<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119108</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/10/2021 22:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/10/2021 22:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฟินแลนด์ชาติล่าสุดระงับใช้&#039;โมเดอร์นา&#039;กับคนหนุ่ม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ทางการสาธารณสุขของฟินแลนด์ประกาศเมื่อวันพฤหัสบดีว่าได้สั่งระงับการใช้วัคซีนโควิด-19 ของโมเดอร์นา กับกลุ่มชายอายุไม่เกิน 30 ปีแล้ว เนื่องจากกังวลผลข้างเคียงที่อาจเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ถือเป็นประเทศล่าสุดต่อจากสวีเดน, นอร์เวย์และเดนมาร์ก ที่ระงับใช้เมื่อวันพุธ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มิกา ซัลมิเนน ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพแห่งฟินแลนด์ กล่าวเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2564 ว่าฟินแลนด์จะเปลี่ยนไปใช้วัคซีนของไฟเซอร์ กับกลุ่มผู้ชายที่อายุไม่เกิน 30 ปี หรือผู้ชายที่เกิดตั้งแต่ปี 2534 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การศึกษาของกลุ่มประเทศนอร์ดิกที่เกี่ยวข้องกับฟินแลนด์, สวีเดน, นอร์เวย์ และเดนมาร์ก พบว่า ผู้ชายที่อายุน้อยกว่า 30 ปีที่ได้รับวัคซีนสไปค์แวกซ์ของโมเดอร์นา มีความเสี่ยงสูงกว่ากลุ่มอื่นที่จะเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ&amp;quot; เขากล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพุธ ทางการสวีเดน, นอร์เวย์ และเดนมาร์ก ประกาศระงับใช้วัคซีนโมเดอร์นากับกลุ่มชายวัยหนุ่มและวัยเด็กทุกคน โดยอ้างถึงผลการศึกษาฉบับเดียวกัน ซึ่งยังไม่ได้ตีพิมพ์เผยแพร่ แล้วแนะนำให้ฉีดวัคซีนของไฟเซอร์ให้คนกลุ่มนี้แทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถาบันสุขภาพของฟินแลนด์กล่าวว่า ผลการศึกษาฉบับนี้จะเผยแพร่ในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า และข้อมูลเบื้องต้นถูกส่งให้แก่องค์การยาแห่งยุโรป (อีเอ็มเอ) แล้ว เพื่อประเมินเพิ่มเติม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะกรรมการด้านความปลดภัยของอีเอ็มเอเคยสรุปไว้เมื่อเดือนกรกฎาคมว่า ผลข้างเคียงเช่นภาวะหัวใจอักเสบอาจเกิดได้น้อยมากๆ หลังการฉีดวัคซีนสไปค์แวกซ์ หรือวัคซีนโคเมอร์เนตีของไฟเซอร์-ไบออนเทค โดยมักพบในกลุ่มชายหนุ่มหลังฉีดโดสที่ 2&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วัคซีน 2 ชนิดนี้ใช้เทคโนโลยี mRNA แต่หน่วยงานกำกับดูแลทั้งในสหรัฐ, สหภาพยุโรป (อียู) และองค์การอนามัยโลกต่างเน้นย้ำว่า ประโยชน์จากวัคซีนที่ผลิตจากเทคโนโลยีชนิดนี้มีมากกว่าความเสี่ยง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119108</URL_LINK>
                <HASHTAG>กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ, นอร์เวย์, ผลข้างเคียงวัคซีน, ฟินแลนด์, ระงับใช้วัคซีนโมเดอร์นา, วัคซีนโควิด, สวีเดน, เดนมาร์ก, โมเดอร์นา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211007/image_big_615f125ac7524.