<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>102956</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/05/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/05/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฟ้องเรียกค่าเสียหายรัฐแก้โควิดเหลว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ประเดิมรายแรก!&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;มารดา&amp;quot; อดีตผู้บุกเบิกวงการอี-สปอร์ตที่เสียชีวิตจากโควิด-19 ส่งพี่ชายยื่นศาล ปค.กลาง ฟ้องรัฐแก้โควิดล้มเหลวทำลูกชายเสียชีวิต เรียกค่าชดใช้ 4.53 ล้านบาท &amp;quot;บิ๊กป้อม&amp;quot; บุกศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม สั่งยกระดับเฝ้าระวังเฟกนิวส์ ฟันพวกบิดเบือนข้อมูลโควิด-วัคซีนเฉียบขาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 14 พ.ค. นายกุลเชษฐ์ วัฒนผล พี่ชายของนายกุลทรัพย์ วัฒนพล หรือ &amp;quot;อัพ VGB&amp;quot; อดีตผู้บุกเบิก วงการอี-สปอร์ต ของไทยที่เป็นผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 รายที่ 137 เพราะประสานหาที่ตรวจไม่ได้และได้รับการรักษาช้า&amp;nbsp; รับมอบอำนาจจากมารดาเข้ายื่นฟ้องศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019&amp;nbsp; หรือ ศบค., เลขาธิการนายกรัฐมนตรี,สำนักนายกรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1-4 ต่อศาลปกครองกลาง เพื่อขอให้พิจารณาสั่งให้ผู้ถูกฟ้องทั้งหมดร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 4,530,000 บาท จากกรณีละเลยต่อหน้าที่ ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควรเป็นเหตุให้นายกุลทรัพย์ต้องเสียชีวิต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกุลเชษฐ์ระบุว่า การเสียชีวิตของนายกุลทรัพย์มาจากการไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ทำให้เชื้อโควิด-19 ทำลายปอดจนไม่สามารถรักษาได้ และเสียชีวิตในวันที่ 23 เม.ย.64 ซึ่งจากการปฏิบัติหน้าที่ของ ศบค. ที่ประกาศแจ้งว่ามีศูนย์ช่วยเหลือกรณีฉุกเฉินตามหมายเลขสายด่วน ได้แก่ 1330, 1422, 1668, 1669, 1323 ซึ่งเป็นสายด่วนของกรมควบคุมโรค และสายด่วนด้านการแพทย์ฉุกเฉิน ซึ่งประชาชนสามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ แต่ปรากฏว่าขณะที่นายกุลทรัพย์มีลักษณะอาการตามที่ ศบค.เคยประกาศให้เป็นวิธีสังเกต ตนเองว่าติดเชื้อแล้วหรือยัง และได้พยายามติดต่อขอความช่วยเหลือตามหมายเลขสายด่วนดังกล่าว ซึ่งมีทั้งติดต่อไม่ได้และติดต่อได้ แต่ไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหมดละเลยปล่อยให้มีการเปิดสถานบริการ&amp;nbsp; สถานบันเทิงจนเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ในคลัสเตอร์ทองหล่อ ในเดือน มี.ค. แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหมดกลับไม่ได้มีการประกาศห้ามเดินทางหรือออกมาตรการป้องกันการระบาดจากสถานบันเทิงสู่สังคม โดยยังคงให้ประชาชนเดินทางกลับไปต่างจังหวัดในช่วงเทศกาลสงกรานต์ จนการแพร่ระบาดขยายสู่ประชาชนเป็นวงกว้าง ทำให้มีผู้ติดเชื้อถึงวันละ 2,000 คน การกระทำดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องทั้งหมดจึงเข้าข่ายจงใจประมาทเลินเล่อปฏิบัติหน้าที่โดยปล่อยปละหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับนายกุลทรัพย์ทางครอบครัวต้องจัดการงานศพอันเป็นค่าปลงศพ 30,000 บาท มารดาซึ่งเป็นผู้ฟ้องคดีต้องขาดไร้ซึ่งการส่งเสียอุปการะเลี้ยงดูเดือนละ 15,000 บาท ซึ่งคิดจากช่วงอายุที่นายกุลทรัพย์เสียชีวิต คือ 35 ปี จนถึงนายกุลทรัพย์อายุ 60 ปี รวมระยะเวลา 25 ปี รวมเป็นเงิน 4,530,000 บาท จึงขอให้ศาลสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีต้องร่วมกันรับผิดในทางละเมิดต่อครอบครัว&amp;quot; พี่ชายนายกุลทรัพย์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (Anti Fake News Center) และการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดตาม กม.