<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>49000</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/10/2019 11:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/10/2019 11:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กตู่&#039;เดินหน้ารัฐบาลดิจิตัลลุยต้านภัยคุกคามไซเบอร์ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ต.ค.62- เมื่อเวลา 09.00 น.&amp;nbsp;ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานในพิธีเปิดงานมหกรรมแสดงเทคโนโลยีดิจิทัลระดับนานาชาติ &amp;ldquo;Digital Thailand Big Bang 2019: ASEAN Connectivity&amp;rdquo; จัดโดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล(ดีป้า) สังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอีเอส) พร้อมมอบรางวัล Prime Minister&amp;rsquo;s Award เพื่อประกาศความสำเร็จที่โดดเด่นของผลงานนวัตกรรมดิจิทัล ทั้งในระดับเยาวชน ชุมชนดิจิทัล ธุรกิจดิจิทัล Digital Startup และองค์กรดิจิทัล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ &amp;ldquo;บทบาทของประเทศไทยในเวที ASEAN Connectivity&amp;rdquo; ตอนหนึ่งว่า วันนี้เรากำลังเดินหน้าสู่โลกแห่งนวัตกรรมและเทคโนโลยี ซึ่งจะเชื่อมโยงแค่ภายในประเทศไม่เพียงพอ แต่ต้องเชื่อมโยงกับต่างประเทศและรอบบ้านด้วย ดังนั้นต้องทำให้ดิจิทัลเกิดประโยชน์สูงสุดกับคนทุกกลุ่ม ทุกอาชีพและทุกรายได้ ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ได้นำดิจิทัลมาเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ เพื่อก้าวสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลมากขึ้น อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้ต้องใช้งบประมาณและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นทำอย่างไรไม่ให้มีอุปสรรคปิดกั้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ถ้าปราศจากความขัดแย้งและทุกฝ่ายร่วมมือกันก็สามารถทำได้ทุกอย่าง นอกจากนี้ต้องใช้ Big data มาเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารราชการมากยิ่งขึ้น ซึ่งรัฐบาลพยายามเดินหน้าสิ่งเหล่านี้อยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า การเข้าสู่ประเทศพัฒนาแล้วตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ต้องมีแผนภูมิและโรดแมปเพื่อเดินหน้าประเทศ ไม่ใช่คิดอะไรแล้วทำได้เลย เพราะเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายตัว อะไรทำได้เร็วก็ทำได้เลย โดยต้องรักษาผลประโยชน์ของชาติและประชาชนให้มากที่สุด ซึ่งมีทั้งปัจจัยทั้งภายในและภายนอก รวมถึงผลกระทบจากต่างประเทศ ซึ่งสามารถปรับแก้ได้หมด จึงขอให้ทุกคนเข้าใจ อีกทั้งเรื่องการก่อสร้างพื้นที่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของเมืองให้เป็นเมืองที่ทันสมัยระดับโลก ซึ่งต้องมีขั้นตอนในการลงทุน และต้องมีการปรับเรื่องเหล่านี้ให้เป็นแรงจูงใจออกมามากขึ้น ก็ขอเชิญชวนเศรษฐีเมืองไทยหลายๆท่าน ทำได้ก็ทำ แต่ก็ต้องมีขั้นตอนต่างๆมากพอสมควร เพื่อจะได้รับการยอมรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฯ กล่าวว่า สำหรับยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง ทุกคนต้องเข้าใจว่าวันนี้มีการใช้สื่อออนไลน์อย่างมหาศาล มีทั้งทำถูกและไม่ถูก ทำดีและไม่ดี ดังนั้นความมั่นคงและความความปลอดภัยทางไซเบอร์ ถือเป็นภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ซึ่งภัยก่อการร้ายก็มีการใช้ดิจิทัลมาสนับสนุนอีกด้วย ทุกคนจึงต้องให้ความสำคัญ และรัฐบาลได้เตรียมความพร้อมและป้องกัน โดยได้ออกกฎหมายไว้รองรับ อาทิ พ.ร.บ.ความมั่นคงทางไซเบอร์ และพ.ร.บ.