<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>74707</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/08/2020 15:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/08/2020 15:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลล้มละลายกลางนัดบินไทยไต่สวนคำร้องเพิ่ม2วันลุ้นอนุมัติแผนฟื้นฟูกิจการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
17 ส.ค.63-นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร กรรมการบริษัท และรักษาการแทนกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในวันที่ 17 ส.ค.นี้ ศาลล้มละลายกลาง ได้พิจารณาไต่สวนใน 2 ประเด็น คือ ควรสั่งให้การบินไทยฟื้นฟูกิจการหรือไม่ และควรแต่งตั้งคณะผู้ทำแผนฯ ตามที่การบินไทยเสนอมาหรือไม่ ซึ่งคณะผู้ทำแผนฯ ที่การบินไทยเสนอประกอบด้วยบุคคลที่มีความรู้ความสามารถและผู้ทรงคุณวุฒิที่มีประสบการณ์สูงและเป็นมืออาชีพในสาขาความรู้ด้านต่างๆ ได้แก่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. พลอากาศเอกชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน
2. นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล
3. นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค
4. นายบุญทักษ์ หวังเจริญ
5. นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์
6. นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร&amp;nbsp;
7. บริษัท อีวาย คอร์ปอเรทแอดไวซอรี่ เซอร์วิสเซส จำกัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามในวันนี้ ศาลล้มละลายกลางเริ่มไต่สวนคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของการบินไทย แต่เนื่องจากการไต่สวนในนัดแรกยังไม่แล้วเสร็จ ศาลจึงกำหนดนัดไต่สวนคำร้องเพิ่มเติมอีก 2 วัน คือ วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม 2563 และวันอังคารที่ 25 สิงหาคม 2563 ซึ่งการบินไทยจะนำพยานเข้าเบิกความต่อศาลต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชาญศิลป์ กล่าวต่อว่า กระบวนการไต่สวนคำร้องวันนี้เป็นไปโดยราบรื่นและมีแนวโน้มที่ดี มีทนายเจ้าหนี้รายย่อยเพียง 7 รายเท่านั้นที่ยื่นคำคัดค้านคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของการบินไทย ซึ่งประเด็นที่คัดค้านนั้น ไม่มีเรื่องใดน่าหนักใจเพราะเป็นประเด็นที่การบินไทยสามารถชี้แจงให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องได้ ประกอบกับขณะนี้มีเจ้าหนี้รายใหญ่หลายราย รวมทั้งกระทรวงการคลัง ที่ได้ลงนามในหนังสือให้การสนับสนุนการฟื้นฟูกิจการของการบินไทยและไม่คัดค้านคณะผู้ทำแผนฯ ที่การบินไทยเสนอ ซึ่งคิดเป็นจำนวนรวมมากกว่า &amp;nbsp;50%ของจำนวนหนี้ตามงบการเงินไตรมาสที่ 2 ประจำปี 2563 ของการบินไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างน้อย นายชาญศิลป์ เชื่อว่าการบินไทยได้แสดงพยานหลักฐานต่อศาลอย่างเต็มที่แล้วว่าการบินไทยสมควรได้รับการฟื้นฟูกิจการและคณะผู้ทำแผนฯ ที่การบินไทยเสนอ มีความเหมาะสม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลล้มละลายกลางว่าจะมีคำสั่งอย่างไรและเมื่อใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชาญศิลป์ กล่าวว่าได้เน้นย้ำเพื่อฝากความมั่นใจไปยังเจ้าหนี้ทุกรายของการบินไทยว่า หากศาลมีคำสั่งให้การบินไทยฟื้นฟูกิจการและตั้งคณะผู้ทำแผนฯ ในระยะเวลาอันใกล้ ก็จะเป็นประโยชน์สูงสุดต่อเจ้าหนี้ทุกราย เพราะกระบวนการฟื้นฟูกิจการจะไม่ล่าช้าและการบินไทยจะสามารถเริ่มต้นแก้ไขสถานการณ์ทางการเงินได้โดยเร็ว นอกจากนี้ นายชาญศิลป์ฯ ยังได้กล่าวขอบคุณเจ้าหนี้และลูกค้าของการบินไทยที่ให้การสนับสนุนการฟื้นฟูกิจการและไม่คัดค้านคณะผู้ทำแผนฯ ที่การบินไทยเสนอ ซึ่งการบินไทยจะเตรียมความพร้อมเพื่อดูแลทุกท่านเป็นอย่างดีตามที่ได้ให้คำมั่นไว้ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ หากกระบวนการไต่สวนเสร็จสิ้นและศาลมีคำสั่งให้การบินไทยเข้าสู่การฟื้นฟูกิจการพร้อมตั้งคณะผู้ทำแผนฯ ได้ออกประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วกรมบังคับคดีจะดำเนินการแจ้งเจ้าหนี้ทุกรายให้ทราบถึงขั้นตอนการลงทะเบียนเพื่อยื่นคำขอรับชำระหนี้ ซึ่งท่านสามารถดำเนินการผ่านระบบออนไลน์ได้ด้วยตนเองที่บ้าน หรือจะนำเอกสารมาที่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ ถนนวิภาวดีรังสิต เพื่อที่การบินไทยและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกแก่เจ้าหนี้ในการยื่นคำขอรับชำระหนี้ออนไลน์ โดยการบินไทยจะประชาสัมพันธ์รายละเอียดวัน เวลา และสถานที่ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชาญศิลป์ กล่าวเน้นย้ำอีกว่า สำหรับลูกค้าที่ขอคืนค่าบัตรโดยสาร (Refund) นั้น การบินไทยมีนโยบายที่มุ่งมั่นจะอำนวยความสะดวกและรักษาสิทธิของท่านในการได้รับคืนค่าบัตรโดยสารอย่างเต็มที่โดยคณะผู้ทำแผนฯ ได้หารือกันเกี่ยวกับการกำหนดเงื่อนไขและรายละเอียดส่วนนี้ไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการแล้ว ทั้งนี้ เพื่อให้ลูกค้าทุกท่านไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายใดๆ ในการยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามส่วนสมาชิกโปรแกรมสะสมไมล์ Royal Orchid Plus (ROP) นั้น นายชาญศิลป์ฯ เน้นย้ำว่า แม้สมาชิก ROP จะไม่ใช่เจ้าหนี้ของการบินไทยที่อาจยื่นคำขอรับชำระหนี้ในกระบวนการฟื้นฟูกิจการได้ เพราะไมล์สะสมของสมาชิกเป็นการสะสมคะแนนเพื่อวัตถุประสงค์ในการแลกรางวัลต่างๆ แต่การบินไทยยังคงตระหนักถึงความสำคัญของสมาชิก ROP และมุ่งมั่นที่จะมอบสิทธิประโยชน์ให้สมาชิกอย่างต่อเนื่อง โดยการบินไทยขอให้ทุกท่านมั่นใจได้ว่าสิทธิของท่านในฐานะสมาชิก ROP จะยังคงมีอยู่ตามเดิม โดยที่ไม่ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้หรือดำเนินการทางกฎหมายภายใต้กระบวนการฟื้นฟูกิจการแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ หากศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและตั้งคณะผู้ทำแผนฯ ที่การบินไทยเสนอในเร็ววันนี้การบินไทยคาดว่าจะสามารถเชิญเจ้าหนี้กลุ่มต่างๆ มารับฟังการจัดทำร่างแผนฟื้นฟูกิจการในเบื้องต้นเพื่อให้เจ้าหนี้ได้รับทราบถึงความคืบหน้าของการจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการได้ภาย 1-2 เดือน นับจากวันที่มีการประกาศคำสั่งตั้งผู้ทำแผนในราชกิจจานุเบกษา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74707</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชาญศิลป์ ตรีนุชกร, ฟื้นฟูกิจการ, ศาลล้มละลายกลาง, แผนฟื้นฟูการบินไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200716/image_big_5f0fdf60c59d0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66415</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/05/2020 11:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/05/2020 11:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อัยการธนกฤต&#039;ร่ายยาว15ข้อควรรู้กรณีการบินไทยพื้นฟูกิจการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 พ.ค.2563 - &amp;nbsp;ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด โพสต์บทความเรื่อง &amp;ldquo;ข้อควรรู้เมื่อการบินไทยเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ&amp;rdquo; บนเฟซบุ๊ก มีเนื้อหาระบุว่า เดิมทีเดียวพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มีแต่เพียงบทบัญญัติว่าด้วยเรื่องล้มละลาย ไม่มีบทบัญญัติในเรื่องการฟื้นฟูกิจการ ดังนั้น เมื่อลูกหนี้ที่เป็นนิติบุคคลประสบปัญหามีหนี้สินล้นพ้นตัว หรือขาดสภาพคล่องทางการเงินชั่วคราว ลูกหนี้จึงต้องตกเป็นบุคคลล้มละลายทั้ง ๆ ที่กิจการของลูกหนี้อยู่ในสภาพที่จะฟื้นฟูให้กลับมาดีเป็นปกติได้ หากได้รับความช่วยเหลือทางการเงินตามสมควรและมีการแก้ไขจัดการปัญหาที่ถูกต้องเหมาะสม &amp;nbsp;ต่อมาจึงได้มีการประกาศบังคับใช้พระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2541 เพื่อบัญญัติเรื่องการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ไว้ใน พ.ร.บ.ล้มละลาย ด้วย ทำให้ลูกหนี้ที่เป็นนิติบุคคลไม่ต้องล้มละลายและมีโอกาสในการฟื้นฟูกิจการให้กลับมาเป็นปกติ และได้รับประโยชน์หลายอย่างจากการเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ ซึ่งมีข้อควรรู้ที่น่าสนใจหลายอย่างเมื่อบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) (การบินไทย) เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.คำร้องขอฟื้นฟูกิจการตาม พ.ร.บ.ล้มละลายจะระบุถึงความมีหนี้สินล้นพ้นตัวของลูกหนี้หรือไม่สามารถที่จะชำระหนี้ตามกำหนด รายชื่อและที่อยู่ของเจ้าหนี้ เหตุอันสมควรและช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการ ชื่อและคุณสมบัติของผู้ทำแผน และหนังสือยินยอมของผู้ทำแผน โดยผู้ทำแผนอาจเป็นบุคคลธรรมดา นิติบุคคล คณะบุคคล เจ้าหนี้หรือผู้บริหารของลูกหนี้ก็ได้ มีข้อสังเกตว่าในชั้นยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการจะยังไม่มีการระบุถึงแผนฟื้นฟูกิจการไว้ในคำร้อง โดยขั้นตอนการทำแผนตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย จะเป็นขั้นตอนภายหลังจากศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.เมื่อศาลสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการแล้ว การบินไทย ลูกหนี้ จะได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย มาตรา 94/12 ภายใต้หลักการการพักบังคับชำระหนี้โดยอัตโนมัติ (Automatic Stay) &amp;nbsp;ที่เป็นมาตรการคุ้มครองลูกหนี้ เพื่อให้ลูกหนี้มีโอกาสดำเนินกิจการและฟื้นฟูกิจการของตน โดยปราศจากการฟ้องร้องบังคับชำระหนี้จากบรรดาเจ้าหนี้ และยังเป็นการป้องกันการแย่งบังคับชำระหนี้จากลูกหนี้ของบรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลาย ซึ่งจะทำให้เกิดความเสียหายแก่ทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ด้วย การกระทำใด ๆ ที่เป็นการฝ่าฝืนการพักบังคับชำระหนี้จะไม่มีผลใด ๆ ตามกฎหมาย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ประมวลกฎหมายล้มละลาย (The Bankruptcy Code) ของสหรัฐอเมริกา ที่เริ่มใช้บังคับในปี ค.ศ. 1978 โดยอยู่ใน Title 11 ของประมวลกฎหมายสหรัฐ (United States Code) มีสถานะเป็นกฎหมายระดับสหพันธรัฐ (Federal Law) ซึ่งใช้บังคับกับคดีล้มละลายทั้งหมดในสหรัฐอเมริกา ได้บัญญัติเรื่อง การพักบังคับชำระหนี้โดยอัตโนมัติ (Automatic Stay) นี้ไว้เช่นเดียวกันในมาตรา 362 ดังนั้น หากมีการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการในสหรัฐอเมริกา ตาม Chapter 11 การฟื้นฟูกิจการ (Reorganization) &amp;nbsp;ของประมวลกฎหมายล้มละลายดังกล่าว การบินไทย ลูกหนี้ ก็จะได้รับความคุ้มครองตามหลัก Automatic Stay เช่นเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการในศาลสหรัฐอเมริกาอาจเป็นการยื่นคำร้องโดยความสมัครใจของลูกหนี้ &amp;nbsp;(Voluntary Reorganizations) โดยลูกหนี้ไม่จำเป็นต้องมีหนี้สินล้นพ้นตัว แต่ว่าลูกหนี้ต้องแสดงให้เห็นถึงคุณสมบัติที่เข้าเงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนดและเหตุผลที่เหมาะสมในการขอให้มีการฟื้นฟูกิจการ โดยปกติแล้วศาลจะมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้โดยทันที หรืออาจเป็นการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการโดยลูกหนี้ไม่สมัครใจ (Involuntary Reorganizations) ซึ่งเป็นการยื่นคำร้องขอโดยเจ้าหนี้ก็ได้ โดยหากเป็นกรณีนี้แล้ว ศาลจะยังไม่ให้ลูกหนี้เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้ทำการไต่สวนให้ได้ความจริงตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่ลูกหนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.