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม? (ดีอีเอส)? เวลา 10.00 น. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี? และคณะ เดินทางไปตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม มีนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดีอีเอส รายงานผลการดำเนินงานที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประวิตรกล่าวตอนหนึ่งว่า ขอเน้นย้ำให้มีดําเนินการข่าวปลอมอย่างเร่งด่วน หากพบกรณีจงใจสร้างความสับสนแก่ประชาชน ให้ดําเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะประเด็นวัคซีน และเรื่องการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยให้กระทรวงดิจิทัลฯ เป็นหลัก ในการช่วยส่งเสริมให้ประชาชนรู้เท่าทัน เลือกรับข่าวสารจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ตรวจสอบความถูกต้องก่อนส่งต่อหรือแชร์ข้อมูล เพื่อช่วยลดปัญหาข่าวปลอม หรือทําอย่างไรให้ประชาชนไม่ตกเป็นเหยื่อ ร่วมมือกันตัดวงจรกระบวนการผลิตข่าวปลอมที่สร้างความสับสน ตื่นตระหนกแก่คนในสังคม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.พัชร์ชศักดิ์ ปฏิรูปานนท์ ผู้ช่วยโฆษกประจำรองนายกรัฐมนตรี? แถลงว่า ในภาพรวมมีข่าวปลอมในช่วงสถานการณ์โควิด-19 และด้านสุขภาพมากถึง 66% โดยดีอีเอสกับหน่วยงานที่รับผิดชอบได้ดำเนินการตามขั้นตอน และมีความคืบหน้าตามนโยบายที่เคยให้ไว้เมื่อครั้งมาตรวจเยี่ยมครั้งแรกที่ผ่านมาอย่างน่าพอใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;พล.อ.ประวิตรได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องบูรณาการทำงานร่วมกันในการเฝ้าระวังข่าวปลอม ตลอดเวลา และดำเนินการอย่างเร่งด่วน ในการตรวจสอบข่าวสารอันเป็นเท็จ และดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งให้หน่วยงานที่รับผิดชอบแจ้งเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม และชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้องให้ประชาชนทราบ&amp;quot; ผู้ช่วยโฆษกประจำรองนายกฯ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายชัยวุฒิกล่าวว่า จากการตรวจสอบของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมไวรัสโควิด-19 ระลอก 3 ระหว่างวันที่ 7 เม.ย.-11 พ.ค.64 พบข้อความที่เกี่ยวข้อง 3,857,190 ข้อความหลังจากคัดกรองพบข่าวที่เข้าหลักเกณฑ์ 788 ข้อความ และมีข่าวที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 343 เรื่อง อยู่ใน 2 หมวดหมู่ข่าวคือ หมวดหมู่สุขภาพ 233 เรื่อง คิดเป็น 68% และหมวดหมู่ นโยบายรัฐ 110 เรื่อง คิดเป็น 32%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมตั้งแต่ 1 พ.ย. 62-6 พ.ค.64 ได้ส่งคดีเกี่ยวกับข่าวปลอมและข่าวบิดเบือนไปให้ ศปอส.ตร. ดำเนินการตรวจสอบ จำนวน 1,021&amp;nbsp; เรื่อง รวมคดีที่ดำเนินการ 23 ราย โดยมีการดำเนินคดีแล้ว 33 เรื่อง จำนวนผู้กระทำผิด 70 ราย แบ่งเป็นเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ 4 เรื่อง ผู้กระทำผิด 18 ราย และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ 19 เรื่อง ผู้กระทำผิด 52 ราย&amp;quot; รมว.ดีอีเอสกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เดินทางมายื่นคำร้องต่อสำนักงาน กสทช. เพื่อให้ดำเนินการตรวจสอบและเอาผิด กรณีที่สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสนำเสนอข่าวและรายการที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เป็นเท็จ คลาดเคลื่อนอย่างซ้ำซาก ทั้งๆ ที่เป็นหน่วยงานของรัฐ โดยที่ผ่านมามีการเสนอข่าวและรายการที่กลายเป็นเฟกนิวส์ถึง 4 เรื่อง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102956</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ฟ้องเรียกค่าเสียหาย, รัฐแก้โควิดเหลว, วงการอี-สปอร์ต, ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อี-สปอร์ต, เฝ้าระวังเฟกนิวส์, โควิด, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210514/image_big_609e83fc123f3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78376</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/09/2020 16:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/09/2020 16:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลรับฟ้องคดี &#039;ดร.