<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>110875</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/07/2021 19:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/07/2021 07:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิดซ้ำเติม“สื่อ-โฆษณา”เข้าขั้นโคม่า! กำลังซื้อหดกระทบแบรนด์ลดใช้เงิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การแพร่ระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจอยู่ในขั้น&amp;nbsp;&amp;ldquo;วิกฤติ&amp;rdquo;&amp;nbsp;แน่นอนว่าหากกำลังซื้อของผู้บริโภคยังไม่ฟื้นตัวดีนัก แบรนด์สินค้าต่างๆ ก็จะลดการใช้จ่ายลงไป ทำให้ในปี&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;เม็ดเงินในอุตสาหกรรมสื่อและโฆษณาน่าจะอยู่ในขั้น&amp;nbsp;&amp;ldquo;โคม่า&amp;rdquo;&amp;nbsp;หรือติดลบเพิ่มมากขึ้นจากปี&amp;nbsp;2563
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลายปีที่ผ่านมาเม็ดเงินโฆษณาลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสื่อต่างๆ ของประเทศไทยโดนดิสรัปชัน&amp;nbsp;และการเกิดโรคระบาดในครั้งนี้ดูเหมือนจะเข้ามาซ้ำเติมให้อุตสาหกรรมฯ ต้องถดถอยเข้าไปอีก โดยวิกฤติโควิดระลอกที่ 1 เมื่อต้นปีที่แล้วเปรียบเหมือนมรสุมที่ซัดอุตสาหกรรมติดลบหนักสุดในรอบ 20 ปี ติดลบไปเกือบ 20% มูลค่าเม็ดเงินหดตัวเหลือ 75,000 ล้านบาท&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากย้อนกลับไปเมื่อช่วงไตรมาสแรก&amp;nbsp;นายภวัต เรืองเดชวรชัย ประธานกรรมการบริษัท มีเดีย อินเทลลิเจนซ์ จํากัด&amp;nbsp;คาดการณไว้ว่า อุตสาหกรรมสื่อและโฆษณาน่าจะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น เนื่องจากปีที่ผ่านมาผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว หรือสามารถกลับมาบวกได้เกือบ 10% เนื่องจากมีวัคซีนและการฟื้นตัวในหลายๆ อย่าง ขณะเดียวกันภายหลังจากการแพร่ระบาดระลอก&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ได้เกิดขึ้น และหากสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ก็ประเมินว่ายังจะเป็นบวกเล็กน้อยที่&amp;nbsp;1%&amp;nbsp;คิดเป็นมูลค่า&amp;nbsp;7.6&amp;nbsp;หมื่นล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับในช่วงปลายไตรมาส&amp;nbsp;4&amp;nbsp;ปี&amp;nbsp;2563&amp;nbsp;จนถึงไตรมาส&amp;nbsp;1 ปี&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;นี้ สัญญาณการฟื้นตัวเริ่มมีให้เห็นบ้างในหลายอุตสาหกรรม รวมถึงอุตสาหกรรมสื่อและโฆษณานี้&amp;nbsp;จากปัจจัยโควิดที่ดูเหมือนควบคุมได้จากมาตรการล็อกดาวน์ ซึ่งแลกมาด้วยการสูญเสียเม็ดเงินของภาคธุรกิจ ในความเชื่อที่ว่า&amp;nbsp;&amp;ldquo;แม้ต้องเจ็บแต่ก็จบ&amp;rdquo;&amp;nbsp;และความหวังจากข่าวที่ประชาชนสามารถเข้าถึงวัคซีนที่เริ่มมีให้เห็นลางๆ แม้จะมีคลัสเตอร์ต่างๆ มากวนใจบ้างก็ตาม แต่ก็พอจะฟื้นความเชื่อมั่นและความหวังให้คนในระบบนิเวศนี้ฮึดสู้ต่อ!