<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>106229</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/06/2021 15:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/06/2021 15:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;คมนาคม&#039;คลอดแผนเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติในช่วงหน้าฝน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 มิ.ย.2564 นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม&amp;nbsp; เปิดเผยว่าได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม ติดตามสถานการณ์ช่วงหน้าฝนอย่างใกล้ชิด โดยเตรียมความพร้อมและใช้การปฏิบัติตามแผนบรรเทาสาธารณภัยอย่างเคร่งครัด และมีประสิทธิภาพ รวมถึงให้รายงานการดำเนินการมายังกระทรวงฯ ทันที เมื่อเกิดสถานการณ์

นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคมจัดแบ่งพื้นที่เพื่อกำกับดูแล ประสานกับหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที และส่งผลกระทบกับการเดินทางของประชาชนน้อยที่สุด

ทั้งนี้ได้สั่งการให้หน่วยงานไปศึกษาและเก็บข้อมูลสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต มาถอดบทเรียนและประยุกต์ใช้ในการเตรียมความพร้อมป้องกันสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต อีกทั้ง เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาเสนอขอรับการจัดสรรงบกลาง นำมาดำเนินการฟื้นฟูถนนที่ได้รับความเสียหายจากสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และปลอดภัย

สำหรับโครงสร้างการประสานสั่งการพิจารณาจากการจัดระดับความรุนแรงในแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2558 อุทกภัยน้ำท่วมจะเป็นสาธารณภัยขนาดกลาง ซึ่งมีศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัด โดยหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมในพื้นที่จังหวัดจะรายงานสภาพเหตุการณ์ให้กระทรวงคมนาคม ในขณะเดียวกันกระทรวงคมนาคมได้ดำเนินการโดยจัดตั้งศูนย์ Command Center ภัยพิบัติกระทรวงคมนาคมเป็นศูนย์บัญชาการ ประสานสั่งการ รับแจ้งเหตุ ประสานข้อมูล/การสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอก

นอกจากนี้ต้องรายงานเสนอผู้บริหารกระทรวงคมนาคม เพื่อเป็นการรองรับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม อุทกภัยที่อาจจะเกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อการเดินทาง โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมตั้งแต่&amp;nbsp; ขั้นเตรียมพร้อม (ป้องกันก่อนเกิดภัย) การดำเนินการ (รับมือขณะเกิดภัย) และการฟื้นฟูซ่อมแซม (หลังเกิดภัย) และจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อเป็นแนวทางการดำเนินการเตรียมการดังกล่าว อาทิ

กรมทางหลวง (ทล.)เตรียมพร้อมเครื่องมือ เครื่องจักร สะพานเบลีย์ (สะพานเหล็ก) และจัดเจ้าหน้าที่คอยช่วยเหลือประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบ ตลอด 24 ชั่วโมง&amp;nbsp; ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนผู้ใช้ทาง โปรดใช้ความระมัดระวังในการเดินทาง ปฏิบัติตามป้ายเตือน ป้ายแนะนำ และคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด

กรมทางหลวงชนบท(ทช.) เตรียมพร้อมเครื่องมือ เครื่องจักร สะพานเบลีย์ (สะพานเหล็ก) เตรียมความพร้อมเข้าดำเนินการถมวัสดุเชื่อมเส้นทางเพื่อให้ประชาชนสามารถใช้เส้นทางในการสัญจรได้โดยเร็วกรณีประชาชนเข้าที่พักอาศัยไม่ได้จัดรถบรรทุกไว้ให้บริการรับส่งประชาชนในพื้นที่ประสบภัย รวมทั้งตั้งเต็นท์บริการประชาชนที่ประสบอุทกภัย แจกจ่ายอาหาร เครื่องดื่ม เครื่องอุปโภค บริโภค ที่จำเป็นให้กับผู้ประสบภัย

การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) จัดเตรียมอุปกรณ์ เครื่องมือต่างๆ ระดมบุคลากรและแรงงานที่ประจำอยู่ในพื้นที่ เพื่อให้ความช่วยเหลือหรือแก้ไข&amp;nbsp; ปัญหา อุปสรรค ให้สถานการณ์กลับสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด จัดตั้งศูนย์ประสานงานประจำส่วนกลาง และในพื้นที่ประสบภัย ประสานงานกับฝ่ายที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมเจ้าท่า(จท.) สนับสนุนยานพาหนะรถยนต์และเรือเข้าพื้นที่พร้อมให้การช่วยเหลือ หรือตามที่จังหวัดร้องขอ ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยและขนย้ายสิ่งของที่จำเป็น รวมทั้งสนับสนุนถุงยังชีพ อาหาร เครื่องดื่ม ช่วยเหลือ

กรมท่าอากาศยาน(ทย.) เตรียมแผนรองรับสถานการณ์เพื่อให้ท่าอากาศยานยังสามารถเปิดให้บริการได้&amp;nbsp; โดยเร่งสร้าง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คันกั้นน้ำรอบพื้นที่ท่าอากาศยานและสูบระบายน้ำออกจากพื้นที่สู่ลำน้ำสาธารณะ สำหรับกรณีที่สถานการณ์อยู่ในภาวะวิกฤติจะเร่งขนย้าย อพยพ ผู้ประสบอุทกภัยในท่าอากาศยาน เพื่อเคลื่อนย้ายออกอากาศยานสู่พื้นที่ปลอดภัย หรือศูนย์พักพิงชั่วคราว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106229</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงคมนาคม, ภัยพิบัติ, หน้าฝน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210613/image_big_60c5c6a7e687c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72556</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/07/2020 16:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/07/2020 16:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตั้ง &#039;สถานีโทรมาตรอัตโนมัติ’  เตือนภัยน้ำท่วมป่าต้นน้ำ 510 แห่งทั่วไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไทยมีบทเรียนจากภัยพิบัติน้ำท่วมที่สร้างความโกลาหลและความสูญเสียอย่างที่เรียกคืนมาไม่ได้ ความตระหนักถึงการรับมือภัยพิบัติในอนาคต เป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องให้ความสำคัญอย่างจริงจัง ไม่ว่าระบบจัดการน้ำ ความแม่นยำในการคาดการณ์อากาศ และการเตือนภัยทันท่วงทีด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ในพื้นที่ป่าต้นน้ำมีช่องโหว่เรื่องระบบเตือนภัยล่วงหน้า เพื่อแก้ปัญหานี้ นำมาสู่ความร่วมมือในการตั้งสถานีโทรมาตรอัตโนมัติ ถือเป็นเครื่องมือที่สำคัญมากในการเฝ้าระวังภัย ช่วยชาวบ้านในพื้นที่เสี่ยงภัยสามารถเข้าถึงและรับทราบข้อมูลภาวะความเสี่ยงต่อภัยพิบัติที่กำลังจะเกิดขึ้น นำมาสู่การเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์อุทกภัย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สถานีโทรมาตรอัตโนมัติแห่งแรกติดตั้งแล้วที่ศูนย์สาธิตการพัฒนาและรณรงค์การใช้หญ้าแฝก ด้านป่าไม้ที่ 1 ต.โป่งแยง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ โดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา องค์ประธานกรรมการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เสด็จไปทรงเป็นประธานเปิดสถานีโทรมาตรอัตโนมัติ เมื่อวันก่อน ถือเป็น 1 ใน 510 สถานีโทรมาตรฯ ในพื้นที่ป่าต้นน้ำภายใต้ &amp;ldquo;โครงการติดตั้งสถานีโทรมาตรอัตโนมัติ เพื่อตรวจวัดข้อมูลภูมิอากาศ ปริมาณน้ำฝน และระดับน้ำ ในพื้นที่ป่าต้นน้ำ&amp;rdquo; ซึ่งบูรณาการความร่วมมือระหว่าง มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย กับภาคีเครือข่าย 7 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช, กรมป่าไม้, กรมการปกครอง, กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น, การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองประธานกรรมการที่ปรึกษามูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย กล่าวว่า สืบเนื่องจากพระนโยบายในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงมีพระดำริให้มูลนิธิดำเนินงานบรรเทาทุกข์ การฟื้นฟูอย่างยั่งยืน การเฝ้าระวัง และป้องกันภัยพิบัติ เพื่อบรรเทาทุกข์ราษฎร ก่อนหน้านี้มีโครงการนำร่องติดตั้งสถานีโทรมาตรอัตโนมัติ 14 จุด ในพื้นที่ที่ประสบปัญหาอุทกภัยบ่อยครั้งที่ จ.