ปัญหาใด ๆ ที่การบินไทยเคยประสบจนทำให้นำมาสู่ปัญหาการขาดสภาพคล่องทางการเงินจนต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการในปัจจุบันนั้น สามารถที่จะกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาและการฟื้นฟูองค์กรไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการได้ เช่น แผนการดำเนินธุรกิจ แผนการปฏิรูปและปรับโครงสร้างองค์กร แผนการปรับโครงสร้างหนี้ แผนการบริหารจัดการทรัพย์สิน แผนการบริหารและจัดการทรัพยากรบุคคล แผนการปรับปรุงเส้นทางการบิน &amp;nbsp;เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.การฟื้นฟูกิจการเป็นการเปิดโอกาสให้มีการสรรหาผู้บริหารที่มีความสามารถเหมาะสมให้มาทำหน้าที่บริหารกิจการของการบินไทยในสภาวะที่ประสบปัญหาวิกฤต โดยเมื่อศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการแล้ว อำนาจหน้าที่ในการบริหารจัดการกิจการและทรัพย์สินของผู้บริหารลูกหนี้ คือ การบินไทย จะสิ้นสุดลง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการแต่ยังไม่มีการตั้งผู้ทำแผน อำนาจหน้าที่ในการบริหารจัดการกิจการและทรัพย์สินของการบินไทยจะตกมาเป็นของผู้บริหารชั่วคราวที่ศาลตั้งหรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ แล้วแต่กรณี &amp;nbsp;และเมื่อศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนแล้ว อำนาจหน้าที่ดังกล่าวจะตกอยู่กับผู้ทำแผน และในกรณีที่ต่อมาศาลเห็นชอบด้วยกับแผนฟื้นฟูกิจการ สิทธิและอำนาจหน้าที่ของผู้ทำแผนจะตกมาเป็นของผู้บริหารแผนแทน ทำให้อำนาจหน้าที่ในการบริหารและจัดการกิจการและทรัพย์สินของการบินไทยจะตกมาเป็นของผู้บริหารแผนต่อไป ส่วนผู้บริหารของการบินไทยจะกลับมามีอำนาจหน้าที่เหล่านี้ตามเดิมภายหลังจากที่ศาลมีคำสั่งให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6.เมื่อศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการแล้ว สิทธิตามกฎหมายของผู้ถือหุ้นการบินไทยจะถูกระงับลง เว้นแต่สิทธิที่จะได้รับเงินปันผล และสิทธิตามกฎหมายของผู้ถือหุ้นจะตกอยู่แก่ผู้บริหารชั่วคราวหรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือผู้ทำแผน แล้วแต่กรณี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7.กระบวนการฟื้นฟูกิจการตามกฎหมายล้มละลายไม่กระทบต่อการดำเนินกิจการตามปกติของการบินไทย การบินไทยยังสามารถประกอบกิจการตามปกติต่อไปได้ภายใต้แผนฟื้นฟูกิจการ แต่มีข้อจำกัดว่าห้ามการบินไทย ลูกหนี้ จำหน่าย จ่าย โอน ให้เช่า ชำระหนี้ ก่อหนี้ หรือกระทำการใด ๆ ที่ก่อให้เกิดภาระในทรัพย์สิน นอกจากเป็นการกระทำที่จำเป็นเพื่อให้การดำเนินการค้าตามปกติของลูกหนี้สามารถดำเนินต่อไปได้ เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8.เมื่อศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะต้องประกาศโฆษณาคำสั่งศาลที่ตั้งผู้ทำแผนพร้อมแจ้งคำสั่งดังกล่าวไปยังบรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลายให้มายื่นคำขอรับชำระหนี้ภายใน 1 เดือนนับแต่วันโฆษณาคำสั่งตั้งผู้ทำแผน &amp;nbsp;ซึ่งหนี้ที่เจ้าหนี้มีสิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้ในกระบวนการฟื้นฟูกิจการ คือ หนี้ที่มูลหนี้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ แม้ว่าหนี้นั้นยังไม่ถึงกำหนดชำระหรือมีเงื่อนไขก็ตาม โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจพิจารณาสั่งอนุญาตหรือยกคำขอรับชำระหนี้ที่บรรดาเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9.ผู้ทำแผนที่ศาลตั้งจะต้องจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการและส่งแผนให้แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งตั้งผู้ทำแผนในราชกิจจานุเบกษา รายการในแผนที่ต้องมีเป็นอย่างน้อยตาม พ.ร.บ.ล้มละลายที่น่าสนใจ ได้แก่ &amp;nbsp;(1) &amp;nbsp;เหตุผลที่ทำให้มีการฟื้นฟูกิจการ (2) รายละเอียดของสินทรัพย์ หนี้สินและภาระผูกพันต่าง ๆ ของลูกหนี้ในขณะที่ศาลสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ (3) หลักการและวิธีการฟื้นฟูกิจการ ได้แก่ - ขั้นตอนของการฟื้นฟูกิจการ - การชำระหนี้ การยืดกำหนดเวลาชำระหนี้ การลดจำนวนหนี้ลง และการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ - การลดทุนและเพิ่มทุน - การก่อหนี้และระดมเงินทุน รวมตลอดถึงแหล่งของเงินทุนและเงื่อนไขแห่งหนี้สินและเงินทุนดังกล่าว &amp;ndash; การจัดการและการหาประโยชน์จากทรัพย์สินของลูกหนี้ - &amp;nbsp;เงื่อนไขการจ่ายเงินปันผลและประโยชน์อื่นใด (4) การไถ่ถอนหลักประกันในกรณีที่มีเจ้าหนี้มีประกันและความรับผิดของผู้ค้ำประกัน (5) แนวทางแก้ปัญหาในกรณีขาดสภาพคล่องชั่วคราวระหว่างการปฏิบัติตามแผน (6) วิธีปฏิบัติในกรณีที่มีการโอนสิทธิเรียกร้องหรือโอนหนี้ (7) ชื่อ คุณสมบัติ หนังสือยินยอมของผู้บริหารแผน และค่าตอบแทน &amp;nbsp;และ (8) การแต่งตั้งและการพ้นตำแหน่งของผู้บริหารแผน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10.แผนฟื้นฟูกิจการมีความสำคัญในการทำให้กิจการของการบินไทย ลูกหนี้ สามารถดำเนินต่อไปได้จนมีทรัพย์สินเพียงพอที่จะชำระหนี้แก่บรรดาเจ้าหนี้ได้ และฟื้นกลับมาสู่สภาวะปกติ โดยแผนจะต้องได้รับความเห็นชอบทั้งจากเจ้าหนี้และศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11.แผนฟื้นฟูกิจการที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบมีผลผูกมัดเจ้าหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการและเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ หากเจ้าหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ไม่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ เจ้าหนี้นั้นจะหมดสิทธิได้รับชำระหนี้ เว้นแต่แผนกำหนดไว้เป็นอย่างอื่นหรือศาลยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ หรือเป็นหนี้ที่กฎหมายกำหนดให้เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้โดยไม่ต้องขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12.