<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>93760</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/02/2021 16:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/02/2021 16:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>Care the Whale ขยะล่องหน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัญหาขยะได้สร้างมลพิษต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะภาวะโลกร้อนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้หลายภาคส่วนให้ความสนใจและหาทางออกสู้วิกฤติโลกร้อน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีเป้าหมายในการสร้างโอกาสการเติบโตอย่างสมดุลทั้งธุรกิจและสังคม เพื่อให้ตลาดทุนเป็นประโยชน์แก่ทุกภาคส่วน ตามวิสัยทัศน์ To make the capital market &amp;lsquo;Work&amp;rsquo; for everyone จึงได้ร่วมกับพันธมิตรทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคสังคม เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างสมดุลระบบนิเวศให้คงอยู่ ด้วยความร่วมมือ โครงการ Care the Whale ขยะล่องหน จึงเกิดขึ้นเพื่อขับเคลื่อนการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่งดำเนินงานภายใต้เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) ในข้อ 13 &amp;ldquo;Climate Action&amp;rdquo; ข้อ 12 &amp;ldquo;Responsible Consumption and Production&amp;rdquo; และข้อ 17 &amp;ldquo;Partnerships for the Goals&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 1 ปีของการดำเนินงานโครงการ Care the Whale มีพันธมิตรและเครือข่ายกว่า 30 องค์กร ประกอบด้วย ผู้ประกอบการบนพื้นที่ถนนรัชดาภิเษก 14 แห่ง รวมถึงผู้ประกอบการทางสังคม องค์กรพันธมิตรในธุรกิจด้าน Circular Economy และหน่วยงานภาครัฐ ตลอดทั้งปีร่วมลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกจากการบริหารจัดการขยะและคัดแยกขยะได้ถึง 4,268,495.04 Kg.Co2e เทียบเท่าการปลูกต้นไม้ใหญ่อายุ 10 ปี จำนวน 474,277 ต้น ในด้านกระบวนการปฏิบัติ สมาชิกสามารถบริหารจัดการขยะตั้งแต่การแยกขยะจากต้นทางไปสู่ปลายทางเพื่อเข้าสู่กระบวนการ Circular Economy ได้อย่างเป็นรูปธรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปี 2564 โครงการ Care the Whale มุ่งขยายความร่วมมือไปยังพื้นที่นอก ถ.รัชดาภิเษก โดยร่วมกับองค์กรภาคธุรกิจและภาคชุมชน ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด พร้อมพัฒนา Climate Care Calculator Digital Platform เป็นเครื่องมือบริหารจัดการขยะตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง และคำนวณเป็นตัววัดผลค่าการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก ซึ่งจะช่วยในการวิเคราะห์และพัฒนาการบริหารจัดการขยะได้อย่างมีประสิทธิภาพ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น ในโอกาสครบรอบ 1 ปี โครงการ Care the Whale ได้จัดเสวนาออนไลน์ Climate Care Forum &amp;ldquo;Survive Climate Tipping Point&amp;rdquo; โดยได้รับเกียรติจาก นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ &amp;ldquo;Survive Climate Tipping Point&amp;rdquo; และเสวนา &amp;ldquo;ขยะล่องหน : ถอดบทเรียน สู้โลกร้อน&amp;rdquo; ที่วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจะมาร่วมหาทางออกจากการถอดบทเรียนการบริหารจัดการขยะในบริบทต่างๆ ทั้งบริบทภาคกำกับ ภาคธุรกิจ การขับเคลื่อนของภาคชุมชนในการจัดการขยะ ไปจนถึงการสร้างนวัตกรรมทางออกให้แก่ขยะอาหารและขยะแฟชั่น รวมถึงร่วมอัพเดตปรากฏการณ์ปัญหาโลกร้อนและนโยบายจัดการสิ่งแวดล้อมของโลกและในประเทศไทย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93760</URL_LINK>