น่านและ จ.สกลนคร มูลนิธิฯ ร่วมกับ สสน. ในฐานะเครือข่ายของมูลนิธิฯ จัดตั้งเครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชนเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ขึ้น ทั้งสิ้น 20 ชุมชน อบรมราษฎรอาสาสมัครในชุมชนที่มีความเสี่ยงเกิดอุทกภัยให้มีความรู้ใช้ข้อมูลสารสนเทศทรัพยากรน้ำเพื่อการเฝ้าระวัง การเตือนภัย สามารถอพยพไปพื้นที่ปลอดภัย และสนับสนุนวิทยุสื่อสารแก่เครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชนฯ เพื่อติดต่อสื่อสารในพื้นที่ที่สัญญาณโทรศัพท์มือถือยังไม่ครอบคลุม จากโครงการนำร่องที่ผ่านมาประสบผลสำเร็จ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา จึงทรงมีพระดำริให้มูลนิธิฯ ขยายผลติดตั้งสถานีโทรมาตรอัตโนมัติ ในพื้นที่ป่าต้นน้ำให้ครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศ โดยมูลนิธิฯ ได้ประสานงานกับภาคีเครือข่ายร่วมดำเนินการในภาคเหนือก่อน จากนั้นเป็นพื้นที่ภาคอีสานและภาคใต้ตาม เพื่อเฝ้าระวังป้องกันภัยพิบัติ และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำในชุมชนให้ดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รองประธานกรรมการฯ กล่าวว่า ปัจจุบันได้ติดตั้งสถานีโทรมาตรอัตโนมัติในพื้นที่ภาคเหนือแล้วจำนวน 80 สถานี ครอบคลุมพื้นที่ 11 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน ตาก สุโขทัย และอุทัยธานี โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณในการติดตั้งสถานีโทรมาตรอัตโนมัติ จากบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo; งานบรรเทาทุกข์ภัยพิบัติมีมากขึ้นเมื่อเทียบจากอดีต พื้นที่เสี่ยงจะท่วมซ้ำซาก การเรียนรู้จากประสบการณ์ในอดีต เฝ้าระวังภัย จะลดความสูญเสีย ซึ่งสถานีโทรมาตรอัตโนมัติทำหน้าที่เป็นตัววัดข้อมูลสภาพอากาศ ปริมาณน้ำฝน ระดับน้ำ และส่งข้อมูลผ่านระบบเครือข่าย 4G ไปยังเซิร์ฟเวอร์ของ สสน. เพื่อประมวลผลข้อมูล จากนั้นจะส่งข้อมูลปริมาณน้ำฝนผ่านข้อความสั้น หรือเอสเอ็มเอส ไปยังเครือข่ายชุมชน และแอปพลิเคชัน thaiwater ซึ่งเป็นระบบคลังข้อมูลน้ำและภูมิอากาศระดับประเทศ ระดับจังหวัด หากปริมาณน้ำฝนมีระดับสูงกว่าปกติจะส่งสัญญาณเตือนภัยไปยังวิทยุสื่อสารของเครือข่ายชุมชนมูลนิธิฯ ทั่วประเทศ เพื่อเตรียมพร้อมป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายจากอุทกภัย หรือเสียหายให้น้อยที่สุด ตามแผนจะดำเนินการสำรวจ ติดตั้งให้ครบ 510 สถานี ภายในหนึ่งปีครึ่ง &amp;quot; ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; การติดตั้งสถานีโทรมาตรอัตโนมัติบริเวณพื้นที่ป่าต้นน้ำ ลักษณะเสารับ-ส่งสัญญาโทรมาตรออกแบบพิเศษให้มีลักษณะเป็นเสาต้นไม้ เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบ รวมทั้งยังคงรักษาความเป็นธรรมของผืนป่าต้นน้ำ ส่วนอุปกรณ์โทรมาตรอัตโนมัติ ประกอบด้วยหัววัดปริมาณน้ำฝนและหัววัดสภาพอากาศ ความชื้น อุณหภูมิ ความกดอากาศ ทำงานด้วยระบบพลังงานแสงอาทิตย์ผ่านแบตเตอรี่รถยนต์ขนาดเล็ก นอกจากนี้ มีชุดควบคุม RTU ทำหน้าที่รับข้อมูลจากหัววัดต่างๆ มาประมวลผล และส่งข้อมูลผ่านระบบเครือข่ายมือถือไปยังเซิร์ฟเวอร์ของ สสน. เพื่อประมวลผลข้อมูล กรณีที่พื้นที่ป่าต้นน้ำไม่มีสัญญาณโทรศัพท์จะส่งข้อมูลปริมาณน้ำฝนผ่านดาวเทียม สถานีโทรมาตรฯ มีระบบแสดงผล โดย สสน.รับผิดชอบในการตรวจสอบ ซ่อมบำรุง ปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบ รวมถึงถ่ายทอดทักษะในการใช้และดูแลบำรุงรักษาให้มีประสิทธิภาพสูงสุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72556</URL_LINK>
                <HASHTAG>ภัยพิบัติ, มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย, สถานีโทรมาตรอัตโนมัติฯ, สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.), สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200726/image_big_5f1d4fcbb6400.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62589</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/04/2020 08:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/04/2020 08:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ศรีสุวรรณ&#039; หวั่นมหาดไทยดึงงบ &#039;อปท.&#039; ไว้ใช้เอง หลังตีความโควิด-19 ไม่ใช่ &#039;สาธารณภัย&#039; </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 เม.ย.63 - นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงมหาดไทยจัดการประชุมผ่านระบบวีดีทัศน์ทางไกล (VCS) เพื่อซักซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การใช้จ่ายงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สำหรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาฯ หรือโควิด-19 เมื่อวันที่ 7 เม.ย.63 ที่ผ่านมาโดยมีนายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการประชุมดังกล่าว มีการตั้งคำถาม-คำตอบในที่ประชุมว่า อปท.จะสามารถใช้งบกลางในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโรคติดเชื้อโควิด-19 ได้หรือไม่ ซึ่งกลับมีคำตอบว่ากรณีโรคโควิด-19 ที่แพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้ &amp;ldquo;ยังมิใช่สาธารณภัย&amp;rdquo; จึงไม่สามารถเบิกจ่ายจากงบกลางได้ และต่อคำถามที่ว่าโรคติดเชื้อโควิด-19 เป็นโรคติดต่ออันตรายหรือโรคระบาดตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขแล้วหรืออย่างไร แต่กลับได้รับคำตอบจากมหาดไทยว่า กระทรวงสาธารณสุขประกาศให้โรคไวรัสโคโรนาฯเป็นโรคติดต่ออันตราย เมื่อวันที่ 26 ก.พ.63 แต่ยังไม่ได้ประกาศให้เป็นโรคระบาดตาม พรบ.โรคติดต่อ 2558 จึงไม่จัดว่าเป็น &amp;ldquo;สาธารณภัย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำตอบดังกล่าวสวนทางกับเจตนารมณ์ของกฎหมายหลายฉบับ อาทิ ตาม พรบ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 2550 ได้ให้คำนิยามของคำว่า &amp;ldquo;สาธารณภัย&amp;rdquo;ใน ม.4 ว่าหมายความรวมถึงโรคระบาดในมนุษย์ อันมีผลกระทบต่อสาธารณชน ไม่ว่าเกิดจากธรรมชาติ มีผู้ทําให้เกิดขึ้น หรือเหตุอื่นใดซึ่งก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิต ร่างกายของประชาชน อีกทั้งใน&amp;ldquo;ระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน 2562 ได้บัญญัติคำว่า &amp;ldquo;ภัยพิบัติ&amp;rdquo; หมายความว่า &amp;ldquo;สาธารณภัย&amp;rdquo; อันได้แก่ ภัยอันเกิดจากโรคที่แพร่หรือระบาดในมนุษย์ ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิต ร่างกายของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้น ในเหตุผลของคำประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินของนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 มี.