เซปิง&#039; ฟ้อง &#039;หนุ่ม กรรชัย&#039; กับพวกหมิ่นประมาทศัลยกรรมเฟซออฟ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ก.ย.63 - ที่ห้องพิจารณา 902 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำสั่งชั้นไต่สวนมูลฟ้อง คดีหมายเลขดำ อ.1693/2562 ที่ ดร.เซปิง ไชยศาสน์ อายุ 47 ปี ประธานโครงการศัลยกรรมความงามเฟซออฟ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายกรรชัย กำเนิดพลอย หรือ หนุ่ม พิธีกรทีวีรายการโหนกระแส ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3, นายภิญโญภัทร์ ชิดตะวัน ทนายความ กับผู้เสียหายเหยื่อศัลยกรรม ที่มาออกรายการทั้งหมด 7 คน เป็นจำเลย ฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ซึ่งฟ้องเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญาเพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทนจำนวน 50 ล้านบาทด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 3 ก.ค. 2562 ระบุว่า โจทก์เป็นผู้ก่อตั้งโครงการเฟซออฟบาย ดร.เซปิง ให้คำปรึกษาด้านศัลยกรรม หากใครจะทำก็จะแนะนำให้ไปทำกับโรงพยาบาลที่มีมาตรฐาน เมื่อวันที่ 4 เม.ย. 2562 รายการโหนกระแส ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3&amp;nbsp; ออกอาการรายการ &amp;quot;ภาค 2 เฟซออฟเปลี่ยนหน้าคนเป็นหน้าผี&amp;quot; มีนายกรรชัยเป็นพิธีกร เชิญจำเลยอื่นๆ มาร่วมรายการลักษณะพูดถามกันไปมา มีการวางแผนใส่ความโจทก์ แม้ไม่ระบุชื่อโจทก์แต่ใช้เทคนิคตั้งชื่อหัวข้อรายการ เพื่อเชื่อมโยงให้เข้าใจว่าเป็นโจทก์ กับยังเอาข่าวที่ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล แถลงข่าวมาอ้างอิงในรายการ โดยมีเจตนาให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นเกลียดชัง จึงขอให้ลงโทษฐานหมิ่นประมาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกทั้งเมื่อมีข่าวและมีการออกอากาศรายการออกไป ทำให้แทบไม่มีคนมีใช้บริการโครงการ ดร.เซปิง หรือถูกยกเลิกนัดทั้งหมด ที่โจทก์วางแผนชีวิตทำธุรกิจ และจะลงสมัคร ส.ส. แต่ชื่อเสียงต้องมาจบสิ้น จึงฟ้องเรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในวันนี้ ดร.เซปิง โจทก์พร้อมทนายความมาศาล ส่วนฝ่ายจำเลยมีทนายความและผู้รับมอบฉันทะ มาร่วมฟังคำสั่งในชั้นไต่สวนมูล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว โจทก์เบิกความว่า จำเลยทั้ง 7 คนได้ร่วมกันใส่ความหมิ่นประมาทโจทก์โดยการโฆษณา จากการร่วมกันพูดออกรายการ &amp;ldquo;โหนกระแส&amp;rdquo; ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 โดยนายกรรชัย จำเลยที่ 1 นำภาพวีดีโอการแถลงข่าวของเจ้าพนักงานตำรวจมาประกอบและอธิบายในรายการ ซึ่งมีทั้งชื่อ นามสกุลและภาพของโจทก์ในผังเชื่อมโยงที่เจ้าพนักงานตำรวจจัดทำขึ้น และเป็นภาพและเสียงที่ปรากฏอยู่ในสื่อมวลชนอย่างแพร่หลาย ที่มีการระบุชื่อโจทก์อย่างชัดเจน ในการแถลงข่าวดังกล่าวมีจำเลยหลายคนไปร่วมและมอบดอกไม้ด้วย ทั้งนี้จำเลยทั้ง 7 คน มีเจตนาที่จะสื่อให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจและทราบว่าบุคคลที่ถูกกล่าวถึงในรายการ คือ ตัวโจทก์ โดยมีเจตนาใส่ความ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง โดยการโฆษณาด้วยเอกสาร ซึ่งในชั้นนี้การถามค้านของจำเลยทั้ง 7 คน ยังไม่เพียงพอที่จะนำมาหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ เห็นว่าคดีของโจทก์มีมูลและให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา และนัดตรวจพยานหลักฐาน สอบคำให้การเพื่อกำหนดนัดสืบพยานในวันที่ 16 พ.