<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>93673</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/02/2021 15:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/02/2021 15:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อภัยภูเบศร&#039; ยันไม่เปิดแฟรนไชส์เมนูกัญชา แจงเหตุปิดครัวซุ่มทำหลักสูตรอบรม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ก.พ.64 - หลังจากที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรได้ดำเนินโครงการ &amp;ldquo;อภัยภูเบศรโมเดล&amp;rdquo; โดยเปิดคลินิกกัญชาให้บริการประชาชนมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน ปี 2562 และได้ขยายผลโดยอภัยภูเบศรเดย์สปา เปิดจำหน่ายอาหารที่มีกัญชาเป็นส่วนผสมเมื่อต้นเดือนมกราคม 2564 ปรากฏว่าได้รับความสนใจจากประชาชน และสื่อมวลจากทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องดังกล่าว ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร ประธานยุทธศาสตร์การแพทย์แผนไทยและสมุนไพร โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า การเปิดเมนูกัญชา เนื่องจากเห็นว่ามีการปลดล็อคส่วนใบ และน่าจะเอามาใช้ประโยชน์ เพราะมีหลักฐานว่าใบกัญชามีประวัติการใช้เป็นอาหารในคนไทยมาก่อน แต่ว่าถูกจัดเป็นยาเสพติดมานานกว่า 60 ปี เราจึงได้พัฒนารูปแบบร้านอาหารจากกัญชา โดยมีระบบการเฝ้าระวังและติดตามเมนูอาหารในรูปแบบต่าง ๆ ที่พัฒนาขึ้น โดยมีการสืบค้นข้อมูลจากเอกสารทางวิชาการ ตรวจหาสาร THC หรือสารเมาด้วยเครื่องมือทางห้องปฏิบัติการ จากนั้นได้ใช้อภัยภูเบศรเดย์สปาในการให้บริการ โดยคิดทำเพียงแค่การให้บริการแก่เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล การดำเนินงานจะมีแพทย์แผนไทยคอยให้คำแนะนำการรับประทาน และได้ติดตามผลจากผู้เข้าร่วมโครงการ เพื่อสรุปในการนำมาพัฒนาต่อไป แต่เนื่องจากมีภาพตำรับเมนูอาหารหลุดรอดออกไป และมีการแชร์ต่อกันทำให้เกิดความสนใจจากสื่อมวลชนหลายสำนักทั้งในประเทศและต่างประเทศ มาทำข่าวจนเกิดเป็นกระแสความสนใจและมีผู้เข้ามารับบริการเป็นจำนวนมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;และตอนนี้เราได้หยุดให้บริการ เนื่องจากเราได้เก็บข้อมูลจนจนมั่นใจแล้วว่าอาหารที่ปรุงขึ้นมานั้นมีความปลอดภัยในระดับที่ยอมรับได้ และอาจมีประโยชน์ต่อสุขภาพในบางแง่มุม เราจึงปิดดำเนินการเพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และจะไปเผยแพร่ในงาน &amp;ldquo;มหกรรมกัญชา-กัญชง 360 องศาเพื่อประชาชน&amp;rdquo; &amp;nbsp;5-7 มีนาคม 2564 ณ สนามช้างอินเตอร์เนชัลแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ โดยอภัยภูเบศร จะนำไปจัดแสดงในงานดังกล่าวคือ จะนำ &amp;ldquo;กัญชาอภัยภูเบศรโมเดล&amp;rdquo; ไปจัดแสดง พร้อมกับให้ความรู้ประโยชน์ของกัญชา เทคนิคการปรุงดินเพื่อให้ได้วัตถุดิบที่มีคุณภาพ เทคนิควิธีการใช้กัญชาและกัญชงอย่างปลอดภัย &amp;nbsp;พร้อมกับแจกสูตรอาหารเครื่องดื่มจากกัญชาในหลากหลายเมนูอีกด้วย&amp;quot; ดร.สุภาภรณ์ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และสำหรับครัวเมนูกัญชานั้น ภญ.ดร.สุภาภรณ์ กล่าวว่า จะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการอีกครั้งราวต้นเดือนเมษายน นี้ พร้อมกันนี้ ยังอยากเรียนชี้แจงว่า อภัยภูเบศร ไม่มีการทำแฟรนไชส์ เมนูอาหารตามที่มีหลายคนถามมา โดยอ้างถึงข้อมูลเพจอภัยภูเบศรเชิญชวนผู้สนใจร่วมลงทุน ขอยืนยันว่า โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ยังไม่มีนโยบายในเรื่องนี้ หากมีการเปลี่ยนแปลงอะไรเราจะแจ้งข่าวอย่างเป็นทางการ ทางเพจ อภัยภูเบศร เดย์สปา| Facebook เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93673</URL_LINK>
                <HASHTAG>กัญชา, ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร, เมนูกัญชา, โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210220/image_big_6030cd31235fc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63232</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/04/2020 18:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/04/2020 18:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อภัยภูเบศร แจกฟรีผลมะขามป้อมแห้ง จำนวน 2 ตันเริ่มแล้ววันนี้  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
