<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116080</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/09/2021 19:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/09/2021 19:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักวิชาการอิสระ ยกธรรมะไม่ขึ้นกับกาลเวลา ผู้รู้พึงเห็นเอง ไม่ต้องดัดแปลงด้วยมุกตลกดึงคนฟังมาก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ก.ย.64- นายภัทร เหมสุข นักวิชาการอิสระ โพสต์เฟซบุ๊กว่า ธรรมะนั้นเป็น อกาลิโก ไม่มีกาลเวลา พระธรรมของพระพุทธเจ้านั้นไม่จำกัดกาลเวลา ไม่ขึ้นกับกาลเวลา ธรรมที่ให้ผลไม่ประกอบด้วยกาลเวลา ดังนั้นไม่ต้องไปดัดแปลงให้เข้ากับกาลเวลาหรือยุคสมัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทั้งใน อดีต ปัจจุบัน อนาคต ทรงเทศนาสั่งสอนเหมือนกันด้วยธรรมะเดียวกัน แม้เวลาจะเปลี่ยนไป พระพุทธเจ้าจะเปลี่ยนพระองค์ไปในพุทธกัลป์ แต่ธรรมนั้นยังเหมือนเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อสองพันห้าร้อยกว่าปีก่อนพระสงฆ์เทศนาความจริงแห่งโลกด้วยธรรมะอย่างไร ก็เทศนาไปอย่างนั้น เทศนาเหมือนกับเนื้อของธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงทิ้งเอาไว้ให้แทนพระองค์ ไม่ต้องดัดแปลงเพิ่มเติมต่อสัจจะธรรมของพระพุทธเจ้าหรือพุทธวจนไปตามกาลเวลา โดยอ้างว่าให้เข้ากับสมัยหรือสภาวะสังคมด้วยมุขตลกเรียกคนเข้ามาฟังแต่อย่างไรเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าเราปล่อยเรื่องนี้ให้ผ่านไปง่ายๆ สักวันคงมีพระเอาฝาบาตรเคาะหัวกันตอนแสดงธรรมเหมือนตลกคาเฟ่ โดยอ้างว่าปรับตามยุคสมัยเพื่อเรียกคนมาฟัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะคำว่า &amp;quot;เอหิปัสสิโก&amp;quot; ที่แปลว่า &amp;quot;ควรเรียกให้มาดู&amp;quot; ธรรมอันวิเศษของพระพุทธเจ้านั้น ในอดีตที่ผ่านมาพระเถระทั้งหลายไม่เคยใช้วิธีนี้ แม้จะเปลี่ยนสื่อจากคนนั่งฟังหน้าธรรมมาส มาเป็นกระจายเสียงทางวิทยุ หรือแม้จะเป็นออกสื่อทางทีวี หรือในโซเชียลแบบปัจจุบัน วิธีการ &amp;quot;เอหิปัสสิโก&amp;quot; ควรเรียกให้มาดูของพระเถระเหล่านั้นก็เคยเปลี่ยน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระในอดีตตั้งแต่ครั้งพุทธกาลท่านไม่สนใจว่าใครจะฟังมากหรือฟังน้อย เพราะธรรมนั้นเป็น &amp;quot;ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ&amp;quot; ที่แปลว่าวิญญูคือผู้รู้พึงรู้เฉพาะตน ใครสนใจฟังก็ได้ไป ไม่สนใจก็ไม่ได้สิ่งนี้ติดตัวกลับไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;***********************&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว เป็นข้อปฏิบัติอันผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;***********************&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;**สวากขาโต ภควตาธัมโม** ธรรมะอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;**สันทิฏฐิโก** อันผู้ปฏิบัติผู้ได้บรรลุพึงเห็นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;****** อกาลิโก ****** ไม่ประกอบด้วยกาลเวลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;**เอหิปัสสิโก** ควรเรียกให้มาดู&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;**โอปนยิโก** ควรน้อมเข้ามา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;**ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ** อันวิญญูคือผู้รู้พึงรู้เฉพาะตน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116080</URL_LINK>