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96616</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/03/2021 20:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/03/2021 20:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อันดับความสุขโลกปีโควิดระบาด ฟินแลนด์แชมป์4ปีซ้อน ไทยเท่าเดิม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รายงานความสุขโลกประจำปี 2564 เผยดัชนีความสุขของประเทศต่างๆ ทั่วโลกท่ามกลางภาวะโควิด-19 แพร่ระบาดในปีที่ผ่านมา พบฟินแลนด์รั้งอันดับ 1 เป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน ส่วนของไทยอันดับเท่าเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ ชาวฟินแลนด์ออกมาพบปะสังสรรค์กันท่ามกลางแสงแดดสดใสในสวนสาธารณะซอร์ซาปุยส์โตในเมืองตัมเปเร แม้จะเกิดโควิดระบาดและรัฐบาลห้ามการรวมตัวกันเกิน 10 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รายงานเอเอฟพีกล่าวว่า รายงานความสุขโลก ที่ได้รับการสนับสนุนการจัดทำโดยองค์การสหประชาชาติเป็นปีที่ 9&amp;nbsp; อ้างอิงข้อมูลจากแกลลัพที่สอบถามประชาชนจาก 149 ประเทศ นำมาจัดอันดับความสุขของผู้คนในประเทศนั้นๆ พร้อมกันยังใช้มาตรวัดอื่นๆ ประกอบ เช่น จีดีพี, การสนับสนุนทางสังคม, เสรีภาพส่วนบุคคล และระดับของการคอร์รัปชัน เพื่อนำมาให้เป็นคะแนนเฉลี่ยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ระหว่างปี 2561-2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และในปีนี้ ประเทศในยุโรปยังคงครองท็อปเท็นไว้อย่างเหนียวแน่นเช่นเดิม โดยฟินแลนด์ครองแชมป์เป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน ตามด้วย 2. เดนมาร์ก, 3. สวิตเซอร์แลนด์, 4. ไอซ์แลนด์, 5. เนเธอร์แลนด์, 6. นอร์เวย์, 7. สวีเดน, 8. ลักเซมเบิร์ก, 9. นิวซีแลนด์ซึ่งเป็นประเทศนอกยุโรปชาติเดียวใน 10 อันดับแรก และ 10. ออสเตรีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานกล่าวว่า การระบาดของโควิด-19 ส่งผลเปลี่ยนแปลงอันดับความสุขโลกไม่มากนัก ประเทศที่อันดับขยับขึ้นมีอาทิ เยอรมนี ขึ้นจาก 17 เป็น 13 และฝรั่งเศส ขยับ 2 อันดับมาอยู่ที่ 21 ส่วนประเทศที่อันดับตกลงก็มีเช่น สหราชอาณาจักร ตกจาก 13 เป็นอันดับ 17 และสหรัฐ ตก 1 อันดับ มาอยู่อันดับ 19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากท้ายตาราง อัฟกานิสถานเป็นประเทศที่ผู้คนมีความสุขน้อยที่สุดในโลก อยู่ในอันดับ 149 โดยประเทศที่มีอันดับเหนือกว่าจากล่างขึ้นบน ได้แก่ ซิมบับเว อันดับ 148, รวันดา อันดับ 147, บอตสวานา อันดับ 146 และเลโซโท อันดับ 145&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อันดับของไทยในปีนี้อยู่ที่ 54 เท่ากับอันดับของปี 2563 ในกลุ่มชาติอาเซียน สิงคโปร์อันดับสูงสุดที่ 32 ส่วนฟิลิปปินส์อันดับ 61, เวียดนาม 79, มาเลเซีย 81, อินโดนีเซีย 82, ลาวอันดับ 100, กัมพูชา อันดับ 114 และเมียนมา อันดับ 126&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะผู้จัดทำรายงานได้เปรียบเทียบข้อมูลของปีนี้กับค่าเฉลี่ยของปีก่อนๆ ด้วย เพื่อวัดผลกระทบของโรคระบาด และพบ &amp;quot;ความถี่ของอารมณ์เชิงลบสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ&amp;quot; กับประเทศกว่า 1 ใน 3 ของที่สำรวจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกันก็พบว่า มีอารมณ์ความรู้สึกเชิงบวกใน 22 ประเทศ จอห์น เฮลลิเวลล หนึ่งในผู้เขียนรายงานกล่าวว่า จากการให้ผู้คนประเมินชีวิตของตนเองก็น่าประหลาดใจว่า โดยเฉลี่ยแล้วพวกเขาไม่คิดว่าสวัสดิภาพในชีวิตของพวกเขาลดน้อยลง คำอธิบายที่เป็นไปได้คือ ผู้คนมองโควิด-19 เป็นภัยคุกคามภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อทุกคนเหมือนกันหมด และสิ่งนี้สร้างความรู้สึกเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและเป็นเพื่อนกันมากขึ้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96616</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฟินแลนด์, รายงานความสุขโลก, อันดับความสุขโลก, โควิด-19, ไทยติดอันดับ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210319/image_big_6054a640288ce.