                <HASHTAG>csr, ภากร ปีตธวัชชัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210221/image_big_60322a15dfc9a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89199</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/01/2021 14:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/01/2021 14:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ตลาดหุ้นไทย63คึกคักสภาพคล่องรั้งอันดับ1ในอาเซียนซื้อขายวันละแสนล้าน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ม.ค. 2564 นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยถึงความสำเร็จตลาดทุนไทย ปี 2563 ที่ผ่านมา ว่า มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมของหลักทรัพย์ (IPO) 555,000 ล้านบาท สูงสุดเป็นอันดับ 8 ของโลก อันดับ 2 ในเอเชีย และสูงสุดในอาเซียนเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน โดย บมจ. เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น (CRC) เป็นหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าระดมทุนใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ และมีมูลค่าเสนอขายในกลุ่มค้าปลีกสูงสุดเป็นอันดับ 2 ของโลก &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ สภาพคล่องของตลท. ครองอันดับหนึ่งในภูมิภาคอาเซียนติดต่อกันตั้งแต่ปี 2555 โดยปี 2563 มีวันที่มูลค่าซื้อขายเกิน 100,000 ล้านบาท ถึง 22 วัน และวันที่ซื้อขายสูงสุดอยู่ที่ 170,000 ล้านบาท และโดยเฉลี่ยมีมูลค่าซื้อขายต่อวัน &amp;nbsp;67,334.80 ล้านบาท มีจำนวนบัญชีใหม่เพื่อซื้อขายหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น 662,678 บัญชี จากสิ้นปี 2562 สรุปตัวเลขบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์รวม 3.43 ล้านบัญชี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการเดินหน้าของ ตลท.ได้กำหนดกลยุทธ์ระยะ 3 ปี (2564-2566) จะพัฒนาสู่ความยั่งยืน 4 ด้าน ได้แก่ สร้างการเติบโตในตลาดทุน ทั้งการเพิ่มหลักทรัพย์ใหม่ ส่งเสริมการระดมทุนธุรกิจใหม่ เช่น เศรษฐกิจกระแสใหม่, หลักทรัพย์ต่างประเทศ บริษัทย่อยของบริษัทจดทะเบียน รวมถึงธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) และสตาร์ทอัพ (Startups) รวมถึงขยายฐานผู้ลงทุน ทั้งนักลงทุนไทยและต่างชาติ เข้าถึงการลงทุนได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว ผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน จะขยายโครงสร้างพื้นฐาน เพิ่มการมีส่วนร่วม พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้กับบริษัทจดทะเบียน และผู้ประกอบการในตลาดทุน ส่งเสริมรายงานด้าน ESG รวมทั้งปรับปรุงกฎเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรค เพื่อเพิ่มศักยภาพ พร้อมต่อยอดธุรกิจใหม่ &amp;nbsp;พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลให้ตลาดทุนไทย เพิ่มผลิตภัณฑ์ที่เชื่อมโยงตลาดทุนโลก และให้บริการแพลตฟอร์มสำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจและสร้างรายได้ใหม่ให้กับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ จะขับเคลื่อนสังคมและสิ่งแวดล้อม ด้วยการพัฒนาต่อยอด ESG และการเสริมสร้างพลังทางสังคม พร้อมเพิ่มขีดความสามารถทางธุรกิจและศักยภาพบุคลากร ทั้งการขยายตัวด้านธุรกิจและความเป็นเลิศด้านการดำเนินงาน เพื่อเป็นกลไกในการขยายโอกาสทางธุรกิจของอุตสาหกรรมตลาดทุนทั้งระบบ พร้อมสร้างผลลัพธ์เชิงบวกที่เป็นรูปธรรมสู่สังคมและสิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89199</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.), ตลาดหุ้นปี 63, ภากร ปีตธวัชชัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180221/image_big_5a8d1e8f19d58.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77988</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/09/2020 09:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/09/2020 09:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปลูกป้องป่า ในโครงการ &quot;Care the Wild “  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ส่งเสริมการดูแลสิ่งแวดล้อม เพื่อเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ริเริ่มโครงการ Care the Wild &amp;ldquo;ปลูกป้อง Plant &amp;amp; Protect&amp;rdquo; ผนึกกำลังทุกภาคส่วนร่วมรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ด้วยการสร้างพื้นที่ป่า และติดตามการเติบโตของไม้ที่ปลูกตลอดโครงการ ด้วยหลักธรรมาภิบาลเปิดเผยข้อมูล ติดตาม-เรียนรู้-ดูแล ผ่าน Application &amp;ldquo;Care the Wild&amp;rdquo; มุ่งสร้างระบบนิเวศให้สมดุล สอดรับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) ข้อ 13 Climate action