ข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อรับมือภัยคุกคามที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกันช่วงเช้าวันเดียวกันนี้ตนเองได้เห็นข่าวการหลอกลวงให้ลงทุน 1,000 บาท แล้วจะได้กำไร 930 บาท มีคนหลงเชื่อจำนวนมาก ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ไม่มีอะไรได้มากขนาดนี้ ดังนั้นต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้กับคนไทยทุกคนให้เข้มแข็ง มีสติ และต้องพัฒนาคนของเรา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันกติกาในโลกใบนี้เราจะก้าวล่วงกฎหมายใครไม่ได้ และคนอื่นจะก้าวล่วงเราไม่ได้เช่นกัน แต่เราจะหาประโยชน์ร่วมกันอย่างไร ทั้งในด้านการค้าและการลงทุน อย่างไรก็ตาม เรามีกฎหมายของใครของมัน และต้องเคารพกฎหมายซึ่งกันและกัน อีกทั้งโลกปัจจุบันทุกคนรู้ดีว่าเรามีปัญหาในเรื่องดิจิทัลและการคุกคามทางไซเบอร์ ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยง ดังนั้นการพูดจาอะไรต่างๆต้องระมัดระวังให้มากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ต้องร่วมมือกันพัฒนาทั้งการศึกษาและพัฒนาคนให้มีความพร้อม และเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลได้นำมาพัฒนาและใช้ประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะเรื่องการศึกษาและสาธารณสุข รวมถึงด้านการเกษตรฯและเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ก็ต้องนำดิจิทัลเข้าไปเสริมและต้องดูแลเป็นพิเศษ โดยนำดิจิทัลแบบง่ายๆไปใช้ .&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49000</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดีป้า, พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี, ภัยคุกคามไซเบอร์, ยุทธศาสตร์ความมั่นคง, รัฐบาลดิจิตอล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191028/image_big_5db666707d535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8307</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/05/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไทยด้อยรับมือภัยไซเบอร์ กระทรวงดีอีดิ้นล้อมคอก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สมช.ยังไม่ทราบเรื่องและไม่ได้ติดตามแฮกเกอร์เกาหลีเหนือใช้เซิร์ฟเวอร์ไทยจารกรรมข้อมูล 17 ประเทศ ขณะที่หน่วยความมั่นคงยอมรับไทยยังด้อยรับมือภัยคุกคามไซเบอร์ &amp;quot;ดีอี&amp;quot; บอกตรวจสอบเบื้องต้นยังไม่พบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณี &amp;nbsp;McAfee (โปรแกรมตรวจสอบไวรัส) ตรวจสอบพบว่ามีแฮกเกอร์เกาหลีเหนือใช้เซิร์ฟเวอร์ประเทศไทยจารกรรมข้อมูลจาก 17 ประเทศ โดยที่ตั้งเซิร์ฟเวอร์อยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่ารายละเอียดคงต้องสอบถามจากนายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เพราะเขาเข้าไปดูแล้ว และเตรียมการป้องกัน และไม่กังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบ และไม่ได้ติดตามเรื่องนี้ แต่หลังจากนี้จะไปติดตาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แหล่งข่าวฝ่ายความมั่นคงยอมรับว่า ข่าวดังกล่าวเป็นเรื่องจริง ซึ่งไม่ใช่เพียงแต่ประเทศไทยเท่านั้นที่ถูกแฮกเกอร์ เพราะยังมีอีก 17 ประเทศที่โดนเหมือนเรา โดยใช้โปรแกรมมัลแวร์ที่เป็นโปรแกรมประสงค์ร้ายทำงานในลักษณะที่เป็นการโจมตีระบบ ทำให้ระบบเสียหาย รวมถึงการจารกรรมข้อมูล ทั้งนี้ยังชี้ชัดไม่ได้ว่าเขาได้ข้อมูลสำคัญอะไรไปบ้าง ซึ่งต้องรอการพิสูจน์หลักฐาน โดยต้องรอการตรวจสอบ IP Address หรือหมายเลขของเครื่องคอมพิวเตอร์ เพราะเส้นทางการจารกรรมข้อมูลเพื่อทำให้ข้อมูลไหลออกมีหลายวิธี ทั้งการเจาะระบบ หรือการแอบฝังโปรแกรมเอาไว้ ดังนั้นต้องรอการตรวจสอบทางด้านเทคนิคต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แหล่งข่าวระบุว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องชี้แจงสังคมว่าเกิดอะไรขึ้น และต้องจัดชุดพิสูจน์หลักฐานทางดิจิทัลของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ไปตรวจสอบรายละเอียด อย่างไรก็ตาม ตรงนี้เป็นตัวบ่งชี้เรื่องการรับมือภัยคุกคามด้านไซเบอร์ของเรานั้นยังไม่มี แม้ที่ผ่านมาจะมีการตั้งคณะกรรมการเตรียมการด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ โดยมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สำหรับความพร้อมการดูแลภัยคุกคามด้านไซเบอร์นั้น ยอมรับว่าการรับมือในลักษณะแบบนี้ไทยเองยังไม่มีความพร้อม และเชื่อว่านอกจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แล้ว ยังมีอีกหลายองค์กรและหลายหน่วยงานในไทยที่ถูกแฮ็ก แต่ยังตรวจสอบไม่พบ และนี่ยังเป็นเพียงแค่น้ำจิ้ม เพราะยังไม่ได้มีการโจมตี หรือเผยแพร่การจารกรรมข้อมูล ตอนนี้เราทราบเพียงแต่ว่าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น แต่ยังไม่มีข้อมูลว่าอะไรรั่วไหล หรือเป็นข้อมูลที่สำคัญหรือไม่ ดังนั้นเราต้องสร้างความตระหนักเพื่อรับมือภัยคุกคามแบบนี้ และกรณีนี้จะเป็นบทเรียนให้เรา&amp;quot; แหล่งข่าวหน่วยความมั่นคงระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาถึงกรณีกลุ่มคนเจาะระบบคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อใช้เป็นฐานปล่อยมัลแวร์ในการเจาะระบบเข้าไปดูข้อมูลของหลายประเทศว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มี 17 ประเทศที่ถูกปล่อยมัลแวร์นี้ โดยในส่วนของไทย เท่าที่เราตรวจสอบไม่พบความเสียหายอะไร แต่ยังไม่ทราบว่าเป็นฝีมือของกลุ่มใด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพิเชฐกล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ตอนนี้กระทรวงดีอีเข้าไปดูแล พร้อมแจ้งเหตุต่อมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เพื่อให้ตัดการเชื่อมโยงเครือข่ายระบบที่เกี่ยวข้องกับอีแอดเดรสนั้นจากเซิร์ฟเวอร์แล้ว นอกจากนี้เรายังมีการประสานงานต่อเนื่องเพื่อมีการตรวจสอบย้อนกลับ และดูว่าจะมีอะไรที่เราต้องทำเพิ่มหรือไม่ แต่ตอนนี้ไม่มีรายงานข่าวว่าจะมีการก่อเหตุเช่นนี้อีก เพราะทั่วโลกตื่นตัวในเรื่องการแลกเปลี่ยนข้อมูล ซึ่งจะมีการแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที และขณะนี้ฐานข้อมูลของแต่ละหน่วยงานมีความปลอดภัย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับระบบป้องกันฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์ของหน่วยงานราชการและสถาบันการศึกษาในไทยนั้น แต่ละหน่วยงานต้องมีการดูแลรักษาความปลอดภัยให้ดี แต่ตอนนี้มาตรการของไทยมีความเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ โดยดีอีมีศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ประเทศไทยเป็นทีมงานรุกเร็วกรณีเกิดเหตุด่วนด้านคอมพิวเตอร์ อีกทั้งเราได้ประชุมกับกลุ่มหลักๆ 6 กลุ่มที่เรียกว่าโครงสร้างขั้นพื้นฐานสารสนเทศที่สำคัญของประเทศ ได้แก่ กลุ่มสาธารณูปโภค กลุ่มพลังงาน กลุ่มสาธารณสุข กลุ่มโทรคมนาคม กลุ่มคมนาคม และกลุ่มความมั่นคง เพื่อร่วมกันทำงานล้อมรั้วป้องกันการเจาะข้อมูลระบบคอมพิวเตอร์ของไทย พร้อมกับใช้ซอฟต์แวร์ที่มีความปลอดภัย ควบคู่กับการพัฒนาบุคลากรที่สามารถดูแลระบบไซเบอร์ได้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ดีอีได้ยกร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แล้ว เพื่อการนี้โดยเฉพาะ ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกากำลังพิจารณาจัดทำร่างกฎหมายนี้ให้มีความเรียบร้อย ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ทุกกระทรวงต้องดูแลความปลอดภัยระบบฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์ของตัวเองให้ดี&amp;quot; รมว.ดีอีระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8307</URL_LINK>
