<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118459</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/10/2021 19:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/10/2021 16:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯ ร่ายยาววันแรกคลายล็อกหลายกิจการ ขอยังเข้มงวดมาตรการ พร้อมพลิกโฉมประเทศไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ต.ค. 64&amp;nbsp;- พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม โพสต์เฟซบุ๊ก&amp;ldquo;ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut-Chan-o-cha&amp;rdquo; ระบุว่า พี่น้องประชาชนที่รักทุกท่าน วันนี้ (1 ต.ค) ถือเป็นวันเริ่มต้นมาตรการใหม่ของ ศบค. ที่มีการอนุญาตให้เปิดหลายกิจการและสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นสถานรับเลี้ยงเด็ก พิพิธภัณฑ์ ห้องสมุด โรงภาพยนตร์ โรงละคร มหรสพ สปา ร้านนวดแผนไทย ร้านเสริมสวย คลินิกเสริมความงาม ฟิตเนส โรงเรียนและสถาบันกวดวิชา และอื่นๆ รวมถึงการอนุญาตให้มีการแสดงดนตรีในร้านอาหาร การจัดแสดงพื้นบ้านต่างๆ และมีการเลื่อนช่วงเวลาเคอร์ฟิวไปถึง4 ทุ่ม ทำให้ธุรกิจและผู้ประกอบการสามารถเปิดกิจการได้นานขึ้น มีโอกาสสร้างรายได้เพิ่มขึ้น พี่น้องหลายอาชีพที่ต้องหยุดงานไปได้กลับมาทำงานอีกครั้ง โดยเป็นการอนุญาตตามมาตรการควบคุมโรคที่ต้องเข้มงวดและเคร่งครัดตามที่กำหนดไว้ ซึ่งผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า ทั้งผู้ประกอบการพนักงาน เจ้าหน้าที่ และพี่น้องทุกคนจะให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เนื่องจากทราบดีว่าหากเราไม่ช่วยกัน ยอดผู้ติดเชื้อก็อาจจะกลับมาสูงขึ้นอีกครั้ง และจำเป็นต้องกลับไปปิดสถานที่อีก ซึ่งไม่มีใครต้องการให้เกิดการล็อกดาวน์อีกครั้งอย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมยังคงเชื่อว่า หากเราสามารถดำเนินการตามแผนที่ได้วางไว้ เข้มงวดกับมาตรการควบคุมโรค สถานการณ์การต่อสู้กับโควิดของไทย จะดีขึ้นเรื่อยๆ และเราจะไม่ต้องย้อนกลับไปสู่การล็อกดาวน์ที่น่าเจ็บปวดอีก ในขณะนี้เรายังรักษายอดผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตในระดับทรงตัวแบบค่อยๆลดลง ทำให้อัตราครองเตียงในโรงพยาบาลลดลงอย่างเห็นได้ชัด โรงพยาบาลสนามหลายแห่ง รวมทั้งโรงพยาบาลบุษราคัม สามารถปิดตัวลงได้เนื่องจากไม่มีผู้ป่วยใหม่ ช่วยบรรเทาภาระให้แก่แพทย์-พยาบาล การหาเตียงให้ผู้ป่วยในทุกระดับอาการจึงไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป โรงพยาบาลต่างๆไม่ต้องปิดรับผู้ป่วยโรคอื่นๆ หรือเรียกได้ว่า ระบบสาธารณสุขของไทย ผ่านพ้นช่วงวิกฤตและกลับคืนสู่สภาพปกติแล้ว ซึ่งแสดงถึงความแข็งแกร่งของระบบสาธารณสุขไทย และความสามารถของบุคลากรการแพทย์ไทยที่ไม่แพ้ชาติใดในโลกเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้เราผ่านวิกฤตกับโควิดในระลอกนี้มาได้ ก็คือการฉีดวัคซีน ซึ่งตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นมา การดำเนินการฉีดวัคซีนโควิด-19 ตามวาระแห่งชาตินั้น เราทำได้ดีขึ้นอย่างมากจากปริมาณวัคซีนที่ได้เพิ่มขึ้น ทำให้เราสามารถระดมฉีดวัคซีนได้วันละหลายแสนโดส โดยในวันที่ 24 ก.ย. ที่ผ่านมา สามารถฉีดวัคซีนได้ถึงมากกว่า 1 ล้านโดส และรัฐบาลยังไม่หยุดในการจัดหาวัคซีนเพิ่มเติมจากทั่วโลก จนในขณะนี้ ยอดเป้าหมายวัคซีนของเราจนถึงสิ้นปีนี้เพิ่มจาก 100 ล้านโดสที่เป็นเป้าหมายเดิม ไปสู่ 178.2 ล้านโดสแล้ว และในปีหน้า เราก็จะได้วัคซีนโควิด-19 ที่ผลิตโดยองค์กรของไทยเองอีกหลายชนิด จึงเชื่อได้ว่า วันนี้เราสามารถผ่านพ้นอีกวิกฤตหนึ่ง คือวิกฤตการขาดแคลนวัคซีนโควิด-19 ที่เราเคยเผชิญมา และจะไม่ย้อนกลับไปสู่ปัญหาเดิมอีกแล้ว การพยายามจัดหาวัคซีนอย่างเต็มที่ในทุกๆทางของรัฐบาลในช่วงเวลาที่ผ่านมา ทำให้เรามีวัคซีนอย่างเพียงพอและหลากหลายประเภท มีทางเลือกในการกำหนดนโยบายใช้วัคซีนแต่ละประเภทสร้างภูมิคุ้มกันให้กับกลุ่มประชาชนที่เหมาะสม เพื่อการเปิดเมือง เปิดประเทศที่มั่นคงและปลอดภัย ผมต้องขอขอบคุณ &amp;ldquo;ทีมประเทศไทย&amp;rdquo; ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาจัดหาวัคซีน รวมทั้งนักวิจัยและพัฒนาวัคซีนโควิด-19 สายพันธุ์ไทย ที่เราคนไทยทุกคนต้องขอแสดงความชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;​เมื่อสถานการณ์การต่อสู้กับโรคร้ายเริ่มคลี่คลายลง ก็เป็นช่วงเวลาแห่งภารกิจที่สำคัญต่อชีวิตพี่น้องประชาชนไม่แพ้กัน นั่นคือการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ปากท้องของคนทำมาหากิน ซึ่งผมและรัฐบาลมีความเป็นห่วงกังวลอยู่ตลอดเวลา และคอยคิดหาทางแก้ไขในการประชุมทุกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวานนี้ (30 ก.ย.) ที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ (ศบศ.) ผมได้เร่งรัดให้มีการดำเนินการโครงการทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลได้ให้นโยบายไว้ ไม่ว่าจะเป็นการเยียวยานายจ้างและผู้ประกันตน ม.33, 39, 40 ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด โดยกระทรวงแรงงาน ซึ่งมีผู้ประกันตนได้รับการเยียวยาไปแล้วกว่า 12 ล้านคนจากกิจการมากกว่า 11 ล้านแห่ง และมีนายจ้างมากกว่า 1.5 แสนกิจการที่ได้รับการช่วยเหลือ รวมแล้วมีเงินอัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจถึงมากกว่า 9 หมื่นล้านบาท นอกจากนั้นยังมีมาตรการช่วยเหลือฟื้นฟูภาคธุรกิจด้านการเงิน โดยธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งมียอดสินเชื่อฟื้นฟูที่อนุมัติแล้ว มากกว่า 1 แสนล้านบาท มีกิจการที่ได้รับความช่วยเหลือมากกว่า3 หมื่นราย ซึ่งกระจายตัวไปสู่ SME ที่เป็นกระดูกสันหลังของการจ้างงานในประเทศได้อย่างทั่วถึงและเป็นกิจการในต่างจังหวัดมากถึง 68% รวมทั้งโครงการพักทรัพย์ พักหนี้ ที่ช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบ มียอดอนุมัติเข้าร่วมโครงการแล้วถึงมากกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท นอกจากนั้นยังมีการพิจารณามาตรการใหม่เพิ่มเติม คือการรักษาระดับการจ้างงานในธุรกิจ SME (Job Retention &amp;amp; SME Boost Up) โดยรัฐจะจ่ายเงินอุดหนุนเพื่อส่งเสริมและรักษาการจ้างงานผ่านนายจ้างทุกเดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจนั้น อีกหนึ่งภาคอุตสาหกรรมสำคัญ ที่เป็นแหล่งรายได้หลักของประเทศ และได้รับผลกระทบอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา นั่นคือภาคการท่องเที่ยว ทำให้ผมต้องคิดหาวิธีการที่จะรักษาสมดุลระหว่างการควบคุมโรคและการเปิดรับนักท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้แก่พี่น้องประชาชนอีกครั้ง จึงได้เกิดโครงการ &amp;ldquo;ภูเก็ต แซนด์บอกซ์&amp;rdquo; เป็นโมเดลพื้นที่ทดลองตั้งแต่เดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งความสำเร็จของภูเก็ต แซนด์บอกซ์ ทำให้เราสามารถขยายโครงการไปยังพื้นที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ซึ่งเรียกว่า Phuket Extension (ภูเก็ต + สุราษฎร์ธานี กระบี่ พังงา และ 7 เกาะท่องเที่ยว) และตามมาด้วยโครงการ Samui Plus ที่เกาะสมุย ซึ่งนับตั้งแต่ 1 ก.ค. - 27 ก.ย.64 (รวม 89 วัน) โครงการ Phuket Sandbox และ Samui Plus สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 2,330 ล้านบาท โดยPhuket Sandbox ได้รับนักท่องเที่ยวทั้งหมด 37,576 คน เกิดค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 5,500 บาทต่อวัน และวันพักเฉลี่ย 11 วัน (หรือประมาณ 61,000 บาทต่อคนต่อทริป) คิดเป็นการสร้างรายได้รวมมากกว่า2,254 ล้านบาท ปัจจุบันมียอดการจองที่พักทั้งสิ้น (ก.ค. 64 - ก.พ. 65) รวม 695,418 วัน ส่วน Phuket Extension ที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยว 384 คน วันพักเฉลี่ย 5.2 วัน ก่อให้เกิดรายได้มากกว่า 12 ล้านบาท ในขณะที่ Samui Plus นั้น มีนักท่องเที่ยว 878 คน ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 6,000 บาทต่อวันและวันพักเฉลี่ย 12.6 วัน ก่อให้เกิดรายได้ มากกว่า 66 ล้านบาท ซึ่งผมเห็นว่าเป็นความสำเร็จเบื้องต้นที่งดงาม และไม่ได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการแพร่ระบาดโรคจนไม่สามารถควบคุมได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากความสำเร็จนี้ รัฐบาลจึงเดินหน้าต่อไปในการขยายผล ตามแนวทาง &amp;ldquo;พลิกโฉมประเทศไทย&amp;rdquo; โดยจะทำการ &amp;ldquo;พลิกโฉมภูเก็ต&amp;rdquo; ให้เป็นจุดหมายระดับโลก (World-Class Destination) ที่เน้นนักท่องเที่ยวคุณภาพและการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน รวมถึงผู้ที่มา &amp;ldquo;ทำงานด้วย เที่ยวไปด้วย&amp;rdquo; (Workation) ตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2564 &amp;ndash; ไตรมาส 1 ปี 2565 โดยคาดว่าจะมีชาวต่างประเทศ ทั้งนักท่องเที่ยวและเข้ามาทำงาน เฉลี่ยไม่น้อยกว่า 5,000 คนต่อวัน (รวม 1 ล้านคน) และจะสร้างรายได้ไม่น้อยกว่า 60,000 ล้านบาท ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่จะมีเที่ยวบินเช่าเหมาลำจากทวีปยุโรป (รัสเซียอังกฤษ กลุ่มประเทศนอร์ดิก เยอรมนี เป็นต้น) กว่า 500,000 คน ช่วงฤดูหนาวนี้ (ต.ค. 64 - มี.