ค.63 ก็ระบุไว้ชัดเจนว่าโรคโควิด-19 เป็นโรคที่ติดต่อได้ง่ายและเป็นอันตรายอย่างมากต่อชีวิตของผู้ได้รับเชื้อ ซึ่งองค์การอนามัยโลกยังต้องประกาศให้การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เป็นการระบาดใหญ่ รัฐจึงต้องใช้มาตรการเข้มงวดและเร่งด่วนเพื่อควบคุมมิให้โรคแพร่ระบาดออกไปในวงกว้าง ฯลฯ แต่กระทรวงมหาดไทยกลับตีความว่าการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ไม่จัดว่าเป็น &amp;ldquo;สาธารณภัย&amp;rdquo; ซึ่งทำให้ อปท. ไม่สามารถใช้งบกลางมาช่วยเหลือประชาชนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีดังกล่าว เชื่อว่าอาจเป็นความพยายามของกระทรวงมหาดไทย ในการกีดกัน อปท.ในการนำงบกลางมาช่วยเหลือประชาชนในแต่ละท้องที่ เพื่อที่ตนจะได้ใช้งบกลางแต่เพียงผู้เดียวในการสร้างผลงานของตน โดยมีชาวบ้านเป็นตัวประกันนั่นเอง และยิ่งมีการเกลี่ยงบจากทุกกระทรวง 10% มาไว้เป็นงบกลางเพื่อแก้ปัญหาโควิด-19 นั้นจะแก้ปัญหาให้ถั่วถึงได้อย่างไร ซึ่งสมาคมฯไม่เชื่อว่าในยุคพล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี และมีพล.อ.อนุพงษ์ เป็น รมว.มหาดไทย จะใช้เล่ห์ฉลหรือวิธีการบริหารบ้านเมืองเยี่ยงนี้ได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62589</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, กระทรวงมหาดไทย, บรรเทาสาธารณภัย, ภัยพิบัติ, ศรีสุวรรณ จรรยา, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200409/image_big_5e8e795adafb5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55015</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/01/2020 11:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/01/2020 11:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จัดงานบายศรีสู่ขวัญผู้ประสบภัยน้ำท่วม จ.อุบลราชธานี ต่อเรือ-แพแล้ว  13 ลำ พร้อมรับมือภัยพิบัติ เน้นชุมชนพึ่งตนเอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:12.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:12.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;เรือที่ชาวชุมชนต่อขึ้นมาเตรียมรับมือกับภัยน้ำท่วมเพื่อใช้ขนย้ายผู้คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:12.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;อุบลราชธานี/ ภาคีเครือข่ายหลายหน่วยงานและชาวชุมชนริมฝั่งแม่น้ำมูล&amp;nbsp; จ.อุบลฯ จัดงานบายศรีสู่ขวัญ &amp;ldquo;เอิ้นขวัญ &amp;nbsp;ฮ่วมแฮง &amp;nbsp;ฮ่วมใจ &amp;nbsp;สร้างวิถีชีวิตชุมชนใหม่รับมือภัยพิบัติ&amp;rdquo; เพื่อเป็นการสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม&amp;nbsp; เตรียมความพร้อมในการรับมือภัยพิบัติ&amp;nbsp; &amp;nbsp;และสร้างเครือข่ายอาสาสมัครป้องกันภัยพิบัติ &amp;nbsp;โดยเน้นการพึ่งพาตนเอง&amp;nbsp; สร้างเรือแล้ว 12 ลำ&amp;nbsp; แพ 1 ลำ&amp;nbsp; พร้อมขนย้ายและอพยพชาวบ้านหากเกิดน้ำท่วมอีก&amp;nbsp; พร้อมออกแถลง การณ์เร่งรัดให้หน่วยงานรัฐเร่งจ่ายค่าชดเชยซ่อมแซมบ้าน และสนับสนุนงบประมาณไปสู่ชุมชนและท้องถิ่นในการบริหารจัดการภัยพิบัติ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:12.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;จากเหตุการณ์น้ำท่วมจังหวัดอุบลราชธานี&amp;nbsp; ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนสิงหาคม-ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา&amp;nbsp; &amp;nbsp;เนื่องจากจังหวัดอุบลฯ และพื้นที่ต่างๆ ในภาคอีสานถูกอิทธิพลจากพายุโพดุลและคาจิกิพัดถล่มทำให้เกิดฝนตกหนัก&amp;nbsp;&amp;nbsp; มวลน้ำจากหลายจังหวัดไหลลงสู่แม่น้ำมูล &amp;nbsp;โดยมวลน้ำมาบรรจบกันที่เขื่อนปากมูลก่อนไหลออกสู่แม่น้ำโขง&amp;nbsp; แต่เขื่อนไม่สามารถระบายน้ำได้ทัน &amp;nbsp;ทำให้ให้เกิดน้ำท่วมสูง&amp;nbsp; โดยเฉพาะบริเวณชุมชนริมฝั่งแม่น้ำมูลที่ตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมืองและวารินชำราบบางพื้นที่มีน้ำท่วมสูงกว่า 10&amp;nbsp; เมตร&amp;nbsp; ทำให้บ้านเรือนและทรัพย์สินของประชาชนได้รับความเสียหายประมาณ&amp;nbsp; 4,000 ครัวเรือน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; จนถึงขณะนี้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบยังไม่ได้รับการช่วยเหลือการซ่อมแซมบ้านจากหน่วยงานรัฐแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:12.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;ล่าสุดเมื่อวันที่&amp;nbsp; 19 มกราคม 2563 &amp;nbsp;ที่ผ่านมา&amp;nbsp; มูลนิธิชุมชนไท &amp;nbsp;&amp;nbsp;เครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง จังหวัดอุบลราชธานี (คปสม.) &amp;nbsp;ร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ป้องกันบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดอุบลราชธานี &amp;nbsp;เทศบาลเมืองวารินชำราบ &amp;nbsp;สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสถานทูตแคนาดา &amp;nbsp;ร่วมกันจัดงานบายศรีสู่ขวัญ &amp;nbsp;ผู้ประสบภัยน้ำท่วมคืนสู่ชุมชน &amp;nbsp;&amp;ldquo;เอิ้นขวัญ &amp;nbsp;ฮ่วมแฮง &amp;nbsp;ฮ่วมใจ &amp;nbsp;สร้างวิถีชีวิตชุมชนใหม่รับมือภัยพิบัติ&amp;rdquo; &amp;nbsp;ที่โรงเรียนบ้านหาดสวนยา&amp;nbsp; เทศบาลตำบลวารินชำราบ &amp;nbsp;อ.วารินชำราบ &amp;nbsp;&amp;nbsp;จ.อุบลราชธานี &amp;nbsp;&amp;nbsp;เพื่อเป็นการสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้ประสบภัย &amp;nbsp;เตรียมความพร้อมในการรับมือภัยพิบัติ&amp;nbsp; &amp;nbsp;และสร้างเครือข่ายอาสาสมัครป้องกันภัยพิบัติ &amp;nbsp;โดยมีนายธนาคม กองเพียร &amp;nbsp;นายอำเภอวารินชำราบเป็นประธานในพิธี&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีผู้เข้าร่วมงานประมาณ&amp;nbsp; 300 คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:12.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;นายศราวุธ &amp;nbsp;เผ่าภูรี &amp;nbsp;ตัวแทนชุมชนผู้ประสบภัย &amp;nbsp;กล่าวว่า &amp;nbsp;ปี 2562 ที่ผ่านมา&amp;nbsp; น้ำมาแรงมาก&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตนเกิดมาตอนนี้อายุ 40 กว่าปียังไม่เคยเจอ &amp;nbsp;&amp;nbsp;ช่วงวันที่ 30 สิงหาคมถึงต้นเดือนกันยายน 2562 &amp;nbsp;น้ำขึ้นวันละ 1 เมตร &amp;nbsp;สูงสุด 2 เมตรกว่า &amp;nbsp;ขึ้นเร็วและขึ้นแรง &amp;nbsp;ทำให้ชาวบ้านเตรียมรับมือไม่ทัน &amp;nbsp;และไม่มีการแจ้งเตือนจากหน่วยงานรัฐ &amp;nbsp;ชุมชนมีการอพยพ 2 ครั้ง &amp;nbsp;เบื้องต้นก็ได้รับการช่วยเหลือจากทางวัด &amp;nbsp;&amp;nbsp;ซึ่งตนเองยังติดใจเรื่องการบริหารจัดการน้ำ &amp;nbsp;เพราะมีการผันน้ำจากจังหวัดต่างๆ มาที่อุบลฯ &amp;nbsp;ทำให้เกิดน้ำท่วม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:12.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;ldquo;น้ำท่วมครั้งนี้ทำให้รู้ว่าพี่น้องต้องช่วยเหลือตัวเองก่อน&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยตอนนี้ได้มีการทำแพเพื่อรับมือ &amp;nbsp;ลดความสูญเสีย &amp;nbsp;และต้องมีการเตรียมเรือ &amp;nbsp;ซึ่งจะต้องใช้เรือใหญ่เพราะน้ำมูลไหลแรง&amp;nbsp; เอาไว้ใช้สำหรับขนของและอพยพผู้คน &amp;nbsp;และไว้เฝ้าระวังข้าวของเพราะที่ผ่านมามีการลักขโมย &amp;nbsp;&amp;nbsp;ส่วนเรื่องไฟฟ้าเมื่อเกิดน้ำท่วมจะมีการตัดไฟ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชาวบ้านจึงต้องใช้แบตเตอรี่แต่ไม่สะดวก &amp;nbsp;ซึ่งต่อไปจะมีการใช้โซล่าเซลล์แทน &amp;nbsp;&amp;nbsp;นอกจากนี้จะมีการเตรียมอาสาสมัคร &amp;nbsp;&amp;nbsp;มีการซ้อม &amp;nbsp;เตรียมยารักษาโรค&amp;nbsp; เพราะปีที่ผ่านมาชาวบ้านมีความประมาททำให้เกิดความเสียหายมาก &amp;nbsp;และอยากให้ทางรัฐเน้นเรื่องการบริหารจัดการน้ำ &amp;nbsp;จะช่วยลดความเสียหายได้มาก&amp;rdquo;&amp;nbsp; ตัวแทนผู้ประสบภัยกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:12.