<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>79999</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/10/2020 19:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/10/2020 19:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;น้องบีม&#039; เข้าขอบคุณสภาทนายช่วยเหลือฟ้องและบังคับคดี หลังศาลฎีกาสั่งบริษัทรถบรรทุกจ่ายค่าเสียหาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ต.ค.63 - ที่ห้องประชุมชั้น 4 สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ น.ส.ภัทรดา แก้วผ่อง หรือน้องบีม พร้อมด้วยมารดา เข้าพบว่าที่ร้อยตรี ดร.ถวัลย์ รุยาพร นายกสภาทนายความ, นายนิพนธ์ จันทเวช เลขาธิการสภาทนายความ, นายเสาวภักดิ์ สกุลโรมวิลาส อุปนายกฝ่ายบริหาร, นายวิทยา ทองกุ้ง อุปนายกฝ่ายสวัสดิการฯ, นายดำรงศักดิ์ เครือแก้ว และคณะทำงานคดีให้ความช่วยเหลือน้องบีม เพื่อแสดงความขอบคุณสภาทนายความที่ให้ความช่วยเหลือจนชนะคดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมรับมอบเช็คชดใช้ค่าเสียหาย ในคดีของศาลจังหวัดไชยา คดีหมายเลขดำที่ 40/2549 น.ส.ภัทรดา แก้วผ่อง หรือน้องบีม อดีตดาราเด็กโฆษณาบริษัทประกันชีวิต กับพวกเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง บริษัท ณ นนท์ จำกัด กับพวก เป็นจำเลยฐานละเมิด กรณีรถบรรทุก 18 ล้อของบริษัท ชนกับรถของฝ่ายโจทก์เมื่อปี 2548 ที่ จ.สุราษฎร์ธานี ทำให้ น.ส.ภัทรดา ได้รับบาดเจ็บต้องพิการนั่งรถวีลแชร์มานาน 14 ปี โดยศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดไชยา) พิพากษาให้จำเลยชำระหนี้โดยจำเลยที่ 2 (บริษัทรถ) อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลจังหวัดไชยาอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2556 ยืนตามศาลชั้นต้นจำเลยที่ 2 ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 คำพิพากษาศาลฎีกาให้โจทก์ชนะคดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และบังคับคดี เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2563 โดยสภาทนายความฯ ได้ตั้งคณะทำงานออกหมายบังคับคดี เข้าทำการยึดทรัพย์จำเลยที่ 2 ต่อมาได้มีการประนีประนอมชั้นบังคับคดี และทำบันทึกข้อตกลงชำระหนี้ โดยจำเลยที่ 2 ตกลงชำระหนี้ตามคำพิพากษาพร้อมค่าฤชาธรรมเนียมให้แก่โจทก์ที่ (น้องบีมและแม่) จำนวน 3,815,985 บาท จำเลยที่ 2 ตกลงชำระหนี้ให้แก่โจทก์ก่อน จำนวน 900,000 บาท โดยออกเช็คสั่งจ่ายให้โจทก์วันที่ 31 ตุลาคม 2563 จำนวน 300,000 บาท และสั่งจ่ายเช็คล่วงหน้าอีก 3 ฉบับ ๆ ละ 200,000 บาท โดยเเบ่งสั่งจ่ายวันที่ 30 พฤศจิกายน 2563, 31 ธันวาคม 2563, 31 มกราคม 2564&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนยอดหนี้ที่เหลือจำนวน 2,915,985 บาท จำเลยที่ 2 จะออกเช็คล่วงหน้าสั่งจ่ายให้โจทก์ตามลำดับ ใบละ 100,000 บาท ทุกวันสิ้นเดือนนับต่อจากวันที่ 31 มกราคม 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะครบถ้วน