ค. 65) โดยจะมีการลงทุนเพิ่มเพื่อพัฒนาระบบการลงทะเบียนต่างๆ แบบออนไลน์ สำหรับอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวต่างประเทศ เช่น ใบรับรองการฉีดวัคซีน ใบรับรองสุขภาพ ผลตรวจโควิดเป็นต้น ซึ่งผมและรัฐบาลจะเร่งดำเนินการผลักดันนโยบายนี้ให้สำเร็จโดยเร็ว เพื่อเตรียมพร้อมรับนักท่องเที่ยวในหลายประเทศที่ฉีดวัคซีนแล้วและพร้อมเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดเทศกาลฤดูหนาวนี้ หลังจากที่ต้องผ่านการล็อกดาวน์มาเช่นกันในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงการเตรียมความพร้อมในการเปิดเมืองอื่นๆนอกจากภูเก็ตในระยะต่อไปด้วย ซึ่งในตอนนี้ เป็นที่น่าภูมิใจว่าหลายจังหวัดและพื้นที่ของไทย เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ติดอันดับระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพ ที่ได้รับการจัดอันดับว่าเป็นเมือง Workation อันดับหนึ่งของโลก รวมถึงภูเก็ต สมุย เชียงใหม่ กระบี่ และอีกหลายแห่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นพวกเราเอง ทั้งผู้ประกอบการ ภาคบริการ จังหวัด และพี่น้องประชาชน ต้องช่วยกันคิดว่า จะทำอย่างไร จะให้ชาวต่างชาติที่เลือกเดินทางมาประเทศไทยหลังล็อกดาวน์นี้ ได้สัมผัสกับความเป็นไทย ยิ้มสยาม ความจริงใจ การต้อนรับที่อบอุ่น และน้ำใจคนไทยในฐานะ &amp;ldquo;เจ้าบ้าน&amp;rdquo; รวมทั้งความรู้สึกปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดระยะเวลาที่พักผ่อน หรือทำงานอยู่ในประเทศไทยซึ่งเราชาวไทยทุกคนจะต้องช่วยกัน สร้างบรรยากาศความประทับใจให้เกิดขึ้น ช่วยให้ชาวต่างชาติที่มีคุณภาพเหล่านี้คิดถึง และอยากกลับมาบ้านเราอีกบ่อยๆ ใช้เวลาอยู่นานๆ และบอกต่อกันไปถึงความน่าเที่ยว น่าทำงาน และ &amp;ldquo;น่าอยู่&amp;rdquo; ของประเทศไทย ให้เกิด &amp;ldquo;World-Class Destination&amp;rdquo; เพิ่มขึ้นในทุกๆแห่งที่พวกเขาได้ไปสัมผัสนะครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118459</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลายล็อกกิจการ, ฉีดวัคซีนโควิด-19, พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา, พลิกโฉมประเทศไทย, ฟื้นฟูเศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211001/image_big_6157005e25566.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110324</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/07/2021 18:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/07/2021 05:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สมุยพร้อมเดินหน้าเปิด Samui Plus ชูบรรยากาศ 3 เกาะสวยมัดใจ มั่นใจมาตรการสาธารณสุขเข้ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;สมุยพร้อมเดินหน้าเปิด &amp;ldquo;สมุย พลัส&amp;rdquo; มั่นใจมาตรการสาธารณสุขเข้ม ชูบรรยากาศ 3 เกาะสวยสมุย-พะงัน-เกาะเต่า มัดใจนักท่องเที่ยว ขณะเดียวกันผู้ประกอบการในพื้นที่ก็มีการยกระดับมาตรฐานสู่ Sha Plus เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้มาเยือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมุย พลัส&amp;nbsp; SAMUI Plus หรือการเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เดินทางไปยังเกาะสมุย -เกาะพะงัน-เกาะเต่าเป็นการขยายผลต่อจากมาตรการ Phuket Sandbox โครงการนำร่องด้านการท่องเที่ยวได้เริ่มต้นขึ้นแล้วเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคมที่ผ่านมา&amp;nbsp; โดยการเปิดพื้นที่ท่องเที่ยวทุกแห่ง เน้นให้ความสำคัญกับมาตรฐานความปลอดภัยทางด้านสาธารณสุข เพื่อให้ เดินทางมาแล้วปลอดภัย มีความสุข ได้รับประสบการณ์ที่ดีจากการท่องเที่ยวในเมืองไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายวิชวุทย์ จินโต ผวจ.สุราษฎร์ธานี นายแพทย์มนู ศุกลสกุล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด สุราษฎร์ธานี และนายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการ ททท. ร่วมกันแถลงถึงความพร้อมของพื้นที่เกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า ในการเปิดรับนักท่องเที่ยว&amp;nbsp;ตามโครงการสมุย พลัส (SAMUI Plus)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ทั้งนี้ ในช่วงบ่ายวันที่ 15 กรกฎาคม ที่ผ่านมา นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายวิชวุทย์ จินโต ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี นายแพทย์มนู ศุกลสกุล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสุราษฎร์ธานี และนายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกันแถลงถึงความพร้อมของพื้นที่เกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า ในการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติตามโครงการสมุย พลัส (SAMUI Plus) เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจด้วยการท่องเที่ยว หลังซบเซาจากการระบาดของเชื้อโควิด-19 มาเป็นเวลายาวนาน ในThe Seen Beach Club เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า&amp;nbsp; จากนโยบายของนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ต้องการให้เปิดประเทศให้ได้ภายใน 120 วัน โดยทยอยเปิดในพื้นที่ที่มีความพร้อมก่อน และได้เริ่มดำเนินการที่จังหวัดภูเก็ตเป็นจังหวัดแรก ภายใต้โครงการเปิดพื้นที่นำร่องด้านการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต หรือ Phuket Sandbox เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ทั้งนี้ พื้นที่เป็นเป้าหมายลำดับถัดไป คือ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เฉพาะเกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า ซึ่งเริ่มเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;ในชื่อโครงการสมุย พลัส หรือ SAMUI Plus โดยวางมาตรการทั้งด้านสาธารณสุข การเดินทาง และการตลาดไว้อย่างรัดกุม เพื่อให้การเปิดพื้นที่ในครั้งนี้ สามารถสร้างความประทับใจและดึงดูดความสนใจนักท่องเที่ยวให้เดินทาง อีกทั้ง สร้างความเชื่อมั่นด้านสาธารณสุขให้กับชาวเกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่าได้อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ด้าน นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า&amp;nbsp; โครงการ SAMUI Plus เริ่มดำเนินการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในวันที่ 15 กรกฎาคม 2564 เป็นพื้นที่ที่ 2 ถัดจากจังหวัดภูเก็ต โดยดำเนินการใน &amp;nbsp;&amp;nbsp;3 เกาะ ได้แก่ เกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า ซึ่งมีความสวยงาม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ทั้งนี้ ททท. ประสานกับภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องในการวางแผนและดำเนินการดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน 10 ขั้นตอน ซึ่งได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเป็นอย่างดียิ่งทำให้การดำเนินโครงการราบรื่นและเข้มแข็ง ได้แก่ แผนการทำความเข้าใจถึงมาตรการรองรับและฝึกอบรมผู้ประกอบการ แผนการรองรับสถานพยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ ยาและเวชภัณฑ์ แผนประชาสัมพันธ์และการสื่อสาร แผนการคัดกรองเกี่ยวกับขาเข้า ทางเครื่องบิน ทางเรือ และทางบก แผนการควบคุม ดูแลความปลอดถัย ภายในและภายนอกสถานประกอบการ แผนการขนส่ง ลำเลียงการเดินทางนักท่องเที่ยวและผู้ป่วยทางเครื่องบิน ทางเรือ และทางบก แผนการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น แผนการติดตามและประเมินผล แผนบริหารจัดการขยะ และแผนการส่งเสริมการตลาด&amp;nbsp; ซึ่งมั่นใจว่าแผนดำเนินการดังกล่าว จะสามารถทำให้โครงการ SAMUI Plus ประสบผลสำเร็จทั้งเชิงรายได้ ความมั่นใจด้านสาธารณสุข และการจัดการสิ่งแวดล้อม โดยคาดการณ์ว่าเมื่อผ่านไป 1 เดือน คือ ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม - 15 สิงหาคม 2564 จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาประมาณ 1,000 คน สร้างรายได้ประมาณ 180,000,000 บาท &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ททท. ได้มีแผนการประชาสัมพันธ์โดยได้เชิญสื่อมวลชน เซเลบริตี้ และอินฟลูเอ็นเซอร์ จากทั่วโลกให้ได้สัมผัสประสบการณ์ที่น่าประทับใจ พร้อมทั้งทดสอบสินค้าทางการท่องเที่ยว แล้วถ่ายทอดไปยังผู้ชม ผู้ติดตาม แฟนเพจ&amp;nbsp; รวมทั้ง เชิญนักธุรกิจจากบริษัทชั้นนำ เพื่อมาเจรจาธุรกิจหรือลงทุนในเกาะสมุย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;บรรยากาศเตรียมพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามายังเกาะสมุยในเที่ยวบินแรก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;สำหรับวันแรกของการเปิดโครงการฯ (15 กรกฎาคม 2564) มีผู้โดยสารที่เดินทางเข้ามาจำนวนรวม 9 คน ล้วนเป็นสื่อมวลชนที่ ททท. ได้เชิญเพื่อให้สัมผัสการบริหารจัดการของโครงการ SAMUI Plus โดยเที่ยวบินปฐมฤกษ์ของบางกอกแอร์เวย์สเที่ยวบิน PG 5125 กรุงเทพฯ &amp;ndash; สมุย เวลา 11.10 น. จำนวน 5 คน จากสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และเยอรมนี เที่ยวบินที่ 2 PG 5171 ถึงสมุย เวลา 18.15 น. จำนวน 4 คนจากสิงคโปร์และฮ่องกง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;สำหรับเกณฑ์การรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวต่างชาติที่เดินทางจากต่างประเทศเพื่อเข้าโครงการ&amp;nbsp; SAMUI Plus คือ ต้องมาจากประเทศหรือพื้นที่ที่ได้รับอนุมัติจาก