เงื่อนไขในการได้รับชำระหนี้ของเจ้าหนี้จะเป็นไปตามแผนฟื้นฟูกิจการที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบ สิทธิเรียกร้องและส่วนได้เสียที่บรรดาเจ้าหนี้มีต่อลูกหนี้ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจะถูกแทนที่ด้วยข้อกำหนดในแผน โดยหลังจากที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยกับแผนแล้ว หนี้เดิมของเจ้าหนี้จะถูกแทนที่ด้วยข้อกำหนดการชำระหนี้ในแผนซึ่งลูกหนี้มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13.ระยะเวลาดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการตามกฎหมายล้มละลายของไทยมีกำหนดไม่เกิน 5 ปี และอาจมีการแก้ไขแผนโดยขอขยายกำหนดระยะเวลาดำเนินการตามแผนได้ไม่เกิน 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 1 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14.ตามกฎหมายล้มละลายของประเทศไทย เมื่อศาลมีคำสั่งให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการเนื่องจากการดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการสำเร็จลุล่วงแล้ว ลูกหนี้ คือ การบินไทยจะหลุดพ้นจากหนี้สินทั้งหลายที่อาจขอรับชำระหนี้ในระหว่างกระบวนการฟื้นฟูกิจการ เว้นแต่เจ้าหนี้จะได้ยื่นขอรับชำระหนี้ไว้แล้ว ซึ่งทำให้กระบวนการฟื้นฟูกิจการสิ้นสุดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนตามประมวลกฎหมายล้มละลายของสหรัฐอเมริกา มาตรา 1141 (d) (1) (A) เมื่อศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยกับแผนฟื้นฟูกิจการ ลูกหนี้จะหลุดพ้นจากบรรดาหนี้ทั้งหลายที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลเห็นชอบด้วยกับแผน ซึ่งส่งผลให้กระบวนการฟื้นฟูกิจการสิ้นสุดลงเมื่อศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยกับแผนโดยที่ไม่ต้องรอให้การฟื้นฟูกิจการเป็นผลสำเร็จตามแผนและศาลมีคำสั่งให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการเหมือนกฎหมายล้มละลายของประเทศไทย ทำให้กระบวนการฟื้นฟูกิจการของสหรัฐอเมริกาน่าจะใช้ระยะเวลาที่สั้นกว่าของประเทศไทย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
อย่างไรก็ตาม ตามประมวลกฎหมายล้มละลายของสหรัฐอเมริกา ลูกหนี้ยังคงถูกผูกพันตามข้อกำหนดในแผนและยังมีหน้าที่ที่ต้องชำระหนี้ตามแผนการชำระหนี้ที่กำหนดไว้ โดยแผนฟื้นฟูกิจการที่ศาลเห็นชอบสร้างสิทธิตามสัญญาขึ้นมาใหม่แทนที่สัญญาเดิมก่อนเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ ดังนั้น หนี้ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลเห็นชอบด้วยกับแผนจะถูกแทนที่ด้วยข้อกำหนดการชำระหนี้ในแผนซึ่งลูกหนี้ต้องปฏิบัติตาม และไม่ได้มีผลเป็นการปลดเปลื้องบุคคลธรรมดาจากหนี้ตามประมวลกฎหมายล้มละลาย มาตรา 523 ที่ไม่สามารถปลดเปลื้องได้ เช่น หนี้ค่าภาษีอากรและค่าธรรมเนียมศุลกากร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15.หากเกิดกรณีที่ระยะเวลาดำเนินการตามแผนสิ้นสุดลง แต่การฟื้นฟูกิจการยังไม่เป็นผลสำเร็จตามแผน กฎหมายล้มละลายของไทยกำหนดให้ศาลมีอำนาจสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดได้ ถ้าเห็นสมควรให้ลูกหนี้ล้มละลาย แต่ถ้าศาลไม่เห็นสมควรให้ลูกหนี้ล้มละลาย ศาลมีอำนาจสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการได้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
สำหรับท่านที่สนใจอยากทราบกระบวนการและขั้นตอนในการฟื้นฟูกิจการตามกฎหมายล้มละลายของไทย สามารถศึกษาได้จากที่ผมเขียนลงไว้แล้วในเฟซบุ๊กนี้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66415</URL_LINK>
                <HASHTAG>การบินไทย, ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล, ฟื้นฟูกิจการ, อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190218/image_big_5c6a2b8c2fbeb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66331</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/05/2020 12:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/05/2020 12:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บินไทยรีบแจงยังประกอบธุรกิจตามปกติแม้เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูภายใต้กฏหมาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 พ.ค.63-นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล รองประธานกรรมการคนที่ 2 รักษาการแทนกรรมการผู้อํานวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จํากัด (มหาชน) เปิดเผยว่า วันที่ 19 พฤษภาคม 2563 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้บริษัท การบินไทย จํากัด (มหาชน) (&amp;ldquo;บริษัทฯ&amp;rdquo;) ดําเนินการตามแผนฟื้นฟูธุรกิจภายใต้กระบวนการฟื้นฟูกิจการของศาลล้มละลายกลาง โดยให้บริษัทฯ ดําเนินกิจการตามปกติ

สำหรับการเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการแม้จะเป็นการดําเนินการภายใต้พระราชบัญญัติล้มละลาย แต่ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายในการเลิกหรือชําระบัญชีบริษัทฯ หรือไม่ได้มุ่งหมายให้บริษัทฯ ต้องตกเป็นบุคคลล้มละลายแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม การเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการภายใต้กฎหมายในครั้งนี้ จะส่งผลให้บริษัทฯ สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของแผนฟื้นฟูธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพตามขั้นตอนต่างๆ ซึ่งมีกฎหมายรองรับและให้ความคุ้มครองอย่างเป็นธรรมแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย

อย่างไรก็ตาม ทั้งบริษัทฯ ยังสามารถประกอบธุรกิจปกติต่อไปได้ตลอดระยะเวลาที่อยู่ในกระบวนการฟื้นฟูกิจการ ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการขนส่งผู้โดยสารไปยังจุดหมายปลายทางของการบินไทยทั่วโลก หรือการขนส่งสินค้าไปรษณียภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะดําเนินการควบคู่ไปกับการฟื้นฟูองค์กรเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพในการดําเนินงานและพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์และการบริการให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