ซึ่งโจทก์แถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี งดการบังคับคดีไว้ชั่วคราว จนกว่าจำเลยที่ 2 จะชำระหนี้ครบถ้วน จึงจะถอนการบังคับคดีต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ว่าที่ร้อยตรี ดร.ถวัลย์ แถลงว่า ตามที่สภาทนายความร่วมกับเนติบัณฑิตยสภา และกระทรวงยุติธรรมได้ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่น้องบีมและครอบครัวเพื่อฟ้องคดีกับบริษัทเจ้าของรถพ่วง 18 ล้อบัดนี้ศาลฎีกามีคำพิพากษาเป็นที่สุด โดยให้โจทก์คือฝ่ายน.ส.ภัทรดา หรือน้องบีม มีอำนาจบังคับคดี ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ กับบริษัทจำเลย จำนวน 5 ล้านบาท ซึ่งทางบริษัทจำเลยตกลงชำระหนี้แต่ขอหักส่วนที่เคยได้ชำระไปก่อนหน้านี้ คงเหลือเงินทั้งสิ้น 3 ล้าน 8 แสนบาทเศษที่ต้องจ่าย จำเลยได้ทยอยจ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนทั้งหมด เป็นเช็คเงินสดจำนวน 9 แสน บาท 4 ฉบับในวันนี้ ส่วนที่เหลืออีกจำนวน 2.9 ล้านบาท ทางฝ่ายจำเลยตกลงว่าจะทยอยชำระทุกๆ เดือน เดือน 100,000 บาท ไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายดำรงศักดิ์ ระบุว่า หากเช็คดังกล่าวไม่สามารถขึ้นเงินได้ก็จะมีการดำเนินคดีกับบริษัทจำเลย เพื่อฟ้องเรียกเงินตามเช็คเพื่อให้เป็นไปตามคำพิพากษาต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อแถลงข่าวใกล้เสร็จสิ้น ว่าที่ร้อยตรี ดร.ถวัลย์ จึงได้มอบเช็คดังกล่าวให้กับน.ส.ภัทรดา หรือน้องบีม โดยน้องบีมกล่าวขอบคุณสภาทนายความและหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง แล้วรู้สึกตื้นตันใจที่ได้รับความช่วยเหลือครั้งนี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79999</URL_LINK>
                <HASHTAG>น้องบีม, ภัทรดา แก้วผ่อง, สภาทนายความ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201009/image_big_5f8055b7d31d0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71444</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/07/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/07/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘น้องบีม’ชนะฎีกา รถชน-ทนายโกง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จบคดีน้องบีม เนติบัณฑิตยสภาเผยศาลฎีกาพิพากษาสั่งชดใช้แล้ว เตรียมบังคับคดี กรณีถูกรถบรรทุกชนพิการ-ทนายโกงเงินซ้ำ ด้านน้องบีมวอนบริษัทเจ้าของรถมาเจรจากันด้วยดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคมนี้ ที่ห้องมหาวชิราวุธ 5 ชั้น 2 อาคารสถานที่และฝึกอบรม เนติบัณฑิตยสภาในพระบรมราชูปถัมภ์ สำนักงานช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา (ส.ช.น.) ว่าที่พันตรี ดร.