15เม.ย.63-ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร ประธานยุทธศาสตร์ด้านการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 แม้ประเทศไทยจะพบผู้ติดเชื้อน้อยลง แต่ก็ยังประมาทไม่ได้ เพราะสถานการณ์ในต่างประเทศก็ยังมีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตเพิ่มขึ้น คงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และประชาชนยังต้องดำเนินการตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข จากการค้นคว้าข้อมูลตลอดช่วงสถานการณ์ดังกล่าว พบว่าเมืองไทยมีความโชคดีที่ยังมียาสมุนไพร และภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยที่ได้ใช้ตำรับยา สมุนไพรมาก่อน โดยมีหลักฐานเชิงประจักษ์ระบุว่า หนึ่งในสมุนไพรพื้นบ้าน ที่มีความปลอดภัยสูง และมีศักยภาพเหมาะสมในการนำมาใช้ส่งเสริม ดูแลป้องกันสุขภาพคือ &amp;ldquo;มะขามป้อม&amp;rdquo; ซึ่งเป็นสมุนไพรที่วิตามินซีสูงแม้ผ่านความร้อนแล้ว มีฤทธิ์ต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A และล่าสุด มีการจำลองภาพสามมิติพบว่า สาระสำคัญในมะขามป้อมสามารถจับกับขาโปรตีนของไวรัสโควิด-19 และตัวรับ ACE2 ซึ่งมีบทบาทการผ่านเข้าเซลล์ปอด และยังเข้าจับกับเชื้อในหลายตำแหน่งที่มีผลต่อการยับยั้งการสร้างและการแบ่งตัวของเชื้อไวรัสได้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ดร.สุภาภรณ์ กล่าวต่อว่า &amp;ldquo; แม้ว่าการติดเชื้อดูจะมีแนวโน้มยอดผู้ติดเชื้อลดลงแต่ก็ยังประมาทไม่ได้ มีการวิจัยหนึ่งระบุว่าเพียงต้มมะขามป้อมกินก็สามารถช่วยกระตุ้นเม็ดเลือดขาว หรือที่เรียกว่าเซลล์เพชรฆาต โดดเด่นในการฆ่าเชื้อไวรัส และการกินเป็นอาหารก็ยังไม่พบความเป็นพิษ มีความปลอดภัยสูง เหมาะกับใช้ในสถานการณ์เช่นนี้ &amp;nbsp;เราจึงเตรียมมะขามป้อมแจกให้ประชาชนที่ต้องการ ฟรี พร้อมแผ่นพับวิธีการกิน ซึ่งจำนวนที่แจกให้สามารถกินได้นาน 2 เดือน และคิดว่าตอนนั้นการระบาดในบ้านเราคงลดลงแล้ว&amp;rdquo;
&amp;nbsp;
ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อขอรับผลมะขามป้อมแห้ง เพื่อไปต้มดื่ม ส่งชื่อที่อยู่เข้ามาที่ เฟซบุ๊คสมุนไพรอภัยภูเบศร และ เฟซบุ๊คอภัยภูเบศรเดย์สปา หรือโทร 037-217127&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63232</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร, มะขามป้อม, รพ.อภัยภูเบศร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200415/image_big_5e96e92d0da22.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53257</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/12/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/12/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สมุนไพรไทย..รู้เทคนิควิธีกิน ช่วยสุขภาพปรับสมดุลร่างกาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(&amp;ldquo;น้ำขิงเต้าฮวย&amp;rdquo; เมนูสมุนไพรช่วยเพิ่มการไหลเวียนโลหิต และช่วยย่อยในผู้สูงวัย)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ว่ากันด้วยเรื่องของสมุนไพร ที่ผู้สูงวัยนิยมรับประทาน เพราะรู้สึกไว้วางใจมากกว่ายาฝรั่งแผนปัจจุบันนั้น จำเป็นต้องรู้เทคนิคการใช้อย่างผสมผสานเพื่อให้ได้สรรพคุณที่เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะในช่วงอากาศแกว่งไปมาเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวเย็น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร มาให้คำแนะนำในการกินสมุนไพรไทยในช่วงอากาศไม่แน่นอนว่า &amp;ldquo;การบริโภคสมุนไพรในช่วงหน้าหนาวของผู้สูงอายุนั้น จำเป็นต้องเพิ่มสมุนไพรที่มีฤทธิ์เพิ่มการไหลเวียนโลหิตเข้าไป โดยเฉพาะผู้ใหญ่ที่ดื่มน้ำน้อยในช่วงอากาศเย็นจะทำให้เลือดมีความข้นและหนืด แต่การบริโภคสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อนจะช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดนั้น แนะนำให้บริโภคเป็น &amp;ldquo;น้ำขิงเต้าฮวย&amp;rdquo; เนื่องจากอาหารกลุ่มนี้จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับร่างกาย อีกทั้งได้ความอุ่นร้อนของน้ำขิงที่กำลังดี ที่สำคัญสมุนไพรไทยอย่างขิง จะเป็นตัวที่ช่วยย่อยเต้าฮวย (เต้าฮวยทำจากถั่วเหลืองแช่น้ำ บดและคั้นเป็นน้ำ นำมากวนไฟอ่อนๆ และกรองน้ำเต้าหู้ที่ตั้งไฟกวนจนได้ที่ ผสมผงเจียกอละลายน้ำ ที่ช่วยทำให้น้ำเต้าหู้จับตัวกันเป็นก้อน ทิ้งไว้สักครู่ จนได้ฟองเต้าฮวยนุ่มๆ) ซึ่งจะมีลักษณะย่อยยาก ให้ย่อยได้ง่ายยิ่งขึ้น จึงเป็นเมนูรสนุ่มละมุ ที่เหมาะกับคนสูงวัยในช่วงอากาศเย็นนั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(&amp;ldquo;ซุปกระเทียม&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ซุปหอม&amp;rdquo; กินหน้าหนาว