                <HASHTAG>พระพุทธศาสนา, พระมหาไพรวัลย์, พระไลฟ์เฟซบุ๊ก, ภัทร เหมสุข</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210702/image_big_60de53ab4cc89.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115878</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/09/2021 11:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/09/2021 11:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักวิชาการอิสระชี้ลูกชาวบ้านใส่ผ้าเหลืองแล้วไม่ใช่กลายเป็นคนดีในทันที</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7ก.ย.64- นายภัทร เหมสุข นักวิชาการอิสระ โพสต์เฟซบุ๊กว่า พุทธบริษัท4มีความสำคัญเสมอกัน พระพุทธเจ้าทรงให้สิทธิ์ อุบาสก อุบาสิกา เป็นเสาที่ค้ำยันพระศาสนาที่มีความสำคัญไม่น้อยกว่า ภิกษุ และ ภิษุณี &amp;nbsp;อุบาสกอุบาสิกานั้นไม่ใช่มีหน้าที่ใส่บาตรอย่างเดียว แต่มีหน้าที่ดูแลความประพฤติและวัตรปฎิบัติของภิกษุและภิษุณีในวัดด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้า &amp;quot;อนุปสัมบัน&amp;quot; ติติง &amp;quot;อุปสมบัน&amp;quot; ไม่ได้ พระสงฆ์ทำผิดเพี้ยนจากสมณะรูปอย่างไรคฤหัตถ์ก็ห้ามติติง ก็คงไม่ใช่ตามที่พระพุทธเจ้าทรงมอบหมายหน้าที่ค้ำจุนพระศาสนาให้แล้ว พระสงฆ์คงไม่มีผ้าอาบน้ำยังแก้ผ้าอาบน้ำฝนไม่ต่างกับในสมัยต้นพุทธกาลที่ชาวบ้านมองแล้วอุจจาด รวมถึงการเข้าพรรษาก็คงไม่เกิดขึ้นถ้าห้ามอนุปสัมบันแตะต้องหรือวิจารณ์พระสงฆ์ที่เดินลุยในนาข้าวของชาวบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าพระโดนติติงหรือวิจารณ์จากคฤหัสถ์ไม่ได้ &amp;nbsp;พระพุทธเจ้าคงไม่บัญญัติพระวินัยหมวดโลกวัชชะเอาไว้ให้เป็นเครื่องมือติติงสมมุติสงฆ์หรอกครับ &amp;nbsp;หมวดปัณณัตติวัชชะบางครั้งก็ใช้กับสมมุติสงฆ์หน้าด้านไม่ได้ ต้องให้อนุปสัมบันนี่แหละติติงให้เกิดความละอาย ยิ่งสมุติสงฆ์ทุกวันนี้มีน้อยมากที่จะเดินทางตามรอยครูบาอาจารย์ฝึกตนให้เป็นอริยสงฆ์ ดังนั้นพระวินัยหมวดโลกวัชชะคือเครื่องมือที่คฤหัสถ์จะใช้กำกับเหล่าสมมุติสงฆ์ ทำให้ศาสนาพุทธยั่งยืนต่อไปได้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลูกชาวบ้านใส่ผ้าเหลืองแล้วไม่ใช่กลายเป็นคนดีในทันทีหรอกครับ &amp;nbsp;ต้องผ่านการฝึกฝนเคี่ยวกรำทั้งในวัดและนอกวัดกันนานพอสมควรถึงจะให้ชาวบ้านยกมือไหว้ได้สนิทใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องนี้อย่าลากเอาอริยสงฆ์เข้ามายุ่งด้วย เพราะวัตรปฎิบัติท่านไปอีกระดับที่ไม่ทำผิดสมณะสารูปโดยธรรมชาติ(ศิล)อยู่แล้ว ดังนั้นโลกวัชชะเข้าไปสัมผัสท่านไม่ได้เลย ท่านจึงไม่เดือนร้อนในพระวินัยระดับเบสิกแบบนี้หรอกครับ.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115878</URL_LINK>
                <HASHTAG>ภัทร เหมสุข</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210702/image_big_60de53ab4cc89.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108354</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/07/2021 06:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/07/2021 06:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;นักวิชาการอิสระ&#039;ขยายความ&#039;ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์&#039;คือสิ่งที่คิดมาดีแล้วไม่ใช่เรื่องที่พูดแบบเลื่อนลอย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ก.ค.64 - นายภัทร เหมสุข นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงเรื่อง&amp;quot;ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์&amp;quot; มีเนื้อหาดังนี้