ศบค. ซึ่งพิจารณาจากหลักเกณฑ์ประกาศของกระทรวงสาธารณสุข&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งผ่านการเสนอจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและ ททท. โดยมีหนังสือรับรองว่าเป็นบุคคลที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรได้ (COE) &amp;nbsp;มีใบรับรองแพทย์ยืนยันว่าปลอดเชื้อโควิด-19 โดยวิธี RT-PCR ไม่เกิน 72 ชั่วโมงก่อนการเดินทาง มีกรมธรรม์ประกันภัยที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพและรักษาพยาบาล หรือหลักประกันอื่นใด ซึ่งรวมถึงกรณีโรคโควิด-19 ในวงเงินไม่น้อยกว่า 100,000 เหรียญสหรัฐฯ รวมทั้ง มีเอกสารหรือหลักฐานรับรองการรับวัคซีนครบตามเกณฑ์ที่ผู้ผลิตวัคซีนกำหนด ไม่น้อยกว่า 14 วันก่อนเดินทาง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวยังเกาะสมุยในวันแรกของการเปิดโครงการสมุย พลัส (SAMUI Plus)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;สำหรับผู้มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ที่ไม่อยู่ในเกณฑ์การได้รับวัคซีนต้องเดินทางมาพร้อมกับผู้ปกครองหรือผู้ดูแลและให้มีใบรับรองแพทย์&amp;nbsp; เมื่อนักท่องเที่ยวเดินทางมาถึงประเทศไทยจะต้องถูกตรวจคัดกรองโดยวิธี RT-PCR อีก 3 ครั้ง ครั้งแรก ในวันที่เดินทางมาถึง ครั้งที่ 2 ในวันที่ 6 - 7 และครั้งที่ 3 ในวันที่&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 12 - 13 โดยเมื่ออยู่ครบ 14 วัน จึงจะเดินทางไปพื้นที่อื่นของประเทศไทยได้ ส่วนนักท่องเที่ยวที่ต้องการออกจากประเทศไทยก่อนอยู่ครบ 14 วัน จะต้องเดินทางออกนอกราชอาณาจักรเท่านั้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ในส่วนการพำนักภายในโครงการ SAMUI Plus นั้น นักท่องเที่ยวต้องเข้าพักในโรงแรมที่ Samui Extra Plus Hotels ซึ่งเป็นโรงแรมระดับมาตรฐาน AQ บนเกาะสมุยเท่านั้น หากผลการตรวจครั้งแรกเป็นลบ จึงสามารถออกจากห้องพักและทำกิจกรรมภายในบริเวณของโรงแรมได้ (Chill at Hotel) &amp;nbsp;ในวันที่ 4 &amp;ndash; 7 สามารถเดินทางท่องเที่ยวในเส้นทางตามโปรแกรมท่องเที่ยวโดยบริษัทนำเที่ยวที่ผ่านการอบรม ในเส้นทางที่กำหนดเป็นการเฉพาะ หรือ Sealed Route &amp;nbsp;มี 3 ประเภท ได้แก่ 1.เส้นทางธรรมชาติ 2.การล่องเรือ 3.กิจกรรมเชิงสุขภาพ ( Wellness and Spa ) &amp;nbsp;&amp;nbsp;ในวันที่ 8 &amp;ndash; 14 &amp;nbsp;นักท่องเที่ยวสามารถเปลี่ยนโรงแรมได้ แต่เป็นโรงแรมได้รับเครื่องหมาย SHA Plus ทั้งบนเกาะสมุย &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;เกาะพะงัน และเกาะเต่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;นอกจากนี้ ยังมีมาตรการดูแลนักท่องเที่ยวเพิ่มเติมที่นักท่องเที่ยวต้องปฏิบัติ อาทิ การให้นักท่องเที่ยวติดตั้งแอปพลิเคชั่น Thailand Plus แอปพลิเคชั่น หมอชนะ และลงทะเบียนเพื่อเข้าพื้นที่ อำเภอเกาะสมุย ผ่านทาง healthpass.smartsamui.com รวมไปถึงการนำระบบ SHA Manager มาใช้ เพื่อให้มีผู้สามารถตอบคำถามและคอยดูแลนักท่องเที่ยว พร้อมรายงานปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น&amp;nbsp; เพื่อให้สามารถให้การช่วยเหลือและแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ทันท่วงที รวมไปถึงชาวเกาะสมุย ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ภาครัฐและภาคเอกชน ยังให้ความร่วมมือร่วมใจเป็นอย่างดี ได้มีการกำหนด SOP ให้นักท่องเที่ยวและผู้ที่เกี่ยวข้องได้ปฏิบัติอย่างละเอียด ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยให้นักท่องเที่ยวและชาวเกาะสมุยได้ปลอดภัยจากการติดเชื้อและป้องกันการแพร่เชื้อระหว่างกัน ส่งผลให้สามารถบริหารทรัพยากรด้านสาธารณสุขได้อย่างมีประสิทธิภาพ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;ของที่ระลึกสำหรับนักท่องเที่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;นายรัชชพล พูลสวัสดิ์ นายกสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาะสมุย กล่าวในนามของชาวสมุยว่า ชาวเกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติทุกคนที่เดินทางมาเยือน เพื่อให้ทุกคนได้พักผ่อนและได้ผ่อนคลายท่ามกลางธรรมชาติที่งดงาม ทำกิจกรรมการท่องเที่ยวที่สนุกตื่นเต้น ชิมอาหารรสเลิศ และรับการบริการที่ดีเยี่ยม เราหวังว่าการดำเนินโครงการ SAMUI Plus ในครั้งนี้ จะช่วยฟื้นคืนบรรยากาศที่มีชีวิตชีวาให้ชาวเกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่าได้อีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ในส่วนของนักท่องเที่ยวคนไทยหรือผู้ที่พำนักในประเทศไทยนั้น สามารถติดตามมาตรการการเข้าและออกเกาะสมุยได้จากเฟสบุคแฟนเพจ :&amp;nbsp; ศูนย์ปฏิบัติการควบคุมโรคอำเภอเกาะสมุย (www.facebook.com/covidcenterkohsamui)&amp;nbsp; และค้นหาสถานประกอบการที่ได้มาตรฐาน SHA และ SHA Plus ได้ที่ https://www.thailandsha.com ทั้งนี้ ผู้ประกอบการบนเกาะสมุย เกาะเต่า และเกาะพงัน ได้รับเครื่องหมาย SHA Plus รวม 160 แห่ง (ข้อมูล ณ วันที่ 14 กรกฎาคม 2564)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวที่สนใจ สามารถติดตามข่าวสารหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ททท.สำนักงานเกาะสมุย&amp;nbsp; (เกาะสมุย เกาะพะงัน และ เกาะเต่า)&amp;nbsp; Facebook : TAT Koh Samui x Koh Phangan x Koh Tao&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

ท่องเที่ยวสมุยอุ่นใจ มาตรการสาธารณสุขเข้มแข็ง

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;นายวิชวุทย์ จินโต ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า เพื่อเตรียมความพร้อมของระบบ Samui Plus Model&amp;nbsp; มีการเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับ SOP (Standard Operation Procedures) เช่น พนักงานขับเรือ/รถ ร้านอาหาร บริษัทนำเที่ยว กิจการ Wellness พนักงานโรงแรมส่วนหน้า SHA Plus Manager อาสาสมัครโรงแรม เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;จังหวัดได้สนับสนุนงบพัฒนาจังหวัดให้วิทยาลัยนานาชาติ เพื่อการท่องเที่ยวเกาะสมุย จัดอบรมให้ความรู้ในการดูแลความปลอดภัยด้านสาธารณสุข การต้อนรับ ดูแลนักท่องเที่ยวและการให้บริการที่ดีด้วย และได้มีคำสั่งจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติ Command Center จำนวน 4 ศูนย์ โดยมีทั้งศูนย์ปฏิบัติการระดับจังหวัดและอำเภอ มีการกำหนดมาตรการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของโรค &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;สำหรับผู้ได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรในพื้นที่อำเภอเกาะสมุย อำเภอเกาะพะงัน และเกาะเต่า โดยออกคำสั่งจังหวัดเพื่อควบคุม กำกับ ได้แก่ มาตรการก่อนเดินทางเข้าไปในพื้นที่ รวมถึงการเดินทางในพื้นที่ต้องเป็นไปตามรูปแบบ Samui Plus Model มีการกำหนดท่าเทียบเรือ เพื่อมิให้ใช้ร่วมกับเรือสาธารณะ จำนวน 3 ท่าเทียบเรือ คือ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ท่าเทียบเรือหน้าพระลาน ท่าเทียบเรือท้องศาลา และท่าเทียบเรือบ้านแม่หาด และได้มีแผนเผชิญเหตุไว้ 3 ระดับ คือ รุนแรงน้อย กรณีพบประชาชนในพื้นที่ติดเชื้อมากกว่า 20 ราย รุนแรงปานกลาง กรณีพบกระจายเชื้อ 3 คลัสเตอร์ ที่เกี่ยวเนื่องภายใน 2 สัปดาห์ และรุนแรงสูงสุด กรณีนักท่องท่องเที่ยวติดเชื้อจากโครงการมากกว่า 40 คน ภายใน 2 สัปดาห์ และมีการระบาดวงกว้างยากต่อการควบคุมให้กลับสู่สภาวการณ์ปกติ และได้ขอความร่วมมือประชาชน ผู้ประกอบการเป็นเจ้าบ้านที่ดีในการต้อนรับนักท่องเที่ยวและให้ทุกคนปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนด&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;นายแพทย์มนู ศุกลสกุล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า เนื่องจากพื้นที่เกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า เป็นพื้นที่ขนาดเล็ก มีบุคคลากรและสถานพยาบาลที่จำกัด จึงต้องวางมาตรการทางสาธารณสุขอย่างรัดกุม โดยแยกเป็น 5 ส่วนการดำเนินการได้แก่ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ขั้นตอนที่ 1. การคัดกรอง ได้เตรียมความพร้อมของทีมคัดกรองสนามบิน ประกอบด้วย ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ โรงพยาบาลเกาะสมุย&amp;nbsp; สสอ.เกาะสมุย&amp;nbsp; สนามบินสมุยและสายการบินบางกอกแอร์เวย์ มีการบูรณาการร่วมกันในการคัดกรองนักท่องเที่ยวก่อนเดินทางเข้าพื้นที่ และดำเนินการคัดกรองตามขั้นตอน ได้แก่ การตรวจวัดอุณหภูมิโดยเจ้าหน้าที่ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ พร้อมทั้งตรวจสอบความครบถ้วนและความถูกต้องของเอกสาร&amp;nbsp; เจ้าหน้าที่สาธารณสุขออกคำสั่งการกักกันตัวในโรงแรม Samui Extra plus ภายใต้ Samui Plus Model เป็นเวลา 14 วัน และหากเอกสารไม่ถูกต้องจะถูกปฏิเสธการเข้าราชอาณาจักร &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ขั้นตอนที่ 2. AQ การเตรียมความพร้อม โดยนายอำเภอเกาะสมุยได้จัดตั้งคณะกรรมการตรวจประเมินสถานที่กักกันโรคแห่งรัฐทางเลือกอำเภอเกาะ สมุย ซึ่งประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง รพ.เกาะสมุย สสอ.