และขับเคลื่อนการทำงานด้วยข้อ 17 Partnerships for the goals ตั้งเป้าภายใน 1 ปี ปลูกป่า 500 ไร่ เพื่อลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก 900,000 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายภากร &amp;nbsp;ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ พัฒนาแพลตฟอร์ม &amp;ldquo;SET Social Impact&amp;rdquo; ส่งเสริมการดูแลสิ่งแวดล้อม โดยริเริ่มโครงการ Care the Wild &amp;ldquo;ปลูกป้อง Plant &amp;amp; Protect&amp;rdquo; ถือเป็นแพลตฟอร์มความร่วมมือ (Collaboration Platform) ให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนในเรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อมด้วยการเพิ่มพื้นที่ป่า โดยมีกลไกการดำเนินงานด้วยการระดมทุนในการปลูกต้นไม้ใหม่ ปลูกต้นไม้เสริม และส่งเสริมการดูแลต้นไม้ ร่วมกับภาคีองค์กรเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน มีสัญลักษณ์ช้างรักษ์ป่า &amp;ldquo;พี่ปลูกป้อง&amp;rdquo; เชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมเรียนรู้เรื่องระบบนิเวศ พืช สัตว์ สิ่งแวดล้อม และร่วมระดมทุน &amp;ldquo;ปลูก&amp;rdquo; ต้นไม้ รวมทั้งเน้นการร่วมดูแลต้นไม้ที่ปลูกให้เติบโตบนหลักการธรรมาภิบาล จนกลายเป็นผืนป่าอย่างแท้จริง ภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;ป้อง&amp;rdquo; กล่าวคือ ผู้ระดมทุนปลูก ร่วมติดตามการเติบโตของต้นไม้ การทำงานของชุมชน การมีส่วนร่วมในการขยายผลเพื่อพัฒนาชุมชน และร่วมดูแลเอาใจใส่ไม้ปลูกให้เติบโตเป็นส่วนสำคัญของการขยายแนวผืนป่าของประเทศ ผ่าน Application &amp;ldquo;Care the Wild&amp;rdquo;
&amp;nbsp;
ทั้งนี้ กรมป่าไม้ ภาคีหน่วยงานภาครัฐ ได้นำเสนอพื้นที่ป่าชุมชนร่วมโครงการในเบื้องต้นรวม 717 ไร่ &amp;nbsp;ในพื้นที่ 7 จังหวัด ประกอบด้วย ป่าชุมชนบ้านเขาหัวคน จ.ราชบุรี, ป่าชุมชนบ้านพุตูม จ.เพชรบุรี, ป่าชุมชนบ้านใหม่ จ.เชียงราย, ป่าชุมชนบ้านนาหวาย จ.น่าน, ป่าชุมชนบ้านหนองปิง จ.กาญจนบุรี, ป่าชุมชนบ้านโคกพลวง จ.นครราชสีมา และป่าชุมชนบ้านหนองทิศสอน จ.มหาสารคาม โดยแต่ละพื้นที่ของป่าชุมชนจะมีเอกลักษณ์ จุดเด่น ด้านระบบนิเวศและการพัฒนาชุมชนที่แตกต่างกัน องค์กรธุรกิจสามารถเลือกพื้นที่ในการสนับสนุนการปลูกไม้ได้หลากหลาย และมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน เรียนรู้ระบบนิเวศร่วมกับชาวบ้านผู้รักษาป่าได้อีกด้วย
&amp;nbsp;
&amp;ldquo;โครงการ Care the Wild มีเป้าหมายที่จะปลูกป่าจำนวน 500 ไร่ (100,000 ต้น) ร่วมกับองค์กรธุรกิจพันธมิตรในระยะเวลา 1 ปีแรกหลังเปิดโครงการ ซึ่งการปลูกป่าจะสร้างผลลัพธ์ในการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 900,000 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี องค์กรที่เข้าร่วมโครงการนอกจากจะเป็นภาคีในความร่วมมือเพื่อลดโลกร้อนแล้ว ยังสามารถร่วมทำงานพัฒนาชุมชนได้อย่างยั่งยืน&amp;rdquo; นายภากรกล่าว

ปัจจุบันโครงการ Care the Wild มีองค์กรพันธมิตรเข้าร่วมแล้ว อาทิ บมจ.ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย สมาคมบริษัทจัดการลงทุน ชมรมคัสโตเดียน ชมรมปฏิบัติการหลักทรัพย์ บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด (TSD) และบริษัท สำนักหักบัญชี (ประเทศไทย) จำกัด (TCH) ทั้งนี้ องค์กรที่สนใจเข้าร่วมโครงการติดต่อได้ที่&amp;nbsp;carethewild@set.or.th&amp;nbsp;ดูรายละเอียดเพิ่มเติม&amp;nbsp;www.setsocialimpact.com&amp;nbsp;สำหรับบุคคลทั่วไปสามารถร่วมปลูกป่าผ่าน Application &amp;ldquo;Care the Wild&amp;rdquo; ดาวน์โหลดได้ทั้งระบบปฏิบัติการ IOS และ Android เพื่อติดตามข้อมูลและกิจกรรมได้แล้ววันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77988</URL_LINK>