วันนี้หลายคนคงเห็นแล้วว่าเป็นวันแรกที่เริ่มต้นของ &amp;quot;ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์&amp;quot; เริ่มต้นให้นักท่องเที่ยวเริ่มเข้ามาที่ภูเก็ตได้ งานนี้นายกรัฐมนตรีออกไปต้อนรับเองเลยทีเดียว ผมเข้าใจว่าการที่นายกต้องลงไปเองเพราะต้องการพื้นที่สื่อให้ออกไปทั่วโลกว่าเมืองไทยเริ่มต้นทดสอบวิธีการรับนักท่องเที่ยวกันแล้ว ให้รัฐมนตรีไปแทนอาจจะมีน้ำหนักไม่พอให้สื่อต่างประเทศเอาไปลงข่าวก็ได้ นั่นคือเหตุผลหลักว่าทำไมนายกต้องลงไปต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยตัวเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ได้รับการตอบสนองทั้งสองทาง แต่สิ่งที่ย้อนแย้งในโซเชียลวันนี้คือกลุ่มที่ด่ารัฐบาลเรื่องล็อกไม่ให้ร้านอาหารขายให้ทานในร้าน แต่ยังให้ซื้อกลับบ้านหรือสั่งผ่านแอปพลิเคชันส่งอาหารถึงบ้านได้นั้น ด่าคำสั่งนี้ว่ารัฐบาลสั่งปิดร้านอาหารทำให้คนทำมาหากินอดตาย แต่กลับออกมาต่อต้านว่าการให้นักท่องเที่ยวที่ฉีดวัคซีนแล้วและคนที่ภูเก็ตเองก็ได้รับวัคซีนตามจำนวนที่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ได้แล้วว่าจะทำให้ประเทศวอดวาย แต่ถ้าถามคนภูเก็ตเองแล้วคนพื้นที่กลับดีใจที่จะเริ่มต้นธุรกิจของตัวเองได้อีกครั้งหลังจากหยุดมาตั้งแต่ปีที่แล้ว นั่นคือการเริ่มของการไม่ต้องอดตายของธุรกิจท่องเที่ยวของภูเก็ต และจะใช้วิธีนี้ไปทั้งประเทศถ้าได้ผลดี นั่นคือปากท้องของชาวบ้านมูลค่าหมื่นล้านแสนล้านที่แท้จริง
เรื่องนี้สำคัญมากครับผมอยากเอามาขยายความให้อ่านกันได้ง่าย ๆ ว่าความคิดเรื่อง &amp;quot;แซนด์บ็อกซ์&amp;quot; นั้นคือสิ่งที่คิดกันมาดีแล้วในระดับหนึ่ง เป็นเรื่องการทดลองกึ่งจะต้องใช้ตัวเลขทางวิชาการมาวัดผลที่ได้ออกมาแบบไม่มีมั่วเลยทีเดียว คำว่า &amp;quot;แซนด์บ็อกซ์&amp;quot; ไม่ใช่คำพูดสวย ๆ หรือพูดแบบไร้ที่มาที่ไปแต่อย่างไร แต่เป็นคำที่ใช้กันในทุกวงการในแง่ของการใช้วิชาการการวัดผลออกมาจริง ๆ
***************************************************
คำว่า &amp;quot;แซนด์บ็อกซ์&amp;quot; นั้นแปลตรงตัวว่า กล่องทราย นั่นคือพื้นที่จำกัดให้เล่นอะไรสักอย่างในกล่องนั้นไม่เลอะเทอะออกมานอกกล่อง ถ้าคนที่เคยใช้ชีวิตในต่างประเทศมาบ้างจะคุ้นตากับสนามเด็กเล่นที่มีพื้นที่เป็นทรายอยู่ส่วนหนึ่งให้เด็กมาเล่นก่อปราสาททรายหรือเล่นอะไรที่ไม่เลอะเทอะออกมาในพื้นที่ส่วนอื่น คือจะเล่นให้เละอย่างไรสนามเด็กเล่นส่วนอื่นก็ไม่สกปรกเละไปด้วย นั่นคือพื้นที่ &amp;quot;แซนด์บ็อกซ์&amp;quot; ที่สร้างเอาไว้ให้เด็กเล่นกันแบบตามสบาย
นั่นคือกฎเกณฑ์ของสังคมที่อยู่ร่วมกันที่แยกพื้นที่ยกเว้นเอาไว้ให้กับเด็กอีกกลุ่มหนึ่ง แต่สำหรับงานทดลองทาง วิศวกรรม การแพทย์ เศรษฐศาสตร์ การเมืองการปกครอง ฯลฯ ก็มีแซนด์บ็อกซ์เป็นของตัวเองเพื่อใช้ทดลองวัดผลโดยที่สังคมหรือระบบส่วนใหญ่ไม่โดนกระทบกระเทือนไปด้วยกับการทดลองอันนั้น ถ้ามันพังก็พังในพื้นที่จำกัด แต่ถ้าสำเร็จไปได้ดีตามที่ตั้งเป้าเอาไว้ก็เปิดแซนด์บ็อกซ์ให้สิ่งที่ทดลองในระบบปิดนั้นไหลเข้าไปในระบบใหญ่หรือพื้นที่ทั้งหมด
