<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>100304</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/04/2021 12:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/04/2021 12:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อาคมห่วงหนี้ครัวเรือนไทยพุ่งหลังโควิดระบาด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 เมษายน 2564 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ &amp;ldquo;ฟื้นฟูการเงินภาคครัวเรือนไทย ภารกิจร่วมสร้างภูมิคุ้มกันนด้านการเงิน (Financial Literacy) ในพิธีเปิดโครงการ &amp;ldquo;Happy Money สุขเงิน สร้างได้ พลังความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูและสร้างภูมิคุ้มกันด้านการเงินสำหรับคนไทย&amp;rdquo; ว่า สถานการณ์ด้านการเงินของคนไทย มีประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญและติดตามอย่างใกล้ชิด 4 ประการ ได้แก่ 1. หนี้ครัวเรือนไทย โดยในไตรมาส 3/2563 ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 86.6% ต่อจีดีพี หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางถึงสถานะทางการเงินของคนไทยเมื่อต้องเผชิญภาวะวิกฤติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ โดยมีการคาดการณ์ว่าในปี 2566 สัดส่วนของผู้สูงอายุ หรือประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป คิดเป็น 20% ของประชากรทั้งหมด ดังนั้นการดูแลสังคมผู้สูงอายุอย่างเหมาะสม ควรมุ่งให้คนไทยเตรียมความพร้อมสำหรับเป็นผู้สูงวัย เช่น มีการเก็บออมเงินตั้งแต่วันทำงานเพื่อใช้จ่ายในวันเกษียณ จากข้อมูลของการสำรวจประชากรผู้สูงอายุของประเทศไทย ในปี 2560 พบว่า ในช่วงหลังเกษียณ ผู้สูงอายุประมาณ 34.7% ยังต้องพึ่งพารายได้หลักจากบุตรหลาน และอีก 31% ต้องทำงานเพื่อให้มีรายได้เลี้ยงตัวเอง 2.3% พึ่งตนเองจากรายได้ของเงินออม สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยอาจมีความเสี่ยงให้ต้องเผชิญภาวะเกษียณทุกข์ได้ในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ผลการสำรวจการออมภาคครัวเรือนไทย เมื่อไตรมาส 3/2561 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า 5.8 ล้านครัวเรือนไทย หรือ 27.1% ไม่มีเงินออม และครัวเรือนที่มีการออมเงิน มีประมาณ 15.7 ล้านครัวเรือน หรือ 72.9% อย่างไรก็ดีเมื่อพิจารณาถึงวิธีการออมพบว่า คนไทย 38.9% มีพฤติกรรมใช้ก่อนออม และอีก 38.5% มีพฤติกรรมการออมที่ไม่แน่นอน และอีก 22.6% มีพฤติกรรมออมก่อนใช้ และ4. ทักษะความรู้ด้านการเงินของคนไทยยังอยู่ในระดับต่ำ ปัญหาเหล่านี้เป็นผลสะท้อนทางเศรษฐกิจและสังคม ในเชิงโครงสร้างและปัจเฉกบุคคล ซึ่งการแก้ไขปัญหาต้องทำอย่างต่อเนื่องและบูรณาการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอาคม กล่าวอีกว่า ในส่วนแนวทางในการพัฒนาตลาดเงินตลาดทุนในระยะต่อไป ต้องให้ความสำคัญ 5 เรื่องได้แก่ 1. การสร้างโครงสร้างและกลไกเพื่อเอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม หรือที่เรียกว่า &amp;ldquo;อีโคซิสเต็มของตลาดเงินและตลาดทุน&amp;rdquo; โดยให้ความสำคัญของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ฟินเทค การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้อย่างปลอดภัย และการกำกับดูแลให้ระบบการเงินและตลาดทุนมีความมั่นคงและมีเสถียรภาพ 2. การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีทักษะที่จำเป็นต่าง ๆ ให้เป็นพื้นฐานต่อยอดเรียนรู้ และการสร้างโอกาส เพื่อให้สามารถดูแลรับผิดชอบตัวเองได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. การเตรียมความพร้อมเพื่อลดความเสี่ยง โดยการวางแผนที่ดี และข้อมูลความรู้ที่เพียงพอ หลังประชาชนต้องมีการปรับตัวในเกือบทุกด้านจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยการเรียนรู้ ฝึกฝน ให้เกิดทักษะที่จะบริหารจัดการเงินให้เกิดความพร้อมที่จะรับกับสภาพการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วที่เกิดขึ้นได้ 4. การเร่งฟื้นฟูและสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน ต้องให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยนทัศนคติ และพฤติกรรมในเชิงบวกต่อเรื่องการเงินและการออมด้วย เพื่อให้เกิดผลจริง ให้สามารถดูแลตัวเองได้อย่างยั่งยืนทางด้านเศรษฐกิจ ลดปัญหาการเงินในครัวเรือนลงได้ มีวิธีการในการรับมือเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินทางการเงิน และมีความรู้เพียงพอที่จะต่อยอดเรียนรู้เทคโนโลยีทางการเงินและผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และ 5. ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายระดับทั้งภาครัฐและเอกชน ในด้านความรู้ทางด้านการเงิน เพื่อให้เกิดการทำงานเป็นเครือข่ายในทิศทางเดียวกัน สามารถใช้หรือแบ่งปันเนื้อหา องค์ความรู้ หรือเครื่องมือในการให้ความรู้และพัฒนาทักษะให้แก่ประชาชนในการยกระดับความรู้การจัดการการเงินของคนไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โครงการ Happy Money สุขเงิน สร้างได้ พลังความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูและสร้างภูมิคุ้มกันด้านการเงินสำหรับคนไทย จึงเป็นโครงการที่เกิดขึ้นในช่วงที่เหมาะสม เพราะการฟื้นฟูเศรษฐกิจจะต้องทำควบคู่กับการสร้างศักยภาพของประชาชน รวมทั้งต้องเร่งร่วมมือกันทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดผลในวงกว้างและรวดเร็ว การมาร่วมมือกันของหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อแสดงเจตนาในการสร้างความตระหนักรู้ในการวางแผนทางการเงินให้กับประชาชน จึงเป็นจุดเริ่มที่จะผลักดันให้ภารกิจในการส่งต่อความรู้และพัฒนาทักษะทางการเงินของคนไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาตลาดทุนไทย ที่รัฐบาลและกระทรวงการคลังให้ความสำคัญในระดับนโยบาย และการขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญที่จะขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน&amp;rdquo; นายอาคม กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100304</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฟื้นฟูการเงินภาคครัวเรือนไทย, หนี้ครัวเรือน, อาคม เติมพิทยาไพสิฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210303/image_big_603f42cbd897d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