                <HASHTAG>Care the Wild “ปลูกป้อง Plant &amp; Protect”, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, ภากร ปีตธวัชชัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200918/image_big_5f64c45190b51.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76314</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/09/2020 19:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/09/2020 19:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตลท.เผยไร้เงาขุนคลังไม่กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ก.ย.2563 นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยถึงกรณีที่ นายปรีดี ดาวฉาย ลาออกจากตำแหน่ง รมว.คลัง เชื่อว่าไม่กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน สะท้อนจากการจัดงาน Thailand Focus 2020 ที่ผ่านมา ถือว่าประสบความสำเร็จ เพราะนักลงทุนให้ความสำคัญกับนโยบายภาพรวมของเศรษฐกิจที่รัฐบาลดำเนินการอยู่ มากกว่าตัวบุคคล โดยเฉพาะการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบ ผ่านมาตรการภาครัฐในการลงทุน ซึ่งไม่ได้อิงนโยบายการคลังเพียงด้านเดียว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การที่รมว.คลังลาออก เป็นเพียงนโยบายการคลังเพียงอย่างเดียว โดยเชื่อว่าจะไม่กระทบต่อความเชื่อมั่น เพราะนักลงทุนให้น้ำหนักปัจจัยต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายทางเศรษฐกิจ หรือ ภาวะตลาดโลก มากกว่าให้น้ำหนักในประเทศ รวมทั้งสนใจกับการดำเนินธุรกิจบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) ที่เข้าไปลงทุนในต่างประเทศในช่วงเกิดการแพร่ระบาดไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 กระทบต่อกำไรของบริษัทหรือไม่ โดยปัจจุบันมีบริษัทในหลายอุตสาหกรรมสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว เช่น กลุ่มอาหาร กลุ่มเกษตร เทคโนโลยี ไอที วัสดุก่อสร้าง อิเล็กทรอนิกส์ แพคเกจจิ้ง เป็นต้น&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ข้อมูลของ บจ.ไทยที่ออกไปต่างประเทศ มีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศประมาณ 47% ของรายได้บจ.ไทย สะท้อนว่าการดำเนินธุรกิจมีการกระจายความเสี่ยง มฝแลพลงทุนที่หลากหลาย ไม่อิงกับประเทศใด ประเทศหนึ่ง ถือว่าเป็นข้อดีของบจ.ไทย ส่วนการลงทุนในกลุ่ม CLMV ก็มีการปรับตัว 4 ด้าน เช่น ปรับการให้บริการและสินค้าให้เหมาะกับผู้บริโภคยุคใหม่, ปรับปรุงโครงสร้างการทำงาน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้ดีขึ้น, ให้ความสำคัญกับการดูแลพนักงาน และบริหารสภาพคล่อง
อย่างไรก็ตาม คาดว่า 10 ปีข้างหน้าองค์ประกอบตลาดหุ้นไทยจะมาจากภาคบริการมากขึ้น โดยปัจจุบันภาคบริการอยู่ที่ 20-30% , กลุ่มพลังงาน 20-25% , ธนาคาร 10% อสังหาฯ 10% เทคโนโลยี 10% โดย 10 ปีก่อนหน้านี้เป็นพลังงาน 30% , ธนาคาร 20% อสังหาฯ 10%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายแมนพงศ์ เสนาณรงค์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลท. กล่าวว่า ตลท. ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) ศึกษาพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจเอสเอ็มอี และ สตาร์ทอัพ สามารถเข้าถึงการลงทุน หรือแหล่งระดมทุนมากขึ้น โดยรูปแบบของแพลตฟอร์มดังกล่าวจะไม่ใช่คราวด์ฟันดิง แต่เป็นการช่วยให้เอสเอ็มอี และสตาร์ทอัพเติบโตได้ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการระดมทุน หรือ เป็นการเปิดโอกาสการลงทุน รวมทั้งมีเรื่องของการซื้อขายด้วย โดยเรื่องนี้คงต้องรอทาง ก.ล.ต. อนุมัติ คาดว่าจะดำเนินการได้กลางปี 63&amp;rdquo; นายแมนพงศ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการเสนอขายหุ้นใหม่แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ในปีนี้ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งในเดือน ก.ย.นี้ และ เดือน ต.ค. ยังมีบริษัทที่จะเข้าเทรดเช่นเดิม โดยที่ผ่านมา ก.ล.ต.ก็ได้มีการอนุญาตให้บริษัทที่ต้องการเสนอขาย IPO เข้ามาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แล้วประมาณ 20 ราย จากตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันมีบริษัทเข้าไปซื้อขายแล้ว 7 ราย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76314</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความเชื่อมั่นนักลงทุน, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.), ปรีดี ดาวฉาย, ภากร ปีตธวัชชัย, รมว.คลัง, ลาออก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180221/image_big_5a8d1e8f19d58.