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:12.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;เวทีเสวนา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:12.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;นางจำปี &amp;nbsp;มรดก &amp;nbsp;ชาวบ้านชุมชนเกตุแก้ว &amp;nbsp;อ.วารินชำราบ&amp;nbsp; เล่าว่า &amp;nbsp;ปีนี้ชุมชนไม่ได้เตรียมการรับมือ &amp;nbsp;เมื่อเกิดน้ำท่วมจึงได้รับความเสียหายมาก &amp;nbsp;เพราะเราไม่มีประสบการณ์น้ำท่วมมานาน &amp;nbsp;จึงมีปัญหาเรื่องการขนย้าย &amp;nbsp;ได้บทเรียนว่าต้องมีการศึกษาข้อมูล &amp;nbsp;ต้องทำข้อมูลเรื่องน้ำ &amp;nbsp;&amp;nbsp;และตอนที่ประสบภัยนั้นเรือก็ไม่มี &amp;nbsp;&amp;nbsp;มีเรือทหารเพียงลำเดียวที่จะมาอพยพคน 53 ครอบครัว&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่เราเป็นสมาชิกเครือข่ายฯ (คปสม.) จึงประสานการช่วยเหลือกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:12.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;ldquo;ชุมชนทุกชุมชนต้องเตรียมเรือของชุมชน &amp;nbsp;มีอาสาสมัคร &amp;nbsp;มีข้อมูล &amp;nbsp;มีการสื่อสาร &amp;nbsp;จะได้มีการเตรียมเรือช่วยเหลือกันเองได้ &amp;nbsp;ซึ่งตอนนี้มีการเตรียมเรือไว้แล้ว 5 ลำ &amp;nbsp;และมีอาสาสมัครพร้อมรับมือ &amp;nbsp;&amp;nbsp;จึงอยากให้หน่วยงานสนับสนุนให้พี่น้องมีเรือ ช่วยให้พี่น้องมีความเข้มแข็งสามารถอยู่กับน้ำ อยู่ในชุมชนได้ และไม่ต้องการอพยพไปไกลบ้าน&amp;rdquo;&amp;nbsp; ชาวบ้านรายนี้กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:12.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;ว่าที่ร้อยตรีมนต์สง่า &amp;nbsp;ลีลาศสง่างาม รักษาราชการแทนหัวหน้าสำนักงานป้องกันภัยและบรรเทาสาธารณภัย จังหวัดอุบลราชธานี &amp;nbsp;กล่าวว่า &amp;nbsp;การรับมือน้ำท่วมต่อไป &amp;nbsp;จะมีการนำข้อมูลโทรศัพท์มือถือของชาวบ้านเพื่อการแจ้งเตือนให้เข้าถึงข้อมูล &amp;nbsp;และสามารถเข้าถึงการช่วยเหลือ &amp;nbsp;การรับถุงยังชีพอย่างทั่วถึง &amp;nbsp;ปีนี้สื่อโซเชียลมาแรง &amp;nbsp;ทำให้ประชาชนได้รับข้อมูล โดยเฉพาะในเฟสบุ๊ค &amp;nbsp;ทำให้คนทั่วไปเห็นความเดือดร้อนและมีการแชร์ต่อ &amp;nbsp;นับว่ามีทั้งผลดีและผลเสีย&amp;nbsp; เพราะมีการเติมต่อข้อมูลในทางลบ&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนปีนี้คิดว่าในอีสาน 17 จังหวัดน้ำจะมาลงที่จังหวัดอุบลฯ ซึ่งต้องดูว่าพายุจะเข้าหรือไม่ &amp;nbsp;น้ำโขงจะหนุนหรือไม่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;ในส่วนของจังหวัดจะนำสมาร์ทโฟนมาใช้ประโยชน์ตามนโยบายของผู้ว่าราชการจังหวัดในเรื่องสมาร์ทซิตี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:12.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:12.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;นายสมชาติ &amp;nbsp;ภาระสุวรรณ &amp;nbsp;ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) กล่าวว่า &amp;nbsp;ขอให้กำลังใจพี่น้องที่มีความรักสามัคคี &amp;nbsp;&amp;nbsp;ปัญหาภัยพิบัติเป็นปัญหาระดับโลก &amp;nbsp;เนื่องจากภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ &amp;nbsp;การรับรู้ข้อมูลข่าวสารบนความรู้เดิม &amp;nbsp;เส้นทางน้ำมีการเปลี่ยนทิศทาง &amp;nbsp;ซึ่งเป็นบทเรียนการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่จะต้องมีความรวดเร็วมากขึ้น &amp;nbsp;สิ่งสำคัญคือการดำรงตนของชุมชน &amp;nbsp;ต้องมีการรวมตัวกัน &amp;nbsp;หาที่พักที่ปลอดภัย &amp;nbsp;ดูแลทรัพย์สินบ้านเรือน &amp;nbsp;ชุมชนต้องมีแผนการรับมือในอนาคต &amp;nbsp;ใช้โอกาสปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นโอกาสที่จะสร้างทางเลือกใหม่ๆ ในทุกมิติ &amp;nbsp;และชุมชนต้องลุกขึ้นมาจัดการตนเอง &amp;nbsp;เรื่องภัยพิบัติ &amp;nbsp;เราต้องให้ชุมชนรับรู้ข้อมูล &amp;nbsp;วางแผนระยะเผชิญเหตุ &amp;nbsp;และส่วนราชการเข้ามาหนุนเสริม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:12.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;นายไมตรี &amp;nbsp;จงไกรจักร &amp;nbsp;ผู้จัดการมูลนิธิชุมชนไท &amp;nbsp;กล่าวว่า &amp;nbsp;เรื่องภัยพิบัติเป็นเรื่องสำคัญมาก &amp;nbsp;มูลนิธิชุมชนไท ร่วมกับ พอช.ทำงานเรื่องภัยพิบัติกันมาตั้งแต่เหตุการณ์สึนามิปี 2547 &amp;nbsp;และนำบทเรียนไปปรับใช้ในพื้นที่ต่างๆ &amp;nbsp;แม้ระบบการจัดการภัยพิบัติของไทยจะอยู่ท้ายๆ ของโลก&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่การฟื้นฟูภัยพิบัติของประเทศไทยดีมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก &amp;nbsp;จากการแลกเปลี่ยนกับต่างประเทศ &amp;nbsp;ซึ่งโดยรวมเราดีกว่าหลายๆ ประเทศ &amp;nbsp;การจัดการภัยพิบัติ &amp;nbsp;เรากลายเป็นโมเดล 1 ใน 3 ของโลกที่ให้ชุมชนเป็นหลักในการจัดการรับมือภัยพิบัติ &amp;nbsp;เป็นบทเรียนที่เราได้สรุป &amp;nbsp;เพราะการรับมืออย่าไปหวังพึ่งราชการหรือหน่วยงาน &amp;nbsp;แต่ชุมชนต้องลุกขึ้นมาจัดการพึ่งตนเอง&amp;nbsp;&amp;nbsp; และชุมชนต้องคิดว่าทำอย่างไรจึงจะให้หน่วยงานๆ มาสนับสนุน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:12.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:12.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;ldquo;ที่ผ่านมาเราหวังให้หน่วยงานมาบอกแจ้งเตือนเราให้อพยพ &amp;nbsp;เรื่องน้ำต้องมีการให้ข้อมูลกับศูนย์เตือนภัยแห่งชาติ &amp;nbsp;แต่หน่วยงานที่รับผิดชอบไม่ได้ให้ข้อมูลจึงไม่มีการแจ้งเตือน &amp;nbsp;เราจะสื่อสารเพื่อการเตือนภัยประชาชนอย่างไร &amp;nbsp;เราต้องมีเครือข่ายในการสื่อสารเตือนภัย &amp;nbsp;ประชาชนจะอยู่รอดอย่างไร &amp;nbsp;ต้องมีการเตรียมพร้อมชุมชนให้พร้อมรับมือ &amp;nbsp;จะรอการช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐอย่างที่ผ่านมาไม่ได้ &amp;nbsp;ชาวบ้านต้องลุกขึ้นมารับมือจัดการ &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;เริ่มมีการต่อเรือจากลำแรกขณะนี้มีจำนวน 12 ลำ และเราจะทำอย่างไรให้นโยบายของรัฐบาลมีการใช้งบประมาณในเรื่องการรับมือภัยพิบัติโดยชุมชน &amp;nbsp;จากการศึกษาโมเดลที่ชุมชนต่างๆ &amp;nbsp;ได้ดำเนินการมา &amp;nbsp;เพื่อเป็นทางเลือกและทางรอดจากภัยพิบัติ&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายไมตรีเสนอความเห็น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:12.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:12.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:12.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;ต่อแพเตรียมรับมือภัยพิบัติ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:12.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;ในการจัดงานบายศรีสู่ขวัญในครั้งนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง จังหวัดอุบลราชธานี (คปสม.) ได้ออกแถลงการณ์ถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังนี้&amp;nbsp; 1.