ช่วยปรับสมดุลร่างกายคนวัยเก๋าให้อบอุ่น)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะการที่บริโภคสมุนไพรฤทธิ์เผ็ดร้อนแบบชนิดเดียว อย่าง กระเทียม, หอม, ขิง, พริกไทย จะยิ่งกระตุ้นให้ร่างกายของผู้สูงอายุแห้งมากขึ้นไปอีก เนื่องจากธาตุเจ้าเรือนของคนวัยเก๋า คือธาตุวาตะ ที่มีความแห้งและความเย็นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ประกอบกับอากาศเย็นและแห้งในช่วงสิ้นปีอย่างนี้ จะทำให้ร่างกายของผู้สูงอายุแห้งมากขึ้น ดังนั้นจึงไม่ควรกินของเผ็ดร้อน แต่ถ้าจะให้เหมาะสมนั้น แนะนำให้บริโภคเป็น &amp;ldquo;ซุปหอมใหญ่&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;ซุปกระเทียม&amp;rdquo; มากกว่า เพราะอาหารที่ปรุงจากสมุนไพรพื้นบ้านดังกล่าว ผู้สูงอายุจะได้ซดน้ำอุ่นๆ จากหอมใหญ่หรือกระเทียม ซึ่งจะส่งผลดีต่อสุขภาพมากกว่า หรือไม่ทำให้ร่างกายร้อนหรืออุ่นมากจนเกินไป จึงช่วยปรับสมดุลให้กับร่างกายได้ดี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(กินน้ำมันรำข้าว ช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้ผิวพรรณ และปรับอารมณ์ผู้สูงอายุให้สงบจากภาวะซึมเศร้า ในช่วงที่อากาศเย็น)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ ผู้สูงอายุสามารถรับประทาน &amp;ldquo;น้ำมันรำข้าว&amp;rdquo; ที่ช่วยเพิ่มความชุมชื่นให้กับร่างกาย ทำให้ระบบโลหิตไหลเวียนได้ดี อีกทั้งช่วยให้ผู้สูงอายุนอนหลับสบาย โดยเฉพาะในช่วงหน้าลม หรือหน้าหนาวที่เรารู้จักคุ้นเคยกันดี และน้ำมันมันรำข้าวยังช่วยลดอารมณ์ซึมเศร้าในผู้สูงอายุ ที่มักเกิดขึ้นได้ง่ายในช่วงหน้าหนาวอากาศเย็นได้อีกเช่นเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่สำคัญในวัยผู้ใหญ่นั้น สามารถปรับอารมณ์ให้สงบนิ่ง และนอนพักผ่อนแบบหลับสนิทได้ตลอดทั้งคืน ด้วยการ &amp;ldquo;ดื่มชาดอกบัวหลวง&amp;rdquo; ที่มีสรรพคุณช่วยให้นอนหลับสบาย หรือ &amp;ldquo;ดื่มชาเกสรตากแห้งทั้ง 5&amp;rdquo; ได้แก่ เกสรดอกบัวหลวง, เกสรดอกพิกุล, เกสรดอกบุนนาค, เกสรดอกสารภี, เกสรดอกมะลิ หรือจะเลือกดื่มชาเกสรตากแห้งทั้ง 5 แบบชนิดใดชนิดหนึ่งก็ได้เช่นเดียวกัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ผู้สูงอายุกินข้าวหลามช่วงอากาศเย็นและแห้ง ช่วยเติมความชุ่มชื่นให้กับร่างกาย การดูแลสุขภาพจากอาหารการกินของคนยุคก่อน)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หรือแม้แต่การทาครีมบำรุงผิวให้นุ่มชุ่มชื่น และการที่ผู้สูงอายุบริโภค &amp;ldquo;ถั่ว&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;งา&amp;rdquo; ก็สามารถเพิ่มความชุมชื่นผิวได้ ซึ่งจะเห็นได้ว่าสมัยก่อนนั้นในชนบทได้มีการกวนข้าวกระยาสารท ที่มีส่วนผสมของทั้งถั่วและงาดำไว้รับประทานกันในช่วงหน้าหนาว หรือแม้แต่การเผาข้าวหลาม ที่มีกะทิจากมะพร้าวเป็นส่วนประกอบหลัก ซึ่งเมื่อผู้สูงอายุและคนทั่วไปรับประทานแล้ว ก็ถือเป็นการเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับผิวได้จากการอาหารการกินในช่วงสิ้นปีอีกเช่นกัน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53257</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, น้ำขิงเต้าฮวย, ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191225/image_big_5e0349a3942fb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44068</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/08/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/08/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มาเลย์จดสิทธิ ปลาไหลเผือก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รพ.อภัยภูเบศรจัดมหกรรมสุขภาพอาเซียนใหญ่ที่สุดในรอบปี 8 ประเทศนำนวัตกรรมภูมิปัญญาโชว์ เวียดนามเสนอว่านแร้งคอดำ รักษาต่อมลูกหมากโต มาเลเซียชู ตงกัต-อาลี หรือปลาไหลเผือก เพิ่มสรรถภาพทางเพศ จดสิทธิบัตรแล้วทั่วโลก ด้านลาวใช้กัญชาร่วมกับสมุนไพรอื่น รักษาริดสีดวงทวาร รูมาตอยด์ มะเร็งกระดูก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 22 สิงหาคมนี้ ที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี มีการจัดประชุมวิชาการมหกรรมสุขภาพอาเซียน (ASEAN Health Wisdom Conference 2019) ครั้งที่ 2 โดยปีนี้มี 8 ประเทศเข้าร่วม ได้แก่ กัมพูชา ลาว ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย เมียนมา และไทย ซึ่งแต่ละประเทศได้นำนวัตกรรมดูแลสุขภาพตามปรัชญาตะวันออกมาจัดแสดง นอกจากนี้ยังรวมนักวิชาการจากทั้ง 8 ประเทศมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และถ่ายทอดองค์ความรู้ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด งานมีขึ้นระหว่างวันที่ 22-24 สิงหาคมนี้ ที่ภูมิภูเบศร จ.