ตัวอย่างเช่น สมุมติว่าว่าผมเป็นโปรแกมเมอร์ของธนาคารอะไรสักแห่ง ผมต้องการทดลองแอปพลิเคชันตัวใหม่ของระบบตู้ ATM ผมคงไม่เอาระบบตัวใหม่เข้าไปในทุกตู้ทั่วประเทศในครั้งเดียว แต่จะเอาเข้าไปทดลองใช้สักสองสามตู้สักสัปดาห์หนึ่งดูว่ามันทำงานได้ราบรื่นไหม ถ้ามันจะล้มเหลวก็เจ๊งไปสองสามตู้ที่ทดลองใช้ อีกหลายพันตู้ในระบบทั่วประเทศก็ไม่ได้พังไปด้วย สองสามตู้นั้นคือ แซนด์บ็อกซ์ของแอปพลิเคชันใหม่ของธนาคารนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมต้องการทดสอบไลน์การผลิตของโรงงานอะไรสักโรงงานหนึ่ง ผมจะเอาวิธีการผลิตแบบใหม่เข้าทดสอบแบบไม่ต้องเกี่ยวข้องอะไรกับไลน์การผลิตจริงในเวลานั้น ถ้ามันสำเร็จตามที่คิดไว้ ก็นำไปใช้ได้ในระบบการผลิตใหญ่ทั้งโรงงาน แต่ถ้ามันไปไม่ไหว มีปัญหาต้องแก้ไข ก็ทำในไลน์การผลิตสมมุตินั้นจนมันทำงานได้จริงแล้วค่อยเอาไปใช้ ดังนั้นโรงงานทั้งโรงงานก็ไม่ต้องหยุดหรือมีปัญหากับการทดสอบอันนั้น นั่นคือ แซนด์บ็อกซ์ ของการผลิตสินค้าของโรงงานนั้น
ถ้าผมเป็นนายกรัฐมนตรีต้องการทดสอบว่าการกระจายอำนาจบริหารออกไปยังท้องถิ่นอะไรสักอย่าง ผมคงไม่สั่งให้ทำทั้งประเทศในครั้งเดียวโดยไม่มีการวัดผลก่อนว่าใช้ได้ไหม แต่ผมจะให้ทดลองในพื้นที่ตำบลอะไรสักที่ ให้ อบต.ใช้การกระจายอำนาจการตัดสินใจในพื้นที่ตัวเองแล้ววัดผลดูว่าไปรอดไหม ถ้าไปได้ดีก็ค่อยกระจายอำนาจนั้นไปทุกตำบล ถ้าไปไม่รอดก็ไม่พังไปทั้งประเทศ การทดสอบการกระจายอำนาจในตำบลนั้นนั่นคือแซนด์บ็อกซ์ทางรัฐศาสตร์ เรื่องนี้เคยมีมีตั้งแต่รัชกาลที่ 5 แล้ว ที่ทดสอบการกระจายอำนาจการบริหารของพื้นที่ในปี พ.ศ.2440 โดยพระองค์ทรงให้ตำบลท่าฉลอม จังหวัดสมุทรสาคร เป็นสุขาภิบาลแห่งแรกของประเทศไทย เมื่อได้รับความสำเร็จตามที่วางแผนเอาไว้ก็มีการกระจายอำนาจนั้นไปยังสุขาภิบาลตั้งใหม่ทั่วประเทศ นั่นคือตำบลท่าฉลอมคือแซนด์บ็อกซ์ของพระองค์ที่ใช้ทดลอง
ถ้าผมต้องการทำวัคซีนอะไรสักตัว ผมก็คงไม่ให้คนทั้งประเทศฉีดเลยหลังจากทดลองกับสัตว์แล้วหรอกครับ แต่จะทดลองกับคนกลุ่มเล็ก ๆ ก่อนว่าปลอดภัยในระดับหนึ่งและสามารถป้องกันโรคได้แบบมีนัยยะที่วัดค่าได้ทางคลินิกได้จริง และยังต้องทดสอบอีกมากมายหลายปีจนมั่นใจได้ว่าวัคซีนนั้นดีจริง ผลิตได้จำนวนมากแบบไม่มีปัญหาในการผลิตจริง คนกลุ่มนั้นคือแซนด์บ็อกซ์ของการทดลองใช้วัคซีนตัวนั้นที่ไม่มีผลกระทบกับสุขภาพของคนทั้งประเทศ
******************************************
ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ก็เช่นกัน ถ้าเราจะปิดประเทศไม่รับนักท่องเที่ยวแบบนี้เราอยู่ได้ไม่นานหรอกครับ ปีกว่าที่เราหยุดการท่องเที่ยวไปเดือดร้อนกันตั้งแต่แม่ค้าผลไม้รถเข็น คนขับแท็กซี่ คนขับเรือ ยันเจ้าของโรงแรมลามไปถึงสายการบินที่เจ๊งกันไปทั้งประเทศ การบินไทยยันสายการบินโลว์คอสต์ยังไปไม่รอดเลย ดังนั้นเราต้องมีการทดสอบอะไรสักอย่างหนึ่งว่าเราพร้อมจะรับมือกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการท่องเที่ยวหรือไม่ กฎเกณฑ์การคัดกรองนักท่องเที่ยวใช้งานได้จริงหรือไม่ พื้นที่นั้นต้องมีคนฉีดวัคซีนในจำนวนที่มากพอตามเป้าของการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่แล้ว และสามารถปิดพื้นที่ควบคุมโรคได้ถ้ามีอะไรผิดพลาดแบบคาดเดาไม่ถึง ประชากรในพื้นที่นั้นต้องเคยรับมือและอยู่รอดกับการระบาดในพื้นที่ในระดับคลัสเตอร์ใหญ่มาแล้ว