เกาะสมุย ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ สำนักงานขนส่งจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาขาเกาะสมุย เทศบาลนครเกาะสมุย สมาคมท่องเที่ยว สมาคมโรงแรม คณะกรรมการชุมชนและตัวแทนภาคประชาชน&amp;nbsp; สื่อสารมวลชน&amp;nbsp; โดย 1. มีการเปิดรับสมัครโรงแรมและวิลล่า Samui Extra plus&amp;nbsp; 2. แล้วลงพื้นที่ โรงแรมและวิลล่า Samui Extra plus ที่ผ่านเกณฑ์โดยคณะกรรมการตรวจประเมิน 3. มีการจัดอบรมให้ความรู้ผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง เรื่องการปฏิบัติตัวขณะปฏิบัติงานใน Samui Extra plus&amp;nbsp; ซึ่งประกอบไปด้วย COVID MANAGER&amp;nbsp; อาสาสมัครสาธารณสุขประจำโรงแรม (อสร.)&amp;nbsp; และพนักงานขับรถ 4. มีการซักซ้อม COVID MANAGER และ อสร. เพื่อความปลอดภัยในขณะปฏิบัติงานต่างๆ&amp;nbsp; โดยมีโรงพยาบาลเกาะสมุยเป็นพี่เลี้ยงคอยดูแล และ 5&amp;nbsp; รพ.เกาะสมุย สสอ.เกาะสมุย และขนส่ง จ.สฎ. สาขาเกาะสมุย จัดอบรมพนักงานขับรถ ของแต่ละโรงแรมในเรื่องการป้องกันตนเองและการทำความสะอาดรถหลังจากให้บริการนักท่องเที่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;ขั้นตอนที่ 3. การเฝ้าระวัง และป้องกัน ด้วยทางกระทรวงสาธารณสุข กรมควบคุมโรค ร่วมกับกระทรวงดิจิทัล ได้มีการนำแอปพลิเคชั่น หมอชนะ และ COSTE เข้ามาใช้ในโรงแรมและวิลล่า Samui Extra plus&amp;nbsp; ทำให้ทางผู้ปฏิบัติงานมีความสะดวกในการติดตามเฝ้าระวังอาการของนักท่องเที่ยวได้อย่างรวดเร็ว และในกรณีนักท่องเที่ยวไม่ส่งผลการตรวจวัดอุณหภูมิตามที่กำหนด ทาง COVID MANAGER และ อสร. ประจำโรงแรมจะเป็นผู้ติดตามการส่งข้อมูลต่อไป &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ขั้นตอนที่ 4. การสอบสวนโรค กรณีพบเชื้อในนักท่องเที่ยวการสอบสวนโรคในกรณีนี้จะใช้การติดตามผ่าน QR code หมอชนะประจำตัวนักท่องเที่ยว ซึ่งสามารถดูการเดินทางย้อนหลังได้ และสามารถทราบถึงผู้สัมผัสเสี่ยงสูงในแต่ละจุดได้อย่างรวดเร็ว&amp;nbsp; ซึ่งเป็นผลดีสำหรับการสอบสวนโรคและการควบคุมโรค และ&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ขั้นตอนที่ 5. การรักษากรณีพบเชื้อ เมื่อผลการ swab เป็นบวก ทาง COVID MANAGER จะโทรแจ้งนักท่องเที่ยวให้เตรียมอุปกรณ์เครื่องใช้ส่วนตัว และรอรถ รพ.เกาะสมุย มารับเข้าทำการทำการรักษา ส่วนในกรณีที่มีผู้สัมผัสเสี่ยงสูงทางเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจะให้ทำการกักตัวพร้อมส่งตรวจตัวอย่างเชื้อต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

สรณะ&amp;nbsp; รายงาน
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110324</URL_LINK>
                <HASHTAG>SAMUI Plus, Samui Plus Model, SHA Plus, กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, ตรวจคัดกรอง, ททท., ท่องเที่ยว, นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ, นายยุทธศักดิ์ สุภสร, นายรัชชพล พูลสวัสดิ์, นายวิชวุทย์ จินโต, นายแพทย์มนู ศุกลสกุล, ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี, ฟื้นฟูเศรษฐกิจ, มัดใจนักท่องเที่ยว, สมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาะสมุย, สมุย, สมุย พลัส, เกาะพะงัน, เกาะสมุย, เกาะเต่า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210719/image_big_60f53f4379ad5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108710</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/07/2021 21:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/07/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พังงาพร้อมเปิดเที่ยว  1ส.ค.นำร่อง3แห่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;ผู้ว่าพังงาประกาศเปิดการท่องเที่ยวนำร่องในอ่าวพังงา-เกาะไข่-เขาหลัก ในวันที่ 1 สิงหาคมนี้ หลังคนในพื้นที่รับวัคซีนร้อยละ 70 และหลังได้รับการจัดสรรวัคซีนมา โดยจะเร่งฉีดให้กับกลุ่มเป้าหมายในด้านการท่องเที่ยว เพื่อจะได้ฟื้นฟูเศรษฐกิจต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2564 ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเกาะปันหยี อ.เมืองพังงา นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา พร้อมด้วยนายธราธิป ทองเจิม นายก อบจ.พังงา ตรวจเยี่ยมหน่วยฉีดวัคซีนอำเภอเมืองพังงาที่ได้นำทีมแพทย์-พยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ฝ่ายปกครอง และจิตอาสา ลงเรือหางยาวเดินทางมาเปิดบริการฉีดวัคซีนให้กลุ่มเป้าหมายชาวเกาะปันหยีเมื่อช่วงเช้าวันที่ 5 ที่ผ่านมา โดยทำการฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าประมาณ 750 คน ซึ่งล่าสุดในช่วงเช้ามีชาวเกาะปันหยีรับการฉีดวัคซีนไปแล้วกว่า 600 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งการให้บริการฉีดวัคซีนแบบผู้รับการฉีดไม่ต้องลุกจากเก้าอี้ จะมีเจ้าหน้าที่คอยให้บริการทุกอย่าง เสมือนผู้โดยสารบนเครื่องบิน และหลังจากฉีดวัคซีนเสร็จต้องนั่งพักรอดูอาการ 30 นาที พร้อมมีกิจกรรมเต้นผ่อนคลาย ซึ่งสาวๆ เกาะปันหยีและ อสม.โชว์ลีลาในเพลงรณรงค์ฉีดวัคซีนของจังหวัดพังงากันอย่างสนุกสนาน ก่อนจะรับข้าวหมกไก่และข้าวเหนียวไก่ทอดกลับไปกินที่บ้านโดยแม่บ้านมหาดไทยพังงาและผู้มีจิตกุศล ซึ่งชาวบ้านโดยเฉพาะผู้สูงอายุต่างรู้สึกขอบคุณจังหวัดพังงาที่จัดหน่วยฉีดวัคซีนมาให้บริการถึงบนเกาะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจำเริญเปิดเผยว่า จังหวัดพังงาได้วางแผนเปิดการท่องเที่ยวให้ต่อเนื่องจากการเปิดรับนักท่องเที่ยวภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยได้กำหนดพื้นที่นำร่อง 3 จุด ประกอบด้วย แหล่งท่องเที่ยวหมู่เกาะไข่ อ.เกาะยาว แหล่งท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา และแหล่งท่องเที่ยวโซนเขาหลัก ในวันที่ 1 สิงหาคม 2564 แต่จะต้องให้คนในพื้นที่รวมถึงผู้ที่ประกอบอาชีพหรือทำงานในแหล่งท่องเที่ยวดังกล่าวได้รับวัคซีนร้อยละ 70 ของประชากรจึงจะสามารถเปิดให้มีการท่องเที่ยวได้ ซึ่งจากนี้ไปจังหวัดพังงาจะได้รับการจัดสรรวัคซีนมาให้แบบต่อเนื่องทุกวัน โดยจะเร่งฉีดให้กับกลุ่มเป้าหมายในด้านการท่องเที่ยว เพื่อจะได้ฟื้นฟูเศรษฐกิจต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108710</URL_LINK>
                <HASHTAG>&quot;วัคซีน&quot; ที่เป็นวรรค-เป็นเวร, 1ส.ค.นำร่อง3แห่ง, กลุ่มเป้าหมาย, พังงาพร้อมเปิดเที่ยว, ฟื้นฟูเศรษฐกิจ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อ่าวพังงา-เกาะไข่-เขาหลัก, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210705/image_big_60e2f1cdcf24b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107420</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/06/2021 20:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/06/2021 20:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เอกชน&#039; เสนอนายกฯแก้ปัญหาหนี้เสียเอสเอ็มอี ก่อนเปิดประเทศ 120 วัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุพันธุ์ มงคลสุธี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 มิ.ย.64 - เมื่อเวลา 16.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังหารือกับนายกรัฐมนตรีว่า ได้เสนอให้นายกรัฐมนตรีเร่งช่วยแก้ไขปัญหาให้กับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี)ให้เรียบร้อยก่อน 120 วันที่จะมีการเปิดประเทศ พอถึงเวลาเปิดประเทศจะได้มีเงินไหลเข้ามาทำธุรกิจต่อไปได้ ซึ่งการที่นายกฯเรียกประชุมเองก็เป็นหนทางที่สดใส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปัญหาหลักของเอสเอ็มอีตอนนี้ คือการแก้ไขหลักเกณฑ์หนี้เสีย และหลักเกณฑ์ในด้านอื่นจะสามารถแก้ไขได้หรือไม่ เพราะหากเป็นกลไกเดิมถึงอย่างไรก็ขออนุมัติไม่ผ่าน จึงต้องแก้กลไกของธนาคารและลดขั้นตอนต่างๆลง เพราะสถานการณ์ตอนนี้ไม่ปกติ นอกจากนั้นหารือว่าจะมีวิธีการให้บริษัทใหญ่ไปช่วยบริษัทขนาดเล็กได้อย่างไร รวมถึงให้สามารถนำใบแจ้งหนี้ไปแสดงเพื่อให้ธนาคารปล่อยกู้ในราคาถูกได้วงเงินเยอะ ต่างจากเดิมที่ดอกเบี้ยแพงแต่ได้เงินน้อย จึงต้องประสานทางธนาคารแห่งประเทศไทยและสมาคมธนาคารให้ไปดูในเรื่องนี้ และยังมีอีกหน่วยงานที่ช่วยได้คือธนาคารของรัฐ เนื่องจากธนาคารปกติเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การปล่อยกู้คือ จะดูจากโอกาสที่จะทำกำไร เช่น ดูจากของที่เขาวางหลักทรัพย์ จะเพิ่มจำนวนหลักทรัพย์ที่เขามีได้หรือไม่&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยว่า ได้เสนอให้รัฐบาลดูแลหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของเอสเอ็มอีที่เพิ่มขึ้นมากหลังจากที่เกิดสถานการณ์โควิด-19 โดยเสนอให้มีการตั้งกองทุนฟื้นฟูเอ็นพีแอลเพื่อการพัฒนาเอสเอ็มอีขึ้นมา ซึ่งรัฐบาลได้ตอบรับที่จะให้ความช่วยเหลือ ทั้งนี้ ปัจจุบันสถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อให้เอสเอ็มอีไปแล้ว 3.5 ล้านล้านบาท เป็นหนี้เอ็นพีแอลไปแล้ว 240,000 ล้านบาท ขณะที่หนี้ของผู้ประกอบการที่ใกล้จะเป็นระดับเอ็นพีแอลหรือหนี้เสียอยู่ที่ประมาณ 440,000 ล้านบาท หากไม่มีกลไกที่เข้ามาดูแล หนี้ส่วนนี้ก็จะกลายเป็นเอ็นพีแอลที่กระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม เพราะหากรวมทั้ง 2 ส่วนนี้จะเท่ากับ 680,000 ล้านบาท เท่ากับ 20% ของสินเชื่อเอสเอ็มอี จะกระทบกับสถาบันการเงินด้วย จึงเป็นเรื่องที่อยากให้รัฐบาลเข้ามาช่วยและให้ทุกฝ่ายแก้ปัญหาไปด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;มีข้อเสนอให้มีมาตรการช่วยเหลือพักต้นพักดอกเบี้ยในส่วนหนี้เดิม