี.ค.62 ดังนั้นเมื่อ กกต.ประกาศเปิดสมัครรับเลือกตั้งส.ส.วันที่ 4-8 ก.พ. จึงเท่ากับว่าขณะที่นายธนาธรยื่นใบสมัครลงรับเลือกตั้ง นายธนาธรยังถือหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัดอยู่ จึงเข้าข่ายขาดคุณสมบัติเนื่องจากเป็นบุคคลที่ห้ามใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (3) และ พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ.2561 มาตรา 42 (3)&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;รัฐธรรมนูญมาตรา 82 วรรคสอง ยังกำหนดว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้รับเรื่องไว้พิจารณาแล้ว หากปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่า ส.ส.ซึ่งถูกร้อง มีกรณีตามที่ถูกร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ ส.ส. ซึ่งถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย และเมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยแล้วให้ศาลรัฐธรรมนูญแจ้งคำวินิจฉัยนั้นไปยังประธานสภาผู้แทนราษฎร ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพของ ส.ส.ผู้ถูกร้องสิ้นสุดลง ให้ถือว่าผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่แต่ไม่กระทบต่อกิจการที่ผู้นั้นได้กระทำไปก่อนพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งมีรายงานว่า กกต.ได้ยื่นคำร้องถึงสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญแล้ว&amp;quot; แหล่งข่าวระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) แถลงข่าวตอนหนึ่งถึงกรณี กกต.ยื่นคำร้องต่อศาล รธน. ขอให้พิจารณาวินิจฉัยสมาชิกภาพ ส.ส.ของตนเองสิ้นสุดลง เนื่องจากเป็นผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชน ทำให้มีความสุ่มเสี่ยงที่จะไม่ได้เข้าสภาหรือไม่ ว่าไม่มีอะไรสุ่มเสี่ยง เพราะ กกต.ยังไม่กล้าตัดสินใจเลย เรามั่นใจในเอกสารหลักฐานข้อเท็จจริงทั้งหมดว่าไม่มีผลอะไรต่อคุณสมบัติการสมัครเป็น ส.ส. &amp;nbsp;ดังนั้นเราไม่ได้คิดเรื่องนี้มาเป็นประเด็นเลย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมมองว่านี่คือความพยายามเฮือกสุดท้ายของคสช.ที่จะสกัดกั้นพรรคอนาคตใหม่ โดยคาดหวังว่า ถ้าจัดการกับแกนนำพรรคได้แล้วจะจัดการกับพรรคได้ อย่างไรก็ตาม เรามั่นใจในพยานหลักฐานเอกสารของพวกเรา ว่าไม่มีอะไรมาเอาผิดได้&amp;quot; นายธนาธรกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่า เชื่อมั่นศาลรัฐธรรมนูญจะให้ความเป็นธรรมได้หรือไม่ หัวหน้าพรรค อนค.กล่าวว่า วันนี้ก็เชื่อมั่น และไม่รู้สึกกังวล และเรื่องนี้ก็ไม่เกี่ยวข้องกับการประกาศเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลในวันนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เรายืนยันไม่มีใครหาข้อโต้แย้งที่เป็นวิทยาศาสตร์ หรือหาหลักฐานมาล้มล้างหลักฐานที่เรามีได้ เราเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์และจะเดินหน้าต่อไปอย่างมั่นคง&amp;quot; พรรค อนค.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตผู้สมัครส.ส.พรรคไทยรักษาชาติ กล่าวว่า ในวันที่ 17 พ.ค. เวลา 10.30 น. จะเข้ายื่นคำร้องต่อ กกต.ขอให้ตรวจสอบ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล ในฐานะผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อพรรครวมพลังประชาชาติไทย ว่าขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (15) หรือไม่ เนื่องจากมีชื่อเป็นกรรมการกฤษฎีกา ลำดับที่ 21 ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องแต่งตั้งกรรมการกฤษฎีกา ฉบับลงวันที่ 24 พ.