ดังนั้นจังหวัดภูเก็ตไข่มุกของอันดามันเป้าหมายอันดับหนึ่งของนักท่องเที่ยวทั้งโลกจึงเป็นจังหวัดที่เหมาะที่สุดที่จะทำ &amp;quot;แซนด์บ็อกซ์&amp;quot; ของการท่องเที่ยวเป็นพื้นที่แรก ถ้าระบบการคัดกรองนักท่องเที่ยวไปได้ดี ไม่เอาโรคมาแพร่แบบควบคุมไม่ได้ ก็ขยายพื้นที่ไปยัง เชียงใหม่ พัทยา สมุย พะงัน ฯลฯ จนสามารถรับนักท่องเที่ยวได้ทั้งประเทศ ระบบเงินหมุนเวียนทางเศรษฐกิจที่เป็นรายได้หลักของประเทศจากธุรกิจการท่องเที่ยวก็จะค่อย ๆ กลับมาอีกครั้งหนึ่ง ถ้าระบบใน &amp;quot;แซนด์บ็อกซ์&amp;quot; ของพื้นที่ภูเก็ตไปได้สวยและไม่สะดุดตัวลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คราวนี้เข้าใจแล้วใช่ไหมครับว่าคำว่า &amp;quot;แซนด์บ็อกซ์&amp;quot; นั้นไม่ใช่เรื่องที่พูดแบบเลื่อนลอย แต่เป็นอะไรที่ต้องใช้ระบบความคิดทางวิชาการและการประเมินผลทางตัวเลขที่หนักพอสมควร อีกทั้งต้องมีระบบการประมวลผลและแก้ไขตัวเองอยู่ตลอดเวลาที่ใช้งานในแซนด์บ็อกซ์นั้น ๆ และที่สำคัญคือถ้ามันจะพังก็พังเฉพาะในในแซนด์บ็อกซ์เล็ก ๆ ไม่ใช่ฉุดเอาทั้งระบบใหญ่ทั้งระบบให้พังไปด้วย
เครดิตภาพ thaiembassy&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108354</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจายอำนาจ, การเปิดประเทศ, ภัทร เหมสุข, ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210702/image_big_60de53ab4cc89.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90527</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/01/2021 09:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/01/2021 09:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทอนโดนอีกดอก! นักวิชาการอิสระ ชี้ &#039;สยามไบโอไซเอนซ์&#039; ขาดทุนไม่สำคัญเท่าคนไทยมีชีวิตรอด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ม.ค.64 - จากกรณีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กกล่าวตอนหนึ่งถึงผลประกอบการของบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์และบริษัทในเครือทั้งหมด ยังไม่มีบริษัทใดเลยประสบความสำเร็จทางด้านการเงิน ขาดทุนแทบจะทั้งหมด ทั้งๆที่สยามไบโอไซเอนซ์ ตั้งมาแล้วกว่า 10 ปี ด้วยทุนจดทะเบียน 4,800 ล้านบาท โดยมีการขาดทุนสะสมกว่า 581 ล้านบาท จากข้อมูลที่สยามไบโอไซเอนซ์รายงานต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พบว่า ผลประกอบการปี 2556 - 2562 ขาดทุนอย่างต่อเนื่องหลายสิบล้านบาท แม้ว่าจะมีรายได้รวมที่เข้ามาเพิ่มขึ้นในแต่ละปีก็ตาม พร้อมกับตั้งคำถามว่า&amp;nbsp;&amp;quot;บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ เหมาะสมที่จะทำภารกิจนี้หรือเปล่า&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุด นายภัทร เหมสุข นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กว่า&amp;nbsp;สยามไบโอไซเอนซ์ขาดทุนเท่าไหร่ก็เป็นเรื่องของสยามไบโอไซเอนซ์
คนไทยมีโอกาสรอดชีวิตโดยให้รัฐบาลจ่ายน้อยที่สุดนั่นคือสิ่งที่สำคัญกว่า&lt;/p&gt;


	เกรียนคีย์บอร์ดบ้อท่า! ส่งจดหมาย กราบขอขมา &amp;#39;&amp;#39;พุทธะอิสระ&amp;#39;
	นักการเมืองท้องถิ่นถามหาคุณภาพ &amp;#39;ส.ส.รังสิมันต์&amp;#39;
	&amp;#39;หมอวรงค์&amp;#39;อบรม&amp;#39;ปิยบุตร&amp;#39;อ่านรธน.ม.50 ด้วย
	ซัดเปรี้ยง &amp;#39;บีบีซี&amp;#39; เป็นปรปักษ์ต่อประเทศไทย!