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96478</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/03/2021 14:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/03/2021 14:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กตู่&#039; แจงทูตฟินแลนด์ ไทยคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชนตามระบอบปชต.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 มี.ค.64 - เมื่อเวลา 11.00 น. ที่ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายยูริ ยาร์วียาโฮ (H.E. Mr. Jyri J&amp;auml;rviaho) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐฟินแลนด์ประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวต้อนรับและแสดงความยินดี ไทยและฟินแลนด์มีความสัมพันธ์ที่เป็นมิตรต่อกันมายาวนานถึง 67 ปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เชื่อมั่นว่าเอกอัครราชทูตฯ จะเป็นตัวแทนสำคัญในการส่งเสริมและผลักดันให้เกิดความร่วมมือในสาขาที่ทั้งสองฝ่ายมีศักยภาพ โดยเฉพาะด้านการส่งเสริมเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อน ฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมให้มีการพัฒนาอย่างยั่งยืนภายหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย นอกจากนี้ ไทยขอให้กำลังใจแก่รัฐบาลฟินแลนด์ในการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยพร้อมที่จะสนับสนุน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านสาธารณสุขระหว่างกัน ทั้งนี้ สถานการณ์ในไทยอยู่ในระดับคงตัวและควบคุมได้ ซึ่งอยู่ในช่วงผ่อนปรนมาตรการควบคุมโรคตามระดับความเสี่ยง ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญกับการจัดหาวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้เพียงพอกับประชาชนตลอดจนผู้ที่พำนักอยู่ในประเทศไทยโดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านเอกอัครราชทูตฯ กล่าวยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย พร้อมสานต่อและส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างกันให้ใกล้ชิดมากขึ้นในทุกมิติ พร้อมชื่นชมนโยบายและการดำเนินมาตรการของรัฐบาลไทยในการควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ประสบผลสำเร็จ เชื่อมั่นว่า ทุกประเทศจะต้องมุ่งมั่น เฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ต่อไป และหวังให้วัคซีนป้องกันโควิด-19 เป็นองค์ประกอบสำคัญในการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาด นอกจากนี้ เอกอัครราชทูตฯ กล่าวเสริมว่า รัฐบาลฟินแลนด์ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) และเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยพร้อมจะแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ให้แก่ไทย โดยเฉพาะด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development) ซึ่งฟินแลนด์มีศักยภาพและเทคโนโลยีที่จะร่วมมือกับไทยได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะเพิ่มพูนความร่วมมือทวิภาคีในด้านอื่น ๆ และจะร่วมกันฟื้นฟูเศรษฐกิจภายหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย ได้แก่ ด้านการท่องเที่ยว ทั้งสองฝ่ายยินดีที่จะส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างกัน โดยไทยกำลังเตรียมการจัดทำวัคซีนพาสปอร์ต (Vaccine Passport) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นทางสาธารณสุข อำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวและผู้ที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย ด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลไทยได้เน้นการส่งเสริมเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ได้แก่ เศรษฐกิจชีวภาพ-หมุนเวียน-สีเขียว (Bio-Circular-Green Economy : BCG) จึงเป็นโอกาสที่ทั้งสองประเทศสามารถแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์ร่วมกันได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีเชิญชวนให้ภาคเอกชนฟินแลนด์เข้าร่วมลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งฟินแลนด์ให้ความสนใจพื้นที่เขต EEC มีศักยภาพในการพัฒนาให้เป็นต้นแบบของนวัตกรรมและเทคโนโลยีได้ในอนาคต ด้านการศึกษา นายกรัฐมนตรีชื่นชมระบบการศึกษาของฟินแลนด์ โดยทั้งสองประเทศอยู่ระหว่างการจัดทำบันทึกความเข้าใจด้านการศึกษาขั้นพื้นฐานไทย-ฟินแลนด์ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาระบบการเรียนการสอน ให้เกิดประสิทธิภาพแก่ผู้เรียนสูงสุด พร้อมยินดีที่จะจัดทำโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยนระหว่างสองประเทศเพื่อพัฒนาทักษะให้แก่เยาวชนในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในโอกาสนี้ เอกอัครราชทูตฯได้สอบถามถึงสถานการณ์การเมืองในไทย ซึ่งนายกรัฐมนตรียืนยันว่ารัฐบาลเคารพในสิทธิเสรีภาพของประชาชนทุกกลุ่มตามหลักประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ โดยใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96478</URL_LINK>
                <HASHTAG>บิ๊กตู่, ประชาธิปไตย, ฟินแลนด์, ยูริ ยาร์วียาโฮ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210318/image_big_605303f5bcd2f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95357</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/03/2021 14:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/03/2021 14:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ศธ.&quot;ลงนามร่วมมือ&quot;ฟินแลนด์ &quot;ยกระดับการศึกษาไทย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
8มี.ค.64-คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รักษา รมว.ศธ.) กล่าวภายหลังการหารือกับนายยูริ ยาร์วียาโฮ เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐฟินแลนด์ประจำประเทศไทย ว่า ตนได้มีการหารือในหลายประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ร่วมกับประเทศฟินแลนด์ในการยกระดับการศึกษา ด้านวิทยาศาสตร์และภาษา ด้วยการจัดอบรมครูผ่านระบบออนไลน์และจากนี้จะมีการประเมินผู้เข้าร่วมการอบรม นอกจากนี้ยังได้มีการหารือถึงเรื่องการจัดทำบันทึกข้อตกลงระหว่าง ศธ.