ให้เร่งรัด&amp;nbsp; เร่งด่วน&amp;nbsp; ในการจ่ายค่าชดเชยความเสียหายในการซ่อมแซมที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมจังหวัดอุบลราชธานีตามสิทธิ์ที่ควรได้รับ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:12.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;2.ให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยสนับสนุนวัสดุ&amp;nbsp; อุปกรณ์&amp;nbsp; ให้ชุมชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การต่อเรือ&amp;nbsp; สร้างแพลอยน้ำ&amp;nbsp; หอเตือนภัย&amp;nbsp; เพื่อลดความสูญเสียจากภัยพิบัติ&amp;nbsp; 3.ให้รัฐบาลปรับปรุงกฎหมาย&amp;nbsp; และมีนโยบายส่งเสริมให้ชุมชนร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การจัดตั้งครัวกลาง&amp;nbsp; โดยให้ผู้ประสบภัยดูแลกันเองได้อย่างทั่วถึง&amp;nbsp; เป็นธรรม&amp;nbsp; พร้อมสนับสนุนงบประมาณไปสู่ชุมชนและท้องถิ่นในการบริหารจัดการภัยพิบัติ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:12.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:12.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;บ้านเรือนที่ถูกน้ำท่วมเกือบมิดหลังคายังไม่ได้รับการช่วยเหลือ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:12.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;4.จัดให้มีศูนย์ภัยพิบัติชุมชนที่ประกอบด้วย&amp;nbsp; การฝึกให้มีอาสาสมัครภัยพิบัติชุมชน&amp;nbsp; มีข้อมูลเสี่ยงภัย&amp;nbsp; มีอุปกรณ์&amp;nbsp; เครื่องมือในการลดการเสี่ยงภัย&amp;nbsp; 5.จัดศูนย์อพยพให้มีมาตรฐาน&amp;nbsp; มีที่พัก&amp;nbsp; ห้องน้ำ&amp;nbsp; โรงครัว&amp;nbsp; และอยู่ใกล้บริเวณบ้าน &amp;nbsp;6.ปรับปรุงระบบเตือนภัย&amp;nbsp; และระบบข้อมูลให้มีเอกภาพ&amp;nbsp; มีข้อมูลที่ถูกต้อง&amp;nbsp; รวดเร็ว&amp;nbsp; และเข้าถึงชุมชนได้หลายช่องทาง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:12.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;7.จัดทำแผนชุมชนทุกมิติ&amp;nbsp; ไม่เฉพาะแผนภัยพิบัติ&amp;nbsp; 8.จัดให้มีการสื่อสาร&amp;nbsp; เชื่อมโยง&amp;nbsp; ขยายเครือข่าย&amp;nbsp; เพื่อการเตือนภัยระดับชุมชนและเครือข่าย&amp;nbsp; 9.นำการจัดการองค์ความรู้มาใช้ในระบบการเตือนภัย&amp;nbsp; และ 10. เพิ่มการมีส่วนร่วมของชุมชนในการทำแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในระดับจังหวัดและประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:12.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55015</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายสมชาติ  ภาระสุวรรณ, ผู้ประสบภัยน้ำท่วม, ภัยพิบัติ, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช., อุบลราชธานี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200120/image_big_5e25273e86e1f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45324</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/09/2019 12:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/09/2019 12:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยกหนุ่มขอนแก่นช่วยน้ำท่วมดับ เป็นกรณีศึกษาต้องพร้อมรับมือภัยพิบัติทุกรูปแบบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ก.ย.62- ที่โรงเรียนมัญจาศึกษา อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น นายนิพนธ์ &amp;nbsp;บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในการมอบโฉนดที่ดินตามโครงการมอบโฉนดที่ดินทั่วไทย นำสุขคลายทุกข์ให้ประชาชน ให้กับประชาชนในพื้นที่ อ.มัญจาคีรี และ อ.โคกโพธิ์ไชย จ.ขอนแก่น โดยมีประชาชนที่ได้รับมอบโฉนดที่ดินในปีนี้เข้ารับมอบรวมว่า 300 คน พร้อมระบุว่า &amp;nbsp;การดำเนินการสำรวจรังวัดทำแผนที่เพื่อออกฉโนดที่ดินในพื้นที่ จ.ขอนแก่น เป็นการเดินสำรวจจัดทำรูปแปลงโฉนดที่ดินและการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินด้วยระบบ RTK GNSS Network &amp;nbsp;ที่เป็นการดำเนินงานครอบคลุมทั้งประเทศ โดยวันนี้ได้มีการมอบให้กับชาวขอนแก่น รวม 320 แปลง จากการสำรวจที่เสร็จสิ้นแล้ว 8,270 แปลง ในขณะนี้ภาพรวมทั่วทั้งประเทศจะต้องสำรวจและออกโฉนดที่ดินให้ได้ไม่น้อยกว่าปีละ 80,000 แปลง &amp;nbsp;ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่เดินหน้าแก้ไขปัญหาความเดือกร้อนของประชาชนทียังไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดิน ซึ่งจากนี้ไปกรมที่ดินจะต้องดำเนินการอย่างเต็มที่และต่อเนื่องเพื่อดำเนินการออกโฉนดที่ดินที่เป็นการสำรวจที่เป็นปัจจุบันให้กับประชาชนในแต่ละพื้นที่ให้แล้วเสร็จครบทุกจังหวัดทั่วทั้งประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนิพนธ์ กล่าวต่อว่า รัฐบาลทำงานในด้านต่างๆเพื่อความสุขของคนไทย โดยเฉพาะกับการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนและเรื่องใกล้ตัว วันนี้สถานการณ์น้ำท่วมได้เกิดขึ้นในหลายจังหวัด บางจังหวัดระดับน้ำเริ่มลดลง และบางจังหวัดสถานการณ์นั้นยังคงน่าเป็นห่วง ที่ผ่านมารัฐบาลได้มีการอนุมัติงบประมาณช่วยเหลือจังหวัดที่ประสบปัญหาภัยแล้ง จังหวัดละ 200 ล้านบาท ยกเว้น จ.บุรีรัมย์ และ จ.สุรินทร์ ผ่านไป 2 สัปดาห์ก็เกิดสถานการณ์น้ำท่วมจากอิทธิพลของพายุ ดังนั้นการให้ความช่วยเหลือตามระเบียบที่ราชการกำหนดทุกจังหวัดและทุกหน่วยงานจะต้องดำเนินการตามลำดับขั้นตอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;รมช.มหาดไทยระบุว่า นอกจากความเสียหายที่เกิดขึ้นกับบ้านเรือนของประชาชน รวมไปถึงพื้นที่ทางการเกษตรแล้ว ยังคงพบว่าจากเหตุน้ำท่วมดังกล่าวนี้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 27 คน ประเด็นนี้เราต้องคุยกันว่าทำไมการสูญเสียถึงตัวบุคคล โดยเฉพาะกรณีของชาว จ.ขอนแก่น ที่มีจิตอาสา เข้าไปช่วยเหลือเพื่อนบ้านขนของหนีน้ำท่วมแต่กับถูกกระแสไฟฟ้าช็อตจนเสียชีวิต ซึ่งในเรื่องนี้ไม่ได้โทษใครหรือหน่วยงานใด จึงต้องยกกรณีดังกล่าวมาเป็นกรณีศึกษาในการวางแผนรับมือกับสถานการณ์ต่างๆที่จะเกิดขึ้นว่าใครต้องทำอะไร หน่วยงานใดต้องดำเนินการอย่างไร เพื่อลดการสุญเสียและสามารถที่จะรับมือกับภัยพิบัติในรูปแบบต่างๆที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45324</URL_LINK>
                <HASHTAG>&quot;เพชรบุรี-นครนายก&quot; เสี่ยงน้ำท่วม, ขอนแก่น, นิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย, ภัยพิบัติ, โฉนดที่ดิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190909/image_big_5d75e06db5ff9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33838</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/04/2019 14:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/04/2019 14:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.ไฟเขียวการบริหารระบบการเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 เม.ย.62 - คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารระบบการเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ (ฉบับที่..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วดำเนินการต่อไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ร่างระเบียบฯ ที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารระบบการเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ พ.