<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>55230</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/01/2020 14:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/01/2020 14:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาวชัยนาทนอกเขตชลประทาน โอดครวญแล้งหนักรอบ 60 ปีถึงขั้นซื้อน้ำกิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ม.ค.63 -&amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากฝนหยุดตกมานานกว่า 5 เดือน ทำให้สภาพลำห้วยขุนแก้วและคลองสาขาในพื้นที่อำเภอหนองมะโมง จังหวัดชัยนาท&amp;nbsp;ซึ่งอยู่นอกเขตชลประทาน&amp;nbsp;มีสภาพแห้งขอด ป่าหญ้าขึ้นรกเต็มลำห้วย&amp;nbsp;ชาวบ้านไม่มีแหล่งน้ำตามธรรมชาติใช้แล้ว&amp;nbsp;เหลือเพียงน้ำจากบ่อบาดาล และน้ำจากสระเก็บน้ำที่ขุดขึ้นใหม่ แต่ปริมาณน้ำก็เหลือน้อยเต็มที&amp;nbsp; ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ต่างขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้และน้ำทำการเกษตร&amp;nbsp;ชาวบ้านบอกว่าแล้งสุดในรอบ 60 ปี น้ำใช้มีไม่พอ ส่วนน้ำกินก็ต้องซื้อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางมั่น หนูรอด อายุ 67 ปี ชาวบ้านหมู่ที่ 1 ต.หนองมะโมง&amp;nbsp;บอกว่าตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเจอภัยแล้งแบบนี้มาก่อน ตอนนี้ลำบากมาก มีน้ำไม่พอใช้&amp;nbsp; เพราะประปาของหมู่บ้าน&amp;nbsp; จะเปิดให้ใช้น้ำเป็นเวลาแค่&amp;nbsp;2 ช่วงคือช่วงเช้าตั้งแต่ 8 โมงเช้า ถึงเที่ยงและช่วงเย็นตั้งแต่ 4 โมงเย็นถึง 3 ทุ่ม&amp;nbsp;แต่น้ำก็ไหลอ่อน รองน้ำไว้ได้เพียง 10 นาที น้ำก็หมด&amp;nbsp;ต้องรอรอบใหม่&amp;nbsp;จึงต้องใช้น้ำกันอย่างประหยัด ใช้ซักล้างเท่าที่จำเป็นเท่านั้น&amp;nbsp;ส่วนน้ำที่ใช้กิน ใช้หุงข้าว ทำกับข้าว ต้องเสียเงินเดือนละ 500 บาท ซื้อน้ำสะอาดบรรจุแกลลอนมาใช้ดื่มกิน&amp;nbsp;เพราะบ่อบาดาลที่ขุดไว้ใช้เอง แม้จะจ้างคนมาขุดลอกใหม่ แต่น้ำก็ไม่สะอาด มีทรายปนเปื้อน&amp;nbsp;&amp;nbsp;ใช้ดื่มกินไม่ได้&amp;nbsp; &amp;nbsp;นำไปใช้เพียงแค่รดต้นไม้และพืชผักสวนครัวที่ปลูกไว้ขายเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ เทศบาลตำบลหนองมะโมง&amp;nbsp;พยายามช่วยเหลือชาวบ้านให้เดือดร้อนน้อยที่สุด โดยจัดซื้อน้ำบาดาลที่สะอาดจากเอกชน นำไปแจกจ่ายให้กับชาวบ้าน&amp;nbsp; และทำการซ่อมแซมหัวบาดาลประปาของหมู่บ้านต่างๆ เพื่อให้สามารถสูบน้ำขึ้นมาใช้ได้มากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55230</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดชัยนาท, ภัยแล้งปี 63, อำเภอหนองมะโมง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200122/image_big_5e27f2781337c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55114</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/01/2020 13:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/01/2020 13:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โคราชประกาศ 7 อำเภอประสบภัยแล้ง ห้ามเกษตรกรทำนาปรังหลังพบเห็นฝ่าฝืนคำเตือนหลายพื้นที่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px; margin:0cm 0cm 10pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px; margin:0cm 0cm 10pt&quot;&gt;21 ม.