ก็จะได้รับการพักต้นพักดอกโดยไม่คิดดอกเบี้ยเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 6-12 เดือน ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการมีระยะเวลาฟื้นตัวและเมื่อเศรษฐกิจกลับมาดีใหม่ อย่างที่นายกฯได้ประกาศว่า 120 วัน จะทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ประสบภาวะวิกฤตจากโควิด-19 ได้กลับมาฟื้นตัว ไม่ตกอยู่ในกับดักทางการเงิน หรือเกิดหนี้นอกระบบในระยะยาว&amp;quot;นายแสงชัยระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายแสงชัย กล่าวอีกว่า ส่วนของข้อเสนออื่นๆที่นายกรัฐมนตรีรับไปพิจารณา ได้แก่ ให้ นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน รับไปแก้ไขปัญหาที่เอสเอ็มอีเข้าถึงวงเงินกู้ที่กองทุนประกันสังคมจัดวงเงินไว้ให้ 30,000 ล้านบาทไม่ได้ รวมทั้งเสนอให้มีการปรับนิยามของคำว่าเอสเอ็มอี ซึ่งขอให้ใช้ตามนิยามของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เพื่อให้เป็นมาตรฐาน และเสนอหลักเกณฑ์การผ่อนปรนการช่วยเหลือเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำหรือซอฟโลนให้กับผู้ประกอบการนิติบุคคลที่เสียภาษี ภงด. 50 และผู้ประกอบการที่เป็นบุคคลธรรมดาที่ต้องเสียภาษี ตาม ภงด. 90 โดยจะต้องนำผู้ประกอบการเหล่านี้เข้าไปช่วยเหลือในลำดับแรกๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แสงชัย ธีรกุลวาณิช&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107420</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธุรกิจเอสเอ็มอี, ฟื้นฟูเศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210623/image_big_60d32cbac9cf2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104977</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/06/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/06/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาลทุ่ม1.4แสนล้าน 4โปรเจ็กต์ลดครองชีพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครม.ทุ่ม 1.4 แสนล้านบาท ไฟเขียว 4 โครงการลดค่าครองชีพ-ฟื้นฟูเศรษฐกิจจากพิษโควิด ครอบคลุม 51 ล้านคน ดีเดย์ใช้จ่าย 1 ก.ค.นี้ หวังดันเม็ดเงินเข้าระบบ 4.73 แสนล้าน กระทุ้งจีดีพีโตเพิ่มอีก 1% &amp;quot;คนละครึ่งเฟส 3&amp;quot; เปิดลงทะเบียน 14 มิ.ย. ส่วน &amp;quot;ยิ่งใช้ยิ่งได้&amp;quot; 21 มิ.ย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบตามผลการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ และมอบหมายให้กระทรวงการคลังดำเนินมาตรการลดภาระค่าครองชีพและฟื้นฟูเศรษฐกิจจากผลกระทบของโควิด-19 วงเงินรวม 140,380.19 ล้านบาท ประกอบด้วย 4 โครงการ ครอบคลุมประชาชนประมาณ 51 ล้านคน โดยคาดว่าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2564 ขยายตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 1% แต่ไม่ได้เป็นการขยายตัวโดยบวกเพิ่มกับคาดการณ์เดิมของ สศค. ที่ 2.3% เนื่องจากคาดการณ์เดิม มีการนำตัวเลขบางส่วนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบนี้ไปรวมอยู่ด้วยแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยทั้ง 4 โครงการ ประกอบด้วย 1.โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 3 สำหรับกลุ่มผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ประมาณ 13.65 ล้านคน โดยจะช่วยเหลือค่าซื้อสินค้าจากร้านธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น และค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการจากร้านค้าหรือผู้ให้บริการที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 จำนวน 200 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 6 เดือน วงเงินรวม 16,380.19 ล้านบาท ทั้งนี้ หากผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐประสงค์จะรับสิทธิโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 หรือโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้แทน จะต้องสละสิทธิ์การเป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยขอให้นำบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาคืนที่กรมบัญชีกลางหรือสำนักงานคลังจังหวัด ภายในวันที่ 7 มิ.ย.2564
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ เช่น ผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบอินเทอร์เน็ต ผู้ที่ไม่มีสมาร์ทโฟน ทำให้ไม่สามารถใช้งานแอปพลิเคชันเป๋าตังได้ ผู้ที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ทุพพลภาพ ผู้ป่วยติดเตียงที่ไม่สามารถเดินทางไปลงทะเบียนหรือเดินทางไปใช้จ่ายวงเงินที่ได้รับผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังได้ เป็นต้น (ผู้ได้รับสิทธิเราชนะกลุ่ม 4) ประมาณ 2.5 ล้านคน โดยจะช่วยเหลือค่าซื้อสินค้าจากร้านธงฟ้า และค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการจากร้านค้าหรือผู้ให้บริการที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 จำนวน 200 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 6 เดือน เป็นวงเงินรวม 3,000 ล้านบาท ทั้งนี้ หากประสงค์รับสิทธิตามโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 หรือโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้แทน จะต้องลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิตามโครงการดังกล่าวผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง ภายในวันที่ 28 มิ.ย.2564 และถือเป็นการสละสิทธิ์โครงการนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 โดยประชาชนที่เข้าร่วมโครงการไม่เกิน 31 ล้านคน จะได้รับสิทธิภาครัฐร่วมจ่าย 50% สำหรับค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าทั่วไป และค่าบริการ อาทิ นวด สปา ทำผมทำเล็บ ค่าเดินทางโดยบริการขนส่งสาธารณะหรือขนส่งมวลชนสาธารณะ ยกเว้นสลากกินแบ่งรัฐบาล เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบ ทั้งนี้ ไม่เกิน 150 บาทต่อคนต่อวัน หรือไม่เกิน 1,500 บาทต่อคน ในแต่ละรอบ ซึ่งแบ่งเป็น 2 รอบ รอบละ 3 เดือน (ก.ค.-ก.ย.64) และ (ต.ค.-ธ.ค. 64) หรือไม่เกิน 3,000 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลาโครงการ เป็นวงเงินรวม 93,000 ล้านบาท ซึ่งการร่วมจ่ายคนละครึ่งนี้จะช่วยเติมกำลังซื้อของประชาชน โดยคาดว่าจะมีเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจเป็นเงิน 186,000 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ผู้ที่ได้สิทธิ์คนละครึ่งระยะที่ 1-2 กว่า 15 ล้านคน จะต้องยืนยันข้อมูลผ่านเป๋าตังอีกครั้ง ซึ่งระบบจะขอข้อมูลเพิ่มเติม เช่น อาชีพ รายได้ปัจจุบัน โดยจะได้สิทธิ์คนละครึ่งระยะที่ 3 ต่อเนื่องทันที ส่วนผู้ที่ต้องการลงทะเบียนใหม่ ลงได้ไม่ต้องแย่งกัน เพราะระบบรับเพิ่มจนครบที่ 31 ล้านคน หรือเพิ่มอีกกว่า 15 ล้านคน ไม่จำกัดคนลงทะเบียนต่อวัน และจะปิดระบบเมื่อมีผู้ลงทะเบียนครบตามจำนวนแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ เป็นโครงการใหม่ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศผ่านผู้มีกำลังซื้อ และสนับสนุนผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยผู้ได้รับสิทธิไม่เกิน 4 ล้านคน ที่ชำระเงินค่าสินค้าหรือบริการ ได้แก่ ค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าทั่วไป ค่าบริการนวด สปา ทำผมทำเล็บ ยกเว้นสลากกินแบ่งรัฐบาล เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และยาสูบ ผ่าน g-Wallet บนแอปพลิเคชันเป๋าตัง กับผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ติดตั้งแอปพลิเคชันถุงเงินที่เข้าร่วมโครงการ จะได้รับวงเงินสนับสนุนในรูปของบัตรกำนัลอิเล็กทรอนิกส์ (e-Voucher)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยวงเงินใช้จ่ายที่จะนำมาคำนวณสิทธิ e-Voucher ไม่เกิน 60,000 บาทต่อคน และยอดใช้จ่ายที่นำมาคำนวณสิทธิไม่เกิน 5,000 บาทต่อคนต่อวัน และจะได้รับสิทธิ e-Voucher สะสมสูงสุดไม่เกิน 7,000 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลาโครงการ โดยยอดใช้จ่ายจริงตั้งแต่ 1-40,000 บาทแรก ได้รับ e-Voucher 10% ของยอดใช้จ่าย แต่ไม่เกิน 4,000 บาทต่อคน และยอดใช้จ่ายจริงตั้งแต่ 40,001-60,000 บาท ได้รับ e-Voucher 15% ของยอดใช้จ่าย แต่ไม่เกิน 3,000 บาทต่อคน ซึ่งสิทธิ e-Voucher จะคืนเป็นวงเงินใน g-Wallet ทุกต้นเดือนถัดไป โดยไม่สามารถแลกเป็นเงินสดได้ โดยประเมินว่าวงเงินสำหรับการดำเนินโครงการรวม 28,000 ล้านบาท และคาดว่าจะมีเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจเป็นเงิน 268,000 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ จะมีเม็ดเงินอุดหนุนจากภาครัฐประมาณ 28,000 ล้านบาท แต่ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการและต้องการรับสิทธิ e-Voucher สะสมสูงสุดไม่เกิน 7,000 บาทต่อคน จะต้องนำเงินเข้าใน g-Wallet สูงสุดที่ 60,000 บาทต่อคน ซึ่งหากกลุ่มเป้าหมายของโครงการทั้ง 4 ล้านคนมีการนำเงินเข้า g-Wallet ตามจำนวนดังกล่าว จะทำให้มีเม็ดเงินจากประชาชนออกมา 240,000 ล้านบาท จะทำให้มีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ 268,000 ล้านบาท ซึ่งโครงการนี้ส่วนต่างจากประชาชนจะมากกว่าของรัฐ เพราะโครงการพุ่งเป้าหมายไปที่กลุ่มมีกำลังซื้อสูงเป็นหลัก&amp;rdquo; นางสาวกุลยาระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการลงทะเบียนและการใช้จ่ายของโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 และโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้นั้น ต้องมีสัญชาติไทย มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป และมีบัตรประจำตัวประชาชน ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 ได้ตั้งแต่วันที่ 14 มิ.