ศ. 2552 เพื่อให้สอดคล้องกับการโอนภารกิจของศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ จากสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ไปสังกัดกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย มาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ 17) พ.ศ. 2559 อันจะทำให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยมีความต่อเนื่องในการปฏิบัติภารกิจเตือนภัยพิบัติของประเทศ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาระสำคัญของร่างระเบียบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ปรับปรุงองค์ประกอบของคณะกรรมการบริหารระบบการเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ โดยให้นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นรองประธานกรรมการคนที่หนึ่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นรองประธานกรรมการคนที่สอง และเพิ่มเติมให้ปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงสาธารณสุข อธิบดีกรมการปกครอง อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เป็นกรรมการ และกำหนดให้อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นกรรมการและเลขานุการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. กำหนดให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี โดยให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ครบกำหนดตามวาระ อยู่ในตำแหน่งเพื่อดำเนินงานต่อไปจนกว่าจะมีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิคนใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. กำหนดให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยทำหน้าที่สำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการบริหารระบบการเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ โดยมีหน้าที่ศึกษา วิเคราะห์ และจัดทำข้อเสนอเกี่ยวกับแนวทาง นโยบาย มาตรการ และแผนการบริหารระบบการเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ เสนอต่อคณะกรรมการบริหารระบบการเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ประสานงานกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องในการจัดเตรียมแนวทาง นโยบาย มาตรการ และแผนการบริหารระบบการเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ และประสานกับหน่วยงานราชการในการศึกษา วิเคราะห์ และวิจัยปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นในการบริหารระบบการเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. ในกรณีที่ต้องใช้เงินงบประมาณ เงินกู้ หรือความช่วยเหลือจากต่างประเทศ ให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยขอทำความตกลงไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการสนับสนุนด้านการเงินให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่กำหนดตามความเหมาะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6. เพื่อประโยชน์ในการบริหารระบบการเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ นายกรัฐมนตรีอาจมีคำสั่งให้ข้าราชการหรือลูกจ้างของส่วนราชการอื่น หรือคณะรัฐมนตรีอาจมีมติให้พนักงานหรือลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอื่นของรัฐไปช่วยปฏิบัติงานเป็นเจ้าหน้าที่ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ โดยถือว่าเป็นการปฏิบัติราชการหรือปฏิบัติงานตามปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7. กำหนดให้หน่วยงานราชการและเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการปฏิบัติงานของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33838</URL_LINK>
                <HASHTAG>ภัยพิบัติ, แจ้งเตือนภัยพิภัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190417/image_big_5cb6d345c2948.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18198</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/09/2018 17:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/09/2018 09:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> จากพายุมังคุดถึงความเสี่ยงภัยใหม่ที่ไทยต้องเจอ!!!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;พายุไต้ฝุ่นมังคุดที่พัดถล่มราบมาตั้งแต่ฟิลิปปินส์ มาเก๊า เข้าเกาะฮ่องกง บ้านเมืองเสียหาย มีคนตายไปหลายคน แม้พายุผ่านไป แต่หางมังคุดก็ส่งผลกระทบให้ภาคเหนือและอีสานของไทยมีภาวะฝนตกหนักเพิ่มขึ้น เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม ภาคใต้คลื่นลมแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้ไทยจะไม่เจอพายุมังคุดตรงๆ แต่การเกิดพายุมังคุดสะท้อนให้เห็นว่า เรามีความเสี่ยงภัยพิบัติสูงมากขึ้น ตามแนวโน้มการเกิดภัยพิบัติที่จะรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ในสายตานักวิชาการมองว่าพายุมังคุดถือเป็นความเสี่ยงลำดับต้นๆ ของไทย นอกจากนี้ จากหลายเหตุการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ผ่านมา ล้วนเป็นบทเรียนความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูง ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติด้วยวิธีคิดแบบเดิมๆ อาจใช้ไม่ได้อีกแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในงานเสวนา &amp;quot;ความเสี่ยงภัย (ใหม่) ความหมายที่หลากหลายของภัยพิบัติ&amp;quot; ณ อาคารวิศิษฐ์ ประจวบเหมาะ สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดโดยศูนย์เชื่อมโยงความรู้และวิจัยนวัตกรรมด้านภัยพิบัติ สถาบันวิจัยสังคม และเครือข่ายจัดการภัยพิบัติ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เมื่อวันก่อน เปิดมุมมองประเด็นความหลากหลายของภัยพิบัติ ความเสี่ยงภัยใหม่ๆ มีตัวแทนทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม นักวิชาการด้านน้ำ นักจัดการภัยพิบัติ ร่วมคิดและเสนอทางออกในอนาคต &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายบุญเลิศ อาชีวะระงับโรค ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการวิจัยและพัฒนาอุตุนิยมวิทยา กรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวว่า ภาวะอากาศไทยมีลักษณะอากาศประจำถิ่นและอากาศจร อย่างมังคุดหากจรเข้ามาจะทำลายมหาศาล ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงหรือสองฝั่งมหาสมุทร อันดามันและแปซิฟิก เมื่อเกิดฝนฟ้าและพายุรุนแรงสุดขั้วจะส่งผลกระทบให้ฝนตกหนัก เกิดลูกเห็บ หิมะ ลมแรง แห้งแล้ง น้ำค้างแข็ง ฝุ่นละออง คลื่นความร้อน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;ไทยมีมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ และมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ หากรุนแรงมากขึ้นจะมีความเสี่ยงภัยมากขึ้น และถ้าเกิดความกดอากาศที่ราบสูงทิเบตจะส่งผลคลื่นซัดฝั่งรุนแรงกัดเซาะทั้งนราธิวาสและสงขลา บ้านเรายังโชคดีมีลมบกลมทะเลเข้ามาเลี้ยงทำให้ไม่เสี่ยงภัยคลื่นความร้อนเหมือนที่ญี่ปุ่นเผชิญ ขณะที่พายุหมุนเขตร้อนหรือไซโคลนนานๆ จะจรเข้ามาไทย&amp;quot; นายบุญเลิศชี้ความเสี่ยงจากภาวะอากาศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;บุญเลิศ อาชีวะระงับโรค กรมอุตุนิยมวิทยา &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตุนิยมวิทยาระบุไทยมีเครื่องมือที่ช่วยสนับสนุนและแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านภาวะอากาศกับทั่วโลกที่จะส่งผลกระทบต่อประเทศไทย