	&amp;#39;โบว์&amp;#39;ตอกหน้าหงาย!ศาลเตี้ย3นิ้ว
	โธ่ 3 นิ้วพลิ้ว &amp;#39;อุ้มลวงโลก&amp;#39; ยึดหลักมนุษยธรรม
	&amp;#39;ดร.วรัชญ์&amp;#39; เสียดายศักยภาพคนรุ่นใหม่ตกหลุมกับดักความคิดเชิงลบต่อสถาบัน
	&amp;#39;ธนาธร&amp;#39; ขำกลิ้ง!แค่สงสัยเรื่องวัคซีนของรัฐบาล กลับถูกดำเนินคดี

</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90527</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด, ภัทร เหมสุข, วัคซีนโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200407/image_big_5e8bce42e2514.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90035</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/01/2021 15:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/01/2021 15:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักวิชาการ ถามหาศักดิ์ศรีตำรวจ ปล่อยแก๊ง 3 นิ้วปลดธงชาติไทย!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ม.ค.64 - นายภัทร เหมสุข นักวิชาการอิสระโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงกรณ์กลุ่ม 3 นิ้วชักธงแดง 112 แทนธงชาติไทย หน้าสภ.คลองหลวง ปทุมธานี วานนี้ว่า &amp;nbsp;ครั้งหนึ่งในปี พ.ศ. 2505 ตำรวจตระเวนชายแดนเคยนำเอาธงชาติไทยลงมาจากยอดผาเป้ยตาดีที่เขาพระวิหาร โดยไม่ยอมชักธงลงมา แต่ถอนเอามาทั้งเสาธง แล้วลงมาตั้งที่ผามออีแดง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะธงชาตินั้นคือศักดิ์ศรีที่ต้องรักษาไว้ ทั้งศักดิ์ศรีของชาติ และศักดิ์ศรีของตำรวจตระเวณชายแดนทุกนายที่ยังปฏิบัติหน้าที่ในเวลานั้นบนยอดเขาพระวิหาร ถ้าธงยังอยู่.. ตำรวจไทยก็อยู่ อำนาจอธิปไตยของชาติก็ยังอยู่ เพราะที่นั่นคือแผ่นดินไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ภาพเมื่อวาน ตำรวจก็ยืนกันเต็มหน้า สน. ยืนกันเต็มหน้าเสาธงชาติ แต่ก็ยังรักษาธงชาติหน้า สน. ของตัวเองเอาไว้ไม่ได้ ปล่อยให้มีการนำธงชาติลงมา แล้วชักธงแดงที่เขียนว่า 112 ขึ้นไปแทนที่&amp;nbsp;
*************************************************
มีโคลงสุภาษิตนักรบโบราณของยุโรปที่รัชกาลที่ 6 ทรงนิพนธ์แปลไว้ว่า
Mon &amp;acirc;me au Dieu Mon bras au roi; Mon coeur aux dames, L&amp;#39;honneur &amp;agrave; moi.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มโนมอบพระผู้ เสวยสวรรค์ แขนมอบถวายทรงธรรม์ เทอดหล้า ดวงใจมอบเมียขวัญ และแม่ เกียรติศักดิ์รักข้า มอบไว้แก่ตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตอนปี 2505 &amp;quot;เกียรติศักดิ์รักข้า มอบไว้แก่ตัว&amp;quot; ผมมั่นใจว่าสิ่งนี้มีอยู่ในตัวตำรวจทุกนายที่รักษาอธิปไตยบนยอดเขาพระวิหาร ที่ไม่ยอมเชิญธงชาติลงจากยอดเสา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหน้า สน. เมื่อวานนี้... ผมกลับไม่แน่ใจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90035</URL_LINK>
                <HASHTAG>นักวิชาการอิสระ, ภัทร เหมสุข, สภ.คลองหลวง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210116/image_big_6002a6f51bc57.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>87102</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/12/2020 07:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/12/2020 07:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักวิชาการอิสระ จวก ส.ส.บางพรรคดิสเครดิต &#039;คนละครึ่ง&#039; แบบไม่รู้ว่าโง่จริงหรือแกล้งโง่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ธ.