ย.2564 ส่วนโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ ลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 21 มิ.ย.2564 เวลา 06.00- 22.00 น. โดยผู้ที่เคยใช้จ่ายผ่านระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์โดยภาครัฐ (g-Wallet) แอปพลิเคชันเป๋าตังแล้ว สามารถลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง หรือเว็บไซต์ w ww.คนละครึ่ง.com หรือ w ww.ยิ่งใช้ยิ่งได้.com ตามต้องการ ส่วนประชาชนที่ไม่เคยใช้จ่ายผ่าน g-Wallet ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการผ่านเว็บไซต์ของโครงการที่ต้องการเข้าร่วม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ประชาชนที่ได้รับสิทธิโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 และโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ จะต้องยืนยันตัวตนด้วยบัตรประจำตัวประชาชนที่สาขาหรือตู้เอทีเอ็มของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และจะสามารถใช้จ่ายกับร้านค้าที่ติดตั้งแอปพลิเคชันถุงเงินที่เข้าร่วมแต่ละโครงการได้ในเบื้องต้นตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. ถึงวันที่ 31 ธ.ค.2564 ในเวลา 06.00-23.00 น. ในส่วนของโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ ประชาชนสามารถใช้จ่ายเงินเพื่อนำมาคำนวณสิทธิได้ในช่วงเดือน ก.ค. จนถึงวันที่ 30 ก.ย.2564 และใช้ e-Voucher ได้ในช่วงเดือน ส.ค. จนถึงวันที่ 31 ธ.ค.2564 สำหรับผู้ประกอบการร้านค้าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 หรือโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ เริ่มตั้งแต่วันที่ 14 มิ.ย.2564 เป็นต้นไป เวลา 06.00-22.00 น.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ทั้ง 4 โครงการ คาดว่าจะเริ่มใช้จ่ายได้เร็วที่สุดในวันที่ 1 ก.ค.ถึงวันที่ 31 ธ.ค.2564 ซึ่งการดำเนินการทั้ง 4 โครงการดังกล่าวครอบคลุมประชาชน 51 ล้านคน จะช่วยรักษากำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ จากการเติมเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ จำนวน 473,000 ล้านบาท อีกทั้งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่พี่น้องประชาชน เพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการรายย่อยและผู้ผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมทั้งรักษาระดับและทิศทางของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเพื่อให้เป็นไปได้อย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของปี 2564&amp;rdquo; โฆษกกระทรวงการคลังระบุ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104977</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการคลัง, คนละครึ่งเฟส 3, ค่าครองชีพ, จีดีพี, ฟื้นฟูเศรษฐกิจ, ยิ่งใช้ยิ่งได้, ลดค่าครองชีพ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210601/image_big_60b650b31236c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104709</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แห่จอง‘ซิโนฟาร์ม’ ท้องถิ่นส่อเค้าวืดติดขัดกม./โพลเผยคนอยากฉีดเข็มแรก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซูเปอร์โพลเผยคนไทยต้องการวัคซีนเข็มแรกถ้วนหน้า ได้กลับมาใช้ชีวิตปกติ เปิดประเทศฟื้นฟูเศรษฐกิจ สธ.ออกประกาศเพิ่มสิทธิเบิกจ่ายอาการแพ้ หอการค้าไทยประสานราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ซื้อฉีด 1 ล้านคน สอท.จอง 3 แสนโดส มท.จ่อหารือท้องถิ่นจัดหาวัคซีนทางเลือก อบจ.-เทศบาลขานรับเตรียมทุ่มงบซิโนฟาร์ม รอแค่ไฟเขียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล เสนอผลสำรวจภาคสนามเรื่อง &amp;quot;วัคซีนเข็มแรก ความต้องการถ้วนหน้า&amp;quot; กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวน 1,051 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 1-30 พ.ค.ที่ผ่านมา พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ&amp;nbsp; 87.9 ต้องการวัคซีนเข็มแรกให้คนไทยทุกคนได้รับก่อน ส่วนเข็มที่สองยอมรับได้ให้ยืดเวลาออกไป รองลงมาคือร้อยละ 86.8 ต้องการให้รัฐบาลเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนกระจายวัคซีนครอบคลุมคนต้องการทุกพื้นที่เร่งด่วนที่สุด และร้อยละ 83.7 ให้ประชาชนได้รับวัคซีนป้องกันถ้วนหน้า ตามจำนวนวัคซีนที่มีอยู่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 81.6 ต้องการให้รัฐบาลจัดอันดับกลุ่มเสี่ยงพื้นที่เสี่ยง กระจายให้จังหวัดจัดการเอง ในขณะที่ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 81.1 ไม่ต้องการให้เอาวัคซีนไปใช้ประโยชน์ทางการเมืองในทุกระดับ และร้อยละ 79.6 ต้องการให้รัฐบาลเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนและภาคส่วนอื่นๆ นำเข้าวัคซีนหลากหลายยี่ห้อเร็วที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 78.2 มั่นใจค่อนข้างมากถึงมากที่สุดต่อการได้ใช้ชีวิตปกติ เช่น เดินทาง ทำงาน ทำธุรกิจ ช็อปปิ้งจับจ่ายใช้สอย หลังจากได้รับวัคซีนโควิด-19 เข็มแรกถ้วนหน้า ในขณะที่ร้อยละ 15.6&amp;nbsp; มั่นใจปานกลาง และร้อยละ 6.2 มั่นใจค่อนข้างน้อย ถึงไม่มั่นใจเลย นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 78.6 มั่นใจค่อนข้างมากถึงมากที่สุดต่อการเปิดประเทศฟื้นฟูเศรษฐกิจ หลังคนไทยได้รับวัคซีนโควิด-19 เข็มแรกถ้วนหน้า ในขณะที่ร้อยละ 14.6 มั่นใจปานกลาง และร้อยละ 6.8 มั่นใจค่อนข้างน้อย ถึงไม่มั่นใจเลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผลการศึกษาครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า การที่รัฐบาลจะมุ่งกระจายให้ประชาชนได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 เข็มแรกถ้วนหน้าเร็วที่สุดอย่างน้อยร้อยละ 70 ของประชาชนทั้งประเทศ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการเปิดประเทศฟื้นฟูเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น&amp;quot; ผศ.ดร.นพดล กล่าว และว่า รัฐบาลต้องเปิดเผยข้อเท็จจริงถึงการบริหารจัดการวัคซีนภาพรวมอย่างตรงไปตรงมา และสื่อสารกับประชาชนอย่างชัดเจนและต่อเนื่อง เพื่อบริหารความคาดหวังและสร้างความเชื่อมั่นกับประชาชนในช่วงวิกฤติของประเทศที่เราทุกคนต้องช่วยเหลือกันและกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (กรม สบส.) เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการกำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการผู้ป่วยฉุกเฉินโรค ติดต่ออันตรายตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 ฉบับที่ 1 และ 2 ให้ผู้ป่วยด้วยโรคโควิด-19 สามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์จากสถานพยาบาลอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันที่มีผู้ป่วยรายใหม่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง การสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้แก่ประชาชนชาวไทยผ่านการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมในการนำพาประเทศให้ก้าวพ้นวิกฤตการณ์การระบาดของโรค แต่ด้วยสุขภาพร่างกายของแต่ละบุคคลย่อมแตกต่างกัน อีกทั้งการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ในครั้งนี้มีผู้เข้ารับบริการนับล้านราย จึงอาจจะมีบางรายที่เกิดอาการไม่พึงประสงค์จากการฉีดวัคซีน กรม สบส.จึงดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมประกาศฯ ฉบับก่อนหน้า ออกเป็นประกาศฉบับที่ 3 กำหนดให้สถานพยาบาลเอกชนให้บริการแก่บุคคลที่เกิดอาการไม่พึงประสงค์จากการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 เฉกเช่นเดียวกับผู้ป่วยโรคโควิด-19 โดยไม่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่าย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับประกาศฯ ฉบับที่ 3 ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 ธ.ค.2563 เว้นแต่ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากอาการแพ้วัคซีนหรืออาการไม่พึงประสงค์ที่เกิดจากการฉีดวัคซีน ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.2564 เป็นต้นไป ซึ่งจะส่งผลให้ประชาชนที่เกิดอาการไม่พึงประสงค์จากการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-9 จากสถานพยาบาลเอกชนที่รัฐกำหนด สามารถเข้ารับการดูแลรักษาได้ฟรีจากสถานพยาบาลเอกชน ซึ่งนอกจากการเพิ่มสิทธิเบิกจ่ายในข้างต้นแล้ว&amp;nbsp; ประกาศฯ ฉบับที่ 3 ยังได้เพิ่มสิทธิในการเบิกจ่ายค่าพาหนะขนส่งผู้ป่วยทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ และอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) ของบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อให้การดำเนินงานป้องกันควบคุมโรคโควิด-19 เป็นไปอย่างราบรื่นและเหมาะสมกับสภาวการณ์ในปัจจุบันด้วย