ต้องยอมรับว่าประเทศที่มีทรัพยากรเยอะจะลงทุนสูงด้านนี้ เพราะเกี่ยวข้องทั้งชีวิตผู้คนและเศรษฐกิจ มีดาวเทียมตรวจสภาพอากาศ ปล่อยทุ่นลอย ปล่อยบอลลูน ยิงเรดาร์วิเคราะห์ข้อมูลถี่ ขณะที่ไทยก็พัฒนางานด้านนี้อย่างต่อเนื่อง สองปีที่ผ่านมาลงทุนด้านพยากรณ์ไปมาก &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;ที่เรากลัวปีนี้ปริมาณฝนยังต่ำกว่าค่าปกติ ห่วงว่า ก่อนหมดฤดูฝนจะมีพายุมาเติมหรือเปล่า กรุงเทพฯ ถือว่ายังไม่พ้นวิกฤติ ยังต้องเฝ้าระวังตลอด ขณะที่ฝนรายปีของไทยมีความผันแปร ไม่มีแนวโน้มชัดเจน ปริมาณฝนสูงสุดใน 1 วัน ส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นในภาคเหนือ กลางและภาคใต้ฝั่งตะวันออก&amp;quot; นายบุญเลิศเผย&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประเด็นความแห้งแล้งซ้ำซากเป็นอีกปัจจัยเสี่ยงภัย ซึ่งเขาระบุ กรมอุตุฯ ได้ติดตามการระเหยหรือการสูญเสียของน้ำ ซึ่งเป็นดัชนีวิเคราะห์สภาวะความแห้งแล้งได้ชัดเจนมาตลอด มีผลวิเคราะห์ปี 2522 แล้งรุนแรงที่สุด ฝนทิ้งช่วงกลางฤดูฝนยาวนาน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อุทกภัยจากฝนตกหนักต่อเนื่อง นายบุญเลิศย้ำไทยน่ากลัวถ้าเจอพายุหมุนเขตร้อน พายุดีเปรสชัน พายุโซนร้อน ไต้ฝุ่น ร่องความกดอากาศต่ำ หย่อมความกดอากาศต่ำ เหมือนโดมิโน ทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน น้ำท่วมขัง น้ำล้นตลิ่ง ภาวะอากาศเป็นปัจจัยทำให้เกิดปัญหาภัยพิบัติ มีกรณีตัวอย่างปี 2532 พายุไต้ฝุ่นเกย์เข้าชุมพร เกิดความสูญเสียครั้งใหญ่ แต่ก็ทำให้เกิดการพัฒนาระบบเตือนภัยพิบัติ ส่วนมหาอุทกภัยปี 2554 มีพายุจรเข้ามา 3 ลูก เป็นภัยพิบัติที่มูลค่าความเสียหายติดอันดับโลก ปี 2560 พายุโซนร้อนเข้าสกลนคร เกิดน้ำท่วมฉับพลัน จมทั้งเมือง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;ภาพรวมสภาวะอากาศรุนแรงของไทย อุณหภูมิไทยมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเฉพาะ 5 ปีล่าสุด สูงกว่าค่าปกติต่อเนื่องตลอด เมษายนปี 59 อุณหภูมิทำลายสถิติ 44.6 องศา ที่ จ.แม่ฮ่องสอน ภาพรวมจำนวนวันที่หนาวจะลดลง ส่วนกรุงเทพฯ โอกาสจะเจออุณหภูมิต่ำกว่า 20 องศา น้อยมาก&amp;quot; นายบุญเลิศเผย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประเด็นการรับมือภัยพิบัติ ผู้เชี่ยวชาญอุตุนิยมวิทยา ยอมรับว่า ภาวะอากาศและธรรมชาติสามารถพยากรณ์ได้ระดับหนึ่ง เราต้องการศาสตร์ใหม่ๆ มาเสริม สร้างการเชื่อมโยงกัน เพราะข้อมูลสนับสนุนจะทำให้พยากรณ์ได้ดีกว่าเก่า ปัจจุบันมีเรดาร์ตรวจสภาพอากาศทุกๆ 2 นาที ทำให้ติดตามภัยได้ชัดเจน ความเสี่ยงภัยจะลดลงและจัดการกับภัยใหม่ๆ ได้เท่าทัน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผอ.ศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ ม.รังสิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า จากเหตุการณ์กลายเป็นภัยพิบัติมีปัจจัยหลายอย่าง เช่น เกิดในพื้นที่เปราะบางหรือล่อแหลม อย่างหมูป่าเข้าถ้ำมีความเปราะบาง เมื่อหมูป่าติดถ้ำจึงเป็นภัยพิบัติ ทางแก้ไม่ใช่ห้ามคนเข้าถ้ำ แต่ต้องลดความเปราะบาง ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยได้พัฒนาพื้นที่เปราะบางให้เข้าใจความเสี่ยงภัยเดิมและภัยใหม่ๆ แล้วหรือยัง เรายังขาดการเสริมสร้างศักยภาพการจัดการภัยพิบัติในหลายพื้นที่ กรณีน้ำท่วมใหญ่ปี 54 หากเจอน้ำมาเหมือนครั้งนั้น มีการประเมินพื้นที่ภัยพิบัติหรือไม่ เพราะผ่านมา 7 ปี ปฏิเสธไม่ได้ว่า สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป มีกำแพง โครงสร้างป้องกันน้ำ เกิดถนนขวางทางน้ำ สิ่งปลูกสร้างที่จะทำให้ภัยรุนแรงขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;คนกรุงเทพฯ เบื่อหน่ายน้ำท่วม เราก้าวไม่พ้นเสียที น้ำรอระบายเมื่อฝนตกหนัก 80 มิลลิเมตรต่อชั่วโมงเกิดปัญหาแล้ว ถัดมาน้ำท่วมใหญ่ แนวโน้มจะมีฝนรุนแรง ทำให้ กทม.เจอน้ำท่วมใหญ่ แต่ปีนี้กรุงเทพฯ ไม่เจอน้ำเหนือหลาก รอดไป บันไดขั้นที่ 3 ที่ก้าวไม่ข้าม คือ น้ำท่วมถาวร จากการคาดการณ์ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นสูงสุด 2.50 เมตร กรุงเทพฯ และปริมณฑล จะกระทบเพียงไร ภาครัฐควรลงทุนเพื่อประเมินความเสี่ยงภัยและรักษาตัวเอง มีหลายคนเสนอให้ร่วมกันเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้เมืองฟองน้ำ เป็นนวัตกรรมหนึ่งให้ก้าวข้ามภัยน้ำท่วม&amp;quot; รศ.ดร.เสรีสะท้อนความเสี่ยง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;สภาพอากาศรุนแรงในไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อนาคต 30 ปี ไทยจะแล้งหนัก ส่วนการคาดการณ์เอลนีโญปี 62 ทั้งปีจะแห้งแล้ง ถ้าปีนี้มีพายุเข้าสู่ประเทศไทย ถ้าเข้าในพื้นที่อีสานใต้หรือภาคเหนือจะเกิดประโยชน์ ฉะนั้น ไม่ต้องกลัวพายุ ส่วนมังคุดที่พลังรุนแรง เพราะจุดกำเนิดไกล เดินทางผ่านทะเลนานก่อนเข้าถล่มฟิลิปปินส์ ฮ่องกง หันมาดูไทยปีหน้าแล้งชัวร์ ถามว่าน้ำต้นทุนมีปริมาณเท่าไหร่ที่จะบริหารจัดการ ที่ผ่านมาเอดีบีให้คะแนนไทยจัดการน้ำ 2.3 เต็ม 5 คะแนน แล้วไทยให้คะแนนหรือประเมินตัวเองรึยัง&amp;quot; นักวิชาการด้านภัยพิบัติย้ำ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พร้อมระบุว่า ปีหน้าคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) จะประชุมอย่างเข้มข้น วางแผนรองรับ ปรับตัวสภาวะโลกร้อน ขณะที่รายงานไอพีซีซีฉบับที่ 6 ใกล้จะตีพิมพ์แล้ว ทราบว่าจะลงรายละเอียดมากขึ้น ฉายภาพสถานการณ์ภัยต่างๆ&amp;nbsp; ฝากให้หน่วยงานรัฐ นักวิชาการไทยติดตาม เพราะเป็นผลจากการระดมความเห็นของนักวิทยาศาสตร์ที่เชี่ยวชาญด้านสภาวะอากาศกว่า 500 คน และจะเกิดประโยชน์มาก หากมีการแปลเป็นภาษาไทยเผยแพร่ให้คนทุกเพศทุกวัยรับรู้สถานการณ์โลกร้อนล่าสุด&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ความเสี่ยงภัยใหม่ ต้องอาศัยฐานข้อมูลช่วยรับมือ ประเด็นนี้ ดร.สมพร ช่วยอารีย์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี กล่าวว่า การบริหารจัดการน้ำและภัยพิบัติในไทยต้องจัดการความรู้ เทคโนโลยี ต้องมีคลังข้อมูลสภาวะอากาศแห่งชาติควบคู่กับระบบสารสนเทศเชิงรุกด้านสภาวะอากาศ ทำอย่างไรให้มีข้อมูลกลางเพื่อให้นักวิจัยนำไปประเมินผล ผลิตข้อมูลอีกชุดเพื่อนำไปใช้ประโยชน์บรรเทาเสี่ยงภัยพิบัติ นอกจากนี้ ต้องมีการเตรียมพร้อมทรัพยากรมนุษย์เพื่อการรับมือการเปลี่ยนแปลง หากทำนายฝนฟ้าอากาศแม่นยำมากยิ่งขึ้น เกษตรกรสวนยางกรีดยางไม่ได้ ฝนหนัก จะมีอาชีพรองรับอย่างไร ชาวประมงออกเรือไม่ได้จะเตรียมพร้อมอย่างไร เพราะฝนฟ้าอากาศมีผลต่อลมหายใจมนุษย์ คลังข้อมูลสภาวะอากาศแห่งชาติ การบริหารจัดการภัยพิบัติเชิงรุก เครือข่ายอาสาสมัครเพื่อการสื่อสารด้านภัยพิบัติ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ ดร.พงษ์ศักดิ์ สุทธินนท์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า ถ้ามีความเสี่ยงภัยใหม่เข้ามา วิธีการที่ชุมชนและรัฐเคยใช้รับมือจะยังเอาอยู่หรือไม่ ปริมาณฝนมากขึ้น จำนวนวันที่แดดออกน้อยลง กระทบต่อวิถีชีวิต สังคม รวมถึงการท่องเที่ยว ความหลากหลายของภัยพิบัตินี้ประชาชนจะปรับตัวอย่างไรเพื่อรับมือและจัดการได้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;แม้พื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล และภาคตะวันออกมีสัดส่วนจีดีพี 65% ของประเทศไทย รัฐต้องไม่มองว่าจะช่วยแค่พื้นที่ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่ต้องกระจายความช่วยเหลือและแก้ปัญหาให้ชาวบ้านในพื้นที่จีดีพีรองลงมาด้วย อย่างพื้นที่ลุ่มน้ำโขงก็มีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้น การสนับสนุนเตรียมพร้อมรับภัยพิบัติไม่ควรมองข้ามหรือกระจุกพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง&amp;quot; ดร.