&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดกับสถานการณ์การแพร่ระบาดที่เรียกว่าอาจจะควบคุมไม่ได้แล้ว ทำให้หลายอย่างแย่ลงเป็นอย่างมาก โดยทั้งอุตสาหกรรมสื่อและโฆษณาก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักไม่แตกต่างจากธุรกิจอื่นๆ&amp;nbsp;บุคลากรที่เกี่ยวข้องและอยู่ในระบบนิเวศนี้ใหญ่กว่าที่คิด ไม่ว่าจะเป็นคนในวงการเอเยนซีสื่อโฆษณา สื่อสารมวลชน ผู้ประกอบการสื่อ ผู้ผลิต ผู้จัดงานกิจกรรมต่างๆ&amp;nbsp;ไม่เพียงเท่านั้น ระบบนิเวศนี้รวมไปถึงผู้ประกอบการและลูกจ้างอีกหลากหลายสาขาอาชีพที่เกี่ยวข้อง เช่น ธุรกิจโรงพิมพ์ไม่ว่าจะสื่อสิ่งพิมพ์ หรือแม้แต่ไวนิลสำหรับป้ายบิลบอร์ด ธุรกิจการจัดอาหารงานเลี้ยง ธุรกิจขายหรือให้เช่าเวทีแสงสีเสียง เป็นต้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายภวัต กล่าวต่อว่า&amp;nbsp;จริงๆ แล้วระบบนิเวศนี้ได้รับผลกระทบมาก่อนแล้วจากดิจิทัลดิสรัปชันในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวกันอย่างหนักหน่วง ล้มเจ็บบ้าง ปรับตัวไม่รอดก็ไปต่อไม่ไหว ปรับตัวสำเร็จก็เยอะ&amp;nbsp;ตอนนี้สิ่งที่ไม่คาดคิดคงเป็นการระบาดระลอก 3-4 เปรียบเสมือนมรสุมลูกใหญ่ยักษ์ที่ซัดคนไทยเกือบทุกคน ไม่เว้นอุตสาหกรรมสื่อและโฆษณาอย่างไม่ยั้ง มีเวลายาวนานมากกว่า 4 เดือน และมีแนวโน้มลากยาวต่อไป&amp;nbsp;การประเมินสถานการณ์และการตั้งรับในครั้งนี้จำเป็นต้องมองโลกในแง่ร้ายที่สุด และอยู่กับความจริงที่สุด เพื่อออกแบบแผนตั้งรับ เอาตัวรอดให้ได้ยาวนานและยั่งยืนที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่มเอ็มไอได้ปรับการประเมินจากปัจจัยและสถานการณ์ล่าสุดว่าเม็ดเงินอุตสาหกรรมในปีนี้ทั้งปีอาจติดลบลงไปอีก 3-5% หรือเหลือมูลค่าเพียง&amp;nbsp;7.2&amp;nbsp;หมื่นล้านบาท เมื่อเทียบจากปีที่แล้วซึ่งถือว่าเป็นปีที่เลวร้ายและตกต่ำสุดในรอบ 20 ปี เดิมเคยประเมินไว้ช่วงต้นปีก่อนระลอก 3 ว่าในปีนี้อุตสาหกรรมสื่อและโฆษณามีโอกาสฟื้นตัวดีและบวกได้เกือบ 10% ซึ่งจะส่งผลดีต่อคนในวงกว้างของระบบนิเวศนี้ แต่ผลมาจากวิกฤติโควิดที่ยืดเยื้อ มาตรการต่างๆ ที่ยกระดับและยาวนานขึ้น ความบอบช้ำและสาหัสของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีรวมถึงประชาชนส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการจับจ่าย กำลังซื้อหดตัว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราคงยังไม่เห็นการเอาอยู่หรือการฟื้นตัวจากการระบาดในเร็ววันนี้อย่างแน่นอน การยกระดับมาตรการต่างๆ จะทำให้อุตสาหกรรมติดลบมากขึ้น เรียกได้ว่าเม็ดเงินจะต่ำสุดอีกเป็นประวัติการณ์ เป็นผลมาจากตัวเลขการติดเชื้อนิวไฮ ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้น การเข้มงวดของมาตรการ ทำให้การใช้จ่ายเงินโฆษณาจะน้อยกว่าปีที่ผ่านมาอย่างแน่นอน จากก่อนหน้าที่เริ่มผ่อนคลาย แต่ปีนี้แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง ตัวเลขไม่แตะแสนล้านมาหลายปีแล้ว และลดลงต่อเนื่องมาหลายปี&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการใช้เม็ดเงินในสื่อโฆษณานั้นยังคงมาจากสื่อวีวีเป็นหลัก&amp;nbsp;50%&amp;nbsp;ตามมาด้วยดิจิทัลมีเดียหรือออนไลน์ มีสัดส่วนประมาณ&amp;nbsp;30%&amp;nbsp;ซึ่งมีอัตราการเติบโตต่อเนื่องในระดับหลายร้อยเปอร์เซ็นต์หลายปีที่ผ่านมา และสื่อนอกบ้านที่อาจจะชะลอตัวไปบ้าง เนื่องจากมาตรการหลายอย่างไม่เอื้อต่อการใช้ชีวิตนอกบ้าน ทำให้สื่อดังกล่าวอาจจะเติบโตไม่สูงมาก ขณะที่สื่อโรงหนังเองยังสามารถขยายตัวได้ในระดับหนึ่ง เพราะโรงภาพยนตร์ในบางจังหวัดยังเปิดให้บริการ&amp;nbsp;ทั้งนี้กลุ่มสินค้าที่มีการใช้เม็ดเงินโฆษณาสูงสุด ได้แก่ กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ได้แก่ ยาสีฟันแบรนด์เทพไทย&amp;nbsp;กลุ่มเครื่องดื่ม กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและวิตามิน&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แน่นอนว่าแบรนด์ต่างๆ มีการปรับตัวตลอดเวลาในทุกระลอกของการแพร่ระบาด โดยการพยายามหาช่องทางการขายอื่นๆ เพื่อสอดคล้องกับสถานการณ์ อย่างแบรนด์ที่สินค้าไม่เอื้ออำนวยกับสถานการณ์ในช่วงนี้ก็ต้องระมัดระวัง อาทิ คอนโดฯ ยังมีคนซื้อ แต่ไม่ตอบโจทย์สถานการณ์เช่นนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในฐานะผู้ที่อยู่ในวงการเอเยนซี&amp;nbsp;ก็มองว่าในสถานการณ์การรับมือโควิดที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าการสื่อสารจากภาครัฐสับสน ไม่ชัดเจน ขาดการบูรณาการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ ทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่นต่อข้อมูลที่ภาครัฐพยายามสื่อสาร&amp;nbsp;มองว่าการสื่อสารระหว่างภาครัฐกับประชาชน จำเป็นต้องได้รับการพูดถึงอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นนัย โดยเฉพาะการสื่อสารเกี่ยวกับการกระจายวัคซีน และประสิทธิภาพของวัคซีน&amp;nbsp;รวมถึงมาตรการต่างๆ ที่จะบังคับใช้เพื่อควบคุมการระบาดหนัก ควบคู่แผนการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ&amp;nbsp;และการสื่อสารเรื่องการเข้าถึงระบบสาธารณสุขของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการตรวจคัดกรอง การรักษาผู้ติดเชื้อในระดับต่างๆ&amp;nbsp;สิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;รัฐบาลกำลังสื่อสารกับคนทุกระดับความรู้ จึงจำเป็นต้องบูรณาการ โดยสารนั้นควรจะมีความชัดเจน ไม่ต้องมีคำถามต่อ อะไรที่ยังไม่มีความชัดเจนก็ต้องพูดอย่างชัดเจนว่าไม่ชัดเจน เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายนั้นๆ เตรียมตัวรอได้&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าวัคซีนเป็นทางออกเดียวเท่านั้นที่สามารถการันตีการฟื้นตัวของทุกอุตสาหกรรม และไม่อาจปฏิเสธเช่นเดียวกันว่า ก่อนที่ประชาชนจะได้วัคซีนที่เหมาะสมในระหว่างทางนั้น&amp;nbsp;&amp;ldquo;การสื่อสารของรัฐบาล&amp;rdquo;&amp;nbsp;ซึ่งเป็นผู้กำหนดชีวิตของประชาชนทุกคนต้องมีประสิทธิภาพมากกว่าที่เป็นอยู่&amp;nbsp;เพราะทุกการกระทำ ทุกการตัดสินใจ ล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อทั้งภาคธุรกิจและประชาชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ท่ามกลางวิกฤติโควิดในครั้งนี้ เชื่อว่าทุกคนล้วนต้องปรับตัวกันครั้งใหญ่เพื่อให้องค์กรสามารถเดินหน้าได้ จึงต้องมีการปรับรูปแบบการขับเคลื่อนองค์กร เช่น นโยบายเวิร์กฟรอมโฮมอย่างมีประสิทธิภาพ ไปจนถึงรูปแบบธุรกิจและบริการใหม่ๆ ซึ่งทั้งหมดนี้ยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่จำเป็นต้องปรับเพื่อความอยู่รอด เติบโต และยั่งยืน&amp;nbsp;หากผ่านวิกฤติครั้งนี้กันไปได้เชื่อว่า&amp;nbsp;&amp;ldquo;ระบบภูมิคุ้มกันองค์กร&amp;rdquo;&amp;nbsp;(Corporate Immune System)&amp;nbsp;ต้องแข็งแกร่งขึ้นอย่างแน่นอน และพร้อมเผชิญกับดิสรัปชันหรือวิกฤติต่างๆ ในอนาคต ไม่ว่าจะมาในรูปแบบใดก็ตาม&amp;rdquo;&amp;nbsp;นายภวัต กล่าว.&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110875</URL_LINK>
                <HASHTAG>ภวัต เรืองเดชวรชัย, มีเดีย อินเทลลิเจนซ์, โควิด, โฆษณา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210723/image_big_60fabb6e6eef6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100406</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/04/2021 09:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/04/2021 09:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>MI เผยโควิดระลอก 3 ฉุดเม็ดเงินโฆษณาปี64 ไปไม่ถึงฝัน! จับตา&#039;สรยุทธ&#039;คัมแบ็ค </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 เมษายน 2564 นายภวัต เรืองเดชวรชัย &amp;nbsp;ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท มีเดีย อินเทลลิเจนซ์ จำกัด เปิดเผยว่า จากสถานการณ์โควิดที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา และก่อนหน้าที่การระบาดรอบ 2 ในช่วงปลายปีนั้น บริษัทได้เคยประเมินไว้ว่าจากเหตุการณ์ต่างๆ น่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และอุตสาหกรรมสื่อโฆษณาของไทยน่าจะอยู่ในช่วงฟื้นตัวและขาขึ้นในปีนี้ เป็นผลทำให้มีการประเมินในช่วงต้นปีหลังจากการระบาดระลอกที่ 2 เริ่มทุเลาลง บริษัทได้คาดการณ์ตัวเลขเม็ดเงินโฆษณาปีนี้เติบโต 5%-10 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2563&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับการแพร่ระบาดที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เมื่อมาดูจากสถานการณ์แพร่รระบาดโควิด-19 จะแบ่งออกเป็นกรณีที่หากตัวเลขระดับพันกว่าอย่างต่อเนื่อง การตรวจมากเชิงรุกและจะทำให้การควบคุมดีขึ้น ประกอบกับจำนวนวัคซีนที่จะมีการกระจายมากขึ้นตลอดทั้งปี และหากทุเลาลงภายในเดือนพฤษภาคม เบื้องต้นคาดการณ์ว่าจะเห็นเม็ดเงินเป็นบวกได้ 4% เนื่องจากฐานของปีที่แล้วต่ำมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนในกรณีที่ตัวเลขไม่ดีขึ้นและมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง และไม่มีท่าทีจะเอาอยู่ในครึ่งปีแรก บริษัทมองว่าไม่น่าจะเป็นตัวเลขที่บวกจากปีที่แล้ว แต่ไม่ถึงขั้นติดลบ เนื่องจากฐานของปีที่ผ่านมาค่อนข้างต่ำ คิดเป็น 7.5 หมื่นล้านบาท โดยทีวียังเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ตามมาด้วยสื่อออนไลน์และสื่อนอกบ้าน แต่ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นใดก็ตาม โอกาสที่จะเห็นเม็ดเงินโฆษณาในปีนี้เติบโต 2 หลักคงเป็นไปได้ยาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายภวัต กล่าวว่า ปัจจัยหนึ่งที่อาจส่งผลบวกได้บ้างกับเม็ดเงินสื่อโฆษณาไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อทีวี คือการกลับมาของนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา โดยบริษัทประเมินว่าการกลับมาในครั้งนี้ จะส่งผลอย่างมีนัยยะสำคัญในหลายๆเรื่อง เช่น ความสนใจในการติดตามข่าวสาร อิทธิพลทางความคิด ความรู้สึก ของผู้ชมรายการโทรทัศน์ต่อข่าวสาร ความเคลื่อนไหวต่างๆ และการสร้างแรงกระเพื่อมให้กับเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งเป็นพิเศษ ซึ่งบุคคลดังกล่าวมีบทบาทสำคัญต่อเรื่องเหล่านี้ น่าจะส่งผลบวกโดยตรงต่อช่อง 3 โดยเฉพาะรายการข่าวและเม็ดเงินโฆษณาสื่อทีวีโดยรวม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ ความท้าทายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของสรยุทธคือ ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา พฤติกรรมการบริโภคสื่อ พฤติกรรมของผู้ชมหรือผู้เสพรายการข่าว หรือคอนเทนท์ประเภทข่าวเปลี่ยนไปอย่างมาก ทั้งการรับชมรายการข่าวผ่านทีวีช่องต่างๆ และช่องทางออนไลน์ที่หลากหลายเป็นที่นิยมมากขึ้นในวงกว้าง จนกลายเป็นพฤติกรรมหลักไปแล้วสำหรับคนหลายกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนเมืองและคนรุ่นใหม่ แน่นอนว่าอาจเป็นเรื่องยากและท้าทายมากที่จะดันเรทติ้งกลับไปที่จุดเดิม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อย่างไรก็ดี จากข้อมูลเรตติ้งเฉลี่ยของ &amp;ldquo;รายการเรื่องเล่าเช้านี้&amp;rdquo; ในช่วงที่สรยุทธยังจัดรายการอยู่ เปรียบเทียบกับเรตติ้งเดือนล่าสุดตกลงมากกว่า 60% และ&amp;rdquo;รายการเรื่องเล่าเสาร์อาทิตย์&amp;rdquo; ตกลงมากกว่า 30% ต้องมาติดตามกันว่าหลังจากวันที่ 1 พ.ค. ไปแล้ว จะมีเรทติ้งเป็นอย่างไร และแน่นอนว่าช่องที่มีคอนเท้นต์ข่าวหลักๆ อาจจะได้รับผลกระทบและมีการปรับตัวมากขึ้น &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100406</URL_LINK>
                <HASHTAG>งบโฆษณา, บริษัท มีเดีย อินเทลลิเจนซ์ จํากัด, ภวัต เรืองเดชวรชัย, โควิด19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210423/image_big_608230c573a65.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22087</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/11/2018 10:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/11/2018 10:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เลือกตั้ง 62 พรรคการเมืองทุ่มสื่อออนไลน์ดุเดือด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เอ็มไอ เผยพรรคการเมืองอาจใช้สื่อออนไลน์มากสุด หวังเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ เผยปีหน้าสื่อนอกบ้านความต้องการสูง ชี้ผู้ประกอบการปรับราคาขึ้นไม่ต่ำกว่า 15%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายภวัต เรืองเดชวรชัย ผู้อำนวยการธุรกิจ สายงานการวางแผน และกลยุทธ์สื่อโฆษณา บริษัท มีเดีย อินเทลลิเจนซ์ จํากัด หรือเอ็มไอ เปิดเผยว่า แนวโน้มการใช้เม็ดเงินช่วงการเลือกตั้ง เบื้องต้นยังไม่มีความชัดเจนเรื่องมาตรการหรือกฎเกณฑ์ จึงทำให้สื่อต่างๆ ไม่แน่ใจว่าจะสามารถให้พรรคการเมืองทำการประชาสัมพันธ์ได้หรือไม่ และต้องเป็นรูปแบบใด อย่างกรณีเฟสบุ๊คก็ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะสามารถให้พรรคการเมืองหรือผู้สมัครบูธโดยตรงได้หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับในฐานะเอเจนซี่ก็เห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ จะมีความแตกต่างจากในอดีตในเรื่องการใช้สื่อ จากอดีตการลงเม็ดเงินในทีวีและหนังสือพิมพ์จะอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างมากกว่ารูปแบบอื่น แต่ปัจจุบันช่องทางออนไลน์น่าจะได้รับความนิยม เนื่องจากสามารถเข้าถึงผู้ที่มีสิทธิ์เลือกตั้งครั้งแรกได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยคอนเทนต์จะมีส่วนสำคัญยิ่งต่อการสื่อสารในช่องทางดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เมื่อช่วง 7 ปีที่แล้วจะพบว่าเม็ดเงินที่ใช้โฆษณารวมเกือบ 300 ล้านบาท &amp;nbsp;แบ่งเป็นการใช้สื่อหนังสือพิมพ์ 50% ,ทีวี 46% ,วิทยุ 3% และสื่อกลางแจ้ง สัดส่วน 1% หากแยกตามรายพรรค พบว่าพรรคประชาธิปัตย์ ใช้งบ 127 ล้านบาท พรรคชาติไทยพัฒนา ใช้งบ 42 ล้านบาท พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน ใช้งบ 35 ล้านบาท พรรคภูมิใจไทย ใช้งบ 22 ล้านบาท พรรคเพื่อไทย ใช้งบ 21 ล้านบาท และพรรคอื่นๆรวมกัน 44 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนภาพรวมการใช้เงินโฆษณาปี 2562 คาดว่าจะเติบโต 5-10% มาจากสื่อนอกบ้าน ที่ได้รับความนิยมต่อเนื่องหรือเติบโต 23% ในปี 2561 ส่งผลให้มีสัดส่วนเพิ่มจาก 6% ขึ้นเป็น 12% จากภาพรวมโฆษณาทั้งหมด นับว่าเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ มองว่าจะเป็นสื่อเดียวที่ปรับขึ้นราคาค่าโฆษณาอีก 15% ในปีหน้า เนื่องจากเป็นสื่อที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายรายย่อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่สื่อออนไลน์ก็ยังเติบโตได้ในตัวเลข 2 หลักในปีหน้า จากปีนี้น่าจะคาดว่าเติบโต 20% มูลค่าประมาณ 15,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ในปี 2561 นี้ เม็ดเงินของอุตสาหกรรมโฆษณาปี 2561 คงเป็นไปตามคาดการณ์หรือเติบโต 3.5% คิดเป็นมูลค่า 8.95 หมื่นล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22087</URL_LINK>