และสถานทูตฟินแลนด์ ในนามศูนย์การเรียนรู้ของประเทศฟินแลนด์ภายในเดือนมีนาคมนี้ เมื่อมีการลงนามในบันทึกข้อตกลงเรียบร้อยแล้ว ก็จะเดินหน้าโครงการความร่วมมือในเรื่องสิ่งแวดล้อม เนื่องจากประเทศฟินแลนด์ถือเป็นประเทศที่มีพื้นที่ป่ามากถึง ร้อยละ 75 และมีความเชี่ยวชาญในเรื่องนี้ และยังมีโครงการฝึกอบรมผู้บริหารสถานศึกษาและครู เนื่องจาก ศธ.ให้ความสำคัญที่ผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องมีทักษะด้านดิจิทัลและภาษาอังกฤษ เพราะเชื่อว่าโรงเรียนใดที่มีผู้บริหารเก่ง โรงเรียนก็จะมีคุณภาพตามไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คุณหญิงกัลยา กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ตนยังได้หารือถึงเรื่องการยกระดับฝีมือแรงงานให้มีทักษะเพิ่ม ในลักษณะหลักสูตรระยะสั้น อีกทั้งยังได้เสนอเรื่อง การจัดการเรียนการสอนวิชาพละศึกษาควบคู่ไปกับการเรียนภาษาอังกฤษ เพื่อให้เด็กได้เรียนภาษาอังกฤษอย่างธรามชาติ และเกิดความสนุกสนาน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจ อย่างไรก็ตาม การลงนามความร่วมมือครั้งนี้ เป็นการประยุกต์นำข้อดีของการจัดการศึกษาแบบฟินแลนด์มาปรับตามบริบทของประเทศไทย ไม่ได้ยกมาทั้งหมดและข้อตกลงนี้ จะเน้นไปที่การรับการถ่ายทอดองค์รู้มาใช้กับการศึกษาไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95357</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ศธ., คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช, ฟินแลนด์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210308/image_big_6045d0b0a256b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60400</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/03/2020 22:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/03/2020 21:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฟินแลนด์รั้งแชมป์ประเทศมีสุขที่สุดในโลก ไทยอันดับ54</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ผู้เชี่ยวชาญของสหประชาชาติเปิดเผยรายงานผลการสำรวจ 156 ประเทศทั่วโลก เพื่อประเมินระดับความสุขของผู้คนในแต่ละประเทศ ปรากฏว่าฟินแลนด์สามารถรักษาแชมป์ประเทศที่ผู้คนมีความสุขที่สุดในโลกได้เป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน ส่วนไทยแลนด์ติดอันดับ 54&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปรากฏการณ์แสงเหนือที่ทะเลสาบอินารีมองเห็นจากบ้านไม้วิสิตอินารี ในเขตแลปแลนด์ของฟินแลนด์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รายงานความสุขโลกประจำปี 2563 เผยแพร่เมื่อวันศุกร์ที่ 20 มีนาคม ได้จากการรวบรวมข้อมูลระหว่างปี 2561-2562 จึงไม่มีปัจจัยจากผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ที่คร่าชีวิตชาวโลกแล้วมากกว่า 10,280 คน จากผู้ติดเชื้อมากกว่า 243,000 คน และทำให้หลายประเทศปิดเมืองและปิดพรมแดน จำกัดความเคลื่อนไหวของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข้อมูลที่สำรวจนี้รวมถึงการพิจารณามาตรวัด เช่น ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี), ความสนับสนุนทางสังคม, เสรีภาพส่วนบุคคล และระดับการคอร์รัปชันในประเทศ แล้วนำมาประเมินเป็นคะแนนเต็ม 10 คะแนนมากที่สุดคือประชาชนมีความสุขที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลที่ได้ยังคงตอกย้ำแนวโน้มเดิมตลอดการสำรวจทั้ง 7 ครั้งที่ผ่านมา คือประเทศในกลุ่มนอร์ดิกครองพื้นที่ใน 10 อันดับแรก สอดแทรกด้วยสวิตเซอร์แลนด์, นิวซีแลนด์ และออสเตรีย โดยลักเซมเบิร์กติดท็อปเท็นเป็นครั้งแรก เรียงตามลำดับดังนี้ 1.ฟินแลนด์ (7.809 คะแนน), 2.เดนมาร์ก (7.646), 3.สวิตเซอร์แลนด์ (7.560), 4.ไอซ์แลนด์ (7.504), 5.นอร์เวย์ (7.488), 6.เนเธอร์แลนด์ (7.449), 7.สวีเดน (7.353), 8.นิวซีแลนด์ (7.300), 9.ออสเตรีย (7.294) และ 10.ลักเซมเบิร์ก (7.238)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จอห์น เฮลลิเวลล์ หนึ่งในผู้จัดทำรายงานฉบับนี้ กล่าวว่า ประเทศที่มีความสุขที่สุดนั้นคือประเทศที่ประชาชนมีความสำนึกของความเป็นเจ้าของ มีความไว้วางใจกันและสนุกด้วยกัน ร่วมในสถาบันต่างๆ ด้วยกัน นอกจากนี้ยังมีความรู้สึกยืดหยุ่นมากขึ้น เพราะการแบ่งปันความไว้เนื้อเชื่อใจกันจะลดทอนภาระของความยากลำบากลงได้ และทำให้ความเหลื่อมล้ำของความเป็นอยู่ลดน้อยลงด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนประเทศที่อยู่ท้ายตารางปีนี้เป็นประเทศที่เผชิญกับความขัดแย้งรุนแรงและความยากจน ได้แก่ 151.ซิมบับเว (3.299), 152.เซาท์ซูดาน (2.817) และ 153.อัฟกานิสถาน (2.567)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อันดับของชาติมหาอำนาจนั้น&amp;nbsp; สหรัฐอเมริกาอยู่อันดับ 18 ได้ 6.940 คะแนน, รัสเซียอันดับ 73 (5.546) และจีนอันดับ 94 (5.124)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อันดับ 31.สิงคโปร์ (6.377), 52.ฟิลิปปินส์ (6.006), 54.ไทย (5.999), 82.มาเลเซีย (5.384), 83.เวียดนาม (5.353), 84.อินโดนีเซีย (5.286), 104.ลาว (4.889), 106.กัมพูชา (4.848) และ 133.เมียนมา (4.308).&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60400</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก, ฟินแลนด์, รายงานความสุขโลก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200320/image_big_5e74d98c0baff.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57340</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/02/2020 18:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/02/2020 18:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้ต้องหาคดีม.112ยังซัด&#039;พงศกร&#039;อย่าเล่นการเมืองปากว่าตาขยิบบี้โชว์สปิริต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ก.พ.2563 - น.ส.จรรยา ยิ้มประเสริฐ นักกิจกรรมทางการเมือง ผู้ต้องหาคดีมาตรา 112 ซึ่งลี้ภัยอยู่ในประเทศฟินแลนด์ โพสต์เฟซบุ๊กมีเนื้อหาว่า #ในกรณีของ พล.ท.พงศกร รอดชมภู รองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ที่แม้เกษียณอายุมากว่า 4 ปีแล้ว ก็ยังคงอยู่บ้านพักสวัสดิการทหาร เป็นเรื่องที่ พล.ท.พงศกร ต้องแสดงสปิริตรับผิดชอบ มานึกถึงเรื่องนี้ พร้อมกับคิดสะท้อนถึงปัญหาใหญ่ของไทย คือระบบอุปถัมภ์เส้นสาย เพื่อนฝูง รุ่นพี่ เครือญาติ ที่ทำให้หลายคนเสียความน่าเชื่อถือไปกันนักต่อนักแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเฉพาะคนที่มีส่วนได้ส่วนเสียต่อการจัดวางนโยบายเพื่อกระจายความเท่าเทียมในสังคม กลายเป็นผู้ที่ถูกเรียกได้ว่า hypocrite หรือพวกปากว่าตาขยิบ หรือพวกที่กำกับคนอื่นแต่ลืมดูตัวเอง หรือจะเรียกว่าสองมาตรฐาน ก็ได้เช่นกัน มันเป็นความเคยชินของคนที่ได้เปรียบในสังคม เป็นความเคยชินกับวิถีอภิสิทธิชน จนหลงลืมที่จะตั้งคำถามทางจิตสำนึกถึงจุดแห่งการต้องแสดงสปิริต และระมัดระวังไม่ใช้ความได้เปรียบในสังคมมาแสวงหาประโยชน์ส่วนตน