ย.58 แต่ต่อมาตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องแต่งตั้งกรรมการกฤษฎีกา ฉบับลงวันที่ 19 เม.ย.62 กลับไม่มีชื่อ ม.ร.ว. จัตุมงคลเป็นกรรมการกฤษฎีกาอีก จึงน่าสงสัยว่า ม.ร.ว.จัตุมงคลเป็นกรรมการกฤษฎีกามาโดยตลอดจนถึงวันที่สมัครเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หาก ม.ร.ว.จัตุมงคลมีชื่อเป็นกรรมการกฤษฎีกามาตั้งแต่ 24 พ.ย.58 จนถึงก่อนที่จะมีประกาศสำนักนายกฯ แต่งตั้งกรรมการกฤษฎีกาชุดใหม่ในวันที่ 19 เม.ย.62 ก็เท่ากับว่าในวันสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ม.ร.ว.จัตุมงคลอาจเข้าข่ายเป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามในการลงสมัครโดยเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (15) ได้&amp;quot; &amp;nbsp;นายเรืองไกรกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคไทยรักษาชาติรายนี้ระบุว่า นอกจากนี้ยื่นคำร้องดังกล่าวแล้ว ในช่วงบ่ายยังจะได้เข้าให้ถ้อยคำต่อ ร.ต.อ.มนูญ วิเชียรนิตย์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนงานสืบสวนสอบสวน ตามหนังสือเชิญที่นายแสวง บุญมี รองเลขาธิการ กกต. ได้ส่งมาขอให้ไปให้ถ้อยคำ กรณีที่ได้ยื่นร้องของ กกต.ให้ กกต.ตรวจสอบผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อและ ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง รวม 25 ราย ว่าเข้าข่ายขาดคุณสมบัติในการลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.หรือไม่ เนื่องจากมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นอยู่ในธุรกิจสื่อด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ กกต. นายไพโรจน์ อิสระเสรีพงษ์ ผู้สมัคร ส.ส. เขต 17 หนองจอก กทม. พรรคเพื่อไทย (พท.) เข้ายื่นทวงถามจาก กกต. และนำพยานมาสอบเพิ่มถึงกรณียื่นคัดค้านการเลือกตั้งในเขต 17 ที่พบการกระทำผู้สมัครของพรรคการเมืองหนึ่งที่ได้มีการนำเงินจำนวน 5,000 บาท พร้อมเสื้อพรรคการเมืองนั้น จำนวน 2 ตัว มามอบให้นางวราภรณ์ ขันทิพย์ ประธานชุมชนก้าวใหม่พัฒนาบึงปรง ซึ่งน่าจะเข้าข่ายความผิดในข้อกฎหมายอย่างร้ายแรง แต่นางวราภรณ์ไม่ได้รับและก็ได้ไปแจ้งความที่ สน.หนองจอกไว้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายไพโรจน์กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ได้ยื่นหนังสือในเรื่องดังกล่าวเมื่อวันที่ 10 เม.ย.62 และได้รับหนังสือตอบกลับจาก กกต.เมื่อวันที่ 29 เม.ย.62 ว่าเรื่องดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณา และขอเชิญให้ตนมาให้ข้อมูลเพิ่มเติม แต่สิ่งที่ตนสังเกตถึงการทำหน้าที่ของพนักงานสอบสวนของ กกต.นั้น คือกรณีนี้มีทั้งพยาน และบันทึกประจำวันของ สน.หนองจอก และมีคลิปเสียงการพูดจาข่มขู่นางวราภรณ์ กกต.น่าจะสอบสวนโดยเร่งด่วน แต่กลับไม่ดำเนินการโดยฉับพลัน แต่ไปรับรองผลการเลือกตั้งในวันที่ 7 พ.ค. ซึ่งต่างจากกรณีผู้สมัคร ส.ส.เพื่อไทยที่ จ.เชียงใหม่ ที่นำเงินไปทำบุญถวายพระสงฆ์ 2,000 บาท แต่กลับได้รับใบส้มอย่างรวดเร็ว.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36067</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกต., ถือหุ้นสื่อ, พ่อฟ้า, วี-ลัค มีเดีย, ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณสมบัติ ส.ส., หนังสือพิมพ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190516/image_big_5cdd712338f48.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34554</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/04/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/04/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จี้ปม‘พ่อฟ้า’ใช้โทรศัพท์/ร้องพปชร.