ย.นี้ เวลา 09.00 น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายหลังศาลรับฟ้อง ดร.เซปิง ประธานโครงการศัลยกรรมความงามเฟซออฟ เปิดเผยว่า รู้สึกดีใจที่ศาลมีคำสั่งว่าคดีมีมูลตามที่ยื่นฟ้องไป เพราะที่ผ่านมา ตนเองได้รับความเสียหาย เสื่อมเสียทั้งชื่อเสียงและธุรกิจมูลค่าหลายร้อยล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายจำนง ไชยมงคล ทนายความของ ดร.เซปิง โจทก์ ระบุว่า หลังจากนี้ศาลอาญาจะนัดสอบคำให้การจำเลย โดยจะส่งหมายศาลภายใน 7 วันหลังจากนี้ ส่วนเรื่องพยานหลักฐานที่ฝั่งทนายจำเลยจะนำมาต่อสู้คดี ประเด็นเรื่องการฉ้อโกง ส่วนนี้ตนเองไม่มีความกังวลเนื่องจาก ดร.เซปิง ไม่ได้ฉ้อโกงตามที่อีกฝ่ายกล่าวอ้าง ประกอบกับมีบางคดีที่จำเลยเคยไปฟ้องเรียกค่าเสียหายต่อศาลแพ่ง ซึ่งศาลแพ่งให้ยกฟ้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วน นายพสิษฐ์ เลิศสินเจริญกุล ทนายความฝ่ายจำเลย เปิดเผยว่า ศาลได้ตรวจพยานหลักฐานเบื้องต้น เห็นว่าคดีมีมูลจึงรับฟ้อง และนัดสอบคำให้การในวันที่ 16 พ.ย.นี้ นอกจากนี้ศาลจะได้ออกหมายเรียกจำเลยทั้ง 7 คน มาสอบคำให้การต่อไป สำหรับการต่อสู้คดีนั้น ตนเองยืนยันว่ามีหลักฐานที่เตรียมไว้จำนวนมาก เนื่องจากมีผู้เสียหายได้เดินทางไปแจ้งความไว้แล้วที่ สน.ลุมพินี ซึ่งคดีนั้นก็เป็นคดีที่ศาลเห็นว่ามีมูลและรับคำฟ้องไว้เช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม นายพสิษฐ์ ยอมรับว่า ยังมีเรื่องที่น่าเป็นกังวลอยู่ คือเรื่องที่มีผู้เสียหายที่เป็นจำเลยคดีนี้หลายรายพำนักอยู่ต่างประเทศ จึงเกรงว่าจะเป็นอุปสรรคต่อการเดินทางเข้ามาประเทศไทย เพราะขณะนี้มีสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78376</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรชัย กำเนิดพลอย, ดร.เซปิง เฟซออฟ, ฟ้องเรียกค่าเสียหาย, หมิ่นประมาท</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200923/image_big_5f6b0ee70487d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73650</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/08/2020 20:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/08/2020 20:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ศาลแพ่ง&#039; นัดอ่านคำพิพากษา แม่ &#039;ชัยภูมิ ป่าแส&#039; ฟ้องเรียกค่าเสียหายกองทัพบก ปมทหารวิสามัญ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ส.ค.63 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า&amp;nbsp;ในวันที่ 4-5 สิงหาคม 2563 ที่ผ่านมา ศาลแพ่งนัดสืบพยานโจทก์ 1 ปาก ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด และสืบพยานจำเลย 4 ปาก ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ทหารที่อยู่ในสถานที่เกิดเหตุจำนวน 3 นาย และนายทหารพระธรรมนูญ 1 จนเสร็จสิ้น ศาลจึงนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 26 ตุลาคม 2563 เวลา 09.00 น. ณ ศาลแพ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สืบเนื่องจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2560 นายชัยภูมิ ป่าแส ชาติพันธุ์ลาหู่เยาวชนนักกิจกรรมทางสังคม พร้อมเพื่อนหนึ่งคน ขับรถยนต์ผ่านด่านตรวจบ้านรินหลวง ถูกเจ้าหน้าที่ทหารที่ประจำอยู่ที่ด่านตรวจค้นยานพาหนะ เจ้าหน้าที่กล่าวอ้างว่า ชัยภูมิพยายามขัดขืนและทำร้ายเจ้าหน้าที่ด้วยอาวุธมีดและระเบิดขว้างสังหาร เจ้าหน้าที่จึงใช้อาวุธปืนยิงนายชัยภูมิฯ จนเสียชีวิต โดยภายหลังระบุว่ากระทำไปเพื่อป้องกันตนเอง&amp;nbsp;นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังอ้างว่าพบยาบ้าเป็นจำนวน 2,800 