แน่นอนในหมู่นายทหารมันเป็นพฤติกรรมปกติมาก และก็เป็นพฤติกรรมที่กลายเป็นธรรมเนียมประเพณี ที่ทำให้ระบบทหารตั้งแต่เริ่มต้นจนเกษียณอายุ อยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคลายไม่ออกไปตามๆ กัน ด้วยวิถี &amp;quot;อาวุโส&amp;quot; &amp;quot;อำนาจ&amp;quot; &amp;quot;พี่ใหญ่&amp;quot; ในระบบทหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การใช้เส้นสาย สายสัมพันธ์ และการอะลุ่มอล่วยไปกับงบทหาร หรือรายได้พิเศษต่างๆ เป็นการสมยอมที่สังคมยอมให้กับทหารมายาวนาน แค่ในเรื่องน้ำมันทหาร ก็ใช้เติมรถฟรีกันอย่างปกติ แม้แต่ในงานส่วนตัว แล้วสวัสดิการอื่นๆ อีกล่ะ ทั้งเรื่องเงินเบี้ยเลี้ยง ที่จ่ายจริงหรือจ่ายไม่จริง ก็ไม่ค่อยตรวจสอบกัน จนเมื่อนายทหารชั้นผู้น้อยร้องกันที ก็พูดถึงกันที แต่ไม่เคยตรวจสอบทั้งระบบ แล้วก็เงียบไป อีกทั้งเรื่องเงินทอนสวัสดิการเงินกู้ทหาร จนเป็นเหตุให้มีการสังหารผู้พันและประชาชนผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ไปด้วยร่วม 30 คนที่โคราช&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และกรณีของ พล.ท.พงศกร เรื่องสวัสดิการบ้านพักนายทหาร ก็เป็นประเด็นปัญหาที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกในหมู่นายทหารกันมายาวนาน เมื่อระบบอาวุโส ผู้กุมอำนาจ มันค้ำหัวอยู่ ทำให้นายทหารที่ไปรับหน้าที่ใหม่ก็เข้าบ้านพักสวัสดิการไม่ได้ เพราะไม่รู้จะทำยังไง เมื่ออดีต ผบ. ไม่ยอมย้ายออก อยู่กันจนตาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดูตัวอย่าง พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ต้นแบบของการไม่ยอมแสดงสปิริต และเป็นโมเดลให้นายทหารต่างๆ ทำตามกันอย่างหน้าชื่นตาบาน ตอนนี้นายทหารที่ยึดอำนาจการปกครองในปี 2549 และ 2557 ที่ต่างก็เกษียณอายุแล้ว ก็อยู่ในบ้านพักหรูที่สร้างให้ในกองพลทหารทั่วกรุงเทพกันอย่างสุขสบายใจ สบายกระเป๋าสตางค์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การจะแก้ระบบอำนาจ &amp;quot;บนลงล่าง&amp;quot; ระบบ &amp;quot;อาวุโสรุ่นพี่&amp;quot; ที่ฝังลึกในกองทัพไทย ต้องมีคนที่มีความหนักแน่นในการจะแก้ระบบอุปถัมภ์และโครงสร้างอำนาจการบังคับบัญชา การให้คุณให้โทษ และระบบเส้นสายในกองทัพ ที่เริ่มกันมาตั้งแต่สายสัมพันธุ์รุ่นทหาร ตั้งแต่ โรงเรียนเตรียมทหาร และรุ่นในโรงเรียนเสนาธิการทหารกันมานั่นเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งในกรณี พลงท.พงศกร ถ้าพรรคอนาคตใหม่จะเป็นหัวหอกในการนำแก้ปัญหาสืบทอดอำนาจของทหาร ต้องมีการให้ พลงท.พงศกร แสดงสปิริตรับผิบชอบต่อความไม่อ่อนไหวต่อปัญหา และต่อการที่ตัวเองก็เอาประโยชน์จากระบบทหารที่เป็นหนึ่งในต้นต่อปัญหาของประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่าเล่นการเมืองแบบ hypocrite (เสแสร้าง) อย่าเป็นนักการเมือง hypocrite (ปากว่าตาขยิบ) จะหยุดสืบทอดอำนาจทหาร ต้องการกันหลายปมปัญหาที่สั่งสมกันมาอย่างยาวนานในวิถีสายสัมพันธ์อำนาจทหารด้วย ต้องทำให้ระบบทหาร เป็นระบบที่แยกส่วนกันระหว่าง 1. วิถีสวัสดิการ ที่ต้องสร้างระบบให้เท่าเทียม โปร่งใส และตรวจสอบได้ และ 2. เรื่องวิถีบังคับบัญชาที่ยึดหลักการ (ไม่ใช่ยึดสายสัมพันธ์เพื่อนฝูง เช่นที่เป็นอยู่) และ 3. ที่สำคัญ สร้างระบบทหารมืออาชีพ ยกเลิกระบบทหารเกณฑ์ และเปลี่ยนปรัชญาวิถีคิดที่สั่งสอนกันมาในเรื่อง เพื่อความมั่นคงของกษัตริย์ มาสู่เพื่อความมั่นคงของประชาชน ฯลฯ ถ้าทำได้สำเร็จประเทศก็จะเดินหน้าได้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57340</URL_LINK>