ถือหุ้นสื่อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นักร้องเบอร์หนึ่งรุกหนัก! &amp;quot;ศรีสุวรรณ&amp;quot; &amp;nbsp;ยื่นเอกสารมัด &amp;quot;ธนาธร&amp;quot; เพิ่ม จี้ กกต.ตรวจสอบการใช้โทรศัพท์ เพราะจะเป็นตัวบ่งชี้ชัดเจน 8 ม.ค.หัวหน้าพรรคส้มหวานอยู่ไหน &amp;quot;คำนูณ&amp;quot; ตั้งข้อสังเกต บอจ.5 ปรากฏเป็นครั้งแรกต่อทางราชการคือวันที่ 21 มี.ค. เป็นวันหลังวันสมัครรับเลือกตั้ง ฉะนั้นจะยึดตามกฎหมายเอกชนหรือกฎหมายมหาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 26 เมษายน นายศรีสุวรรณ จรรยา &amp;nbsp; เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เข้าให้ถ้อยคำเพิ่มเติมกรณีที่สมาคมเคยยื่นคำร้องเรียน นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ถือครองหุ้นสื่อสิ่งพิมพ์ของบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศรีสุวรรณเผยว่า ได้นำเอกสารเพิ่มเติมมาอีก 1 ฉบับ ให้กับคณะกรรมการไต่สวนฯ ถึงข้อมูลที่นายธนาธรอ้างว่าโอนหุ้นของบริษัทดังกล่าวไปเมื่อวันที่ 8 ม.ค.ที่ผ่านมา รวมถึงข้อสงสัยของการแสดงตัวตนของนายธนาธร เมื่อวันที่ 8 ม.ค.ที่ผ่านมา ที่อ้างว่าอยู่ จ.บุรีรัมย์ ซึ่งตนไม่เชื่อว่ามีการโอนหุ้นจริง และไม่เชื่อว่าอยู่ จ.บุรีรัมย์จริง นอกจากนี้ อยากให้ กกต.ตรวจสอบการใช้โทรศัพท์ของนายธนาธรในวันที่ 8 ม.ค.ที่ผ่านมา และจะเป็นตัวบ่งชี้ชัดเจนให้เป็นที่ประจักษ์พยานได้ว่านายธนาธรอยู่ในต่างจังหวัดหรือกรุงเทพฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า ในส่วนของการออกเช็คโอนหุ้น ตนยังมีข้อสงสัยว่ามีการกระทำจริงหรือไม่ จึงอยากให้นำต้นขั้วเช็คของนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ (มารดาของนายธนาธร) มาตรวจสอบรันนัมเบอร์เช็คว่าเช็คมีการกระโดดไปมาหรือไม่ ซึ่งจะทำให้ทราบวันเวลาออกเช็คที่แท้จริง รวมถึงเช็คดังกล่าวได้มีการนำเข้าธนาคารแล้วหรือไม่ เพื่อจะดูว่าได้มีการนำเงินเข้าช่วงเดือน ธ.ค.ถึงปัจจุบัน เพราะจะทำให้ทราบว่านำเช็คเข้าทำธุรกรรมจริงหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากนี้ กกต.ต้องดำเนินการนำเอาเอกสารต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้นมาใช้ในการตรวจสอบเพิ่มเติม หาก กกต.ตรวจสอบแล้วพบความจริง ทาง กกต.ก็จะต้องเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาทางการเมืองเพิกถอนสิทธิการรับสมัครเลือกตั้งของนายธนาธร และดำเนินการเอาผิดทางอาญา โทษจำคุก 1-10 ปี พร้อมถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี และอาจโทษหนักขัด พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ตามมาตรา 132 ก็จะส่งศาลรัฐธรรมนูญส่งให้ยุบพรรคได้หรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เบื้องต้นทราบว่าคุณธนาธรจะเข้ามาชี้แจงต่อ กกต.ในวันที่ 29 เม.ย.นี้ หาก กกต.มีข้อสรุปอย่างไรตนก็จะเข้ามายืนยันคำร้องคัดค้านคำชี้แจงของนายธนาธร&amp;rdquo; นายศรีสุวรรณกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ เปิดเผยว่า นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ จะเข้าให้ถ้อยคำกรณีการถือหุ้น บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) วันอังคารที่ 30 เมษายนนี้ ช่วงบ่าย จากเดิมที่ตั้งใจจะเข้าชี้แจงวันจันทร์ที่ 29 เมษายน แต่จากการประสานไปยัง กกต. สะดวกให้เข้าชี้แจงวันที่ 30 เมษายน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนคดีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จากการจัดรายการผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์นั้น น.ส.พรรณิการ์ กล่าวว่า อัยการได้เลื่อนฟังคำสั่งฟ้องคดีเป็นวันที่ 28 พฤษภาคมนี้
ความลับในคดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถ.รัชดาภิเษก นายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความของนายธนาธร เผยว่าสาเหตุที่เลื่อนฟังคำสั่งในวันนี้ เนื่องจากยังสอบสวนพยานเพิ่มเติมตามที่เราได้ร้องขอความเป็นธรรมยังไม่เสร็จสิ้น ส่วนที่ว่าได้สอบพยานเพิ่มไปกี่ปาก คืบหน้าแค่ไหน ตนไม่ทราบ ทางพนักงานอัยการไม่ได้แจ้งมา เพราะอาจจะเป็นความลับในคดี ในนัดหน้าทางอัยการก็ยังไม่ได้มีการกำชับใดๆ เป็นพิเศษว่าตัวนายธนาธรต้องมาหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายคำนูณ สิทธิสมาน โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก Kamnoon Sidhisamarn กรณีนายธนาธร โดยระบุว่า กกต.จะยึดถือวันใดเป็นวันโอนหุ้นจริง 1. ยึดวันที่บริษัทส่งแบบ &amp;#39;บอจ.5&amp;#39; ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ คือวันที่ 21 มีนาคม 2562 อันเป็นวันหลังวันสมัครรับเลือกตั้ง หรือ 2.ยึดถือวันที่มีการโอนกันจริงตามที่ฝ่ายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กล่าวอ้าง คือวันที่ 8 มกราคม 2562 อันเป็นวันก่อนวันสมัครรับเลือกตั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาระบุว่า นายธนาธรและฝ่ายสนับสนุนยึดถือเวลาตามข้อ 2 โดยมีประมวลแพ่งมาตรา 1129 วรรคสามนี้เป็นฐานสำคัญ ความหมายตามมาตรา 1129 วรรคสามนี้ คือเมื่อมีการจดแจ้งลงในทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัท ก็ถือว่ามีผลสมบูรณ์แล้ว ไม่ถึงขนาดต้องส่งแบบ บอจ.5 แจ้งต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัททุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลง เพราะโดยปกติจะแจ้งปีละ 1 ครั้งเท่านั้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่การที่สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นอยู่ที่บริษัทนี่แหละคือปมปัญหา เมื่อนำมาใช้กับกรณีนี้ เพราะโดยทั่วไปแล้วบุคคลภายนอกย่อมยากจะรู้ได้ว่าในระหว่างปีมีการโอนหุ้นกันกี่ครั้ง และเอกสารการโอนหุ้นในแต่ละครั้งก็ยากที่จะรู้ได้แน่นอนว่าเป็นจริงตามวันที่ในเอกสาร หรืออาจจะมีการทำขึ้นย้อนหลังหรือไม่
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายโดยตรง โดยเฉพาะกฎหมายแพ่ง แต่มีหลักคิดผุดขึ้นมาว่า มาตรา 1129 วรรคสาม คือเหตุผลของกฎหมายแพ่ง ซึ่งเป็น &amp;#39;กฎหมายเอกชน&amp;#39; มีวัตถุประสงค์ในการวางกฎเกณฑ์ในความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลต่อบุคคลที่ได้รับการสันนิษฐานว่ามีความเท่าเทียมกัน ทำมาค้าขายกัน ซึ่งจะต้องใช้ความระมัดระวังตนเองกันตามสมควร รัฐไม่ควรวางกฎเกณฑ์ที่อาจจะสร้างภาระให้แต่ละฝ่ายมากเกินไป&amp;quot;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำถามคือ จะเอากฎเกณฑ์ตาม &amp;#39;กฎหมายเอกชน&amp;#39; มาใช้กับ &amp;#39;กฎหมายมหาชน&amp;#39; ได้แค่ไหน เพียงใด โดยเฉพาะ &amp;#39;กฎหมายมหาชน&amp;#39; ในระดับรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่วางกฎเกณฑ์ &amp;#39;ลักษณะต้องห้าม&amp;#39; ของบุคคลที่จะเข้าสู่อำนาจรัฐ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมเชื่อโดยบริสุทธิ์ว่ากฎเกณฑ์ กฎหมายเอกชน นั้นไม่สามารถนำมาใช้เป็นกฎเกณฑ์ทาง &amp;#39;กฎหมายมหาชน&amp;#39; ได้ทั้งหมด หากแต่สามารถนำมาใช้ได้เฉพาะบางประการที่ไม่ขัดหรือแย้งต่อการทำหน้าที่ขององค์กรที่ทำหน้าที่ในทางมหาชนเท่านั้น เพราะวัตถุประสงค์หลักของกฎหมายทั้ง 2 ลักษณะแตกต่างกัน
คนภายนอก