ค.63 - นายเกียรติศักดิ์ หนูแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 8 นครราชสีมา เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ 4 แห่งของจังหวัดนครราชสีมา และ เขื่อนลำนางรอแง อีก 1 แห่งของ จ.บุรีรัมย์ ขณะนี้ภาพรวมมีปริมาณน้ำกักเก็บเหลืออยู่เพียง 286 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 28 ของความจุเขื่อนทั้งหมด ซึ่งถือว่าในปีนี้เหลือปริมาณน้ำน้อยต่ำกว่าเกณฑ์ที่คาดการณ์ไว้ โดยเขื่อนลำตะคอง อ.สีคิ้ว มีปริมาณน้ำเหลืออยู่ 143 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 45 ของความจุเขื่อน , เขื่อนลำพระเพลิง อ.ปักธงชัย มีปริมาณน้ำเหลืออยู่ 20 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 13 ของความจุเขื่อน , เขื่อนมูลบน อ.ครบุรี มีปริมาณน้ำเหลืออยู่ 47 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 33 ของความจุเขื่อน , เขื่อนลำแชะ อ.ครบุรี มีปริมาณน้ำเหลืออยู่ 76 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 27 ของความจุเขื่อน และเขื่อนลำนางรอง อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ &amp;nbsp;มีปริมาณน้ำเหลืออยู่ 22 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 18 ของความจุเขื่อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px; margin:0cm 0cm 10pt&quot;&gt;โดยปริมาณน้ำในเขื่อนที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ต้องมีมาตรการบริการจัดการน้ำควบคุมการใช้น้ำอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะน้ำเพื่อการเกษตรหรือทำนาปรัง ในปีนี้ทุกเขื่อนจะไม่มีการส่งน้ำให้เกษตรกรในพื้นที่ชลประทานที่มีพื้นที่อยู่ประมาณ 700,000 ไร่ทำนาปรังโดยเด็ดขาด ทั้งนี้เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้เพื่อการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศน์เป็นหลัก ซึ่งขณะนี้ได้แจ้งประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรในพื้นที่ชลประทานรับทราบแล้ว แต่ก็ยังพบหลายพื้นที่มีการแอบลักลอบปลูกข้าวนาปรังกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งเกษตรกรที่ฝ่าฝืนคำเตือนมีโอกาสเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำทำการเกษตร และผลผลิตได้รับความเสียหายสูงมาก อย่างไรก็ตามชลประทานยืนยันว่า การบริหารจัดการน้ำยังเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ ซึ่งพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชลประทานจะมีน้ำอุปโภคบริโภคไปตลอดฤดูแล้งนี้อย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px; margin:0cm 0cm 10pt&quot;&gt;ขณะที่โซนพื้นที่ อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา ปัญหาภัยแล้งขยายวงกว้างครอบคลุมทั้งอำเภอ โดยเฉพาะสระจระเข้ บ้านสระจระเข้ ตำบลโนนไทย&amp;nbsp;ซึ่งเป็นสระน้ำขนาดใหญ่แห่งน้ำดิบที่ผลิตประปาหล่อเลี้ยงประชาชนในตัวอำเภอโนนไทย&amp;nbsp;เทศบาลตำบลโนนไทย โรงพยาบาล วัด โรงเรียน สถานีตำรวจ และชุมชน ขณะนี้น้ำในสระแห้งขอดจนเห็นดินก้นสระมาหลายเดือนแล้ว แม้ว่าจะมีการผันน้ำมาจากอ่างเก็บน้ำลำเชียงไกร ตำบลบัลลังก์&amp;nbsp;แต่ผันน้ำมาได้วันละไม่มาก ทางเทศบาลตำบลโนนไทยฯต้องทำการขุดร่องน้ำก้นสระเพื่อให้มวลน้ำไหลไปรวมกันเพื่อสูบน้ำไปกักเก็บไว้สระด้านบนเพื่อเป็นน้ำดิบผลิตประปา ซึ่งสระด้านบนสามารถผลิตประปาแจกจ่ายได้เพียงไม่เกิน 2 เดือนก็เข้าสู่ฤดูแล้งเต็มตัว ทำให้ทางจังหวัดฯต้องลงไปช่วยเหลือหาน้ำสำรองโดยด่วน เบื้องต้นมีการผันน้ำมาจากลำตะคองมาช่วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น อ.โนนไทยฯต้องเปิดจ่ายน้ำเป็นเวลาคือ ช่วงเช้า เวลา 05.00 &amp;ndash; 08.00 น. และช่วยเย็น 15.00 &amp;ndash; 20.00 น. พร้อมทั้งออกประชาสัมพันธ์ไปตามบ้านเรือนราฏรให้ประหยัดน้ำ ขอให้ใช้น้ำเฉพาะการอุปโภค บริโภค เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px; margin:0cm 0cm 10pt&quot;&gt;นายวิเชียร จันทรโณทัย ผวจ.นครราชสีมา กล่าวว่าได้ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย (ภัยแล้ง) รวม 7 อำเภอ 52 ตำบล 512 หมู่บ้าน 1 เทศบาล 13 ชุมชน ได้แก่ อำเภอแก้งสนามนาง - เทพารักษ์ - จักราช - โชคชัย - ปักธงชัย - โนนสูงและอำเภอโนนไทย รวมทั้งคงจะมีการประกาศเพิ่มขึ้นอยู่เรื่อยๆต่อไป ล่าสุดวันนี้มีการแจกจ่ายน้ำ 25 หมู่บ้านใน 8 อำเภอ และกำลังแก้ปัญหาอยู่ 289 หมู่บ้าน ส่วนโรงพยาบาลที่มีน้ำใช้แค่เดือนมีนาคม คือโรงพยาบาลอำเภอแก้งสนามนาง , โรงพยาบาลอำเภอบัวลาย และโรงพยาบาลอำเภอเทพารักษ์
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55114</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดนครราชสีมา, ภัยแล้งปี 63, ระดับน้ำในเขื่อน, สถานการณ์น้ำแล้ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200121/image_big_5e26974c2cd1d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55111</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/01/2020 12:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/01/2020 12:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วิกฤต! เขื่อนอุบลรัตน์เหลือน้ำน้อยสุดในรอบ 53 ปี ชลประทานเดินหน้าผันน้ำสู้ภัยแล้ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ม.ค.63 - นายศักดิ์ศิริ&amp;nbsp;อยู่สุข&amp;nbsp;ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 6 (ขอนแก่น) เป็นประธานเปิดศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจแก้ไขและบรรเทาวิกฤตภัยแล้ง ประจำปี 2563 พร้อมทั้งปล่อยขบวนรถประชาสัมพันธ์ และรถบรรทุกน้ำ สำหรับการช่วยเหลือและบรรเทาปัญหาภัยแล้งในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคอีสานกลาง หลังพบว่าสถานการณ์น้ำในพื้นที่ จ.ขอนแก่น,กาฬสินธุ์,มหาสารคาม,ร้อยเอ็ด และ จ.