ค.63 - นายภัทร เหมสุข นักวิชาการอิสระ โพสต์เฟซบุ๊กกล่าวถึงโครงการคนละครึ่งว่า บางครั้งการพูดความจริงไม่ถึงครึ่งนอกนั้นเป็นเรื่องที่ตั้งเป้าเพื่อดิสเครดิตเป็นเรื่องที่ออกแนวปัญญาอ่อนที่ไม่รู้ว่าโง่จริง หรือแกล้งโง่กับคนในระดับที่พรรคบางพรรคเลือกเข้าไปนั่งในสภา คือถ้าไม่รู้อะไรก็คววรศึกษาหาความรู้ก่อนพูด แต่ถ้ารู้แล้วยังพูดความจริงไม่ถึงครึ่งแล้วเป็นความเท็จมากกว่าความจริง ถือว่าเป็นการจงใจให้ข้อมูลที่เป็นเท็จแก่ประชาชนเพื่อหวังผลทางการเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการ &amp;quot;คนละครึ่ง&amp;quot; นั้นไม่ใช่สวัสดิการของรัฐเพื่อช่วยคนจนหรืออะไรทำนองนั้น เพราะคนจนรัฐบาลมีสวัสดิการให้ตลอดเวลาอยู่แล้ว อย่างเช่นโครงการบัตรคนจนหรือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่รัฐก็ดูแลด้วยงบประมาณที่มากกว่าเสียอีกในปีหน้า 14.6 ล้านคน 4.95 หมื่นล้านบาท รวมถึงเงินเฉพาะกิจที่ให้กับผู้ถือบัตรแบบไม่มีข้อแม้อะไรในช่วงการระบาดของโรคในปีที่ผ่านมา และอีกโครงการคือ &amp;quot;เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ&amp;quot; และ &amp;quot;เบี้ยคนพิการ&amp;quot; ที่รัฐก็จ่ายให้เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายทุกเดือนอยู่แล้ว และวงเงินมากกว่าอีกด้วย แปดล้านกว่าคนรัฐต้องมีให้มากกว่าหกหมื่นล้านบาทในปีที่ผ่านมา ทั้งค่าน้ำค่าไฟ รัฐช่วยเหลือตามสมควร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่คนละครึ่งนั้นคือการล่อเงินออกมาจากกระเป๋าของคนที่มีกำลังซื้อโดยกลุ่มเป้าหมายคือคนชั้นกลางเพื่อจับจ่ายใช้สอยโดยรัฐเอาเงินล่อให้ควักกระเป๋าออกมาใช้จ่าย และกลุ่มของคนที่ได้รับเงินเอาไปหมุนต่อคือร้านค้าขนาดเล็ก ตลาดสด ตลาดนัด หรือแม้กระทั่งรถเข็น ให้ได้เงินในส่วนนี้ไป ร้านเจ้าสัวหรือห้างใหญ่ไม่ได้กินเงินนี้หรอก และสิ่งที่ซื้อก็ไม่ใช่ซื้อทีละมาก ๆ แต่เป็นการซื้อรายย่อยวันละไม่เกิน 150 บาทโดยรัฐจะออกเงินให้ทบเข้าไปอีกครึ่ง ดังนั้นเป็นการกระตุ้นให้เงินหมุนกันเองระหว่าชนชั้นกลางที่มีกำลังซื้อลงไปถึงคนรากหญ้าที่ค้าขายรายย่อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แล้วมันคือสิทธิ์ที่ทุกคนควรได้ไหม ผมคิดว่ามันเป็นสิทธิ์ที่คนมีกำลังซื้อทุกคนควรได้ ซึ่งรัฐบาลก็ขยายกลุ่มของคนที่มีกำลังซื้อออกไปอีกเรื่อยๆ เป็นโครงการ 1-2-3.. ไปเรื่อย ๆ แต่ถ้าเป็นคนที่ไม่มีกำลังซื้อได้สิทธิ์ไป ก็ทำให้เป้าหมายของการสร้างกระแสหมุนเวียนเงินจากกระเป๋าชนชั้นกลางลงไปข้างล่างของรัฐบาลฝืดลงจนหยุดเอาเสียเปล่า ๆ และอีกกรณีหนึ่งคนที่มีเงินมากกว่าคนชั้นกลางหรือคนที่พอมีจะกินไม่เดือดร้อนก็ไม่มีใครต้องการเงินก้อนนี้ เพราะมันน้อยเกินไปกับวันละร้อยห้าสิบบาทที่ได้มา แต่สำหรับคนที่ไม่มีกำลังซื้อได้สิทธิ์ไปก็ไม่ได้ใช้จ่ายให้เต็มที่เหมือนคนกลุ่มเป้าหมายที่มีกำลังจ่าย ดังนั้นการสะพัดของเงินตามที่ออกแบบมาคือดึงเงินจากกระเป๋าคนชึ้นกลางที่มีกำลังควักกระเป๋าลงไปที่คนชั้นล่างในระดับรากหญ้าให้หมุนเงินกันเองโดยรัฐเติมน้ำมันหล่อลื่นระบบให้เงินเดินไปได้คล่องกว่าปกติเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คราวนี้คงเห็นภาพกันแล้วว่าทำไม่รัฐบาลถึงล่อเงินจากการเป๋าคนอีกกลุ่มที่มีกำลังซื้อไปให้อีกกลุ่มที่เป็นรากหญ้าหรือร้านค้าขนาดเล็กเพื่อเกิดการหมุนเวียนที่มากกว่าที่จะอาเงินไปแจกฟรีแล้วเงินเกือบไม่ไหมุนไปไหนเลย เพราะโดนเจ้าใหญ่ดูดเอาเงินซื้อของครั้งละมากๆ ไปหมดแบบโครงการสาระพัดชื่อในครั้งก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87102</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนละครึ่ง, คนละครึ่งเฟส 2, ภัทร เหมสุข</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190718/image_big_5d2fd9f6b9462.