เม็ดซ่อนอยู่ในช่องกรองอากาศของรถยนต์ของชัยภูมิอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมา ศาลจังหวัดเชียงใหม่มีคำสั่งเรื่องการชันสูตรพลิกศพนายชัยภูมิฯ ว่า &amp;ldquo;พฤติการณ์ที่ตายคือ ถูกเจ้าหน้าที่ทหารใช้อาวุธปืน เอ็ม 16 ยิง กระสุนเข้าที่ต้นแขนซ้ายด้านนอกทะลุต้นแขนซ้ายด้านใน และกระสุนแตกเข้าไปในลำตัวบริเวณสีข้างด้านซ้ายเหนือราวนม กระสุนปืนทำลายเส้นเลือดใหญ่หัวใจและปอดจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2562 นางนาปอย ป่าแส แม่ของนายชัยภูมิ ป่าแส ได้ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจากกองทัพบก เป็นคดีหมายเลขดำที่ พ.2591/2562 ซึ่งการสืบพยานเมื่อวันที่ 4 และ 5 สิงหาคม 2563 ที่ผ่านมานั้น ฝ่ายโจทก์ได้นำเสนอพยานหลักฐานเพื่อให้ศาลเห็นข้อพิรุธของเจ้าหน้าที่หลายประการที่ชี้ได้ว่านายชัยภูมิไม่ได้ต่อสู้ขัดขวางและไม่มีสิ่งผิดกฎหมายและระเบิดตามที่ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด โดยคดีนี้แม่ของผู้ตาย ได้รับความช่วยเหลือด้านกฎหมายจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม Protection International และสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.) เพื่อให้ครอบครัวของนายชัยภูมิฯ ได้เข้าถึงความยุติธรรมอย่างเต็มที่อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังสืบพยานเสร็จทนายความโจทก์แถลงขอยื่นคำแถลงการณ์ปิดคดีภายใน 1 เดือน ส่วนพนักงานอัยการซึ่งเป็นทนายความจำเลยแถลงไม่ยื่นคำแถลงการณ์ปิดคดี ศาลอนุญาต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การวิสามัญฆาตกรรมกลุ่มชาติพันธุ์&amp;nbsp;มักเกิดขึ้นบ่อยครั้งในพื้นที่แถบชายแดนของไทย สาเหตุหนึ่งเนื่องจากชาวบ้านกลุ่มชาติพันธุ์มักตกเป็นเหยื่อของอคติและการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติโดยจะถูกตีตราเหมารวมว่าเป็นพวกค้าหรือขนส่งยาเสพติด ทำให้ประชาชนที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์จะถูกเจ้าหน้าที่รัฐวิสามัญฆาตกรรมด้วยข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด เช่นเดียวกันกับกรณีของนายชัยภูมิบ่อยครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงเกิดเหตุการณ์วิสามัญฆาตกรรมนายชัยภูมิ ป่าแสดังกล่าว ยังมีอีกกรณีที่คล้ายคลึงกันอย่างมากเช่น เกิดขึ้นในพื้นที่การดูแลด่านบ้านรินหลวง คือกรณีของนายอาเบหรืออะเบ แซ่หมู่ ที่ถูกเจ้าหน้าที่ทหารในด่านบ้านรินหลวงยิงเสียชีวิต ด้วยข้ออ้างต่อสู้ขัดขืนเจ้าหน้าที่และมีระเบิดไว้ในครอบครองเช่นเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่คดีดังกล่าวเมื่อมารดาของนายอาเบฟ้องกองทัพบก ศาลได้พิพากษาว่าที่เจ้าหน้าที่ทหารอ้างว่า นายอะเบผู้ตายได้ล้วงระเบิดจากย่ามจะขว้างใส่เจ้าหน้าที่ทหาร ก็พบว่าตามบันทึกการตรวจพิสูจน์ลายพิมพ์นิ้วมือ ไม่ปรากฏลายพิมพ์นิ้วมือแฝงหรือฝ่ามือแฝงของนายอะเบ ที่ระเบิดตามอ้าง ทั้งยังพบว่าลักษณะที่ปรากฏหรือตำแหน่งที่พบระเบิดนั้นผิดธรรมชาติเนื่องจากนายอาเบตกจากรถ ดังนั้นวัตถุระเบิดไม่น่าตกอยู่ใกล้มือของนายอะเบ ศาลจึงได้มีคำพิพากษาให้กองทัพบกชดใช้ค่าเสียหายให้แก่มารดาของนายอะเบ โดยคดีดังกล่าวได้ถึงที่สุดแล้ว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73650</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทัพบก, ชัยภูมิ ป่าแส, ชาติพันธุ์ลาหู่, ฟ้องเรียกค่าเสียหาย, ศาลแพ่ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180618/image_big_5b273a57e4c70.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6795</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/04/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โยนเผือกร้อน&#039;ประยุทธ์&#039; ชี้ขาดปมบ้านพักตุลาการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; มติ &amp;quot;ก.บ.ศ.