ปราจีนบุรี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.นำพล แดนพิพัฒน์ ผอ.รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า การจัดงานดังกล่าวถือเป็นงานใหญ่ที่สุดในรอบปีของโรงพยาบาล สาระสำคัญคือ สนับสนุนการทำงานร่วมกันเพื่อส่งเสริมการแพทย์แผนโบราณและการแพทย์ทางเลือกเพื่อชุมชนอาเซียนที่ยั่งยืน นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดนิทรรศการนำเสนอความรู้ การใช้นวัตกรรมเพื่อส่งเสริมการแพทย์ดั้งเดิมของแต่ละประเทศ ซึ่งมีความน่าสนใจไม่แพ้กัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า แต่ละประเทศนำข้อมูลที่น่าสนใจมานำเสนอ อาทิ เวียดนาม เสนองานวิจัยว่านแร้งคอดำ กับการรักษาต่อมลูกหมากโต และเนื้องอกมดลูก ซึ่งตรงกับภูมิปัญญาหมอยาพื้นบ้านของไทย มาเลเซียเสนอสมุนไพรพื้นบ้าน ปลาไหลเผือก หรือ &amp;quot;ตงกัต-อาลี&amp;quot; หรือโสมมาเลย์ ช่วยเพิ่มพลังและสุขภาพเพศชาย จากการศึกษาพบว่า ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนในเพศชายให้เพิ่มขึ้นได้ถึง 46.8% และยังเพิ่มความแข็งแกร่งและเพิ่มขนาดของกล้ามเนื้อได้ทั้งในเพศชายและเพศหญิง เมียนมาเสนอการรักษาอัมพาตใบหน้า ด้วยการแพทย์แผนเมียนมา ปัญจกรรม การฝังเข็มและการให้ยาสมุนไพรร่วมด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภญ.ดร.สุภาภรณ์กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีเรื่องกัญชาที่ถูกหยิบมาเป็นการเรียนรู้ในงานด้วย โดยลาวนำเสนอข้อมูลกัญชาว่ามีการใช้กัญชาทางการแพทย์แผนลาวหลายโรค เช่น ริดสีดวงทวาร รูมาตอยด์ มะเร็งกระดูก แต่ใช้ร่วมกับพืชสมุนไพรอื่น และงานนี้ยังได้จัดนิทรรศการกัญชาทางการแพทย์ที่สอนเรียนรู้ตั้งแต่สายพันธุ์ เทคนิคการปลูก เก็บเกี่ยว จนถึงการแปรรูปและการเก็บรักษา คัดเลือกสายพันธุ์ที่ให้สารออกฤทธิ์ที่แตกต่างกัน ทั้งที่ให้สารทีเอชซี และซีบีดี เพื่อใช้ในการรักษาเฉพาะโรค พร้อมร่วมมือกับภาคการศึกษา นำร่องกัญชาพาเรียนวิทยาศาสตร์ เพื่อสร้างการเรียนรู้ในเยาวชนอย่างครบมิติ ทั้งด้านคุณ โทษ ชีววิทยาของต้นกัญชา หลักทางฟิสิกส์และเคมีของกัญชา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ ดร.แอนนี จอร์ช หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์ บริษัท ไบโอทรอพิคส์ เมืองเบอฮัต ประเทศมาเลเซีย กล่าวว่า ตงกัต-อาลี หรือที่รู้จักในชื่อภาษาไทยว่า โสมมาเลย์ (ปลาไหลเผือก) พบมากในมาเลเซีย เวียดนาม ชวา สุมาตรา ไทย และบอร์เนียว โดยบริษัทได้นำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ โดยการสกัดน้ำตงกัต-อาลีตามมาตรฐานสากล ด้วยการผสมผสานความทันสมัยของวิทยาศาสตร์ใส่ลงไปในพืชดั้งเดิม จากนั้นนำส่วนรากมาสกัดและอบแห้ง ผ่านการศึกษาด้านความปลอดภัยและพิษวิทยา และได้รับการรับรองคุณภาพจากหลายสถาบันมีชื่อเสียง อาทิ คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สหรัฐ จีเอ็มพี และเครื่องหมายฮาลาลของมาเลเซีย มีสรรพคุณในการเพิ่มฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน เพิ่มสมรรถภาพทางเพศของผู้ชายและเพิ่มจำนวนอสุจิ ซึ่งผลิตภัณฑ์นี้เป็นความร่วมมือในการวิจัยระหว่างสถาบันเอ็มไปทีกับรัฐมาเลเซีย จดทะเบียนสิทธิบัตรระดับโลกและสิทธิบัตรในสหรัฐอเมริกา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.แอนนีกล่าวว่า จากการศึกษาพบว่า ตงกัต-อาลี ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมน และช่วยปรับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนให้เพิ่มขึ้น 48.6% และมีคุณสมบัติในการต้านความชรา อีกทั้งยังช่วยเสริมสมรรถนะด้านกีฬา ความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อทั้งในกลุ่มผู้หญิงและผู้ชาย รวมถึงช่วยเพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูก เพิ่มความอึด ลดความเครียด ลดระดับคอร์ติซอล ซึ่งเป็นตัววัดความเครียด และเพิ่มเทสโทสเตอโรนในการศึกษาที่เฉพาะเจาะจงเรื่องสุขภาพทางเพศของผู้ชายได้ผลอย่างมีนัยสำคัญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รศ.