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>81409</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/10/2020 08:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/10/2020 08:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักวิชาการซัดองค์กรสื่อเอาแต่เรียกร้องอิสระ แต่ไม่รับผิดชอบเสนอข่าวเท็จ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ต.ค.63 - นายภัทร เหมสุข&amp;nbsp;นักวิชาการอิสระ&amp;nbsp;โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Pat Hemasuk ว่า ในกรณีสื่อบางสื่อเต้าข่าวเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์กับความสัมพันธ์ของมิตรประเทศบางประเทศที่มีความสัมพันธ์กันดีไม่เคยมีปัญหา และสืบเนื่องจากสิ่งที่นายกรัฐมนตรีของไทยได้พูดเกี่ยวกับสื่อเมื่อวานนี้ ผมมีความเห็นดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าลูกมีความรับผิดชอบพับผ้าห่มทุกครั้งที่ตื่นนอน แล้วเขามีสิทธิ์ในการเลือกได้ผ้าห่มลายการ์ตูนผืนที่เขาชอบครับ ความรับผิดชอบต้องแสดงให้ประจักษ์ก่อนเรียกร้องสิทธิ์เสมอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเขียนรัฐธรรมนูญหรือร่างกฎหมายประกอบก็เช่นกัน จะเอาอิสระภาพไปให้ องค์กรอิสระสภาวิชาชีพ หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง โดยไม่มีบทบัญญัติความรับผิดชอบเลยไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่มสภาวิชาชีพอื่นๆ เช่น แพทย์ วิศวกร สถาปนิก เภสัชกร ทนายความ ฯลฯ ที่กฎหมายให้อำนาจไปควบคุมดูแลกันเอง จะมีการกำหนด สิทธิ์ และ ความรับผิดชอบ รวมถึงบทลงโทษเอาไว้ชัดเจน ดังนั้นจะเห็นว่าแต่ละปีแต่ละวิชาชีพจะมีคนถูก พัก-ถอน ใบอนุญาตกันไม่น้อย ทำให้สมาชิกวิชาชีพเหล่านี้ตระหนักถึง &amp;quot;ความรับผิดชอบ&amp;quot; ก่อนที่จะมี &amp;quot;สิทธ์&amp;quot; ในวิชาชีพของตัวเองเสมอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาสื่อ และองค์กรสื่อ ก็เช่นกัน เรียกร้องแต่อิสระในการนำเสนอข่าว แต่ไม่มีความรับผิดชอบในการจัดการดูแลสื่อในสังกัด และยังดูแลลงโทษกันเองไม่ได้ เป็นสภาหรือองค์กรเดียวที่ตั้งตามกฎหมายแต่ไม่มีบทลงโทษ หรือแม้กระทั่งสมาชิกลาออกไปแล้วก็ยังประกอบอาชีพสื่อต่อไปได้แบบไม่เดือดร้อนอะไรเลย ตัวอย่างเช่น ในอดีตที่สรย้วยและสมพรนิวส์ ที่เคยลาออกจากสภาและองค์กรสื่อ แต่ยังประกอบวิชาชีพต่อไปได้เหมือนเดิมไม่เดือดร้อน แต่ถ้าเป็นวิชาชีพอื่นการลาออกคือการหยุดประกอบอาชีพนั้น และถ้ายังทำงานนั้นต่อไปอีกจะผิดกฎหมายมีบทลงโทษตามกฏหมายกำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรียกร้องอยากได้สิทธิ์การนำเสนอข่าวอย่างเสรี แต่ไม่อยากได้ความรับผิดชอบในการเสนอข่าวที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงหรือเป็นข่าวเท็จ ปฏิเสธบทลงโทษขององค์กรในสังกัดที่ไม่เคยมีอยู่จริง มันเป็นไปไม่ได้หรอกครับในสังคมประชาธิปไตยที่อ้างกันนักหนา มันก็เป็นเพียง สภากระจ้วย องค์กรกระจ้วย ที่แฝงตัวทำมาหากินในช่องว่างของกฎหมายเท่านั้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81409</URL_LINK>
                <HASHTAG>นักวิชาการอิสระ, ภัทร เหมสุข, องค์กรสื่อ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191129/image_big_5de083f87458a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