&amp;quot; โยนเผือกร้อน &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ชี้ขาดโครงการก่อสร้างบ้านพักตุลาการ เหตุกฎหมายไม่ให้อำนาจยุติเอง หวั่นโดนเอกชนคู่สัญญาฟ้องเรียกค่าเสียหาย ยันศาลตระหนักการอยู่ร่วมกับธรรมชาติและรักษาสิ่งแวดล้อม พร้อมเคารพความเห็นทุกฝ่าย &amp;quot;มทภ.3&amp;quot; เปิดเวทีรับ 4 ข้อเสนอเครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ &amp;quot;บิ๊กตี๋&amp;quot; มั่นใจนายกฯ กล้าตัดสินใจเพื่อ ปชช.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ห้องประชุมคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม ศาลฎีกา ถ.แจ้งวัฒนะ วันที่ 9 เม.ย. เวลา 09.30 น. คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม (ก.บ.ศ.) ได้พิจารณาวาระพิเศษเพิ่มเติม กรณีที่สำนักงานศาลยุติธรรมได้ดำเนินการโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการศาลอุทธรณ์ภาค 5 พร้อมบ้านพักข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ซึ่งโครงการดังกล่าวปัจจุบันใกล้เสร็จสมบูรณ์ตามสัญญาแล้ว แต่ปรากฏว่ามีบุคคลกลุ่มหนึ่งคัดค้านและเรียกร้องให้ยุติการก่อสร้าง พร้อมให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในโครงการก่อสร้างออกไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม สรุปผลการประชุมเริ่มต้นชี้แจงเกี่ยวกับการขอใช้พื้นที่และการดำเนินโครงการตั้งแต่ปี 2540 กระทรวงยุติธรรมมอบหมายให้สำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค 5 ขอใช้พื้นที่ในราชการทหาร บริเวณด้านหลังของหน่วยกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 7 เนื้อที่ประมาณ 106 ไร่ ต่อมาผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 33 ได้มีหนังสือยืนยันการขอใช้ที่ดินเพื่อก่อสร้างบ้านพักและอาคารที่ทำการของกระทรวงยุติธรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เมื่อได้รับการอนุญาตให้เข้าใช้พื้นที่ตามลำดับขั้นตอน โดยถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมายแล้ว &amp;nbsp;สำนักงานศาลยุติธรรมจึงได้ดำเนินการด้านงบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้างตามขั้นตอนของกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง จนได้ผู้รับจ้างและได้ลงนามในสัญญาโครงการก่อสร้างดังกล่าวในที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียนที่ ชม. 1723 (บางส่วน) กับบริษัท พี.เอ็น.เอส.ไซน์ จำกัด ผู้รับจ้าง โดยมีบริษัท เอ็นจิเนียริ่งดีไซน์ คอนซัลแตนส์ จำกัด เป็นผู้คุมงาน วงเงินรวม 3 โครงการ จำนวน 955,064,056.28 &amp;nbsp;บาท&amp;quot; นายสราวุธระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เลขาฯ สำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวว่า โครงการดังกล่าวหากมองภาพในมุมสูงจะเห็นได้ว่าอยู่แนวระดับเดียวกับสวนสัตว์ไนท์ซาฟารี อ่างเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชุมชนช่างเคียน ชุมชนช้างเผือก &amp;nbsp;และในการดำเนินการตามโครงการ สำนักงานศาลยุติธรรมได้ตระหนักถึงการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมเสมอมา บริเวณก่อสร้างที่มีต้นไม้มีเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 30 เซนติเมตรขึ้นไป ได้ขุดล้อมแล้วนำไปปลูกบริเวณใกล้เคียง โดยมีรายละเอียดของต้นไม้ที่ขุดล้อมไปคือ ต้นประดู่จำนวน 29 ต้น ต้นพลวงจำนวน 86 ต้น ต้นสักจำนวน 4 ต้น ต้นกระบากจำนวน 77 ต้น และไม้เนื้ออ่อนอื่นอีก 44 ต้น รวมจำนวน 240 ต้น รวมทั้งหลังการก่อสร้างแล้วเสร็จมีโครงการปลูกต้นไม้อย่างต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสราวุธกล่าวว่า จากสถานการณ์ปัจจุบันที่บุคคลกลุ่มหนึ่งพยายามให้ยุติและรื้อถอนโครงการดังกล่าวนั้น สำนักงานศาลยุติธรรมเป็นคู่สัญญาไม่อาจดำเนินการตามข้อเรียกร้องที่ปรากฏตามสื่อต่างๆ ได้ เนื่องจากหากสำนักงานศาลยุติธรรมยุติโครงการย่อมจะตกเป็นฝ่ายผิดสัญญา ต้องถูกคู่สัญญาฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย ซึ่งจะทำให้รัฐต้องเสียงบประมาณในการชดใช้ค่าเสียหาย อีกทั้งหากสำนักงานศาลยุติธรรมจะดำเนินการรื้อถอนก็ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ และยังเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย รวมถึงอาจจะต้องถูกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินดำเนินการหาผู้รับผิดชอบตามกฎหมายด้วย จากข้อเท็จจริงและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าว สำนักงานศาลยุติธรรมจึงได้นำเรื่องเข้าที่ประชุม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ที่ประชุม ก.บ.ศ.จึงมีมติให้สำนักงานศาลยุติธรรมรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่าย เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง ชอบธรรมและด้วยสันติวิธี โดยตระหนักถึงการอยู่ร่วมกับธรรมชาติและรักษาสิ่งแวดล้อม และให้มีหนังสือกราบเรียนนายกรัฐมนตรีถึงข้อเท็จจริงทั้งหมด โดยหากรัฐบาลเห็นสมควรประการใด เช่นให้ชะลอการใช้บ้านพักเฉพาะส่วนที่มีการคัดค้านไว้ชั่วคราวหรือดำเนินการอื่นในระหว่างฟื้นฟูสภาพแวดล้อม สำนักงานศาลยุติธรรมก็ไม่ขัดข้อง&amp;quot; เลขาฯ สำนักงานศาลยุติธรรมกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมานายสราวุธกล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อ ก.บ.ศ.มีมติเรื่องดังกล่าวแล้ว สำนักงานศาลยุติธรรมได้ดำเนินการส่งมติ ก.บ.ศ.เกี่ยวกับโครงการดังกล่าวต่อ พล.อ.ประยุทธ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งหลังจากนี้ก็ขึ้นอยู่กับนายกฯ ว่าจะพิจารณาเรื่องนี้อย่างไรต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามถึงกรณีที่ พล.ท.วิจักขฐ์ สิริบรรสพ แม่ทัพภาคที่ 3 เปิดเวทีสาธารณะเพื่อร่วมกันหาทางออก ในเรื่องนี้ที่มณฑลทหารบกที่ 33 ค่ายกาวิละ จ.เชียงใหม่ โดยเชิญตัวแทนจากฝ่ายศาลเข้าร่วมประชุม แต่ปรากฏไม่มีตัวแทนจากศาลเข้าร่วม เลขาฯ สำนักงานศาลยุติธรรมกล่าวว่า เนื่องจากวันนี้มีการประชุม ก.บ.ศ.เพื่อพิจารณาในเรื่องดังกล่าวอยู่ เราจึงต้องรอผลการประชุมจาก ก.บ.ศ. ซึ่งเมื่อเราได้มติเป็นข้อยุติตรงนี้แล้วก็มีความเห็นว่า จะต้องส่งมติดังกล่าวไปให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาโดยตรง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน เวลา 09.00 น. ที่มณฑลทหารบกที่ 33 ค่ายกาวิละ เชียงใหม่ พล.ท.วิจักขฐ์ สิริบรรสพ &amp;nbsp;แม่ทัพภาคที่ 3 เป็นประธานเปิดเวทีสาธารณะเพื่อร่วมกันหาทางออก กรณีโครงการก่อสร้างบ้านพักข้าราชการตุลาการศาลอุทธรณ์ภาค 5 บริเวณป่าเชิงดอยสุเทพ ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีการเชิญตัวแทนเครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ ซึ่งเรียกร้องให้ยุติและยกเลิกโครงการแล้วคืนพื้นที่ป่าเข้าร่วมพูดคุยนำเสนอข้อมูลความคิดเห็น ข้อเรียกร้อง ร่วมกับตัวแทนศาลอุทธรณ์ภาค 5 เพื่อหาทางออกร่วมกัน พร้อมทั้งมีการเชิญตัวแทนส่วนราชการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเริ่มดำเนินการหารือปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่ส่งตัวแทนมาเข้าร่วมแต่อย่างใด โดยเพิ่งมีการแจ้งยกเลิกในช่วงเช้าวันเดียวกัน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ได้ตอบรับและส่งรายชื่อตัวแทนที่จะเข้าร่วมไว้แล้ว โดยแจ้งว่าสำนักงานศาลยุติธรรมก็มีการประชุมที่ส่วนกลางวันเดียวกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นช่วงบ่าย พล.ท.วิจักขฐ์แถลงสรุปผลการจัดเวทีสาธารณะเรื่องดังกล่าวว่า ผลการประชุมวันนี้จะนำเสนอ ผบ.ทบ.ภายในวันที่ 10 เม.ย.เป็นอย่างช้า เพื่อนำเรียนหัวหน้า คสช.