<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>80546</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/10/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/10/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อาคมสั่งคลอด ของขวัญปีใหม่ ช่วยคนตกงาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขุนคลังสั่ง &amp;ldquo;สศค.&amp;rdquo; คลอดของขวัญแจกปีใหม่ไม่ให้ซ้ำ &amp;ldquo;คนละครึ่ง-ช้อปดีมีคืน&amp;rdquo; รับต้องใช้เวลากว่าเศรษฐกิจฟื้น&amp;nbsp; ปลัดคลังเผยอาจเจาะเป้าคนว่างงานที่มีอยู่กว่าล้าน โอ่ไม่ต้องกลัวงบเหลือบาน 5 แสนล้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อวันพุธที่ 14 ตุลาคม นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์หลังเรียกประชุมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงการคลัง และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ว่าได้ให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ไปศึกษาแนวทางการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน หลังจากที่ได้ออกนโยบายกระตุ้นการใช้จ่ายผ่านโครงการคนละครึ่ง เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการร้านค้า และมาตรการช้อปดีมีคืน ช่วยกระตุ้นกำลังซื้อผู้บริโภคแล้ว โดยมาตรการที่จะเป็นของขวัญปีใหม่ที่จะออกมานั้นจะเป็นอย่างไร และแจกให้ใครบ้าง ต้องขอเวลาพิจารณาก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สศค.ยังได้รายงานภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 2563 และแนวโน้มเศรษฐกิจในปี 2564 โดยคาดว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง ดังนั้นจึงจำเป็นที่ภาครัฐต้องเพิ่มการใช้จ่ายเพื่อเยียวยาและช่วยเหลือประชาชนกลุ่มต่างๆ อย่างเร่งด่วนเพิ่มขึ้น&amp;rdquo; นายอาคมกล่าว
รมว.การคลังยังกล่าวถึงนโยบายการคลังว่า ต้องเน้นการประสานนโยบายและมาตรการภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังอย่างยั่งยืน โดยระยะสั้นจะให้ความสำคัญกับการบริหารเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวโดยเร็ว ตามมติของคณะกรรมการบริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากการระบาดของโรคติดเชื้อโคโรนา 2019 (ศบศ.) โดยเฉพาะเรื่องเร่งด่วนคือ การกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนภายในประเทศ รวมถึงการแก้ไขปัญหาการขาดสภาพคล่องของภาคธุรกิจต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) เช่น มาตรการซอฟต์โลน การเร่งรัดการปรับโครงสร้างหนี้ รวมถึงมาตรการการพักชำระหนี้ที่จะสิ้นสุดในวันที่ 22 ต.ค.นี้ กระทรวงต้องประสานธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อกำหนดมาตรการที่เหมาะสมในระยะต่อไป ส่วนรายละเอียดต้องรอความชัดเจนจาก ธปท.อีกครั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ภารกิจสำคัญอีกเรื่องในระยะสั้นคือต้องพยายามให้เอกชนรักษาการจ้างงานขององค์กรไว้ให้ได้มากที่สุด โดยขณะนี้รัฐบาลได้อนุมัติโครงการส่งเสริมการจ้างงานใหม่สำหรับผู้จบการศึกษาใหม่แล้ว ส่วนการสร้างความเข้มแข็งให้ฐานะการคลัง และการดูแลกระแสเงินสดของภาครัฐให้เพียงพอต่อการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจ จะให้ความสำคัญกับการจัดเก็บรายได้ตามเป้าหมาย โดยยังไม่มีการปรับเป้าใหม่ รวมทั้งต้องเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณในปี 2564 ทั้งงบรายจ่ายและงบลงทุน โดยเฉพาะงบการจัดประชุมสัมมนาในต่างจังหวัด&amp;rdquo; นายอาคมกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับมาตรการระยะปานกลาง นายอาคมกล่าวว่า มีเป้าหมายคือปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและดูแลให้เศรษฐกิจไทยสามารถกลับมาเติบโตได้ตามศักยภาพหลังจากวิกฤติโควิด-19&amp;nbsp; โดยมีประเด็นเร่งด่วนคือ การเตรียมมาตรการฟื้นฟูหลังเศรษฐกิจเปิด ทั้งมาตรการด้านการเงินการคลังเพื่อรองรับการดำเนินการดังกล่าว