                <HASHTAG>คสช., ดีอี, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ, ภัยคุกคามไซเบอร์, ระบบคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, สมช., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180501/image_big_5ae8865b0cb68.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8267</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/05/2018 19:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/05/2018 16:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฝ่ายข่าวความมั่นคงยอมรับไทยไม่พร้อมรับมือภัยคุกคามด้านไซเบอร์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 พ.ค.61 - &amp;nbsp; &amp;nbsp;แหล่งข่าวฝ่ายความมั่นคง กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่า McAfee &amp;nbsp;ซึ่งเป็นโปรแกรมตรวจสอบไวรัส ตรวจสอบพบว่ามีแฮกเกอร์เกาหลีเหนือใช้เซิฟเวอร์ประเทศไทยในการจารกรรมข้อมูลจาก 17 ประเทศ โดยระบุที่ตั้งของเซิฟเวอร์ว่าอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่า ยอมรับว่าข่าวดังกล่าวเป็นเรื่องจริง ซึ่งไม่ใช่เพียงแต่ประเทศไทยเท่านั้นที่ถูกแฮกเกอร์ เพราะยังมีอีก 17 ประเทศที่โดนเหมือนเราโดยใช้โปรแกรมมัลแวร์ที่เป็นโปรแกรมประสงค์ร้ายทำงานในลักษณะที่เป็นการโจมตีระบบ ทำให้ระบบเสียหาย รวมถึงการจารกรรมข้อมูล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ยังชี้ชัดไม่ได้ว่าเขาได้ข้อมูลสำคัญอะไรไปบ้าง ซึ่งต้องรอการพิสูจน์หลักฐาน โดยต้องรอการตรวจสอบ IP Address หรือหมายเลขของเครื่องคอมพิวเตอร์ เพราะเส้นทางการจารกรรมข้อมูลเพื่อทำให้ข้อมูลไหลออกมีหลายวิธี ทั้งการเจาะระบบ หรือการแอบฝังโปรแกรมเอาไว้ ดังนั้นต้องรอการตรวจสอบทางด้านเทคนิคต่อไป ทั้งนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องชี้แจงสังคมว่าเกิดอะไรขึ้น และต้องจัดชุดพิสูจน์หลักฐานทางดิจิตอลของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ไปตรวจสอบรายละเอียด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามตรงนี้เป็นตัวบ่งชี้เรื่องการรับมือภัยคุกคามด้านไซเบอร์ของเรานั้นยังไม่มี แม้ที่ผ่านมาจะมีการตั้งคณะกรรมการเตรียมการด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ โดยมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งข่าวฝ่ายความมั่นคงรายเดิม กล่าวต่อว่า สำหรับความพร้อมการดูแลภัยคุกคามด้านไซเบอร์นั้น ยอมรับว่าการรับมือในลักษณะแบบนี้ไทยเองยังไม่มีความพร้อม และเชื่อว่านอกจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แล้วยังมีอีกหลายองค์กร และหลายหน่วยงานในไทยที่ถูกแฮก แต่ยังตรวจสอบไม่พบ และนี่ยังเป็นเพียงแค่น้ำจิ้ม เพราะยังไม่ได้มีการโจมตี หรือเผยแพร่การจารกรรมข้อมูล ตอนนี้เราทราบเพียงแต่ว่าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น แต่ยังไม่มีข้อมูลว่าอะไรรั่วไหล หรือเป็นข้อมูลที่สำคัญหรือไม่ ดังนั้นเราต้องสร้างความตระหนักเพื่อรับมือภัยคุกคามแบบนี้ และกรณีนี้จะเป็นบทเรียนให้เรา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8267</URL_LINK>
                <HASHTAG>McAfee, ภัยคุกคามไซเบอร์, หน่วยงานด้านความมั่นคง, แฮกเกอร์เกาหลีเหนือ, ไทยไม่มีความพร้อม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180501/image_big_5ae8377220f63.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