สมบัติ วงศ์กำแหง กรรมการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายเนติบัณฑิตยสภา, นายดำศักดิ์ เครือแก้ว, นายศักดิ์ณรงค์ พวงศิริ, นายวัชณ์ธิป แสดงมณี คณะทนายความ, นายทินกร สุระบัณฑิต, นายณัฐนันท์ สุวรรณมณี, นายณัฐศักดิ์ สามงามทอง, นายสุพจน์ หนูเพ็ง คณะทำงาน แถลงข่าวกรณีศาลฎีกาพิพากษาคดี &amp;quot;น้องบีม&amp;quot; อดีตพรีเซนเตอร์โฆษณาประกันชีวิต ที่ชนะคดีถูกรถชนจนพิการได้เงิน 5 ล้านบาทแล้ว แต่ทนายความกลับไปขอเพิกถอนการบังคับคดี ต่อมาทนายความถูกศาลสั่งจำคุก 6 ปี คดีถึงที่สุดแล้ว และจะบังคับคดีต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ว่าที่พันตรี ดร.สมบัติเปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมา ศาลจังหวัดไชยา สุราษฎร์ธานี ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีแพ่งที่ น.ส.พรทิพย์ จันทรัตน์ (มารดาน้องบีม) และเด็กหญิงภัทรดา แก้วผ่อง (น้องบีม) เป็นโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากคนขับรถบรรทุก 18 ล้อ บริษัทเจ้าของรถบรรทุกและ บริษัทประกันภัยร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจากการที่รถบรรทุกชนกับรถปิกอัพที่น้องบีมได้นั่งมากับมารดาและบิดา เป็นเหตุให้บิดาเสียชีวิต มารดาบาดเจ็บ และน้องบีมต้องพิการ เหตุเกิดตั้งปี 2548 จนศาลพิพากษาให้ชนะคดี และต่อมาได้มอบให้ทนายความไปติดตามบังคับเอาค่าเสียหายจากจำเลย แต่หลังจากได้รับเงินแล้วกลับถูกทนายความปลอมเอกสารฉ้อโกงเงินค่าเสียหายที่ได้รับมาจากจำเลย ทั้งหมดรวมเงินต้นและดอกเบี้ยกว่า 5 ล้านบาท นอกจากนี้ ทนายความยังได้ยื่นคำร้องสละสิทธิ์ไม่ประสงค์บังคับคดีเอากับจำเลยอีกด้วย ซึ่งสำนักงานช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา (ส.ช.น.) ร่วมกับสภาทนายความ และกระทรวงยุติธรรม ได้จัดทนายความให้ความช่วยเหลือทางคดีทั้งคดีอาญา ข้อหาปลอมเอกสาร ฉ้อโกง ยักยอก ซึ่งทนายความคนดังกล่าวให้การรับสารภาพจนต้องคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก และคดีแพ่งฟ้องบังคับให้ทนายความต้องคืนเงินตามหนังสือรับสภาพหนี้คืนให้แก่มารดาน้องบีมและน้องบีม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนของคดีฟ้องเรียกค่าเสียหายซึ่งเป็นคดีหลัก คณะอนุกรรมการของ ส.ช.น.พิจารณาแล้วเห็นว่า การแถลงขอสละสิทธิ์ในการบังคับคดีดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะขัดต่อเจตนาที่แท้จริงของโจทก์ จึงขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี เพื่อยึดทรัพย์ของจำเลยออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้แก่นางพรทิพย์และน้องบีมต่อไป ซึ่งคดีนี้ศาลชั้นต้นยกคำร้อง ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์ แต่บริษัทเจ้าของรถบรรทุกได้ขออนุญาตฎีกา ศาลฎีกาอนุญาตให้ยื่นฎีกาได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จนเมื่อวันที่ 13 ก.