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายคำนูณระบุว่า กฎหมายมหาชนมุ่งคุ้มครองมหาชนที่ประกอบด้วยบุคคลมีระดับความรู้ความสามารถและสถานะแตกต่างกัน รัฐจำเป็นต้องให้ความคุ้มครองบุคคลส่วนใหญ่ที่ด้อยโอกาสกว่า ซึ่งแตกต่างโดยพื้นฐานกับกฎหมายเอกชน ที่รัฐเพียงวางกฎเกณฑ์สำหรับการทำมาหากินของบุคคลที่ได้รับการสันนิษฐานว่าเท่าเทียมกัน รัฐไม่ควรเข้าไปก้าวก่ายมากเกินความจำเป็น กลับมาสู่กรณีธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในกรณีนี้ &amp;#39;คนภายนอก&amp;#39; ตามประมวลแพ่งมาตรา 1129 วรรคสาม เป็นองค์กรอิสระนาม &amp;#39;กกต.&amp;#39; ที่ทำหน้าที่สำคัญยิ่งตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญในการกลั่นกรองบุคคลที่มี &amp;#39;ลักษณะต้องห้าม&amp;#39; ออกไปจากการเข้าสู่อำนาจรัฐ มิหนำซ้ำ &amp;#39;ลักษณะต้องห้าม&amp;#39; นี้ยังมีโทษค่อนข้างแรง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่า ถ้าจะยึดถือประมวลแพ่งมาตรา 1129 เป็นเกณฑ์อย่างเคร่งครัด กกต.จะรู้ได้อย่างไรว่า ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ยังคงถือหุ้นที่มี &amp;#39;ลักษณะต้องห้าม&amp;#39; อยู่หรือไม่ ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 อันเป็นวันสมัครรับเลือกตั้ง ในเมื่อเอกสารแบบ บอจ.5 ที่ทางราชการรับทราบการโอนหุ้นของเขาเป็นครั้งแรกคือวันเวลาตามข้อ 1 วันที่ 21 มีนาคม 2562 หลังวันสมัครรับเลือกตั้งแล้ว กกต.จะไปรู้ถึงการโอนหุ้นตามข้อ 2 ที่มีการกล่าวอ้างว่าเกิดขึ้นในวันที่ 8 มกราคม 2562 ได้อย่างไร โดยเฉพาะเมื่อเกิดการโต้แย้งแตกแขนงไปอีกหลายประเด็นว่าการโอนหุ้นในวันนั้นเกิดขึ้นจริงหรือไม่
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กฎเกณฑ์ทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129 วรรคสาม จึงไม่น่าจะนำมาหักล้างกับรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (3) และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งมาตรา 42 (3) ได้ทั้งหมด เมื่อมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้น เชื่อว่า กกต.น่าจะต้องยึดถือระยะเวลาตามข้อ 1 ตามเอกสารที่ปรากฏต่อราชการเป็นหลัก
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กล่าวคือยึดตามแบบ บอจ.5 ที่ปรากฏเป็นครั้งแรกต่อทางราชการ นั่นคือวันที่ 21 มีนาคม 2562 อันเป็นวันหลังวันสมัครรับเลือกตั้ง&amp;quot; นายคำนูณระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ให้ความเห็นว่า เรื่องเข้าใจง่ายๆ เจ้าของหรือหุ้นส่วนสื่อมวลชนทุกประเภท ต้องลาออกก่อนสมัคร ส.ส. พิธีกร นักข่าว ดารา นักร้อง ตัวตลก ตัวโกง แม้แต่เป็นตัวแสดงในโฆษณา หรือเดินไปมาในมิวสิกวิดีโอยังต้องยุติออกอากาศ เพื่อไม่เอาเปรียบผู้สมัครอาชีพอื่น ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นไหน จะใหม่จะอาวุโส อย่าทำให้สังคม สับสนเลยครับ!! เรื่องแค่นี้ไม่เข้าใจคุณก็กลับไปจุดเริ่มต้นเสียใหม่
&amp;quot;สมชัย&amp;quot;สอน กกต.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เผยว่า ประเด็นนายธนาธรยังมีมุมที่ใครต่อใครไม่ได้นึกถึง รวมทั้ง กกต.เองด้วย ประเด็นคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครในส่วน ส.ส.บัญชีรายชื่อนั้น ให้ดูที่มาตรา 60 และมาตรา 61 ของ พ.ร.ป.ส.ส. โดยสรุปให้ฟังง่ายคือมาตรา 60 กล่าวว่า หาก กกต.รับสมัครผู้สมัครบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองใดแล้ว ก็ให้ประกาศรายชื่อผู้สมัครภายใน 7 วัน นับแต่วันรับสมัคร และหากจะมีใครทักท้วง ให้ยื่นภายใน 7 วัน นับจากวันที่ประกาศรายชื่อ &amp;nbsp;ประกาศรายชื่อ 15 กุมภาพันธ์ ดังนั้นร้องได้ถึง 22 กุมภาพันธ์ 2562&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาตรา 61 กล่าวว่า ก่อนวันเลือกตั้ง หาก กกต.