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63081</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/04/2020 09:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/04/2020 09:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตลท. คลอดเกณฑ์ &#039;Circuit Breaker&#039; 3 ระดับ ถาวร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 เมษายน 2563 นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย &amp;nbsp;(ตลท.) กล่าวว่า เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในปัจจุบัน ส่งผลให้ภาวะการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ผิดไปจากสภาพปกติและมีความผันผวนสูง ตลาดหลักทรัพย์ฯ ตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องมีเกณฑ์เกี่ยวกับมาตรการดำเนินการสำหรับใช้ในกรณีมีเหตุการณ์ที่อาจมีผลกระทบต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ&amp;nbsp;&amp;nbsp;เพื่อลดผลกระทบดังกล่าว รวมทั้งปรับปรุงเกณฑ์ Circuit Breaker เพิ่มโอกาสแก่ผู้ลงทุนให้มีเวลาในการวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสารเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุนได้ดีขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับหลักเกณฑ์ ประกอบด้วย 1.การกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับมาตรการดำเนินการเมื่อมีเหตุการณ์ที่อาจมีผลกระทบต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ (Market Disruption) โดยให้คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ สามารถตัดสินใจดำเนินมาตรการอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างเป็นการชั่วคราว เพื่อแก้ไขหรือบรรเทาผลกระทบที่เกิดจากเหตุการณ์ดังกล่าว และสามารถพิจารณากำหนดระยะเวลาบังคับใช้มาตรการชั่วคราวนั้นให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
2.การปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการหยุดทำการซื้อขายหลักทรัพย์ (Circuit Breaker) จาก 2 ระดับ เป็น 3 ระดับ เป็นการถาวร โดยพบว่า ผลจากการใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าวชั่วคราวตั้งแต่ 18 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมา เปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนมีเวลาในการวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสารเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุนได้ดีขึ้น อีกทั้งยังสอดคล้องกับแนวทางของตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ 3 ระดับคือ ระดับที่ 1 หากดัชนีปรับตัวลดลง 8 % หยุดพักการซื้อขาย 30 นาที&amp;nbsp;และหลังเปิดซื้อขายรอบใหม่ หากดัชนียังลงไปอีกจนแตะ&amp;nbsp;15%&amp;nbsp;จะหยุดซื้อขาย 30 นาที และหากดัชนีปรับตัวลงไปที่ 20 % หยุดพักการซื้อขาย 60 นาที แล้วจะเปิดให้ซื้อขายจนถึงเวลาปิดทำการปกติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ทั้งสองเรื่องดังกล่าวได้ผ่านการรับฟังความเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง และผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ก.ล.ต. แล้ว โดยเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 15 เมษายน 2563 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63081</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย  (ตลท.), ปรับปรุงเกณฑ์ Circuit Breaker, ภากร ปีตธวัชชัย, โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180221/image_big_5a8d1e8f19d58.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>56435</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/02/2020 10:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/02/2020 10:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอ็มดีตลาดหลักทรัพย์ยันหุ้นไทยพื้นฐานแกร่ง ไวรัสโคโรนากระทบสั้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ก.