ดาวคิน เมียว มินต์ (Daw Khin Myo Myint) หัวหน้าสำนักงานเวชศาสตร์ฟื้นฟู มหาวิทยาลัยการแพทย์ดั้งเดิม มัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมา กล่าวว่า การรักษาผู้ป่วยโรคอัมพาตใบหน้าด้วยการแพทย์ดั้งเดิมมีใช้กันหลายวิธี ทั้งการแพทย์เมียนมา ปัญจกรรม ฝังเข็ม ตลอดจนการให้ยารับประทานและยาใช้ภายนอก โดยใช้น้ำมันยาร่วมกับสมุนไพรและการออกกำลังกาย แต่ที่ใช้กันอย่างกว้างขวางคือ การกดจุดบริเวณศีรษะและใบหน้า ทั้งจุดหลักและจุดเสริม โดยผู้ป่วยจะต้องออกกำลังกายหน้ากระจกเสริมด้วยวันละ 5 ครั้ง ทำท่าเลิกคิ้ว หลับตายิ้มแบบปิดปาก ทำแก้มป่อง ย่นจมูก เป็นต้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนของการพยากรณ์โรคอัมพาตใบหน้านั้น พบว่า กว่า 70% ฟื้นคืนตัวได้เต็มที่ประมาณ 20-30% เป็นอัมพาตถาวรประมาณ 7% และสามารถกลับมาเป็นโรคนี้ซ้ำได้ในระยะเวลา 10 ปี ส่วนปัจจัยที่ทำให้ผลการรักษาไม่ได้ผลเท่าที่ควร เกิดจากอายุที่มากกว่า 60 ปี มีอาการเป็นหนักและเส้นประสาทเสียหายมาก เงื่อนไขทางสุขภาพที่มีโรคอื่นเกี่ยวข้อง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง เป็นต้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44068</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.แอนนี จอร์ช, นพ.นำพล แดนพิพัฒน์, ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร, รศ.ดาวคิน เมียว มินต์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190822/image_big_5d5e9744a29f3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23925</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/12/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/12/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาสตร์บำบัดแก้ปวดเมื่อย &quot;ลูกประคบสมุนไพรผัด&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถูกอกถูกใจคนวัยเก๋า ที่ต้องเรียกหาให้ลูกหลานนำมานวดเพื่อแก้อาการปวดเมื่อยร่างกาย สำหรับ &amp;ldquo;ลูกประคบสมุนไพรผัด&amp;rdquo; ศาสตร์แพทย์แผนไทยนวดบำบัด เพื่อสร้างความผ่อนคลายที่เหมาะสำหรับสูงวัย ซึ่งมักประสบกับปัญหาผิวแห้งและขาดความชุ่มชื่น เนื่องจากมีน้ำมันงาเป็นส่วนผสม ซึ่งมีสรรพคุณเติมความชุ่มชื่นให้กับผิวหนัง และลดอาการแสบไหม้ขณะนวดได้ ดังนั้นการเลือกใช้ลูกประคบดังกล่าวจึงถือเป็นทางเลือกในการดูแลสุขภาพที่น่าสนใจ ที่สำคัญลูกหลานยังสามารถทำเองได้ เพื่อนำมาสร้างความผ่อนคลายให้กับคุณตาคุณยายได้เช่นกัน คุณหมอต้อม-ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร จาก รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร มาให้ข้อมูลในการทำลูกประคบสมุนไพรผัด พร้อมกับอธิบายสรรพคุณไว้น่าสนใจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ภญ.ดร.สุภาภรณ์ อธิบายว่า &amp;ldquo;เนื่องจากผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักจะมีประสบกับปัญหาผิวแห้ง และต้องการความชุ่มชื่น ดังนั้น &amp;ldquo;ลูกประคบสมุนไพรผัด&amp;rdquo; จึงเป็นตัวเลือกในการดูแลสุขภาพที่น่าสนใจ เนื่องจากส่วนผสมของน้ำมันงาที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับผิว จึงช่วยลดอาการผิวแห้งและแพ้ง่ายขณะที่นวดลูกประคบโดยทั่วไป และความเปรี้ยวจากมะนาวยังช่วยลดอาการอักเสบของกล้ามเนื้อ ที่เป็นสาเหตุของปัญหาอาการปวดเมื่อยร่างกายได้ อีกทั้งความเปรี้ยวยังช่วยขจัดคราบเหงื่อไคลออกจากร่างกาย และยังทำให้ตัวยาสมุนไพรที่อยู่ในลูกประคบทำงานได้เป็นอย่างดี &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ วิธีการทำมีส่วนประกอบของ &amp;ldquo;ตัวยา&amp;rdquo; ดังต่อไปนี้ 1.น้ำมันงา (ชนิดหีบเย็น) 3/4 แก้ว 2.มะพร้าวขูด 1 ขีด 3.มะนาวหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ (เหมือนกินกับเมี่ยงคำ) ครึ่งลูก 4.ไพล (ล้างสะอาด ปอกเปลือก หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ และตำให้แหลก 3/4 แก้ว 5.ขมิ้นชัน (ล้างสะอาด หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ตำพอแหลก) 1/2 แก้ว 6.ใบรักหั่นฝอย 3/4-1 แก้ว 7.ใบละหุ่งหั่นฝอย 3/4-1 แก้ว 8.ใบมะขาม 3/4 แก้ว 9.งาดำดิบตำพอแหลก 1/4 แก้ว 10.เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ตัวอย่าง &amp;ldquo;ลูกประคบผัด&amp;rdquo; ศาสตร์แพทย์แผนไทยบำบัด ช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และแก้อาการเคล็ดขัดยอกในผู้สูงอายุ ที่มีน้ำมันงาเป็นส่วนผสม จะช่วยลดปัญหาผิวแห้งและระคายเคืองในผู้สูงวัยขณะที่นวดลูกประคบได้)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ &amp;ldquo;สรรพคุณ&amp;rdquo; ของลูกประคบผัดนั้นจะใช้ประคบตามร่างกาย แก้เคล็ดขัดยอก กล้ามเนื้อตึงเกร็งเรื้อรัง บรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ เหมาะกับผู้สูงอายุและคนทั่วไป ในส่วนของ &amp;ldquo;วิธีทำ&amp;rdquo; ให้เริ่มจากเทน้ำมันใส่กระทะตั้งไฟ เมื่อน้ำมันร้อนแล้วใส่มะนาวลงทอดสักพัก เติมมะพร้าวขูดและข่าลงผัดพอให้มีกลิ่นหอม เติมใบรัก ใบละหุ่งลงผัดให้เข้ากันสัก 5 นาที แล้วใส่ใบมะขามลงผัดพอให้เข้ากัน จากนั้นเติมงาดำและเกลือป่นลงผัดให้เข้ากัน แล้วยกลง ตักตัวยาแบ่งใส่ผ้าดิบ 2 ผืน (ขนาดประมาณ 15x15 นิ้ว) จากนั้นมัดทำเป็นลูกประคบโดยไม่ต้องมัดจนแน่นมาก แล้วนำลูกประคบใส่ในชามสเตนเลส เติมน้ำมันงาลงไปประมาณ 1/2 แก้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปิดท้ายกันที่ &amp;ldquo;วิธีประคบ&amp;rdquo; เมื่อเติมน้ำพอประมาณลงในกระทะ หรือกะละมังสเตนเลส ที่มีขนาดใหญ่กว่าชามที่ใส่ลูกประคบ นำชามที่ใส่ลูกประคบลงไปวาง จากนั้นนำกระทะไปวางบนเตา ใช้ไฟปานกลาง เมื่อลูกประคบเริ่มร้อน หยิบลูกประคบมาปาดกับขอบชาม (เพื่อไม่ให้มีน้ำมันเยิ้ม) แล้วนำมาประคบบริเวณที่มีอาการ ที่สำคัญเวลาหยิบลูกประคบจากกระทะมาประคบที่ร่างกายใหม่ๆ ควรใช้วิธีแตะลูกประคบที่ผิวหนังแล้วยกขึ้นทันที จนกระทั่งลูกประคบไม่ร้อนมาก แล้วจึงวางลูกประคบนานขึ้นพร้อมกดและนวดเบาๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย เมื่อลูกประคบหายร้อนแล้วเปลี่ยนลูกประคบที่อยู่ในชามมาประคบ สลับกันไปเช่นนี้ประมาณ 1/2 ชั่วโมง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับ &amp;ldquo;ข้อควรระวัง&amp;rdquo; ผู้ประคบต้องสังเกตว่าลูกประคบร้อนเกินไปหรือไม่ โดยเมื่อหยิบลูกประคบขึ้นจากกระทะแล้วอาจมาแตะที่ฝ่ามือและยกขึ้นทันที ถ้าลูกประคบร้อนเกินไปควรถือไว้สักพักเพื่อให้ลดความร้อนลงก่อน จึงค่อยเอาไปประคบระหว่างที่ประคบ ควรสังเกตดูน้ำในกระทะ หากน้ำแห้งต้องเติมน้ำลงไป มิฉะนั้นกระทะจะไหม้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ 1.ก่อนที่จะประคบควรใช้น้ำมันงาอุ่นๆ หรือน้ำมันยาทาและนวดบริเวณที่จะประคบสักพักหนึ่ง เพื่อให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายและการไหลเวียนดีขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ตัวยาจากลูกประคบซึมซาบเข้าสู่ร่างกายได้ดีขึ้น 2.ลูกประคบหนึ่งคู่ใช้ได้ประมาณ 5-7 วัน 3.นอกจากใบละหุ่ง ใบรัก หรือใบมะขามแล้ว ยังอาจใช้ใบไม้อย่างอื่นแทนหรือเพิ่มลงไป เช่น ใบมะรุม ใบคนทีเขมา ใบคนทีสอ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มเทียนตาตั๊กแตน (ตำให้แหลก) เพิ่มลงไปได้ เทียนตาตั๊กแตนมีคุณสมบัติร้อน ช่วยลดอาการปวดและขับลมที่อยู่ในกล้ามเนื้อและข้อได้ 4.ส่วนผสมที่ระบุนี้ เนื่องจากมีมะพร้าวและงาซึ่งมีคุณสมบัติมัน รวมทั้งเวลาประคบใช้วิธีแช่ลูกประคบในน้ำมัน (ไม่ได้ใช้วิธีนึ่ง) จึงเหมาะสำหรับลดความตึงเกร็งของกล้ามเนื้อ ร่วมกับมีอาการปวดเรื้อรัง โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่ผิวแห้ง มีน้ำมันน้อย แต่สำหรับผู้ที่มีอาการปวดตามกล้ามเนื้อขัด ยอก หรือมีอาการปวดบวมตามข้อ สามารถเตรียมลูกประคบโดยใช้ใบไม้ตามที่ระบุ เช่น ใบละหุ่ง ใบมะรุม ใบคนทีสอ หรือคนทีเขมา ใบมะขาม หรือใบส้มป่อย ร่วมกับมะนาว เกลือ โดยไม่ต้องใส่มะพร้าวและงา&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทำเองก็ง่าย ประหยัด ที่สำคัญเป็นมิตรกับสุขภาพผิวของผู้สูงวัย แถมยังลดอาการปวดเมื่อยได้ในราคาย่อมเยา&amp;hellip;อย่างนี้ต้องกดไลค์ให้กับแพทย์แผนไทยเลย ว่าไหมค่ะ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23925</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร, ลูกประคบสมุนไพรผัด, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181210/image_big_5c0e591e81764.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20465</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/10/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/10/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ป้องกันอัลไซเมอร์ได้...ด้วยสมุนไพร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การรักษาโรคอัลไซเมอร์ให้หายขาดในผู้สูงวัยอาจจะเป็นไปได้ยาก เนื่องจากทางการแพทย์นั้นทำได้เพียงแค่ชะลออาการป่วย งานนี้ &amp;ldquo;สมุนไพรไทยที่มีสรรพคุณบำรุงสมอง&amp;rdquo; จึงเป็นตัวช่วยในการดูแลสุขภาพที่น่าสนใจ ดังคำกล่าวที่ว่า การป้องกันย่อมดีกว่าการรักษา ที่สำคัญยังเป็นสิ่งที่หาได้ง่าย และจัดอยู่ในกลุ่มของยาอายุวัฒนะตามศาสตร์การรักษาโรคของแพทย์แผนโบราณอีกด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร จาก รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร อธิบายว่า &amp;ldquo;ในทางการแพทย์แผนปัจจุบันนั้น การรักษาโรคอัลไซเมอร์ให้หายนั้นยังไม่มี และสาเหตุของโรคดังกล่าวจะพบได้ 3 สาเหตุหลักคือ 1.