และเร่งรัดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ โดยชูจุดแข็งว่าไทยเป็นประเทศที่ปลอดภัยในการลงทุน เพราะเป็นประเทศปลอดเชื้อ ซึ่งอาจจะเจาะกลุ่มการท่องเที่ยวเพื่อการลงทุน จากเดิมท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า มาตรการแจกของขวัญปีใหม่จะเน้นกลุ่มที่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือในช่วงที่ผ่านมา โดยเป็นคนละส่วนกับมาตรการช้อปดีมีคืน และคนละครึ่ง ซึ่งเบื้องต้นอาจเจาะกลุ่มผู้ว่างงาน ซึ่งขณะนี้มีตัวเลขอยู่ราว 1 ล้านคนที่เข้าไปช่วยก่อน โดยไม่ต้องห่วงเรื่องงบประมาณ เพราะยังเหลือเงินจากพระราชกำหนดกู้เงิน 1 ล้านล้านบาทอีกประมาณ 5 แสนล้านบาท ที่ยังนำมาใช้ได้.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80546</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนละครึ่ง-ช้อปดีมีคืน, ฟื้นเศรษฐกิจ, ภาวะเศรษฐกิจไทย, สศค., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201014/image_big_5f87141b6001b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73789</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/08/2020 10:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/08/2020 10:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สอท.&#039;แนะรัฐกู้เพิ่มอีก1ล้านล้านฟื้นศก.อ้อนขอมาตรการพักหนี้เอสเอ็มอี2ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ส.ค. 2563 นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) เปิดเผยว่า ผลกระทบจากโควิด-19ทำให้เศรษฐกิจเสียหายไปแล้วไม่ต่ำกว่า 2 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยวไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านล้านบาท เพราะมูลค่าการท่องเที่ยวของไทยปีหนึ่งไม่ต่ำกว่า 3 ล้านล้านบาท ขณะนี้มีคนตกงานแล้ว 3 ล้านคน ถ้ารัฐบาลไม่มีมาตรการใหม่เพิ่มเติม หรือมาตรการเดิมขยายออกไปให้เกิดผลจะมีคนตกงานปีนี้ 6-7 ล้านคน และมีผู้ประกอบการทยอยปิดกิจการเพิ่มมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมคิดว่ารัฐบาลต้องใช้เงินฟื้นฟูเศรษฐกิจมากกว่านี้ วงเงินจากการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 3 ฉบับ วงเงิน1.9 ล้านล้านบาท ยังไม่เพียงพอ เห็นว่ารัฐบาลควรออกพ.ร.ก. กู้เงินเพิ่มอีก 1 ล้านล้านบาท เพื่อมาดูแลเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งสามารถทำได้เพราะหนี้สาธารณะของประเทศอยู่ระดับต่ำ ซึ่งจะมีการเสนอในคณะฟื้นฟูเศรษฐกิจหากรัฐบาลมีการตั้ง&amp;quot; นายสุพันธุ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับภาระกิจสำคัญเร่งด่วนของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ คือ การตั้งคณะทำงานเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจร่วมกันระหว่างภาคเอกชนกับภาครัฐ เหมือนคณะทำงานแก้ปัญหาโควิด-19 ที่รัฐบาลดำเนินการได้ผลดีในปัจจุบัน ซึ่งรัฐบาลควรรีบตั้งคณะทำงานดังกล่าวอย่างรวดเร็ว เพราะมี ครม. ใหม่แล้ว การเมืองนิ่งแล้ว คณะทำงานนี้จะเสนอมาตรการในทิศทางเดียวกัน ซึ่งจะสามารถดำเนินการได้ทันที ไม่ต้องกระจายเป็นมาตรการย่อยแล้วค่อย ๆ เสนอขึ้นมาเหมือนในอดีต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ปัจจุบันภาคเอกชนได้มีการรวมตัวกัน นอกเหนือจาก คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่มี สอท. สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย และยังมีเอกชนเข้ามาร่วมเพิ่มอีก 3 แห่ง ได้แก่ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ที่จะเข้าร่วมเป็นคณะทำงานฟื้นฟูเศรษฐกิจภาครัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุพันธุ์ กล่าวว่า เรื่องเร่งด่วนที่คณะทำงานฟื้นฟูเศรษฐกิจควรเร่งดำเนินการ คือ การแก้ปัญหาสภาพคล่องของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งภาคเอกชนจะเสนอให้มีการยืดหนี้ออกไปอีก 2 ปี โดย 6 เดือนแรกพักทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย ส่วนที่เหลืออีก 1 ปี ครึ่ง จ่ายแต่ดอกเบี้ย พักเงินต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เอกชนเห็นว่าปัญหาโควิด-19 ยืดเยื้อถึงปีหน้า ซึ่งภาคเอกชนยังไม่สามารถทำรายได้เข้ามาจนมีกำไรได้ ดังนั้นจึงมีการเสนอยืดเวลาการพักชำระหนี้ออกไปอีก 2 ปี ไปจนถึงปี 2565 โดยต้องได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการผ่อนผันเงื่อนไขให้สถาบันการเงินไม่นับการพักหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้เสีย&amp;quot; นายสุพันธุ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังจะมีการเสนอมาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ เพราะมีผู้บริโภคจำนวนหนึ่งยังมีกำลังซื้อ รวมทั้งภาครัฐต้องเร่งการใช้จ่าย และการเร่งให้บรรษัทค้ำประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาช่วยค้ำประกันปล่อยกู้ซอฟท์โลนของ ธปท. วงเงิน 5 แสนล้านบาท ที่ขณะนี้ปล่อยกู้ได้เพียง 1 แสนล้านบาท จะทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73789</URL_LINK>
                <HASHTAG>กู้เงิน 1 ล้านล้าน, ฟื้นเศรษฐกิจ, สอท., สุพันธุ์ มงคลสุธี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191120/image_big_5dd4f24345c5d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71084</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/07/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/07/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผุดศูนย์ฟื้นศก.หลังโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ศบค.ไม่พบผู้ป่วยรายใหม่ ไร้ติดเชื้อในประเทศ 46 วัน สธ.เผยโพลชี้คนไทยเกินครึ่งมั่นใจรัฐบาลคุมระบาดระลอกสองได้ ขณะที่คนไทยการ์ดตกรวมกลุ่มเดินทางออกนอกจังหวัดมากขึ้น นายกฯ สั่งตั้งศูนย์ฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด คลังผุดมาตรการเยียวยาเอสเอ็มอี-ธุรกิจท่องเที่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. เผยแพร่ข้อมูลสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ในประเทศไทยประจำวันว่า ไม่มีผู้ป่วยรายใหม่ ทำให้ยอดผู้ป่วยยืนยันสะสม 3,202 ราย เป็นผู้ป่วยติดเชื้อในประเทศ 2,444 ราย อยู่ในสถานที่กักกันที่รัฐจัดให้ 265 ราย หายป่วยแล้ว 3,087 ราย รักษาอยู่ 57 ราย เสียชีวิตสะสมคงที่ 58 ราย และประเทศไทยไม่มีผู้ป่วยติดเชื้อภายในประเทศติดต่อกัน 46 วัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับสถานการณ์ทั่วโลกยอดผู้ติดเชื้อรวม 12,387,826 ราย รักษาหายแล้ว 7,187,447 ราย เสียชีวิต 557,405 ราย อันดับประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุด 1.สหรัฐอเมริกา 3,219,999 ราย 2.บราซิล 1,759,103 ราย 3.อินเดีย 794,842 ราย 4.รัสเซีย&amp;nbsp; 707,301 ราย และ 5.เปรู 316,448 ราย ขณะที่ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 99 จำนวน 3,202 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนเที่ยวบินนำคนไทยที่ตกค้างกลับประเทศ วันที่ 10 ก.ค. มี 4 เที่ยวบิน จากอียิปต์ 245 ราย, อินเดีย 91 ราย, เมียนมา 30 ราย และเกาหลีใต้ 200 ราย ขณะข้อมูลจากศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง ในการตรวจกิจการและกิจกรรมตามมาตรการผ่อนคลาย ผลตรวจวันที่ 9 ก.ค. จำนวน 6,141 ราย ปฏิบัติไม่ครบ 72 ราย ไม่มีแพลตฟอร์มไทยชนะ 70 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เปิดเผยว่า กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับองค์การอนามัยโลกสำนักงานภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และสำนักงานสถิติแห่งชาติ โดยมีสำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) เป็นเลขานุการทีมวิชาการ จัดทำแบบสำรวจเรื่องการป้องกันการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ในระหว่างมาตรการผ่อนปรน เพื่อประเมินว่าคนไทยการ์ดตกหรือไม่ และนำข้อมูลไปใช้ในการเฝ้าระวังและปรับมาตรการผ่อนปรนให้เหมาะสมกับสถานการณ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยทำการเก็บข้อมูลผ่าน 3 ช่องทาง คือออนไลน์แพลตฟอร์ม โทรศัพท์สำรวจ และกรมสนับสนุนบริการสุขภาพได้ประสานความร่วมมือจากอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) 77 จังหวัด กระตุ้นให้ประชาชนในชุมชนร่วมตอบแบบสอบถามผ่านระบบออนไลน์ ใน 7 สัปดาห์ ระหว่างวันที่ 15 พ.ค.-2 ก.ค.2563 รวมทั้งสิ้น 407,008 ตัวอย่าง