ทั้งนี้บริษัทฯ มุ่งมั่นอย่างเต็มที่ในการดําเนินการทุกวิถีทางเพื่อฝ่าวิกฤตครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นก้าวสําคัญในการเปลี่ยนแปลงบริษัทฯ ไปในทางที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน และบริษัทฯ ขอขอบพระคุณผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ซึ่งรวมถึงผู้ถือหุ้น คู่ค้า พันธมิตรทางการค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกค้าและผู้โดยสารทุกท่านที่ยังคงให้การสนับสนุนและมอบความไว้วางใจให้บริษัทฯ ได้มีโอกาสรับใช้ท่านต่อไป บริษัทฯ พร้อมจะกลับมาดําเนินกิจการและทําการบินอย่างเต็มศักยภาพในทันทีเมื่อสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 คลี่คลายลงแล้ว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66331</URL_LINK>
                <HASHTAG>การบินไทย, ฟื้นฟูกิจการ, เปิดบริการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200514/image_big_5ebd614e5c27e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66138</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/05/2020 11:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/05/2020 11:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เลขาก.ล.ต.แจงการ&#039;ฟื้นฟูกิจการ&#039;กับการ&#039;ล้มละลาย&#039; เป็นถนนคนละเส้น </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 พ.ค.2563 น.ส.รื่นวดี สุวรรณมงคล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในฐานะอดีตอธิบดีกรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม ชี้การฟื้นฟูกิจการตามกฎหมายล้มละลายเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของธุรกิจที่กำลังประสบปัญหาการขาดสภาพคล่อง เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจได้ต่อไป ไม่ใช่การล้มละลายหรือการที่ถูกศาลสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ตามที่หลายคนยังเข้าใจผิด ซึ่งเป็นช่องทางที่จะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สิ่งที่ทำให้หลายๆ ท่านอาจเข้าใจว่า การฟื้นฟูกิจการคือการล้มละลาย คงเป็นเพราะบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยการฟื้นฟูกิจการ กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติล้มละลาย จึงอาจทำให้บางท่านเข้าใจว่า การยื่นขอฟื้นฟูกิจการคือการยื่นขอล้มละลาย&amp;quot; น.ส.รื่นวดี ระบุ
โดยกฎหมายล้มละลายของประเทศสหรัฐอเมริกาใน Chapter 11 มีการกำหนดเรื่องการฟื้นฟูกิจการเอาไว้ ดังนั้นการฟื้นฟูกิจการกับการล้มละลายเป็นถนนคนละเส้นคนละสายอย่างแน่นอน การฟื้นฟูกิจการถือเป็นการรักษาให้กิจการยังคงสามารถดำเนินธุรกิจได้ตามปกติ โดยผู้ยื่นขอให้มีการฟื้นฟูกิจการต้องการรักษาความเป็นกิจการที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเปิดโอกาสให้มีการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ระหว่างเจ้าหนี้ทั้งหลายทั้งเจ้าหนี้ภายในและต่างประเทศ และเปิดโอกาสให้มีการปรับปรุงโครงสร้างองค์กร กระบวนการทำงาน และแผนธุรกิจ เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยอาจมีผู้บริหารมืออาชีพจากภายนอกบริษัทมาร่วมดำเนินการ ขณะที่การล้มละลายหรือการถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์นั้นจะไม่ได้เป็นการทำให้ธุรกิจดำเนินการได้ต่อเนื่อง แต่เป็นการมุ่งไปสู่กระบวนการค้นหาและรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้เพื่อนำมาแบ่งให้กับเจ้าหนี้ โดยการยึดหรืออายัดและนำมาขายทอดตลาด และขณะที่ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์นั้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ กรมบังคับคดี จะเป็นผู้ที่เข้ามาทำหน้าที่จัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.รื่นวดี กล่าวว่า เงื่อนไขการฟื้นฟูกิจการจะเกิดขึ้นได้เมื่อมีการยื่นคำขอฟื้นฟูกิจการไปยังศาลล้มละลายกลาง โดยกฎหมายกำหนดให้ทั้งเจ้าหนี้หรือลูกหนี้สามารถยื่นคำร้องขอให้มีการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้ใน 4 กรณี คือ 1.ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือลูกหนี้ไม่สามารถที่จะชำระหนี้ตามกำหนดได้ (inability to pay) 2.เป็นหนี้เจ้าหนี้คนเดียวหรือหลายคนรวมกันเป็นจำนวนแน่นอนไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท ในกรณีของธุรกิจขนาดใหญ่ หรือในกรณีที่เป็นธุรกิจขนาดกลางหรือขนาดเล็ก (SMEs) คือลูกหนี้ที่เป็นบุคคลธรรมดาไม่น้อยกว่า 2 ล้านบาท ลูกหนี้ที่เป็นคณะบุคคล ห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนจำกัด ไม่น้อยกว่า 3 ล้านบาท หรือลูกหนี้ที่เป็นบริษัทจำกัดไม่น้อยกว่า 3 ล้านบาท แต่ไม่ถึง 10 ล้านบาท 3.หนี้จำนวนแน่นอนดังกล่าวจะถึงกำหนดชำระในทันทีหรือในอนาคตก็ได้ และ 4.มีเหตุอันสมควรและมีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การยื่นขอฟื้นฟูกิจการของไทยตามที่ได้มีการแก้ไขปรับปรุงในปี 2559 ถือเป็นการเปิดโอกาสให้มีการเข้าไปฟื้นฟูกิจการเพื่อรักษาความอยู่รอดของธุรกิจได้เร็วยิ่งขึ้นกว่าเดิม คือ เมื่อพบว่าลูกหนี้ไม่สามารถที่จะชำระหนี้ได้ เช่น ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ภายในกำหนด และเมื่อได้รับหนังสือทวงถามจากเจ้าหนี้ให้ชำระหนี้ หรือลูกหนี้มีกระแสเงินสดไม่พอชำระหนี้ เป็นต้น เจ้าหนี้หรือลูกหนี้ก็สามารถยื่นคำขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลได้ โดยไม่ต้องรอจนถึงกรณีที่ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัวแบบเดิม ซึ่งหลักการที่แก้ไขปรับปรุงใหม่นี้ถือว่าสอดคล้องกับหลักสากล จึงเป็นการเปิดโอกาสเป็นครั้งแรกให้ธุรกิจขนาดกลางหรือขนาดเล็ก (SMEs) สามารถยื่นขอฟื้นฟูกิจการได้เช่นเดียวกับบริษัทขนาดใหญ่ อันเป็นการช่วยรักษาธุรกิจขนาดกลางหรือขนาดเล็ก (SMEs) ไม่ให้ถูกฟ้องล้มละลายแบบเดิม และยังช่วยรักษาการจ้างแรงงานของธุรกิจขนาดกลางหรือขนาดเล็ก (SMEs) ที่มีการจ้างแรงงานกว่า 12 ล้านราย และในปี 2561 ได้ปรับปรุงการยื่นขอฟื้นฟูกิจการบริษัทขนาดใหญ่ โดยเพิ่มเงื่อนไขในการยื่นขอฟื้นฟูกิจการให้มีกรณีไม่สามารถชำระหนี้ตามกำหนดได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การพิจารณาให้มีการฟื้นฟูกิจการนอกจากการเงื่อนไขมีหนี้สินจำนวนแน่นอนแล้ว ยังมีเงื่อนไขที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือต้องมีเหตุอันสมควรและมีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้ โดยมีกระบวนการบริหารจัดการภายหลังที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำขอฟื้นฟูกิจการ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการฟื้นฟูกิจการ คือ เมื่อศาลสั่งรับคำขอฟื้นฟูกิจการจะเกิดสภาวะการพักการชำระหนี้ (automatic stay) ขึ้นทันทีนับตั้งแต่วันที่ศาลมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการไว้เพื่อพิจารณาจนถึงวันครบกำหนดระยะเวลาดำเนินการตามแผน หรือวันที่ดำเนินการสำเร็จตามแผน หรือวันที่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอหรือจำหน่ายคดีหรือยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการหรือยกเลิกการฟื้นฟูกิจการหรือพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;สภาวะการพักการชำระหนี้ดังกล่าวจะเป็นประโยชน์แก่ลูกหนี้และเป็นจุดแข็ง เพื่อให้กิจการสามารถดำเนินการไปต่อได้และดูแลสภาพคล่อง (liquidity) ของธุรกิจ โดยไม่ต้องกังวลว่าธุรกิจหรือกิจการจะถูกเรียกให้ชำระหนี้หรือถูกฟ้องร้อง สภาวะการพักการชำระหนี้ หากกล่าวให้เห็นภาพ เสมือนหนึ่งธุรกิจหรือกิจการจะอยู่ภายใต้ร่มคันใหญ่ที่จะป้องกันการถูกฟ้องร้อง ถูกบังคับคดี ถูกบังคับชำระหนี้ ถูกงดให้บริการสาธารณูปโภคต่าง ๆ เป็นต้น อย่างไรก็ดี ประโยชน์ข้างต้นที่ลูกหนี้จะได้รับ ต้องเป็นกรณีที่ลูกหนี้ใช้สิทธิโดยสุจริต ไม่ได้อาศัยการพักชำระหนี้เป็นเหตุของการประวิงคดี ดังสุภาษิตกฎหมายที่ว่า ผู้ที่มาพึ่งศาลจะต้องมาศาลด้วยมือสะอาด (He who comes to equity must come with clean hands)&amp;quot; น.ส.รื่นวดี ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับหน้าที่ของลูกหนี้ในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนว่าลูกหนี้ยังสามารถประกอบธุรกิจตามที่จำเป็นของธุรกิจเท่านั้น เพื่อให้การดำเนินการค้าตามปกติของลูกหนี้สามารถดำเนินการต่อไปได้ ดังนั้นลูกหนี้จะจำหน่าย จ่าย โอน ให้เช่า ชำระหนี้ ก่อหนี้ หรือกระทำการใด ๆ ที่ก่อให้เกิดภาระในทรัพย์สินไม่ได้ เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ผู้ทำแผนและผู้บริหารแผนเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการและบริหารกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการ โดยต้องเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งผู้ทำแผน หมายถึง ผู้จัดทำแผนฟื้นฟูกิจการ โดยจะเป็นผู้ที่ศาลมีคำสั่งตั้งเพื่อจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการ และเมื่อศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนแล้ว ให้อำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ และสิทธิตามกฎหมายของผู้ถือหุ้นของลูกหนี้ตกแก่ผู้ทำแผน ยกเว้นสิทธิที่จะได้รับเงินปันผล ผู้ทำแผนต้องมีคุณสมบัติตามที่กฎกระทรวงว่าด้วยการจดทะเบียนและการกำหนดคุณสมบัติผู้ทำแผนและผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ โดยต้องมีประสบการณ์ในการรับจัดกิจการและทรัพย์สินของผู้อื่น มีวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน หรือที่ปรึกษาทางบัญชี หรือที่ปรึกษาทางกฎหมาย ผู้บริหารของนิติบุคคลต้องมีจริยธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต และมีหลักเกณฑ์และแนวทางการปฏิบัติงานที่รัดกุมและเชื่อถือได้ ทั้งนี้ลูกหนี้อาจขอเป็นผู้ทำแผนเองก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการเสนอผู้ทำแผน กฎหมายกำหนดให้ทั้งลูกหนี้หรือเจ้าหนี้สามารถเสนอผู้ทำแผนได้ ซึ่งหากศาลเห็นว่าผู้ที่เสนอเป็นผู้ทำแผนยังไม่สมควรเป็นผู้ทำแผน หรือมีการคัดค้าน ศาลจะสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จัดประชุมเจ้าหนี้โดยเร็ว เพื่อให้เจ้าหนี้ได้ลงมติในการเลือกผู้ทำแผน และเมื่อที่ประชุมเจ้าหนี้เลือกผู้ทำแผนได้แล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต้องรายงานศาลทราบเพื่อพิจารณามีคำสั่งต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากยังไม่มีการตั้งผู้ทำแผน เมื่อศาลสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ กฎหมายกำหนดให้อำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของผู้บริหารของลูกหนี้สิ้นสุดลง และให้ศาลมีคำสั่งตั้งบุคคลใดหรือหลายคนหรือผู้บริหารของลูกหนี้เป็นผู้บริหารชั่วคราว โดยมีอำนาจหน้าที่จัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ต่อไป ทั้งนี้ภายใต้การกำกับดูแลของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จนกว่าจะมีการตั้งผู้ทำแผน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนผู้บริหารแผน หมายถึงผู้จัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการ กฎกระทรวงกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ทำนองเดียวกับผู้ทำแผน เว้นแต่วัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจ กำหนดให้เป็นที่ปรึกษาทางด้านการบริหารงาน กฎหมายกำหนดให้สิทธิและอำนาจหน้าที่ของผู้ทำแผนโอนไปยังผู้บริหารแผน ตั้งแต่วันที่ผู้บริหารแผนได้รับทราบคำสั่งศาลที่เห็นชอบกับแผนฟื้นฟูกิจการ ซึ่งแผนฟื้นฟูกิจการที่เป็นความตกลงระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ เป็นแผนฟื้นฟูกิจการที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติยอมรับแผน และศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนแล้ว โดยกฎหมายกำหนดให้แผนฟื้นฟูกิจการมีรายละเอียดต่างๆ &amp;nbsp;โดยเฉพาะหลักการและวิธีการฟื้นฟูกิจการ อันประกอบด้วย ขั้นตอนของการฟื้นฟูกิจการ การชำระหนี้ การยืดกำหนดเวลาชำระหนี้ การลดจำนวนหนี้ลง และการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ การลดทุนและเพิ่มทุน การก่อหนี้และระดมเงินทุน แหล่งเงินทุนและเงื่อนไขแห่งหนี้สินและเงินทุน การจัดการและการหาประโยชน์จากทรัพย์สินของลูกหนี้ และเงื่อนไขการจ่ายเงินปันผลและประโยชน์อื่นใด รวมทั้งแนวทางแก้ปัญหาในกรณีขาดสภาพคล่องชั่วคราวระหว่างการปฏิบัติตามแผน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการจะเกิดประโยชน์กับทุกฝ่าย ทั้งเจ้าหนี้ ลูกหนี้ และผู้ถือหุ้น รวมทั้งสังคมด้วย เพราะยังสามารถรักษากิจการให้ดำเนินการได้ตามปกติอย่างต่อเนื่อง ลดความเสี่ยงต่อการถูกเลิกกิจการ และการถูกฟ้องล้มละลาย อันจะช่วยรักษาการจ้างงานและห่วงโซ่อุปทานต่างๆ ไว้ได้ และการฟื้นฟูกิจการจะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้มากกว่าการล้มละลาย นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้ธุรกิจสามารถปรับโครงสร้างองค์กร กระบวนการทำงาน และแผนการดำเนินธุรกิจด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสิทธิของเจ้าหนี้ กฎหมายกำหนดให้สิทธิของเจ้าหนี้ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันต้องได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมกัน ซึ่งต่างกับการล้มละลายที่เจ้าหนี้ทุกรายจะได้รับส่วนเฉลี่ยในการชำระหนี้เท่ากัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเข้ากระบวนการฟื้นฟูกิจการเปรียบเสมือนคนไข้ที่มีอาการป่วยเข้ารับการรักษาตัวเพื่อดูแลรักษาให้หายจากการเจ็บป่วย โดยปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ ภายหลังเมื่อคนไข้หายป่วยและมีร่างกายที่แข็งแรงและทำอะไรได้ตามปกติ ที่ผ่านมามีหลายบริษัทที่เข้ากระบวนการฟื้นฟูกิจการ และเมื่อการฟื้นฟูกิจการได้ดำเนินการเป็นผลสำเร็จก็กลับมาเป็นบริษัทที่มีความเข้มแข็งและมีการเติบโตทำนองฟ้าหลังฝน เมื่อศาลจะมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ กรณีที่ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า การฟื้นฟูกิจการได้ดำเนินการเป็นผลสำเร็จตามแผน ผู้บริหารของลูกหนี้จะกลับมามีอำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ตามเดิม และผู้ถือหุ้นของลูกหนี้กลับมีสิทธิตามกฎหมายต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66138</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฟื้นฟูกิจการ, รื่นวดี สุวรรณมงคล, ล้มละลาย, เลขาก.ล.ต.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200123/image_big_5e290c9944d1f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8721</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/05/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เชือด&#039;แม้ว&#039;ผิด157ฮุบTPI ชี้คลังไร้อำนาจจุ้นเอกชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;ทักษิณ&amp;quot; โดนตามเชือดอีก ป.ป.ช.หอบสำนวน 120 แฟ้มยื่นฟ้องเองคดีเห็นชอบให้ฟื้นฟูกิจการ &amp;quot;ทีพีไอ&amp;quot; หลังยืดเยื้อเกือบ 8 ปี ชี้ทั้งที่รู้ว่ากระทรวงคลังไม่มีอำนาจตามกฎหมายเข้าไปจัดการทรัพย์สินบริษัทเอกชน สร้างความเสียหายระบบราชการ ผิด ม.157 ด้าน &amp;quot;แม้ว-ปู&amp;quot; ออกจากสิงคโปร์ &amp;nbsp;เข้าดูไบก่อนไปยุโรป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และโฆษก ป.ป.ช.เปิดเผยว่า วันนี้พนักงานคดี สำนักคดี สำนักงาน ป.ป.ช.ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการ ป.ป.ช.ให้ยื่นฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีนี้สืบเนื่องจากคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดนายทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2553 กรณีนายทักษิณเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีอำนาจหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ประกอบพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 จึงมีอำนาจกำกับและควบคุมกำกับหน่วยงานของรัฐในฝ่ายบริหารทั้งหมด &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;โดยเมื่อปี พ.ศ.2546 นายทักษิณ ชินวัตร ในฐานะนายกรัฐมนตรี ได้เห็นชอบและยินยอมให้กระทรวงการคลังเข้าเป็นผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัท อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (TPI) ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเข้าปรึกษา จนนำไปสู่การทำหนังสือยินยอมของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้กระทรวงการคลังเข้าเป็นผู้บริหารแผนของบริษัท อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (TPI) โดยมีรายชื่อคณะผู้บริหารแผนตามที่นายทักษิณเสนอ และกระทรวงการคลังได้เข้าไปเป็นผู้บริหารแผน การกระทำของนายทักษิณเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จึงเป็นการกระทำทั้งที่รู้อยู่ว่ากระทรวงการคลังซึ่งเป็นส่วนราชการ ไม่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายที่จะเข้าไปเป็นผู้บริหารแผนกิจการหรือจัดการทรัพย์สินให้บริษัทเอกชน เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่กระทรวงการคลัง และเสียหายต่อระบบราชการ จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และได้ส่งอัยการสูงสุดดำเนินคดี&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เลขาธิการ ป.ป.ช.กล่าวว่า ต่อมาได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานผู้แทนฝ่ายอัยการสูงสุดและฝ่ายคณะกรรมการ ป.