เห็นว่าผู้สมัครรายใดขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม ให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อให้ถอนรายชื่อจากผู้สมัครเลือกตั้ง 24 มีนาคม ดังนั้นก่อนวันเลือกตั้งวันสุดท้ายคือ 23 มีนาคม 2562&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำแถลงของรองเลขาธิการ กกต. เมื่อ 23 เมษายน 2562 แจ้งว่ามีมติ กกต.ให้แจ้งข้อกล่าวหานายธนาธร เนื่องจากมี &amp;quot;ผู้ร้อง&amp;quot; ว่านายธนาธรเป็นผู้มีลักษณะต้องห้าม ถ้าไปค้นดูผู้ร้องคือ นายศรีสุวรรณ จรรยา มีการร้องธนาธร 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2562 เรื่องนายธนาธรลงประวัติตัวเองเป็นเท็จเรื่องตำแหน่งประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ครั้งที่สองเมื่อ 25 มีนาคม 2562 เรื่องการถือหุ้นสื่อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การยื่นทั้งสองครั้ง จึงเป็นการยื่นคัดค้านคุณสมบัติตามมาตรา 60 ซึ่งต้องดำเนินการภายในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 การยื่นที่เกินกำหนดเวลา เป็นเรื่องที่ กกต.ไม่อาจรับคำร้องมาพิจารณาได้ นี่รับแล้วตั้งอนุกรรมการไต่สวน และมีมติแจ้งข้อกล่าวหา ส่วน กรณีจะเป็นความปรากฏต่อ กกต.เองตามมาตรา 61 ก็ต้องดำเนินการก่อนวันที่ 24 มีนาคม 2562 ในกรณีที่จะใช้มาตรา 132 ว่าเป็นการกระทำที่ให้การเลือกตั้งไม่สุจริตและเที่ยงธรรม จนให้ใบส้ม ต้องตั้งเรื่องใหม่ ไม่สามารถนำคำร้องที่เกินกำหนดมาเป็นต้นเรื่องในการพิจารณาได้ ระวังจะโดนข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบครับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงาน กกต. นายณรงค์ รุ่งธนวงศ์ หัวหน้าศูนย์ข้อมูลและสถิติ กองอำนวยการเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทย เดินทางเข้ายื่นหนังสือขอให้ กกต.ตรวจสอบคุณสมบัติของนายชาญวิทย์ วิภูศิริ ผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขตเลือกตั้งที่ 15 พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับคะแนนเลือกตั้งเป็นอันดับที่ 1 เนื่องจากตรวจสอบเอกสารแผ่นพับหาเสียงที่ระบุเป็นผู้บริหารบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง ซึ่งสืบจากข้อมูลกรมธุรกิจการค้าและพาณิชย์ พบว่านายชาญวิทย์ หรือผู้ถูกร้อง เป็นเจ้าของและผู้ถือหุ้นบริษัทที่จดทะเบียนประกอบกิจการหนังสือพิมพ์และสื่อมวลชน โดยพบว่าถือหุ้นในบริษัทดังกล่าวจำนวน 250 ล้านหุ้น และเป็นผู้มีอำนาจในการลงนามของบริษัทดังกล่าวด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาบอกว่า การกระทำดังกล่าวจึงอาจขัดรัฐธรรมนูญ ม.98 (3) และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.มาตรา 42 (3) ที่ห้ามไม่ให้บุคคลที่เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ขอให้ กกต.เร่งตรวจสอบและวินิจฉัยกรณีนี้ หากพบว่ากระทำความผิดจริงนายชาญวิทย์ก็จะมีความผิดรับรองคุณสมบัติตนเองเป็นเท็จ ซึ่งก็จะมีความผิดทางอาญาด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34554</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกต., ตรวจสอบการใช้โทรศัพท์, นักร้องเบอร์หนึ่ง, นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด, พรรคส้มหวาน, พ่อฟ้า, ศรีสุวรรณ, หนังสือพิมพ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190426/image_big_5cc312111d943.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