มั่นใจรบ.คุมโควิดรอบ2ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พบว่า คนไทยยังมีความกังวลว่าจะเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ระลอก 2 ในประเทศมากที่สุด จากกลุ่มผับ บาร์ คาราโอเกะ รองลงมาตลาดสด ศูนย์เด็กเล็ก และโรงเรียนตามลำดับ รวมถึงยังกังวลมาก หากประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 10 รายต่อวัน อย่างไรก็ตามยังมั่นใจในมาตรการของรัฐบาลว่าจะสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ โดยมั่นใจมากร้อยละ 14.8, มั่นใจร้อยละ 40.5, ไม่มั่นใจนักร้อยละ 28.6, ไม่มั่นใจเลยร้อยละ 10.2, ไม่ทราบ/ไม่แสดงความคิดเห็นร้อยละ 5.9
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนผลการสำรวจพฤติกรรมการป้องกันตนเองภาพรวมมีแนวโน้มลดลง จากร้อยละ 85.3 ในสัปดาห์ที่ 1 ลดลงเป็นร้อยละ 80.7 ในสัปดาห์ที่ 7 แบ่งเป็นพฤติกรรม 5 ด้าน ได้แก่ การใส่หน้ากากอนามัย/หน้ากากผ้าตลอดเวลา ร้อยละ 87.9, การกินอาหารร้อนช้อนตนเอง ร้อยละ 86.2, การล้างมือบ่อยๆ ร้อยละ 84.9, การระวังตัวไม่อยู่ใกล้ผู้อื่นในระยะ 2 เมตร ร้อยละ 73.4 และการระวังไม่เอามือจับหน้า จมูก ปาก ร้อยละ 72.4 รวมทั้งยังพบว่าประชาชนมีแนวโน้มเกิดการรวมกลุ่มและไปต่างจังหวัดมากขึ้น สำหรับสาเหตุการไม่ลงทะเบียนเข้า-ออกผ่านแพลตฟอร์มไทยชนะ เนื่องจากลืม ไม่มั่นใจความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัว และทางร้านไม่มีคิวอาร์โค้ดหรือสมุดลงชื่อไว้ให้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ผู้ตอบแบบสอบถาม ร้อยละ 88 สนับสนุนการรับคนไทยกลับจากต่างประเทศ และร้อยละ 80 คิดว่ามาตรการทราเวลบับเบิล จะสามารถกระตุ้นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศได้ แต่ร้อยละ 70 ไม่สนับสนุนการเดินทางท่องเที่ยวระหว่างประเทศไทยกับประเทศที่ยังมีการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะทำการสำรวจพฤติกรรมการป้องกันตนเองของประชาชนไทยอย่างต่อเนื่องทุก 2 สัปดาห์ อีก 6 ครั้ง ระหว่างวันที่ 16 ก.ค.-24 ก.ย.2563 เพื่อนำผลการศึกษามาใช้ในการเฝ้าระวังและปรับมาตรการผ่อนปรนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 10.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธานประชุมหารือแนวทางการช่วยเหลือและฟื้นฟูเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) โดยมีรัฐมนตรี ภาคเอกชน และคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจเข้าร่วม อาทิ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี, นายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง, นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี, นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย, นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร อดีต รมช.คมนาคม เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวตอนหนึ่งในที่ประชุมว่า เคยพูดไปแล้วจะต้องทำงานแบบนิวนอร์มอล จึงจำเป็นที่จะต้องรับฟังความคิดเห็นจากทุกๆ ฝ่าย และทุกภาคส่วน เพื่อนำมาหารือกัน เพราะจะทำงานคนเดียวไม่ไหว ต้องช่วยกันคิด เพื่อนำข้อมูลไปประกอบให้การทำงานปัจจุบันทันกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะไทยได้รับผลกระทบเกือบทั้งหมด รวมถึงสงครามการค้า ทุกคนต้องช่วยกันไปสร้างกลไกมาให้รัฐบาล