ค.63 ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาว่า การที่นายพิสิษฐ์ สัมมาเลิศ ทนายความ ได้นำหนังสือมอบอำนาจที่ยังมิได้กรอกข้อความมาให้โจทก์ลงลายมือชื่อ เพื่อให้ดำเนินแทนโจทก์ในการขอให้ศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยชำระหนี้ตามคำพิพากษา หลังจากนั้นนายพิสิษฐ์ได้นำหนังสือมอบอำนาจที่ยังมิได้กรอกข้อความมากรอกข้อความว่าให้รับเช็คหรือเงินสดแทนโจทก์ และให้ทำสัญญาหรือบันทึกข้อตกลงแทนโจทก์ได้ จากนั้นนายพิสิษฐ์ได้เจรจาทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับบริษัทเจ้าของรถบรรทุก โดยบริษัทตกลงชำระเงินจำนวน 4,000,000 บาท พร้อมมอบเช็คสั่งจ่ายระบุชื่อนายพิสิษฐ์เป็นผู้รับเงิน รวม 32 ฉบับ ซึ่งทนายความนำเช็คบางส่วนไปเรียกเก็บเงิน แต่ไม่นำมาให้แก่โจทก์ นอกจากนี้ยังได้นำเช็คที่เหลือจำนวน 29 ฉบับ รวมเป็นเงิน 3,050,000 บาท ไปขายลดคืนให้แก่บริษัทเจ้าของรถบรรทุกในราคา 900,000 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การที่นายพิสิษฐ์ปลอมหนังสือมอบอำนาจของโจทก์แล้วนำไปทำสัญญาประนีประนอมยอมความลดยอดหนี้ รับเงินจากบริษัทเจ้าของรถบรรทุกไม่มีผลผูกพันโจทก์ และการที่นายพิสิษฐ์นำเช็คไปขายในราคาต่ำกว่าจำนวนเงินตามเช็คจำนวนมาก ไม่มีเหตุผลที่จะต้องทำเช่นนั้น ไม่เป็นประโยชน์ต่อลูกความ ส่อเจตนาไม่สุจริตที่จะไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์ ฉะนั้นเมื่อโจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษา บริษัทเจ้าของรถบรรทุกจึงมิอาจอ้างว่าตนได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว โจทก์จึงยังคงมีสิทธิ์ขอให้ศาลออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีต่อไป การยื่นคำร้องของนายพิสิษฐ์จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะบังคับคดีเอากับจำเลยทั้งสามอีกต่อไป เนื่องจากมีการฟ้องคดีแพ่งตามหนังสือรับสภาพหนี้จากนายพิสิษฐ์ด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำขอของโจทก์ โดยมีเงื่อนไขว่าหากโจทก์ได้รับชำระหนี้จากนายพิสิษฐ์ สัมมาเลิศ กับพวกเพียงใด ก็ให้มีสิทธิ์จะได้รับชำระหนี้ลดลงเพียงนั้น ในขั้นตอนต่อไป ส.ช.น.จะมอบหมายให้ทนายความดำเนินการบังคับคดี โดยยึดทรัพย์ของจำเลยออกขายทอดตลาด เพื่อนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่นางพรทิพย์ จันทรัตน์ และ ด.ญ.ภัทรดา แก้วผ่อง ต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ว่าที่พันตรี ดร.สมบัติกล่าวว่า คดีนี้ศาลฎีกามองว่าโจทก์ทั้งหมดยังไม่ได้รับชำระหนี้จากบริษัท การที่ตัวทนายความนำหนังสือมอบอำนาจแล้วยื่นคำร้องขอสละสิทธิ์ไม่บังคับคดี ไม่ถือว่าตัวโจทก์มอบอำนาจให้ดำเนินการเช่นนั้น และไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ในส่วนของคดีที่คุณแม่ของน้องบีมและน้องบีมไปยื่นฟ้องทนายความ ศาลเห็นว่าหากได้รับชำระหนี้มาแค่ไหนให้หักในยอดนั้นแล้วค่อยมายึดทรัพย์คดีที่มีคำพิพากษาศาลฎีกานี้ แต่หากปรากฏว่าทนายความที่ฉ้อฉลดังกล่าวไม่มีทรัพย์และไม่อยู่ในสภาพที่จะชดใช้ได้ ตอนนี้ตัวอยู่ในเรือนจำ ทางคณะทำงานเนติฯ ก็จะต้องมอบหมายทนายความมาดำเนินการยึดทรัพย์ในคดีนี้ต่อไป ตอนนี้ขั้นตอนบังคับคดีสามารถเดินต่อได้เลย