สารสื่อประสาทที่มีชื่อ &amp;ldquo;เอนไซม์โคลีนเอสเตอเรส&amp;rdquo; หรือตัวยับยั้งการทำลายสมอง ที่เมื่อเอนไซม์ดังกล่าวถูกทำลายก็จะทำให้เกิดภาวะโรคสมองเสื่อม 2.โปรตีนเบตาอะไมลอยด์ หรือเป็นแบคทีเรียที่เมื่อไปเกาะกลุ่มกัน ก็จะทำให้เป็นพิษต่อเซลล์ประสาท และขัดขวางการทำงานของเซลล์ประสาท จึงเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคอัลไซเมอร์ หรือระบบความจำที่ลดลง 3.เซลล์ประสาทถูกทำลายลงจากสารอนุมูลอิสระ (รังสียูวี, ควันพิษ, ตะกั่ว โลหะหนัก, อายุที่มากขึ้น ฯลฯ) ที่ก่อให้เกิดอาการอักเสบในร่างกาย รวมไปถึงส่งผลต่อระบบสมองเช่นกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(&amp;ldquo;ใบบัวบกและพริกไทย&amp;rdquo; สูตรลับบำรุงสมองป้องกันโรคอัลไซเมอร์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ดังนั้นการป้องกันภาวะโรคสมองเสื่อมในผู้สูงอายุโดยการใช้ &amp;ldquo;สมุนไพรไทย&amp;rdquo; ที่มีสรรพคุณลดการทำลายเซลล์ประสาท ช่วยบำรุงสมอง จึงถือเป็นทางเลือกหนึ่ง ที่สำคัญยังเป็นสิ่งที่หาได้ง่ายๆ เช่น &amp;ldquo;ขมิ้นชัน&amp;rdquo; ที่จะช่วยป้องกันการเกาะกลุ่มกันของโปรตีนเบตาอะไมลอยด์ ซึ่งเป็นตัวการทำให้เซลล์สมองทำงานได้ลดน้อยลง ซึ่งจะทำให้ความทรงจำของผู้ป่วยลดน้อยเช่นเดียวกัน ที่สำคัญในขมิ้นชัน ยังมีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์โคลีนเอสเตอเรสไม่ให้ถูกทำลายลงได้ง่ายอีกด้วย อีกทั้งยังช่วยลดความเครียดที่เป็นสาเหตุหนึ่งโรคอัลไซเมอร์อีกด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมี &amp;ldquo;กลีบบัวแดง&amp;rdquo; ในรูปแบบของแคปซูลเม็ด หรือเป็นผงบดละเอียดและชงน้ำดื่ม ที่มีฤทธิ์ 2 ส่วน คือ ต้านอนุมูลอิสระ และยับยั้งการเกาะกลุ่มของโปรตีนเบตาอะไมลอยด์ ที่เป็นส่วนเหตุหนึ่งของโรคสมองเสื่อม เมื่อรับประทานก็จะช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้ รวมถึง &amp;ldquo;ใบบัวบก&amp;rdquo; ที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ และเพิ่มการไหลเวียนโลหิตไปเลี้ยงสมองได้เป็นดี ดังนั้นจะบริโภคแนะนำให้ทดลองกินสูตรยาอายุวัฒนะในแบบโบราณ โดยการใช้ใบบัวบก 2 ส่วน โดยกินร่วมกับ &amp;ldquo;พริกไทย&amp;rdquo; 1 ส่วน ทั้งนี้ พริกไทยจะมีสรรพคุณคล้ายกับกลีบบัวแดงและช่วยบำรุงสมองเช่นเดียวกัน โดยการบดทั้งใบบัวบกและพริกไทยให้ละเอียด จากนั้นผสมน้ำผึ้งเพื่อช่วยการรับประทานง่ายขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำคัญการเพิ่มไหลเวียนโลหิต และขยายหลอดเลือดขนาดเล็กให้ทำงานได้เต็มที่ เพื่อป้องกันโรคสมองเสื่อม ทางการแพทย์แผนโบราณแนะนำให้บริโภคสมุนไพรไทยอย่าง &amp;ldquo;ดอกอัญชัน&amp;rdquo; โดยการจิบเป็นชาสมุนไพรดังกล่าวบ่อยก็จะช่วยได้ ปิดท้ายกันที่ &amp;ldquo;บอระเพ็ด&amp;rdquo; ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้ทางหนึ่ง แต่หลักในการบริโภคสมุนไพรที่ปลอดภัยต่อสุขภาพนั้น ผู้บริโภคจะต้องรับประทานในปริมาณที่ไม่ได้มากจนเกินไป โดยแนะนำว่าให้กินบอระเพ็ดวันละ 1 ครั้ง ครั้งละประมาณ 1-2 องคุลีนิ้วเท่านั้น เพราะกินมากจะทำให้เกิดความเข้มข้นสูง และเป็นอันตรายต่อตับได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20465</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลีบบัวแดง, คุณภาพชีวิต, ดอกอัญชัน, พริกไทย, ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร, โรคอัลไซเมอร์, โลกวัยเกษียณ, ใบบัวบก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181022/image_big_5bcdc432dbef9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17890</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/09/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/09/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“เครื่องดื่มจากสมุนไพร” ช่วยต้านโรคคนวัยเก๋า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;เครื่องดื่มจากสมุนไพร&amp;rdquo; เป็นอีกหนึ่งวิธีต้านโรคให้กับผู้สูงวัยได้เป็นอย่างดี ที่นอกเหนือจากการปรุงสมุนไพรให้เป็นอาหารคาว-หวาน โดยเฉพาะโรคที่มักพบได้ในคนวัยหลัก 6 เนื่องจากธาตุไฟในร่างกายลดน้อยลง และจำเป็นเพิ่มธาตุดังกล่าว แต่ถ้าบริโภคสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อนเกินไปก็อาจกระตุ้นให้ร่างกายเกิดภาวะแห้ง และส่งผลต่อระบบต่างๆ ทำให้เกิดภาวะท้องอืดและอาหารไม่ย่อย เป็นต้น ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร จาก รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร มีข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องดื่มสมุนไพรไทยที่ช่วยต้านโรคของคนสูงอายุมาแนะนำกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณหมอต้อม-ภญ.