พงษ์ศักดิ์แสดงทัศนะ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นักวิชาการจุฬาฯ คนเดิมชี้ด้วยว่า รัฐบาลสูญเม็ดเงินปีละหมื่นล้านเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติภัย ซึ่งกว่า 90% มาจากเรื่องน้ำท่วมและฝน อนาคตถ้ามีการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ ต่อให้ภัยเท่าเดิม แต่การพัฒนาเพิ่มขึ้น เงินช่วยเหลือมูลค่าจะสูงมากขึ้น อีกทั้งจะวางแผนบรรเทาความเสี่ยงจากภัยเสี่ยงขาประจำและขาจรอย่างไร &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.วิเชียร เกิดสุข สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาสังคม ม.ขอนแก่น &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พื้นที่ลุ่มน้ำโขงถือเป็นตัวอย่างชาวบ้านเจอความเสี่ยงภัยใหม่แล้วบอบช้ำไปตามๆ กัน ดร.วิเชียร เกิดสุข สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า ลุ่มน้ำโขงมีปริมาณฝนมากที่ลาวและพม่า พื้นที่รับน้ำโขงใหญ่สุดอยู่ที่ลาว ไทย และจีน รวมแล้ว 7.9 แสนตารางกิโลเมตร แต่ตัวที่ทำให้เสี่ยงน้ำท่วมมากขึ้น นอกจากปริมาณน้ำฝนที่มีแนวโน้มมากขึ้นเฉลี่ย 10% ก็คือ เขื่อนลุ่มน้ำโขง แม้ผลดีเขื่อนช่วยผลิตพลังงาน แต่ผลลบกระทบปลาในน้ำโขง ปริมาณน้ำโขงไม่เป็นธรรมชาติ สองปีที่ผ่านมาน้ำโขงล้นตลิ่งเยอะมาก ผลจากการปล่อยน้ำเขื่อนและปริมาณน้ำฝน เวลานี้เขื่อนกั้นน้ำโขงที่จีน 9 ตัว สร้างเสร็จไป 8 ตัว ในไทย ลาว กัมพูชา จะมีเขื่อนอีก 11 ตัว&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดร.วิเชียร เผยว่า ภูมิอากาศในลุ่มน้ำโขง ฤดูฝนจะมีฝนมากขึ้น ฤดูแล้งจะแห้งแล้งมากขึ้น อีกตัวที่น่ากลัว พายุที่พัดเข้ามาในลุ่มน้ำโขง อย่างพายุทกซูรี เมื่อปี 60 ทำระดับแม่น้ำโขงเพิ่มสูง ปริมาณน้ำในอ่างหลักใกล้เต็ม จากข้อมูลพายุที่กระทบไทยโดยตรงปี 60 มีจำนวนนับ 10 ลูก&amp;nbsp;&amp;nbsp; ล่าสุดพายุไต้ฝุ่นมังคุด ถึงไม่เข้าไทยแต่แค่หางก็ทำให้ฝนตกหนักภาคอีสาน เหนือ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;จากการติดตามน้ำโขงช่วงปีหลังวิกฤติหนักกว่าเดิม น้ำโขงเอ่อล้นตลิ่ง มีการระบายน้ำจากลำน้ำสาขาช้า ไร่นาในอำเภอที่ติดน้ำโขงจมมิด กระทบต่อชุมชนลุ่มน้ำโขงหลักๆ นครพนม หนองคาย บึงกาฬ มุกดาหาร พื้นที่เกษตร วิถีปลูกพืชริมโขงเสียหายหมด เหลือแต่ตะกอนดิน กรณีลุ่มน้ำก่ำ ปี 60 น้ำท่วมนาข้าวเสียหาย 7 พันไร่ ปีนี้ผ่านมาครึ่งปีนาข้าวเสียหายไปแล้ว 2.5 หมื่นไร่ ยังไม่พูดถึงผลกระทบการประมงในน้ำโขง ฤดูการวางไข่ของปลาเปลี่ยนแปลง ชาวประมงหาปลายากขึ้น กระทบการอพยพของปลา ปลาหลายชนิดหายไป ตลิ่งพังทลายมากขึ้นคล้ายปัญหากัดเซาะชายฝั่งอ่าวไทย&amp;quot; ดร.วิเชียรฉายภาพผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้ว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับแนวทางลดผลกระทบและป้องกันในอนาคต นักวิชาการ ม.ขอนแก่น เสนอว่า ไทยจะแก้ปัญหาประเทศเดียวไม่ได้ เป็นความเสี่ยงใหม่ จะต้องประสานความร่วมมือกับประเทศในลุ่มน้ำ GMS จีน ลาว กัมพูชา เวียดนาม ไทยและเมียนมา จะขัดแย้งกันอย่างเดียวไม่ได้ ต้องเจรจากับจีนเรื่องการปล่อยน้ำ ไม่ให้กระทบวิถีคนทั้งลุ่มน้ำ เพิ่มกลไกบูรณาการบริหารจัดการน้ำโขง การพร่องน้ำจากเขื่อนต้องมีเวทีเจรจา ปัจจุบันเกิดกรณีพิพาทในหลายประเทศ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;จะต้องจำลองสถานการณ์อุทกภัย จำลองจากน้ำฝน พายุ การปล่อยน้ำจากเขื่อน เพื่อทราบพื้นที่เสี่ยงภัย ต้องมีการเตรียมความพร้อม ไม่ใช่ปล่อยให้ท่วมแล้วหนีตายเหมือนกรณีเขื่อนแตกลาว อีกส่วนต้องทำระบบป้องกันและเตือนภัย ต้องวางแผนทั้งสิ่งก่อสร้างและไม่ใช้โครงสร้าง เพราะบริบทแต่ละพื้นที่ต่างกัน รวมถึงการปรับระบบปลูกพืช ปลูกก่อนน้ำมา ลักษณะอาคารบ้านเรือนของชุมชนเสี่ยงภัย&amp;quot; ดร.วิเชียรกล่าวถึงการรับมือ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไมตรี จงไกรจักร์ มูลนิธิชุมชนไท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายไมตรี จงไกรจักร์ มูลนิธิชุมชนไทและทีมเตรียมความพร้อมภัยพิบัติบ้านน้ำเค็ม กล่าวว่า บทเรียนภัยพิบัติที่ผ่านมาหน่วยงานแค่จ่ายเงินชดเชย แต่ชุมชนคือผู้สูญเสียและต้องฟื้นฟู ประเทศไทยตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อการแปรปรวนสภาพภูมิอากาศ ถ้าจะลดความสูญเสียของชาวบ้าน สามารถทำได้ อาศัยการเฝ้าระวังและเตือนภัย จากประสบการณ์ยังพบการสื่อสารในภาวะวิกฤติของรัฐยังขาดประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม สำคัญสุดคือชุมชนต้องเป็นผู้จัดการภัยพิบัติ ส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพแกนนำชุมชน งานภัยพิบัติรอไม่ได้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;องค์ความรู้และประสบการณ์ ทั้งภัยและสภาพชุมชน ไม่มีใครรู้จริง แผนที่ชุมชนหรือเส้นทางอพยพต้องทำโดยชุมชน เมื่อมีภัยหรือเหตุฉุกเฉิน ไม่มีผู้ใดหรือหน่วยงานใดมากำกับดำเนินงานได้ทันท่วงที ถ้าเราไปส่งเสริมให้ชุมชนลุกขึ้นมาทำเรื่องภัยพิบัติเองจะมีความยั่งยืน เพราะมีความเป็นเจ้าของ ถ้ารัฐทำโครงการขาดกลไกการมีส่วนร่วมของประชาชนก็เป็นแค่ทางผ่านของเงิน&amp;quot; นายไมตรีกล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในการเปิดมุมมองครั้งนี้ ไมตรี ซึ่งทำงานจัดการภัยพิบัติระดับพื้นที่ทั่วไทยและมีโอกาสไปช่วยภัยพิบัติเขื่อนแตกที่ลาว บอกว่า กรณีเขื่อนแตกลาวสร้างความสูญเสียไม่ต่างจากสึนามิ ต้องได้รับการช่วยเหลือเยียวยา การฟื้นฟูระยะยาว ชาวลาวซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์จะไม่ได้กลับเข้าพื้นที่เดิม นอกจากนี้ ตนพบว่าการพัฒนาระบบการช่วยเหลือกู้ภัยลาว 1623 ก้าวหน้าไปมาก อย่างไรก็ตาม เห็นว่า ระเบิดเวลาอาเซียนคือเรื่องภัยพิบัติจากเขื่อนลุ่มน้ำโขง ขณะเดียวกันหันกลับมาที่บ้านเรา อยากให้เขื่อนเก่าของไทยมีการสำรวจและวิเคราะห์ความเสี่ยงจากมากสุดไปน้อยสุด หากปล่อยน้ำจะมีพื้นที่น้ำท่วมมากน้อยแค่ไหน และเตรียมรับมือเขื่อนแตกอย่างไรในอนาคต พร้อมส่งเสริมการทำงานร่วมกันเป็นเครือข่าย เพราะการจัดการภัยพิบัติแบบรวมศูนย์ อาจไม่ใช่คำตอบของความเสี่ยงภัยใหม่ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากงานเสวนาวิชาการ โอกาสนี้ยังเป็นการเปิดตัวศูนย์เชื่อมโยงความรู้และวิจัยนวัตกรรมด้านภัยพิบัติ สถาบันวิจัยสังคม จุฬาฯ ซึ่ง รศ.ประภาส ปิ่นตบแต่ง ผอ.สถาบันวิจัยสังคม กล่าวว่า เป็นความพยายามสนับสนุนให้อาจารย์ศึกษาความรู้และวิจัย คาดหวังสร้างองค์ความรู้เชื่อมโยงกับภาคีเครือข่ายที่ทำงานจัดการภัยพิบัติ ศูนย์นี้จะเชื่อมประสาน ติดตาม และร่วมปฏิบัติการระดับพื้นที่ เพื่อสังเคราะห์ความรู้และสื่อสารความเสี่ยงภัยพิบัติไปยังสังคมอีกทางหนึ่ง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18198</URL_LINK>
                <HASHTAG>น้ำโขงล้นตลิ่ง, พายุมังคุด, ภัยพิบัติ, รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์, สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาสังคม, เขื่อนกั้นน้ำโขง, เขื่อนแตกลาว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180922/image_big_5ba636e2bbcf9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