ถ้าฝ่ายจำเลยมาเจรจายอดหนี้กว่า 5 ล้านบาทกับครอบครัว ถ้าเจรจาลงตัวคดีก็จะเป็นการยุติของจริง คณะทำงานทนายความที่ช่วยเหลือคดีมาตั้งแต่แรกก็พร้อมจะเข้าร่วมเจรจาหาทางออกพูดคุยกัน ปกติการบังคับคดีตามกฎหมายจะต้องดำเนินการบังคับคดีภายใน 10 ปี นับตั้งแต่วันที่มีคำพิพากษา ส่วนคดีนี้มีการโต้แย้งทางข้อพิพาทกันมา จึงต้องนับจากวันที่ฟังคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมา ถ้าเข้าขั้นตอนบังคับคดีสืบเจอทรัพย์สิน เราก็ดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อยึดทรัพย์ โดยหลังจากวันนี้ไปเราจะเริ่มกระบวนการบังคับคดีเลย แต่ถ้าจะเข้ามาคุยเราก็ยินดี หากพบว่าลูกหนี้ตามคำพิพากษามีการโยกย้ายถ่ายเททรัพย์ ก็อาจจะเป็นคดีอาญาในความผิดฐานฉ้อโกงขึ้นมาใหม่อีกได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ น.ส.ภัทรดา หรือน้องบีม กล่าวว่า ปัจจุบันกำลังศึกษาการศึกษานอกโรงเรียน หรือ กศน. เทียบเท่าชั้น ม.5 อนาคตก็อยากเดินตามความฝัน คืออยากเป็นผู้ประกาศข่าวโทรทัศน์ ตอนนี้ช่วยแม่ขายกาแฟสดที่กรมชลประทาน อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี และใครที่ติดตามเพจ &amp;quot;โกโก้ บราวนี่ by บีม ภัทรดา&amp;quot; ตนเองทำขายและมีคนใจบุญที่เห็นข่าวก็เข้ามาช่วยเหลือทางเพจ ช่วงที่มีคดีความ แม่ก็จะเล่าให้ฟังเป็นประจำว่า ทนายความยังช่วยเราอยู่หรือไม่ และคดีไปถึงไหนแล้ว ซึ่งตนเองก็พยายามบอกแม่ว่า ลุงทนายคงกำลังประสานเรื่องให้เรา แต่บางทีอาจจะไม่ว่าง จึงไม่ได้ติดต่อมา จริงๆ ก็มีกังวลอยู่นิดๆ ว่าคดีจะเสร็จเหมือนที่หวังไว้หรือไม่ แต่เมื่อวาน น้าทนายความแจ้งผลคำพิพากษาของศาลฎีกาว่าเราชนะคดี หนูก็ตื่นเต้นมาก และรู้สึกโล่งใจ ก็ต้องขอบคุณทนายความทุกๆ คนที่เคยอยู่เคียงข้างไม่ทิ้งกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สิ่งที่หนูอยากจะบอกเกี่ยวกับบริษัทรถ คือถ้าคุณดูอยู่ หนูอยากให้คุณเมตตาหนูกับคุณแม่ อยากให้เรามานั่งคุยกันว่าต่อไปนี้เราจะทำอย่างไรดี อยากให้ดูหนูกับคุณแม่ว่าที่ผ่านมาชีวิตเราลำบากกันขนาดไหน หนูคิดว่าชีวิต หนูกว่าจะผ่านแต่ละวัน มันไม่ง่ายเลย&amp;quot; น้องบีมกล่าว และว่า อนาคตจะเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับน้าทนายอีกครั้ง ว่าเรื่องจะไปถึงไหน อย่างไร ก็อยากฝากไว้ด้วย ขอขอบคุณทนายความทุกคนและขอบคุณพี่ๆ สื่อมวลชนทุกคนที่คอยอยู่เคียงข้างนำเสนอเกี่ยวกับคดีในทุกๆ เรื่อง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71444</URL_LINK>
                <HASHTAG>ณัฐนันท์ สุวรรณมณี, ณัฐศักดิ์ สามงามทอง, ดำศักดิ์ เครือแก้ว, ทินกร สุระบัณฑิต, พรทิพย์ จันทรัตน์, ภัทรดา แก้วผ่อง, วัชณ์ธิป แสดงมณี, ว่าที่พันตรี ดร.สมบัติ วงศ์กำแหง, ศักดิ์ณรงค์ พวงศิริ, สุพจน์ หนูเพ็ง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200714/image_big_5f0da21be27a7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