พ.2563 นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย &amp;nbsp;(ตลท.) เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรนา แต่คาดว่าจะฟื้นตัวได้เร็ว จากพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่มีภูมิต้านทานดี จากฐานะการคลังที่แข็งแกร่ง หนี้สาธารณะต่อจีดีพีอยู่ที่ระดับ 40% ทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูง รวมถึงอัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยในประเทศยังอยู่ในระดับต่ำ ระบบธนาคารพาณิชย์ไทยยังมีสถานะแข็งแกร่ง อัตราส่วนเงินกองทุนทั้งหมดต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ที่ 8% และหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ไม่ถึง 3%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยเคยเผชิญกับปัจจัยหลากหลาย เช่น การเมืองในประเทศ ภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำ โรคระบาดซาร์ส และเมอร์ส แต่ที่ผ่านมามีการฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วไม่เกินระยะเวลา 10 เดือนเท่านั้น โดยเฉพาะในช่วงโรคซาร์สและเมอร์สเกิดผลกระทบเพียง 2 - 9 เดือน ทั้งนี้ เชื่อว่าถ้ามีความชัดเจนในการควบคุมโรค ภาคธุรกิจไทยจะฟื้นตัวได้ค่อนข้างเร็ว รวมถึงการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ด้วย ขณะที่ แผนการเสนอขายหุ้นไอพีโอใหม่ในปีนี้ ยังคงตั้งเป้าหมายเดิมที่ 250,000 ล้านบาท ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยช่วงประมาณ 4-5 ปีที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลท. กล่าวว่า ในเดือนม.ค. 63 ตลาดหุ้นไทยได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะจากการระบาดของโคโรน่าไวรัส ซึ่งส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นทั่วโลก ทั้งนี้ สถานการณ์การควบคุมโรคมีแนวโน้มที่ดี จากความเข้มงวดของรัฐบาลจีน และการรักษาผู้ป่วยอย่างมีประสิทธิภาพในประเทศไทย แม้ว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นอย่างฉับพลันในเดือนม.ค. แต่ในระยะยาวเศรษฐกิจไทยยังคงเดินหน้าต่อไปได้ด้วยปัจจัยขับเคลื่อนอื่น ได้แก่ การบริโภคภาคเอกชน การส่งออกในช่วงที่เงินบาทอ่อนค่า และการลงทุนภาครัฐโดยเฉพาะโครงการต่อเนื่องของระบบคมนาคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ณ สิ้นเดือนม.ค. 63 ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ 1,514.14 &amp;nbsp;จุด ลดลง 4.2% จากสิ้นปีก่อน มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันรวมของ SET และ mai ในปี 63 อยู่ที่ 62,987 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.4% จากค่าเฉลี่ยทั้งปี 62 ด้านผู้ลงทุนต่างชาติมีสถานะขายสุทธิ 17,230 ล้านบาท โดยเป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดส่วนใหญ่ในอาเซียน ขณะที่ มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมของ SET และ mai ณ สิ้นเดือนม.ค. 63 อยู่ที่ 16.2 ล้านล้านบาท ลดลง 4.1% จากสิ้นปี 62&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56435</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย  (ตลท.), ภากร ปีตธวัชชัย, ไวรัสโคโรนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180221/image_big_5a8d1e8f19d58.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28517</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/02/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/02/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อานิสงส์เลือกตั้ง ดัชนีผู้บริโภคพุ่ง ฟื้นรอบ5เดือน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ม.ค.ฟื้นตัวในรอบ 5 เดือน หลังกำหนดวันเลือกตั้ง จีนกลับมาเที่ยวไทย สงครามการค้าส่อคลี่คลาย ขณะที่ดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุน 3 เดือนข้างหน้าสดใส ปรับเพิ่มขึ้น 25.07%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลการสำรวจประชาชนทั่วประเทศ 2,247 คน เกี่ยวกับความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยประจำเดือน ม.ค.2562 ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นทุกรายการปรับตัวดีขึ้นครั้งแรกในรอบ 5 เดือน โดยดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค (CCI) เท่ากับ 80.7 เพิ่มจาก ธ.ค.2561 ที่ 79.4 ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในปัจจุบันเท่ากับ 54.5 เพิ่มจาก 53.4 และดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในอนาคตเท่ากับ 92.3 เพิ่มจาก 90.8 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมเท่ากับ 67.7 เพิ่มจาก 66.3 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางานเท่ากับ 75.8 เพิ่มจาก 74.6 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตเท่ากับ 98.7 เพิ่มจาก 97.3