ตั้งศูนย์ฟื้นฟูเศรษฐกิจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังการประชุม นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า นายกฯ ได้สั่งตั้งศูนย์ฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด-19 ซึ่งจะนำมาพิจารณาในส่วนกฎหมายว่าจะดำเนินการต่ออย่างไร และได้สั่งในการหาข้อมูล รวมถึงทีมรวดเร็วเพื่อติดตามปัญหาต่างๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนมาตรการอื่นๆ อาทิ มาตรการผ่อนคลาย และมาตรการดูแลกลุ่มธุรกิจ SMEs ท่องเที่ยว ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ซึ่งเราจะต้องรับฟังความคิดเห็นจากข้างล่างขึ้นข้างบน รวมถึงการจัดอันดับความสำคัญของงบประมาณที่จะใช้ว่าจะนำมาใช้ได้อย่างไร รวมถึงการสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มผู้ประกอบการในระยะยาว ทั้งการแก้กฎหมายและแก้อุปสรรคต่างๆ เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ที่ผ่านมา ศบค.เป็นผู้ดูแลบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงมาตรการต่างๆ ในการหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19 และในตอนนี้ประเทศไทยได้ลดระดับลงไปแล้ว ไม่มีการระบาดอย่างช่วงแรก จะต้องวางแผนว่าจะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจสามารถฟื้นฟูขึ้นมาได้อย่างเป็นระบบ เพราะประชาชนหลายคนได้รับผลกระทบจากสภาพคล่อง ซึ่งเราจะจัดตั้งศูนย์เน้นในเรื่องของเศรษฐกิจ รวมทั้งการปลดล็อกในเรื่องของผลกระทบจากโควิด-19 ซึ่งให้มองในด้านความสมดุล&amp;quot; นายกอบศักดิ์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงการคลัง นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมเตรียมมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีว่า ที่ประชุมได้สรุป 3 มาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดจากโควิด-19 หลังจากที่ผ่านมาได้มีมาตรการออกมาช่วยเหลือแล้ว แต่ยังไม่เพียงพอ โดยมาตรการที่ 1 ได้สั่งการให้บรรษัทสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เตรียมวงเงินสำหรับค้ำประกันสินเชื่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี จำนวน 3 หมื่นล้านบาท โดยคาดว่าจะสามารถช่วยให้เอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ 4.5 หมื่นล้านบาท ในช่วง 2-3 เดือนนี้ ซึ่งเป็นมาตรการช่วยเฉพาะหน้า ให้เอสเอ็มอีมีสภาพคล่องยังสามารถหายใจได้อยู่ หลังจากนั้นค่อยพิจารณาการช่วยเหลือเรื่องเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มเติม โดยมาตรการนี้สามารถดำเนินการได้ทันที ไม่ต้องเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.การตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (คนตัวเล็ก) ที่เข้าไม่ถึงแหล่งทุนในระบบ โดยมอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เป็นผู้ดำเนินการ โดยขนาดกองทุนอยู่ที่ 5 หมื่นล้านบาท จะใช้วงเงินจากเงินกู้ตามพระราชกำหนดกู้เงินฉุกเฉิน 1 ล้านล้านบาท โดยจะให้ สสว. ปล่อยกู้เงื่อนไขผ่อนปรนให้ผู้ประกอบการคนตัวเล็กรายละไม่เกิน 1 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีสถานะปกติแต่เข้าไม่ถึงแหล่งทุน และผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เป็นหนี้เสียกับระบบสถาบันการเงินด้วย โดยจะเสนอให้ ครม. พิจารณาในสัปดาห์หน้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.มอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และธนาคารออมสิน ไปเร่งหามาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั้งระบบ ไม่ใช่แค่ผู้ประกอบการโรงแรมเท่านั้น ว่าจะมีแนวทางช่วยเหลือเพิ่มเติมอย่างไรบ้าง และจะต้องใช้งบประมาณเท่าใด โดยให้เร่งพิจารณาและให้นำกลับมาเสนออย่างเร่งด่วน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71084</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19, ฟื้นเศรษฐกิจ, ศบค., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200710/image_big_5f08737d2939e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