พิจารณาความต้องการของกลุ่มมวลชน ประชาชนชาวเชียงใหม่ ภาคประชาสังคม และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในเวทีที่เปิดเผยและแสดงความเห็นอย่างเสรีในการประกาศจุดยืน เพราะในช่วงบ่ายนี้ในส่วนของศาลยุติธรรมก็จะมีผลการประชุมออกมาด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม่ทัพภาคที่ 3 กล่าวว่า ข้อสรุปตามที่ภาคประชาชนเสนอคือ 1.ต้องการให้รื้ออาคารศาลบางส่วน &amp;nbsp;แต่รื้อขนาดไหนจะจัดผู้เกี่ยวข้องไปดูแลอย่างเป็นธรรม และนำเสนอจุดที่ขีดเส้นที่เหมาะสมภายในวันที่ &amp;nbsp;19 เม.ย.นี้ โดยขอให้ผู้ว่าฯ ตั้งคณะกรรมการร่วมภาคประชาสังคมและข้าราชการที่เกี่ยวข้องเข้าไปดูพื้นที่ และสรุปมาเป็นประเด็น 2.ในส่วนของผู้รับเหมาก่อสร้างให้ทำให้เสร็จ หรือจะให้หยุด แต่รัฐต้องจ่ายเงินตามงวดงานให้แล้วเสร็จ เพื่อไม่ให้กระทบบริษัทที่ได้งานมาอย่างถูกกฎหมาย 3.เกี่ยวกับบ้านพักหากรื้อถอนรัฐจะต้องหาพื้นที่เหมาะสมทดแทนในการก่อสร้าง เพื่อเยียวยาหางบประมาณมาก่อสร้างใหม่ 4.หากกำหนดพื้นที่ขีดเส้นได้แล้ว สำนักงานศาลต้องส่งคืนพื้นที่เกี่ยวข้องที่กระทบต่อผืนป่าให้ราชพัสดุ และดำเนินการโครงการปลูกป่าราษฎร์-รัฐ ร่วมใจต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ทั้ง 4 ประเด็นดังกล่าวให้ทำเป็นข้อเสนอถึงนายกรัฐมนตรี โดยส่งผ่าน ผบ.มทบ.33 แล้วส่งให้แม่ทัพภาคที่ 3 ซึ่งจะนำเรียน ผบ.ทบ.เพื่อนำเสนอต่อนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้า คสช.พิจารณาพร้อมข้อยุติของศาล โดยผมเชื่อมั่นว่านายกรัฐมนตรีเป็นคนกล้าตัดสินใจ เพราะกระทบต่อจิตใจประชาชน &amp;nbsp;ผบ.ทบ.ท่านก็ฟัง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ท่านก็ฟังเสียงประชาชน เมื่อเช้าผมก็นำเรียน พล.อ.ประวิตรไปว่าศาลขอยกเลิกมาเวทีสาธารณะ ท่านก็รับทราบและให้เก็บประเด็นหลักว่าประชาชนต้องการอะไร&amp;quot; แม่ทัพภาคที่ 3 กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายธีระศักดิ์ รูปสุวรรณ ประธานเครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ กล่าวว่าสาเหตุที่ประชาชนคัดค้านการสร้างบ้านพักตุลาการและต้องการให้ทุบทิ้ง ด้วยเหตุผลเพราะกระทบจิตใจและจิตวิญญาณคนเชียงใหม่ ไม่ต้องเสียดายงบประมาณเพราะเทียบไม่ได้เลยกับป่าที่จะฟื้นฟูกลับมา จึงขอวิงวอนถึงผู้บริหารศาลว่าอย่ากลัวเสียหน้า เสียศักดิ์ศรี ผิดพลาดได้ก็แก้ไขได้ และเท่ากับกอบกู้ศรัทธาของประชาชนกลับคืนมา รวมทั้งได้เห็นการทำลายสิ่งแวดล้อม ถมลำห้วย และเจาะภูเขา โดยเฉพาะการตัดต้นไม้นับพันต้น กระทบระบบนิเวศมากกว่า 80 ไร่ กังวลการเกิดไฟป่าและน้ำป่าในช่วงน้ำหลาก &amp;nbsp;โดยใช้งบประมาณที่ฟุ่มเฟือยขัดกับแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง แม้จะชอบด้วยกฎหมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราไม่ได้สุดโต่ง เครือข่ายได้มีมติให้ก่อสร้างให้เสร็จตามสัญญา และเสนอให้ตั้งคณะกรรมการร่วมกันในการชี้แนวเขตป่าดอยสุเทพ ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าสมบูรณ์ให้ชัดเจน ทั้งหมดอยู่ภายใต้คำว่าสันติและปรองดอง 16 องค์กรที่รวมกันเป็นเครือข่ายยืนหลักการเดิมคือ ขอให้รื้อออกทั้งบ้านพัก 45 หลัง และอาคารชุด 9 หลัง ตามแนวเขตป่าดั้งเดิม โดยศาลอาจจะเลื่อนเวลาออกไป 2 เดือนเพื่อให้สัญญาการก่อสร้างจบ ขอวิงวอนศาลให้รับฟังเสียงคนเชียงใหม่ เรามีเจตนารมณ์ว่าไม่ว่าใครที่ไหนก็ไม่สำคัญ ไม่มีสิทธิ์ครอบครองป่าผืนนี้&amp;quot; ประธานเครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6795</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก.บ.ศ., กระทบจิตใจและจิตวิญญาณ, นายสราวุธ เบญจกุล, บิ๊กตู่, ฟ้องเรียกค่าเสียหาย, สุดโต่ง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โครงการก่อสร้างบ้านพักตุลาการ, โครงการปลูกป่าราษฎร์-รัฐ, โยนเผือกร้อน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180409/image_big_5acb7613c4bc7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