                <HASHTAG>งบโฆษณาช่วงเลือกตั้ง, บริษัท มีเดีย อินเทลลิเจนซ์ จํากัด, ภวัต เรืองเดชวรชัย, สื่อออนไลน์, เอ็มไอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180313/image_big_5aa780224c9c6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15413</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สื่อออนไลน์ตอบโจทย์ได้แค่ไหน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยุคของการตลาด 4.0 ทำให้แบรนด์ต่างๆ ต้องพ่วงนวัตกรรมทางความคิดหรือไอเดียใหม่ๆ มากยิ่งขึ้น เพราะความซับซ้อนของพฤติกรรมผู้บริโภค ทางเลือกที่หลากหลาย แต่เป็นคู่แข่งของผู้ประกอบที่ต้องหาวิธีหรือแนวทางที่ทำให้การตลาดของตนเองเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด แน่นอนว่าใครๆ ต่างก็เทงบและให้ความสำคัญกับช่องทางออนไลน์กันอย่างหนัก เพราะเชื่อว่าสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ตรงจุด เข้ากับยุคสมัยในช่วงนี้ แต่ก็เกิดคำถามที่ว่า &amp;ldquo;แพลตฟอร์มออนไลน์เพียงอย่างเดียว สามารถตอบโจทย์แคมเปญโฆษณาของนักสื่อสารการตลาดได้จริงหรือ&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับในเรื่องนี้ &amp;ldquo;ภวัต เรืองเดชวรชัย&amp;rdquo; ผู้อำนวยการธุรกิจ-สายงานการวางแผน และกลยุทธ์สื่อโฆษณา บริษัท มีเดีย อินเทลลิเจนซ์ จํากัด หรือ MI ได้ให้ข้อมูลว่า งบสื่อสารทางการตลาดและโฆษณาผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เติบโตสองหลักต่อเนื่องทุกปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 3-4 ปีนี้ ที่โลกธุรกิจและการดำเนินชีวิตของผู้คนต่างก็ถูก Digital Disruption เข้ามาท้าทายให้ต้องปรับตัว นักการตลาดและนักสื่อสารทางการตลาดยังต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ แม้จะปรับตัวกันไปบ้างแล้ว งบสื่อสารทางการตลาดที่ทุ่มให้กัแพลตฟอร์มออนไลน์เหล่านี้ นับวันอาจจะไม่ได้นำมาซึ่งประสิทธิภาพและผลลัพธ์ที่น่าพอใจ โดยมาจากหลายสาเหตุด้วยกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจัยหลักๆที่ทำให้นักการตลาดให้ความใส่ใจมากขึ้นๆ ในเรื่องประสิทธิภาพและผลลัพธ์ทางการตลาดของแพลตฟอร์มออนไลน์ มาจากเทคโนโลยีและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง ดาวรุ่งพุ่งแรงอย่างสื่อออนไลน์ได้รับความนิยมและเติบโตอย่างรวดเร็วในทศวรรษนี้ เพราะเอื้อให้ธุรกิจทุกขนาด ทุกประเภท สามารถเข้าถึงและใช้สื่อนี้เป็นช่องทางการสื่อสารทางการตลาด แต่ในขณะเดียวกันก็นำไปสู่ความยากขึ้นในการสร้างความโดดเด่น หรือเป็นที่น่าสนใจ และจดจำต่อกลุ่มเป้าหมาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน การให้ความสำคัญกับตัวเลข และข้อมูลทางเทคนิคของแพลตฟอร์มออนไลน์มากจนเกินไป จนบางครั้งอาจละเลยหรือลืมที่จะให้ความสำคัญเรื่องคอนเทนต์และพฤติกรรมเชิงลึกของกลุ่มเป้าหมายในการเสพแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งมีความแตกต่างจากการเสพสื่อออฟไลน์ประเภทอื่นๆ เช่น ข้อมูลจากการวัดผล Reach &amp;amp; Frequency &amp;amp; View ของแพลตฟอร์มออนไลน์ อาจไม่สะท้อนประสิทธิภาพจริงหรือการันตีว่าการสื่อสารได้ไปถึงยังกลุ่มเป้าหมายตามที่ต้องการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภวัตกล่าวอีกกว่า