เอกชนแห่จองซิโนฟาร์ม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางด้านนายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยสำนักข่าวไอเอ็นเอ็นว่า ได้ประสานขอให้ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ส่งรายละเอียดเงื่อนไขการนำเข้าวัคซีนทางเลือกซิโนฟาร์มในเบื้องต้นมายังหอการค้าไทย ทั้งในส่วนของจำนวน ราคา และระยะเวลาการนำเข้า รวมถึงเงื่อนไขข้อผูกพันต่างๆ เนื่องจากเวลานี้สมาชิกหอการค้าไทย รวมถึงหอการค้าต่างประเทศที่มีอยู่ในประเทศไทยกว่า 50 ประเทศ มีความสนใจที่จะสั่งจองวัคซีนในส่วนนี้ เพื่อที่จะใช้กับพนักงานของตนเอง โดยไม่ต้องรอวัคซีนจากรัฐบาล ซึ่งอาจต้องใช้เวลานานเพราะไม่ได้ถือเป็นกลุ่มเสี่ยง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยหอการค้าไทยพร้อมจะเป็นตัวกลางเชื่อมโยงให้กับบริษัทต่างๆ เป็นผู้ทำสัญญาในการสั่งจองซื้อวัคซีนกับราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์โดยตรง โดยประเมินความต้องการของสมาชิกหอการค้าไทย ที่เคยแจ้งความจำนงไว้ก่อนหน้านี้ คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านคน แต่บางส่วนอาจเป็นคนที่ได้ลงทะเบียนไว้กับรัฐบาลแล้วหลักแสนคน ในส่วนนี้หากสามารถเปลี่ยนมารับวัคซีนทางเลือกได้ วัคซีนที่ลงทะเบียนจองไว้กับรัฐบาลจะสามารถนำกลับไปใช้กับประชาชนทั่วไปให้เกิดประโยชน์มากขึ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ได้แจ้งความประสงค์วัคซีนซิโนฟาร์มไปราว 3 แสนโดส ซึ่งทางราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์รับไว้พิจารณา แต่หากหลังจากนี้ราชวิทยาลัยฯ สามารถเพิ่มปริมาณการนำเข้าวัคซีนได้ ทาง ส.อ.ท.พร้อมที่จะเพิ่มคำสั่งจองวัคซีนเป็น 5 แสนโดส ภายใต้เงื่อนไขนำเข้าในช่วง มิ.ย.นี้ เพื่อเร่งฉีดให้กับกลุ่มแรงงานในโรงงาน โดยยินดีที่จะออกค่าวัคซีนให้กับพนักงาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีองค์การบริหารส่วนจังหวัด? (อบจ.)? หลายแห่งต้องการจะนำงบประมาณไปจัดซื้อวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 แต่ติดขัดระเบียบบางข้อ ทำให้ไม่สามารถดำเนินการได้ว่า อบจ.ควรไปหารือกับกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเท่าที่ตนทราบ มท.กำลังพิจารณาอยู่ โดยระเบียบที่ติดขัดอยู่เป็นเรื่องการใช้เงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบางข้อที่ได้กำหนดไว้ว่าสามารถนำเงินไปใช้ในการพัฒนาหรือเรื่องอื่นใดได้บ้าง แต่ไม่ได้เขียนเผื่อไว้ให้นำไปจัดซื้อวัคซีนได้ ในอดีตยังไม่เคยเกิดกรณีเช่นนี้มาก่อน แต่เมื่อวันนี้เริ่มมีกรณีตัวอย่าง มท.สามารถนำมาพิจารณาและดำเนินการแก้ไขได้เอง เพราะเขามีคณะกรรมการที่รับผิดชอบตรงนี้อยู่แล้ว และไม่ต้องเสนอเรื่องมาขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี? (ครม.)? &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า บางฝ่ายเสนอให้เปิดช่องแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นติดต่อขอซื้อจากบริษัทผู้ผลิตวัคซีนได้โดยตรง&amp;nbsp; นายวิษณุกล่าวว่า ขณะนี้บริษัทผู้ผลิตวัคซีนยังต้องการขายให้หน่วยงานภาครัฐ ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังไม่สามารถติดต่อขอซื้อจากผู้ผลิตโดยตรง ดังนั้น ถ้าเขาต้องการจะจัดซื้อในช่วงนี้ สามารถติดต่อหน่วยงานอย่างราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวเรื่องนี้ว่า เป็นเรื่องที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งตัวแทนสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สมาคมสันนิบาตเทศบาล สมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย จะต้องมาหารือกันกับฝ่ายที่รับผิดชอบ จะแบ่งพื้นที่และจัดสรรกลุ่มคนอย่างไร เพื่อให้ได้รับการจัดสรรวัคซีนได้โดยเร็ว
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม สิ่งที่กังวลอีกเรื่องคือ หากให้ท้องถิ่นไปฉีดวัคซีนแล้วช่วงพักคอยอาการ 30 นาที ใครจะมาดูแลให้ หากมีแพทย์อาสามาดูแล หรือร่วมกับโรงพยาบาลระดับอำเภอ มีรถพยาบาลเตรียมพร้อม หากเกิดเหตุฉุกเฉินเข้ามารับ หากส่วนนี้พร้อมคงไม่มีปัญหาการกระจายวัคซีน ทั้งนี้ ท้องถิ่นมีงบประมาณในการดูแลเรื่องการจัดหาวัคซีนทางเลือกได้อยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่ และจะให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นคนประสานข้อมูลนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายสมนึก ธนเดชากุล นายกเทศมนตรีนครนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ยืนยันว่า เทศบาลนครนนทบุรีมีความพร้อมในการจัดซื้อวัคซีนโควิด-19 ทางเลือก โดยมีการจัดสรรงบประมาณไว้กว่า 180 ล้านบาท สำหรับการจัดหาวัคซีนให้กับ ประชาชนในพื้นที่ประมาณ 150,000 คน จากทั้งหมด 260,000 คน โดยเทศบาลนครนนทบุรีมีศักยภาพในการฉีดวัคซีน ได้ 5,000 คนต่อวัน เพราะมีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล 12 แห่ง และมีเจ้าหน้าที่พร้อมปฏิบัติการ ทั้งนี้ มั่นใจว่าหากรัฐบาลเปิดโอกาสให้ท้องถิ่นสามารถจัดสรรวัคซีนได้เอง ทางเทศบาลนครนนทบุรีจะดำเนินการขอซื้อมาฉีดให้กับประชาชนอย่างแน่นอน
ท้องถิ่นรอ มท.ไฟเขียว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายบุ่นเล้ง โล่สถาพรพิพิธ นายก อบจ.ตรัง เปิดเผยว่า ได้เตรียมจองวัคซีนซิโนฟาร์มล็อตแรก 80,000 โดสมาให้ชาวตรัง หากกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ปลดล็อกระเบียบต่างๆ อนุญาตให้ท้องถิ่นจัดซื้อวัคซีนให้ประชาชนในพื้นที่ได้ ตนพร้อมที่จะทำทันที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวจังหวัดนครราชสีมารายงานว่า ก่อนที่นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา จะเดินทางไปรับตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ&amp;nbsp; ได้ลงนามในหนังสือทิ้งทวน 2 ฉบับ โดยฉบับแรก ลงวันที่ 25 พ.ค.2564 ถึงเลขาธิการวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โดยขอจองวัคซีนจากราชวิทยาลัยฯ 100,000 โดส โดยหารือกับ อบจ.นครราชสีมาเพื่อสนับสนุนให้ประชาชนชาวนครราชสีมาได้รับวัคซีนที่เพียงพอ อีกฉบับทำหนังสือถึงอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อหารือว่าสามารถจัดซื้อวัคซีนจากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ได้หรือไม่ และมีแนวทางปฏิบัติอย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.กาญจนบุรี นางสาวปุณยวีร์ โพธิพิพิธ นายกเทศบาลเมืองท่าเรือพระแท่น อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี เปิดเผยว่า จัดสรรงบประมาณจากเงินสะสมของเทศบาลในการสั่งจองวัคซีนทางเลือกซิโนฟาร์มจำนวน 8,000 โดสจากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์มาให้กับชาวเทศบาลเมืองท่าเรือพระแท่น อย่างไรก็ตาม การใช้งบประมาณดังกล่าวจำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากกระทรวงมหาดไทยก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสิริพงษ์ สืบเนียม นายกเทศบาลตำบลห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี กล่าวว่า เทศบาลตำบลห้วยกระเจาสนใจและอยากได้วัคซีดมาฉีดเพื่อหยุดเชื้อให้กับประชาชนในพื้นที่ แต่ยังขาดงบประมาณซึ่งมีประชากร 9,800 คน 1 คนต้องฉีด 2 โดส โดสละ 1,000 บาท เท่ากับต้องใช้งบประมาณมากถึง 19,600,000 บาท ดังนั้นจึงจำเป็นต้องขอความอนุเคราะห์จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาสนับสนุนงบประมาณจำนวนดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่นเดียวกับแนวคิดนายสมศรี พันธ์เจริญวรกุล นายกเทศมนตรีเมืองลำตาเสา จ.พระนครศรีอยุธยา ที่ระบุว่า หากกระทรวงมหาดไทยปลดล็อกให้ท้องถิ่นเตรียมทุ่มงบประมาณจองซื้อวัคซีน &amp;ldquo;ซิโนฟาร์ม&amp;rdquo; จากราชวิทยาลัยจุฬาภณ์ เพื่อชาวลำตาเสาทุกคนได้ฉีดวัคซีนฟรี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิทยา คุณปลื้ม นายก อบจ.ชลบุรี กล่าวถึงกรณีการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดซื้อวัคซีนว่า อบจ.ชลบุรีมีเงินสะสมประมาณ 1,000 ล้านบาท หากจะจัดซื้อวัคซีน 500 ล้านบาท อบจ.ชลบุรีก็มีความพร้อม อย่างไรก็ตาม ทางกระทรวงมหาดไทยจะต้องปลดล็อกกฎระเบียบให้มีการซื้อวัคซีน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุรเชษ นิ่มกุล นายก อบจ.อ่างทอง ประกาศนำเงินคงเหลือสะสมจำนวน 40 ล้านบาท เตรียมจัดซื้อวัคซีนซิโนฟาร์มจากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โดยจะเน้นกลุ่มเป้าหมาย คือกลุ่มที่เป็นด่านหน้าเป็นลำดับแรก โดยคาดว่าจะได้รับวัคซีนในกลางหรือปลายเดือน มิ.ย.นี้ และจะเร่งฉีดทันที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายชัยชนะ เดชเดโช ส.ส.นครศรีธรรมราช และรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้เรียกร้องกระทรวงมหาดไทยปลดล็อกให้ อปท.มีสิทธิ์จัดซื้อจัดหาวัคซีนได้โดยตรงจากผู้ผลิต เพราะจะสามารถแบ่งเบาภาระของภาครัฐในการกระจายวัคซีนให้ประชาชน และเป็นการส่งเสริมให้ท้องถิ่นดูแลประชาชนตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายบัญญัติไว้ เพื่อให้ประชาชนในเขตพื้นที่มีภูมิคุ้มกันในการต่อสู้กับโรคโควิด-19 ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคไทยสร้างไทย โพสต์ข้อความว่า เสนอให้ปลดล็อกวัคซีน โดยเร่งสั่งวัคซีนคุณภาพดีหลายๆ ชนิด และมีปริมาณมากพอ อย่างน้อยเดือนละ 15 ล้านโดส เพื่อฉีดให้คนไทยให้จบก่อนสิ้นปี 64 และให้เอกชนนำเข้าวัคซีนทางเลือกได้จริง โดยสามารถสั่งยี่ห้อซ้ำกับรัฐ และไม่ต้องรอให้ฉีดวัคซีนที่รัฐสั่งซื้อมา 2 ตัวแรกหมดก่อน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104709</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, กลับมาใช้ชีวิตปกติ, ฉีดวัคซีน, ซิโนฟาร์ม, ซูเปอร์โพล, ฟื้นฟูเศรษฐกิจ, วัคซีนเข็มแรก ความต้องการถ้วนหน้า, วัคซีนโควิด, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210530/image_big_60b3876fdc552.