ชัยภูมิ&amp;nbsp;มีน้ำอยู่ในเกณฑ์น้อยมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์ศิริ อยู่สุข ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 6 กล่าวว่ายอมรับว่าขณะนี้ภาพรวมในกลุ่มจังหวัดภาคอีสานตอนกลาง มีปริมาณน้ำต้นทุนอยู่ในเกณฑ์น้อยมาก จึงต้องบริหารจัดการน้ำให้เป็นไปตามแผนการจัดสรรน้ำที่วางไว้อย่างเคร่งครัด ซึ่งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจแก้ไขและบรรเทาวิกฤตภัยแล้ง ปี 2562/63 ที่สำนักงานชลประทานที่ 6 ได้จัดตั้งขึ้นตามนโยบายของกรมชลประทาน และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะเน้นหนักในเรื่องของการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตภัยแล้ง เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ&amp;nbsp;มีการบูรณาการ ประสานการปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เฝ้าระวัง ติดตาม ประเมินวิเคราะห์แนวโน้มของสถานการณ์น้ำ รวมถึงแจ้งเตือนภัยให้แก่ประชาชนด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;วันนี้เราจะเน้นหนักในเรื่องของการใข้น้ำอย่างประหยัด ด้วยการส่งขบวนรถกระจายเสียงไปในพื้นที่ชุมชนหมู่บ้านต่างๆ เพื่อย้ำเตือนและแนะนำการใช้น้ำอย่างประหยัด นอกจากนี้ ยังได้เตรียมพร้อมเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ เครื่องจักร และเครื่องมือต่างๆจำนวน 155 รายการ ที่ได้เคลื่อนย้ายเข้าไปเตรียมความพร้อม&amp;nbsp;ไว้ที่โครงการชลประทานทั้ง 5 จังหวัด ในพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการเกิดภัยแล้ง เพื่อให้สามารถช่วยเหลือประชาชนได้ทันท่วงที&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์ศิริ กล่าวต่ออีกว่า น้ำในเขื่อนจุฬาภรณ์ จ.ชัยภูมิ&amp;nbsp; และเขื่อนอุบลรัตน์&amp;nbsp;จ.ขอนแก่น มีน้ำที่อยู่ในระดับที่น้อยมาก โดยเฉพาะเขื่อนอุบลรัตน์ที่มีระดับน้ำเก็บกักเหือเพียง&amp;nbsp; 463.86 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งเป็นน้ำเก็บกักที่น้อยมากในรอบ 53 ปี ดังนั้นกรมชลประทานจึงต้องบริหารจัดการน้ำด้วยการผันน้ำจากเขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ มาช่วยเขื่อนอุบลรัตน์ ตามมาตรการช่วยเหลือภัยแล้ง เพื่อลดการใช้น้ำจากเขื่อนอุบลรัตน์ให้น้อยกว่าแผนเดิม โดยการใช้น้ำต้นทุนจากเขื่อนลำปาว ส่วนที่ระบายออกจากแปลงนาหลังหว่านข้าวของเกษตรกรในพื้นที่ชลประทานเขื่อนลำปาว&amp;nbsp;เป็นลักษณะการใช้น้ำรอบสอง ซึ่งจะไม่กระทบกับแผนการระบายน้ำไปช่วยลุ่มน้ำชีตอนล่าง ซึ่งน้ำส่วนที่ระบายออกจากแปลงนาส่วนนี้จะไหลกลับลงลำปาว และลงแม่น้ำชีหน้าเขื่อนร้อยเอ็ด จากนั้นยกระดับเก็บกักน้ำเขื่อนร้อยเอ็ดให้สูงกว่าระดับเก็บกัก 1 เมตร เพื่อให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนวังยาง&amp;nbsp;มีระดับสูงกว่าหรือใกล้เคียงระดับน้ำเหนือเขื่อนร้อยเอ็ด แล้วสูบน้ำย้อนกลับจากท้ายเขื่อนวังยางไปเก็บกักไว้ที่หน้าเขื่อนวังยาง โดยใช้เครื่องสูบน้ำด้วยไฟฟ้าจำนวน 6 เครื่อง อัตราการสูบวันละ 180,000 ลบ.ม. เริ่มทดลองสูบน้ำมาตั้งแต่วันที่ 6 ม.ค.-13 ก.พ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การบริหารจัดการน้ำดังกล่าวจะสามารถลดการระบายน้ำจากเขื่อนอุบลรัตน์ลงได้วันละ 50,000 ลบ.ม. รวมแล้วประมาณ 6 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งจะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนหน้าเขื่อนวังยางได้ 6 ล้าน ลบ.