ป.ช.ขึ้นมาเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานร่วมกัน แต่คณะทำงานดังกล่าวไม่อาจหาข้อยุติเกี่ยวกับการฟ้องร้องคดีได้ ดังนั้นในวันนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงได้มอบหมายให้พนักงานคดี สำนักงาน &amp;nbsp;ป.ป.ช.ดำเนินการยื่นฟ้องเองต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นคดีหมายเลขดำที่ อม. 40/2561 โดยคดีนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้ยื่นฟ้องพร้อมคำร้องขอให้ศาลประทับรับฟ้องไว้พิจารณา กรณีไม่ปรากฏตัวจำเลยต่อหน้าศาล โดยอาศัยเหตุตามเงื่อนไขการยื่นฟ้องโดยไม่ปรากฏตัวจำเลยต่อหน้าศาล ตามนัยมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2560 เนื่องจากจำเลยไม่มารายงานตัวและศาลได้เคยออกหมายจับในคดีอื่นไว้แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวรวิทย์กล่าวอีกว่า สำหรับในคดีที่เคยฟ้องไว้แล้ว และคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้มีมติให้ดำเนินการยื่นคำร้องขอยกคดีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้มีคำสั่งจำหน่ายคดีขึ้นพิจารณาใหม่อีก 2 คดี คือ คดีทุจริตการอนุมัติให้กู้เงินแก่รัฐบาลสหภาพพม่า 4,000 ล้านบาท (Exim &amp;nbsp;Bank) และคดีทุจริตโครงการออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย 3 ตัว และ 2 ตัว ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (คดีหวยบนดิน) นั้น มีความคืบหน้า ดังนี้ 1.คดีหมายเลขดำที่ อม. 3/2551 คดีหมายเลขแดงที่ &amp;nbsp;อม. 4/2551 คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. ผู้เข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ นายทักษิณ ชินวัตร จำเลย กรณีทุจริตการอนุมัติให้กู้เงินแก่รัฐบาลสหภาพพม่า 4,000 ล้านบาท (Exim Bank) ศาลนัดพิจารณาคดีครั้งแรกวันที่ 4 กรกฎาคม 2561
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.คดีหมายเลขดำที่ อม. 1/2551 คดีหมายเลขแดงที่ อม. 10/2552 คตส. โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. ผู้เข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ นายทักษิณ ชินวัตร กับพวกรวม 47 คน จำเลย กรณีทุจริตโครงการออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย 3 ตัว และ 2 ตัว ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (คดีหวยบนดิน) ศาลนัดพิจารณาคดีครั้งแรกวันที่ 25 กรกฎาคม 2561
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถ.แจ้งวัฒนะ นายพัฒนพงศ์ จันทร์เพ็ชรพูล ผู้อำนวยการสำนักคดี สำนักงาน ป.ป.ช. พร้อมเจ้าหน้าที่ได้หอบสำนวน 21 กล่อง 120 แฟ้ม คดีที่ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีเห็นชอบให้กระทรวงการคลังเข้าเป็นผู้บริหารแผนคนใหม่ของบริษัท อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน) &amp;nbsp;หรือทีพีไอ ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำที่นอกเหนืออำนาจกระทรวงการคลัง ซึ่งไม่มีอำนาจเข้าไปบริหารบริษัทเอกชน อันเป็นความผิดตามมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2546 เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ระบบราชการ จึงมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ มายื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้ว โดยได้รับไว้เป็นคดีหมายเลขดำที่ &amp;nbsp;40/2561
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับคดีนี้ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลตั้งแต่วันที่ 16 ก.ค.53 โดยมี ร.อ.สุชาติ เชาว์ศิษฐ อดีต รมว.การคลัง ร่วมกระทำผิดด้วย แต่เจ้าตัวถึงแก่กรรมจึงจำหน่ายคดีไป จากนั้นมีการส่งให้อัยการสูงสุดเพื่อส่งฟ้อง แต่อัยการไม่เห็นด้วย ทำให้ต้องมีการตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างอัยการและ ป.ป.ช. แต่ก็ไม่สามารถหาข้อยุติที่ตรงกันได้ ป.ป.ช.จึงตัดสินใจยื่นฟ้องเอง รวมระยะเวลาดำเนินการก่อนส่งศาลฎีกาฯ ยาวนานเกือบ 8 ปี ซึ่งถือเป็นคดีสุดท้ายของนายทักษิณที่ค้างอยู่ในขั้นตอนของ ป.ป.ช. และยังมีอีก 4 คดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ประกอบด้วยคดีหวยบนดิน, คดีเอ็กซิมแบงก์ปล่อยกู้พม่า 4 พันล้านบาท, คดีทุจริตธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้ให้บริษัทในเครือกฤษดามหานครกว่า 9 พันล้านบาท และคดีแปลงสัญญาสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต ซึ่งเพิ่งมีการรื้อคดีมาพิจารณาลับหลังจำเลยที่หลบหนีคดีไป ตามที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฉบับใหม่เปิดช่องให้ทำได้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน มีรายงานข่าวจากพรรคเพื่อไทยเปิดเผยว่า ช่วงที่นายทักษิณและ น.ส.ยิ่งลักษณ์อยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ระหว่างสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีสมาชิกและแกนนำพรรคเพื่อไทยไปเข้าพบจำนวนมาก &amp;nbsp;โดยวันที่ 7 พ.ค.ทั้งคู่ใช้เวลาอยู่กับครอบครัว และจะเดินทางออกจากสิงคโปร์มุ่งสู่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในวันที่ 8 พ.ค. จากนั้นใช้เวลาอยู่ดูไบไม่นานนักแล้วเดินทางไปยังทวีปยุโรปต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8721</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีทุจริตการอนุมัติให้กู้เงินแก่รัฐบาลสหภาพพม่า, คดีทุจริตโครงการออกสลากพิเศษ, ทีพีไอ, นายทักษิณ ชินวัตร, นายวรวิทย์, นายวรวิทย์ สุขบุญ, บริษัท อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด, ป.ป.ช., ฟื้นฟูกิจการ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เชือดอีก ป.ป.ช., แม้ว-ปู</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180507/image_big_5af0621b7de25.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