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102460</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/05/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/05/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังแจงยิบกู้1ล้านล.รอบคอบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;ldquo;คลัง&amp;rdquo; ยันพิจารณาถี่ยิบกู้เงินตาม พ.ร.ก.โควิด-19 วงเงิน 1 ล้านล้านบาท เน้นแหล่งเงินในประเทศเป็นหลัก มีเครื่องมือกู้เงินเพียงพอในการเยียวยา-ฟื้นฟูเศรษฐกิจพร้อมพิจารณาอย่างรอบคอบ &amp;rdquo;สภาพัฒน์&amp;#39; แจงโครงการแพทย์ สธ.ยังเบิกจ่ายล่าช้าได้เพียง 27.5% เหตุหน่วยงานอยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอน &amp;quot;เพื่อไทย&amp;quot; ห่วงค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลโควิดพุ่งซ้ำเติมภาระการคลัง ลั่นหลังเปิดสภาฯ จี้รัฐบาลตัดงบซื้ออาวุธมาสู้โควิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ในฐานะโฆษกสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ชี้แจงถึงกรณีที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี มีการตั้งคำถามเกี่ยวกับแหล่งเงินกู้เพิ่มเติมเพื่อใช้ในการเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจว่า หากในอนาคตรัฐบาลมีความจำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มเติมเพื่อใช้ในการเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจ สบน.จะวางแผนการกู้เงินอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงต้นทุน สภาวะตลาดการเงิน และจะพัฒนานวัตกรรมทางการเงินให้สอดคล้องกับความต้องการของนักลงทุนและตลาดการเงิน โดยจะมุ่งเน้นตราสารทางการเงินที่ส่งเสริมการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นทางเลือกในการระดมทุนสำหรับโครงการที่สนับสนุนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (พ.ร.ก.โควิด-19) วงเงิน 1 ล้านล้านบาทนั้น สบน.ได้วางแผนและดำเนินการกู้เงินภายใต้ พ.ร.ก.โควิด-19 อย่างรอบคอบ โดยใช้กลยุทธ์การระดมทุนที่เป็นการกู้เงินในประเทศเป็นหลัก เพื่อให้ได้วงเงินกู้ที่ครบถ้วนภายใต้ต้นทุนที่เหมาะสม และความเสี่ยงที่ยอมรับได้ รวมทั้งไม่ก่อให้เกิดการแย่งสภาพคล่องจากภาคเอกชน และส่งเสริมการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ในประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ มีการใช้เครื่องมือทางการเงินที่ผสมผสานทั้งระยะสั้นและระยะยาว อาทิ ตั๋วเงินคลัง (Treasury Bill) ตั๋วสัญญาใช้เงิน (Promissory Note) สัญญากู้ยืมเงิน (Term Loan) พันธบัตรรัฐบาล (Loan Bond) และพันธบัตรออมทรัพย์ (Savings Bond) อีกทั้งได้คำนึงถึงแนวทางการปรับโครงสร้างหนี้จากระยะสั้นเป็นระยะปานกลางและระยะยาว โดยใช้พันธบัตรรัฐบาล และพันธบัตรเพื่อความยั่งยืน (Sustainability Bond) เพื่อให้สอดคล้องกับแผนการบริหารหนี้สาธารณะความต้องการของนักลงทุน และสภาวะตลาดการเงินในประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางจินดารัตน์กล่าวว่า พ.ร.ก.โควิด-19 ได้กำหนดให้กระทรวงการคลังโดยการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีอำนาจกู้เงินบาทหรือเงินตราต่างประเทศ โดยจะต้องลงนามในสัญญากู้เงินหรือออกตราสารหนี้ไม่เกินวันที่ 30 ก.ย.2564 ในวงเงินไม่เกิน 1 ล้านล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายด้านการแพทย์และสาธารณสุข การช่วยเหลือเยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม โดย ณ วันที่ 6 พ.ค.2564 กระทรวงการคลังโดย สบน.ได้ดำเนินการจัดหาเงินกู้ภายใต้กรอบวงเงินโครงการที่ ครม.อนุมัติแล้วจำนวน 7.03 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 92% ของกรอบวงเงินที่ ครม.มีมติอนุมัติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สบน.ขอให้เชื่อมั่นว่าการบริหารหนี้สาธารณะได้มีการดำเนินการอย่างรอบคอบ ครบถ้วน และถูกต้องตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องทุกประการ&amp;rdquo; นางจินดารัตน์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นายวันฉัตร สุวรรณกิตติ รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะโฆษกสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า สศช.ในฐานะฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ขอชี้แจงข้อเท็จจริงในส่วนที่เกี่ยวกับการดำเนินการเบิกจ่ายและแผนการใช้งบประมาณมาตรการเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจ ในประเด็นแผนงานเงินกู้ทางการแพทย์และสาธารณสุข วงเงิน 4.5 หมื่นล้านบาท ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ.2563
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม โดยปัจจุบันภาพรวมการอนุมัติโครงการและการเบิกจ่ายแผนงาน/โครงการด้านสาธารณสุข (แผนงาน/โครงการกลุ่มที่ ณ ข้อมูลวันที่ 5 พ.ค.2564 ในกลุ่มที่ 1.มีการอนุมัติแผนงาน/โครงการดังกล่าวไปแล้ว จำนวน 42 โครงการ วงเงินอนุมัติรวมทั้งสิ้น 25,825.8796 ล้านบาท และจากข้อมูลของรายงาน MIS ของกรมบัญชีกลาง พบว่ามีการเบิกจ่ายไปแล้วทั้งสิ้น 7,102.6471 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 27.5%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ สาเหตุที่ทำให้มีการเบิกจ่ายค่อนข้างต่ำ เป็นผลจากหน่วยงานรับผิดชอบโครงการยังอยู่ระหว่างการดำเนินการตามขั้นตอนการจัดซื้อจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์และสาธารณสุข อาทิ เครื่องฉายรังสี ยารักษาโรค วัคซีนป้องกันโรค ก่อสร้างและปรับปรุงห้องปฏิบัติการทางแพทย์ อาทิ ห้องความดันลบ (Negative pressure) cohort ward ห้องทันตกรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ด้านเศรษฐกิจ กล่าวว่า ความมั่นใจผู้บริโภคอยู่ที่ 46.0 ต่ำที่สุดในรอบ 22 ปี 7 เดือน การจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลใน 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ (ก.ย.-มี.ค) พลาดเป้าไป 122,545 ล้านบาท หรือ 10.7% และ ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วที่ว่าแย่แล้วถึง 123,594 ล้านบาท หรือลดลง 10.8% อีกทั้งหนี้เสียในระบบธนาคารมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อยู่ที่ 4.68 แสนล้านบาท เมื่อสิ้นเดือนมีนาคม และน่าจะเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ ปริมาณคนติดเชื้อไวรัสยังคงเพิ่มขึ้นกว่าวันละ 2,000 คนทุกวัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีผู้ป่วยสะสม 54,412 คน มีคนเสียชีวิตจากไวรัสโควิดตั้งแต่เดือนเมษายนแล้ว 305 ราย และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะทำให้ระบบสาธารณสุขล้มเหลวได้ เพราะจะมีผู้ติดเชื้อล้นโรงพยาบาล และจะมีผู้ติดเชื้อรุนแรงล้นห้องไอซียู รัฐบาลจะต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากในการดูแลรักษาพยาบาลผู้ติดเชื้อในการรักษาพยาบาลที่สูง ซึ่งจะเป็นภาระทางการคลังอย่างหนักซ้ำเติมภาวะการคลังที่ย่ำแย่อยู่แล้ว จึงอยากให้รัฐบาลได้เตรียมรับมือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพิชัยกล่าวว่า ในภาวะที่เศรษฐกิจทรุดหนัก การระบาดของไวรัสยังรุนแรง ความเชื่อมั่นของรัฐบาลเสื่อมถอยหนักในทุกด้าน ประเทศจำเป็นจะต้องมีผู้นำคนใหม่ที่มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริง และกล้าตัดสินใจ อีกทั้งยังต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งคนในประเทศและต่างประเทศได้ พร้อมทั้งต้องมีแนวคิดที่ทันสมัย ไม่ยึดติดกับกรอบคิดเดิมๆ จึงจะสามารถนำพาประเทศให้เจริญรุ่งเรืองรอดพ้นจากวิกฤตการณ์ครั้งนี้ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เมื่อสภาฯ เปิดวันที่ 22 พ.ค. สิ่งที่จะเกิดขึ้นอันดับแรกคือ พิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 ในส่วนของพรรคเพื่อไทยเตรียมการอภิปรายกฎหมายฉบับนี้ โดยชี้ให้ประชาชนเห็นถึงปัญหาของการแพร่ระบาดโควิด ที่รัฐบาลต้องเตรียมงบประมาณในการเยียวยาทั้งในแง่สาธารณสุข ที่ต้องดูแลผู้ที่ติดเชื้อโควิด และแง่เศรษฐกิจที่ต้องดูแลผู้ประกอบการและแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากการระบาด ดังนั้นการพิจารณางบประมาณรัฐบาลต้องลำดับความสำคัญ ตัดงบที่ไม่จำเป็นออก เช่น งบจัดซื้ออาวุธ แล้วมาเพิ่มในงบประมาณสำหรับการกอบกู้สถานการณ์โควิด ทั้งการจัดหาวัคซีน และเยียวยาคนที่ได้รับผลกระทบ ถ้ารัฐบาลยังไม่ฟังแล้วยังจัดงบสำหรับจัดซื้ออาวุธเข้ามา พรรคร่วมฝ่ายค้านจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้งบประมาณของประเทศเป็นไปตามที่ถูกที่ควรเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102460</URL_LINK>
                <HASHTAG>กู้เงินตาม พ.ร.ก.โควิด-19, พ.ร.ก.โควิด-19, ฟื้นฟูเศรษฐกิจ, วงเงิน 1 ล้านล้านบาท, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เพียงพอในการเยียวยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210510/image_big_609942950f1e8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