ม. นอกจากนี้ยังเป็นการรักษาระดับน้ำให้กับการประปาสาขาเมืองมหาสารคาม&amp;nbsp;และประปาหมู่บ้าน เพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคของประชาชนในพื้นที่จังหวัดมหาสารคามและร้อยเอ็ดบางส่วน ในช่วงฤดูแล้งนี้ อย่างไรก็ตามการผันน้ำจากเขื่อนลำปาว ไปช่วยพื้นที่ที่ต้องการใช้น้ำจากเขื่อนอุบลรัตน์ซึ่งมีน้ำน้อยมาก เป็นการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้มีน้ำเพียงพอไปจนถึงช่วงต้นฤดูฝนปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55111</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมชลประทาน, จังหวัดขอนแก่น, ภัยแล้งปี 63, เขื่อนอุบลรัตน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200121/image_big_5e268ebb675fe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54119</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/01/2020 18:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/01/2020 18:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แล้งไวกว่าทุกปี! ชาวบางระกำจับปลาก้นแม่น้ำยม เริ่มแห้งขอดจนเห็นหาดทรายยาว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ม.ค.63 - ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก โดยที่บริเวณแม่น้ำยมที่ไหลจาก จ.สุโขทัย พิษณุโลก ไปสู่ จ.พิจิตร โดยเฉพาะพื้นที่หมู่ 2 บ้านวังเป็ด ตำบลบางระกำ อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก พบว่า ชาวบ้านได้นำถุงบิ๊กแบ็คมาทำเป็นเขื่อนกั้นกลางลำน้ำยม เพื่อกักเก็บไว้ใช้ในการเกษตรตั้งแต่ช่วงปีที่ผ่านมา แต่ปรากฏว่าขณะนี้แม่น้ำยมบริเวณจุดดังกล่าว ได้แห้งเหือดหายไปจนเกือบหมดแล้ว เห็นเป็นหาดทรายขาวโพลนระยะทางยาวกว่า 1 กิโลเมตร ซึ่งจะมีบางจุดที่ยังเหลือน้ำอยู่เป็นแอ่งๆ โดยมีชาวบ้านที่พักอาศัยอยู่บริเวณริมตลิ่ง นำเรือมาลงข่ายหาปลานำไปประกอบอาหารเพราะดีกว่าปล่อยให้น้ำแห้งหายไปโดยไม่เกิดประโยชน์อะไรเลยนอกจากนี้ยังพอดึงน้ำ ขึ้นไปรดผักที่ปลูกไว้ริมแม่น้ำยมอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางมิ่ง&amp;nbsp;แพรโต อายุ 62 ปี ชาวบ้านตำบลวังเป็ด กล่าวว่าปีที่ผ่านมาในช่วงระยะเวลาเดียวกันแม่น้ำยมสายเก่าแห่งนี้จะมีน้ำมากพอเพื่อใช้ในการเกษตร แต่ปีนี้แล้งมาไวกว่าปกติทำให้น้ำลดลงและแห้งเหือดมาเป็นเวลากว่า 1 เดือนแล้ว คาดว่าไม่เกินสิ้นเดือนนี้น้ำจะแห้งหายไปจนหมด ตนพร้อมกับสามีจึงได้พากันออกเรือมาลงข่ายหาปลาในแอ่งน้ำกลางลำน้ำยมที่ยังพอมีน้ำอยู่บ้าง เพราะต้องการนำไปประกอบอาหารและขายให้กับชาวบ้านส่วนใหญ่ที่ได้ก็จะเป็นพวกปลาตะเพียน ปลาสร้อย ปลากระดี่ ยังดีกว่ารอคอยให้น้ำแห้งหายไปเอง และปลาก็จะตายตามไปด้วยเพราะไม่มีแหล่งน้ำให้อาศัยอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ชาวบ้านที่ปลูกถั่วไว้ริมตลิ่ง ต้องใช้ปั๊มบาดาลทำการดึงน้ำมาเลี้ยงต้นถั่วที่ปลูกไว้ไม่ให้ตายเพราะขาดน้ำอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54119</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดพิษณุโลก, ภัยแล้งปี 63, สถานการณ์ภัยแล้ง, อำเภอบางระกำ, แม่น้ำยม, แม่น้ำยมแห้ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200108/image_big_5e15bd8d2694a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