ยังมีปัจจัยเรื่องความเข้าใจเชิงลึกถึงไลฟ์สไตล์ และแนวทางของผู้บริโภคก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ ซึ่งแตกต่างกันขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าหรือธุรกิจอาจจะเป็นคำตอบที่ดีกว่าในการวางแผนส่วนผสมของสื่อ (Media Mix) เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและผลลัพธ์ทางการตลาดที่สูงที่สุด ภายใต้ความเชื่อที่ว่าแต่ละสื่อมีรูปแบบ และหน้าที่ของมันชัดเจน สามารถตอบโจทย์การสื่อสารการตลาดได้แตกต่างกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในระยะ 1-2 ปีนี้ จึงได้ยินชื่อของ &amp;ldquo;Omni Channel&amp;rdquo; ที่หัวใจคือการผสมผสานช่องทางการสื่อสารออนไลน์ ออฟไลน์และ ณ จุดขาย หรือ Point of Sale เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าอย่างชาญฉลาดและไร้รอยต่อในยุค Digital Disruption นั่นเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน &amp;ldquo;ปณต กาญจนศูนย์&amp;rdquo; หัวหน้าแผนกการตลาดและดิจิทัลโซลูชั่น กลุ่มบริษัทจีเอเบิล กล่าวว่า การก้าวเข้าสู่ยุค &amp;ldquo;Technology Disruption&amp;rdquo; หรือในยุคที่เทคโนโลยีใหม่ๆ หลั่งไหลเข้ามามีบทบาทต่อไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของผู้คน ทุกธุรกิจ ทุกอุตสาหกรรม ล้วนได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วของเทคโนโลยี โดยเฉพาะแวดวงของนักการตลาดไทย ไอเดียและความคิดสร้างสรรค์เป็นหัวใจสำคัญของการเอาชนะใจผู้บริโภค บวกกับการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างแต้มต่อมัดใจผู้บริโภคในยุค 4.0 โดยมีการนำดิจิทัลเข้ามาประยุกต์ใช้กับมาร์เก็ตติ้ง เรียกได้ว่า การตลาดแห่งยุคอนาคตกำลังจะเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล แต่ในสภาวะการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ได้สร้างประโยชน์ ช่วยการทำการตลาดในปัจจุบัน 3 ประการ คือ Measurable, Automation และ Scalable อีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยในมุมของนักการตลาดทำให้จ่ายเงินในราคาที่ถูกลง ในมุมของผู้บริโภคได้รับประสบการณ์และความพึงพอใจที่ดีขึ้น แม้ว่าเทคโนโลยีและนวัตกรรมจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร หลักการในการทำการตลาดยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เพราะหัวใจสำคัญของการตลาดยังคงเป็น &amp;ldquo;ผู้บริโภคและแบรนด์&amp;rdquo; แต่สิ่งที่นักการตลาดรุ่นใหม่ต้องปรับตัวให้ทัน คือการเลือกใช้เครื่องมือให้เหมาะกับสถานการณ์ และต้องปรับตัวให้ทัน เพราะเทคโนโลยีไม่ใช่อุปสรรคต่อนักการตลาด แต่จะเป็นโอกาสและเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จของนักการตลาดแห่งอนาคต.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15413</URL_LINK>
                <HASHTAG>Omni Channel, Point of Sale, กระจกไร้เงา, บริษัท มีเดีย อินเทลลิเจนซ์ จํากัด, ภวัต เรืองเดชวรชัย, รุ่งนภา สารพิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