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สาเหตุที่ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้นตัวในรอบ 5 เดือน มาจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ ความชัดเจนในเรื่องของวันเลือกตั้ง หลังจากมีการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกากำหนดให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 24 มี.ค.2562 นักท่องเที่ยวจีนเริ่มกลับเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น หลังจากไทยยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่า &amp;nbsp;และสัญญาการเจรจาระหว่างสหรัฐและจีน เพื่อแก้ไขปัญหาสงครามการค้าช่วงเดือน ม.ค. มีทิศทางคลี่คลาย รวมถึงสำนักงานเศรษฐกิจการคลังคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2562 จะขยายตัว 4% เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ยังคงต้องติดตามปัจจัยลบที่จะกระทบต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยเฉพาะกรณีของการออกจากสหภาพยุโรปของเครือสหราชอาณาจักร (เบร็กซิต) ที่หากยังยืดเยื้อและไม่มีแผนชัดเจน จะทำให้เศรษฐกิจยุโรปเติบโตไม่โดดเด่น รวมทั้งราคาสินค้าเกษตรส่วนใหญ่มีราคาตกต่ำในรอบ 3-5 ปี ทั้งยางพารา ปาล์มน้ำมัน ที่ทำให้กำลังซื้อของกลุ่มฐานรากยังไม่ฟื้นกลับมา หรือรายได้ยังกระจุกตัวอยู่กลับคนบางกลุ่ม ทำให้เศรษฐกิจยังไม่ดีในสายตาผู้บริโภค เพราะค่าดัชนียังต่ำกว่า 100
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เดือน ม.ค. มีสัญญาณบวก เพราะเศรษฐกิจไทยยังมีพื้นฐานดี ทำให้ความเชื่อมั่นไม่ทรุดตัว ประกอบกับมีสัญญาณที่ดีจากการเลือกตั้งที่คาดว่าจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1 จากเงินสะพัดในช่วงของการหาเสียง 3-5 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะช่วยทำให้จีดีพีไตรมาส 1 เพิ่มขึ้น 0.3-0.5% ทำให้จีดีพีไตรมาส 1 จะเติบโตได้ประมาณ 4%&amp;rdquo; นายธนวรรธน์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับเศรษฐกิจไทยในปี 2562 ศูนย์ยังคงคาดการณ์การเติบโตไว้ที่ 4-4.2% ภายใต้สถานการณ์สงครามการค้าโลกคลี่คลาย หลังจากจีนแก้ไขการขาดดุลการค้าให้สหรัฐอเมริกาได้สำเร็จ รวมถึงเบร็กซิตมีทางออกที่ดี และหลังการเลือกตั้งมีความชัดเจนเรื่องพรรคการเมืองที่จะมาจัดตั้งรัฐบาล รวมถึงบรรยากาศในช่วงเดือน พ.ค. ที่จะมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และค่าฝุ่น PM 2.5 ไม่มีปัญหารุนแรง ทำให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้นตามลำดับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (เฟทโก้) กล่าวถึงผลสำรวจความเชื่อมั่นนักลงทุน เดือน ก.พ.62 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนอีก 3 เดือนข้างหน้าปรับตัวเพิ่มขึ้น 25.07% มาอยู่ที่ระดับ 116.76 เป็นเดือนแรกในรอบ 4 เดือน เนื่องจากนักลงทุนมีความเชื่อมั่นกับสถานการณ์การเมืองที่กำหนดวันเลือกตั้งที่ชัดเจนและภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่เติบโตต่อเนื่อง แต่ยังติดตามความคืบหน้าผลการเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน และเสถียรภาพของรัฐบาลใหม่หลังเลือกตั้งเป็นปัจจัยฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ สิ้นเดือน ม.ค.62 ปิดที่ 1,641.73 จุด เพิ่มขึ้น 5% จากสิ้นปี 61 และพบว่านักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิ 6,581 ล้านบาท ถือเป็นทิศทางเดียวกับตลาดส่วนใหญ่ในเอเชีย เนื่องจากได้รับปัจจัยบวกจากการเจรจาเงื่อนไขทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่มีแนวโน้มที่ดีขึ้น ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย และความชัดเจนการกำหนดวันเลือกตั้งของไทย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28517</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนวรรธน์ พลวิชัย, ภากร ปีตธวัชชัย, มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ไพบูลย์ นลินทรางกูร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190206/image_big_5c5af84d66a3c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