                <HASHTAG>จรรยา ยิ้มประเสริฐ, นักกิจกรรมทางการเมือง, ผู้ต้องหาคดีมาตรา 112, พล.ท.พงศกร รอดชมภู, ฟินแลนด์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200216/image_big_5e4922584ceae.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>52124</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/12/2019 20:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/12/2019 20:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฟินแลนด์เลือกนายกฯ หญิงอายุน้อยที่สุดในโลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;พรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยของฟินแลนด์เลือกซันนา มาริน วัย 34 ปี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ โดยเธอเป็นนายกรัฐมนตรีอายุน้อยที่สุดในโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซันนา มาริน ภายหลังได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของฟินแลนด์เมื่อวันอาทิตย์ / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 ธันวาคม พรรคสังคมนิยมประชาธิปไตย (เอสดีพี) พรรคซ้าย-กลางของฟินแลนด์ ซึ่งเป็นพรรคที่มี ส.ส.มากที่สุดใน 5 พรรคร่วมรัฐบาลของฟินแลนด์ ลงคะแนนเลือกซันนา มาริน วัย 34 ปี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ โดยมีคะแนนชนะอันต์ติ ลินด์มัน คู่แข่งอย่างเฉียดฉิว ภายหลังนายกรัฐมนตรีอันติ รินเน ลาออกจากตำแหน่งเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เนื่องจากพรรคกลางซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลประกาศไม่ไว้วางใจให้เขาดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศต่อไป เพราะไม่พอใจการจัดการการสไตรค์ของพนักงานไปรษณีย์ของเขา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มารินให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวเมื่อคืนวันอาทิตย์ว่า รัฐบาลมีงานมากมายที่จะต้องทำ เพื่อสร้างความไว้วางใจขึ้นใหม่ เมื่อถูกถามเรื่องการเป็นนายกรัฐมนตรีที่อายุน้อย มารินตอบว่าไม่เคยคิดถึงเรื่องอายุหรือเพศ แต่คิดถึงเหตุผลที่มาทำงานการเมือง และสิ่งที่ทำให้ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้วยวัย 34 ปี ทำให้มารินเป็นนายกรัฐมนตรีอายุน้อยที่สุดในโลก อายุน้อยกว่านายกรัฐมนตรีโอเลกซี ฮอนชารุค&amp;nbsp; ของยูเครน วัย 35 ปี และนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ จาซินดา อาร์เดิร์น วัย 39 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รินเนดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีฟินแลนด์ตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา หลังจากพรรคเอสดีพีได้ที่นั่ง ส.ส.อันดับ 1 ในการเลือกตั้งในเดือนเมษายนด้วยคำมั่นสัญญาว่าจะเลิกมาตรการรัดเข็มขัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มารินเคยดำรงตำแหน่งประธานสภาเมืองตัมเปเร ซึ่งเป็นเมืองอุตสาหกรรม ขณะมีอายุเพียง 27 ปี.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52124</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซันนา มาริน, นายกรัฐมนตรีหญิง, นายกฯ อายุน้อยที่สุดในโลก, ฟินแลนด์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191209/image_big_5dee502687bf7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