ดร.สุภาภรณ์ บอกว่า &amp;ldquo;สำหรับปัญหา &amp;ldquo;ท้องอืด&amp;rdquo; ซึ่งพบได้บ่อยในผู้สูงอายุนั้น ในทางการแพทย์แผนไทยบอกถึงสาเหตุไว้ว่า เกิดจากภาวะที่ธาตุไฟในร่างกายอ่อนแอลง แต่ถ้าหากบริโภคสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อนเพิ่มเข้าไปอีกจะกระตุ้นให้ร่างกายมีความแห้งและระคายเคือง ซึ่งนั่นจะทำให้เยื่อบุทางเดินอาหารอ่อนแอลง ส่งผลกระทบให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ไม่ดี ก็จะยิ่งกระตุ้นภาวะท้องอืดมากขึ้นไปอีก ดังนั้นการเติมธาตุไฟระดับอ่อนๆ เข้าไปก็จะลดอาการท้องอืด ขณะเดียวกันก็เพิ่มประสิทธิภาพของการย่อยได้ดียิ่งขึ้น จึงขอแนะนำให้บริโภค &amp;ldquo;เครื่องดื่มจากสมุนไพรรสเปรี้ยว&amp;rdquo; อาทิ &amp;ldquo;น้ำมะนาวผสมน้ำผึ้ง&amp;rdquo; เพราะความเปรี้ยวจากมะนาวไม่เพียงช่วยย่อย แต่ยังมีธาตุไฟอ่อนๆ ซึ่งจะไปซ่อมผนังลำไส้ให้แข็งแรงและทำงานได้ดีขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ สามารถบริโภค &amp;ldquo;น้ำมะตูม&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;น้ำรากสามสิบ&amp;rdquo; ที่มีสรรพคุณเพิ่มความแข็งแรงให้ผนังลำไส้เช่นเดียวกัน ที่ลืมไม่ได้คือ &amp;ldquo;น้ำตะไคร้ใส่ใบเตย&amp;rdquo; ก็สามารถช่วยย่อยและป้องกันอาการท้องอืดได้ด้วย อีกทั้ง &amp;ldquo;น้ำกระเจี๊ยบ&amp;rdquo; ที่ไม่เพียงช่วยเติมเกลือแร่ให้กับผู้สูงวัย แต่ยังช่วยย่อยได้ดี สำหรับ &amp;ldquo;น้ำขิง&amp;rdquo; ก็เป็นอีกหนึ่งเครื่องดื่มสมุนไพรที่ช่วยย่อยได้ จากน้ำมันหอมระเหยที่มีอยู่ในขิง แต่อาจจะมีข้อควรระวังอยู่บ้าง คือต้องใส่ขิงให้น้อยลง เพราะสรรพคุณของขิงจะมีความแห้งและร้อนมากเกินไป หรือต้องคอยปรับอยู่เสมอๆ หากต้องการบริโภคเครื่องดื่มสมุนไพรดังกล่าว ที่สำคัญไม่ควรบริโภคทั้งอาหารและ &amp;ldquo;เครื่องดื่มฤทธิ์เย็น&amp;rdquo; ในช่วงเย็น เพราะจะทำให้ท้องอืดได้ง่าย อาทิ น้ำแตงกวา และน้ำฟักแฟง รวมถึงผักสด เห็ดหูหนูและเห็ดหอม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับ &amp;ldquo;เครื่องดื่มช่วยเจริญอาหาร&amp;rdquo; ได้แก่ &amp;ldquo;สมุนไพรฤทธิ์ขม&amp;rdquo; &amp;ldquo;สะเดา&amp;rdquo;, &amp;ldquo;มะระขี้นก&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;บอระเพ็ด&amp;rdquo; ซึ่งมีสรรพคุณช่วยกระตุ้นน้ำดี และทำให้ผู้สูงวัยเจริญอาหาร ดังนั้นการนำสมุนไพรดังกล่าวมา โดยเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง มาทำเป็น &amp;ldquo;น้ำปั่นสมุนไพร&amp;rdquo; โดยสามารถใส่น้ำแข็ง จากนั้นเพิ่มรสชาติด้วยการเติมน้ำมะนาวลงไป และน้ำเชื่อมเพียงเล็กน้อย เพื่อให้มีรสชาติ ก็ดีต่อสุขภาพคนสูงอายุ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนเครื่องดื่มสมุนไพรที่ช่วยบรรเทา &amp;ldquo;อาการหอบหืด&amp;rdquo; ต้องเป็น &amp;ldquo;สมุนไพรฤทธิ์อุ่น&amp;rdquo; เช่น ตะไคร้, กระเทียม, หอมใหญ่ (นอกจากนี้ยังมีกะเพรา, ขิง, ขมิ้นชัน,) โดยเฉพาะกระเทียมและหอมใหญ่ที่มีสรรพคุณขับเสมหะจากหลอดลม ช่วยลดอาการหอบหืด ที่สำคัญควรจะนำมาดัดแปลงให้เป็นเครื่องดื่มที่มีฤทธิ์ไม่ร้อนจนเกินไป เช่น ปรุงให้เป็น &amp;ldquo;ซุปหอมและกระเทียม&amp;rdquo; ให้ผู้สูงอายุดื่ม ก็จะทำให้อาการเจ็บป่วยดังกล่าวดีขึ้น และทำให้ร่างกายของคนหลัก 6 เกิดความชุ่มชื่นอีกด้วย.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17890</URL_LINK>
                <HASHTAG>การปรุงสมุนไพรให้เป็นอาหาร, คุณภาพชีวิต, ต้านโรคให้กับผู้สูงวัย, น้ำขิง, น้ำมะตูม, น้ำมะนาวผสมน้ำผึ้ง, น้ำรากสามสิบ, บึงบอระเพ็ด, ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร, มะระขี้นก, สมุนไพรฤทธิ์ขม, สะเดา, เครื่องดื่มจากสมุนไพร, เครื่องดื่มจากสมุนไพรรสเปรี้ยว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180918/image_big_5ba10bce3dbb9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
