<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>9639</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/05/2018 12:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/05/2018 12:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“สมคิด” ปลื้มเศรษฐกิจไตรมาสแรกโตสูงสุดรอบ 5 ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สมคิด&amp;rdquo; ปลื้มเศรษฐกิจไตรมาส 1/2561 โตสูงสุดรอบ 5 ปี ฟุ้งความพยายามของรัฐบาลที่ร่วมมือกับเอกชนออกฤทธิ์กระตุ้นเศรษฐกิจ มองภาพเอกชนมั่นใจ-เชื่อมั่นเศรษฐกิจไทยเพิ่มขึ้น

21 พ.ค. 61 - นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ประกาศตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 1/2561 ขยายตัวสูงถึง 4.8% ว่า เป็นเรื่องที่น่ายินดี โดยตัวเลขการขยายตัวดังกล่าวสะท้อนว่าทุกปัจจัยที่มีผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้นทั้งหมด ทั้งการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวต่อเนื่อง 4 ไตรมาส, ภาคการเกษตรที่เติบโตที่น่าพอใจ, ภาคการส่งออกและภาคการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ การเติบโตทางเศรษฐกิจดังกล่าวเกิดจากสิ่งที่รัฐบาลพยายามดำเนินการร่วมกับภาคเอกชนได้แสดงผลออกมาแล้ว แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีหลายฝ่ายทำนายตัวเลขเศรษฐกิจ ส่งออก และเศรษฐกิจโลกต่าง ๆ แต่เราไม่อยู่เฉย เราพยายามทำให้เศรษฐกิจสามารถขยายตัวได้ดีกว่าที่ทำนาย

&amp;ldquo;จีดีพีไตรมาส 1/2561 ขยายตัวถึง 4.8% เป็นการเติบโตสูงสุดในรอบ 20 ไตรมาส และสูงสุดในรอบ 5 ปี เราใช้เวลาถึง 5 ปีในการมาถึงจุดนี้ และเมื่อตัวเลขเศรษฐกิจที่ดีขึ้น สิ่งที่จะตามมาหลังจากนี้คือความมั่นใจ และความเชื่อมั่นของภาคเอกชน รวมถึงรายได้ที่จะเพิ่มขึ้นด้วย ขณะที่ความพยายามผลักดันโครงการ PPP ของรัฐบาลจะส่งผลดีกับภาคธุรกิจอื่น ๆ เช่น ภาคอสังหาริมทรัพย์ ทุกอย่างเชื่อมโยงกันหมด&amp;rdquo; นายสมคิด กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9639</URL_LINK>
                <HASHTAG>การท่องเที่ยว, การลงทุน, จีดีพี, นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์, ภาคการส่งออก, สภาพัฒน์, เศรษฐกิจไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180503/image_big_5aeb2205c6454.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8387</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/05/2018 23:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สัญญาณเศรษฐกิจฟื้นตัว ดัชนีผู้บริโภคพุ่งสุด40ด.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน เม.ย.เพิ่มสูงสุดในรอบ 40 เดือน หลังเศรษฐกิจฟื้นตัว &amp;quot;ภาคส่งออก-ท่องเที่ยว-สินค้าเกษตร&amp;quot; ราคาปรับตัวดีขึ้น &amp;quot;ผอ.ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจฯ&amp;quot; คาดแนวโน้มน่าจะดีต่อเนื่อง &amp;nbsp;มั่นใจครึ่งปีหลังผู้บริโภคจะเริ่มกลับมาจับจ่ายใช้สอยคึกคัก ผลักดัน ศก.ไทยปีนี้โต 4.2-4.6% &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 2 พ.ค. นายธนวรรธน์ พลวิชัย รองคณบดีฝ่ายวิจัยและผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนเม.ย.2561 อยู่ที่ 80.9 เพิ่มขึ้นจากเดือน มี.ค.2561 ที่ 79.9 ซึ่งเป็นค่าดัชนีที่สูงสุดในรอบ 40 เดือน นับตั้งแต่เดือน ม.ค.2558 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในปัจจุบันอยู่ที่ 55.3 ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในอนาคตอยู่ที่ 91.9 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ 67.8 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางานทำอยู่ที่ 75.8 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 99.1
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนวรรธน์กล่าวว่า สาเหตุที่ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวสูงขึ้น มาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่เห็นได้อย่างชัดเจน โดยมีภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวเป็นตัวขับเคลื่อน โดยการส่งออกเริ่มส่งผลดี มีการกระจายคำสั่งซื้อไปสู่ผู้ประกอบการ SMEs และด้านการท่องเที่ยว มีการเดินทางเข้ามาเที่ยวไทยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน และยังได้รับผลดีจากกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ราคาสินค้าเกษตรปรับตัวดีขึ้นในรอบ 6-12 เดือน เช่น ข้าว มันสำปะหลัง และข้าวโพด ความกังวลต่อเศรษฐกิจโลกเริ่มคลี่คลาย และค่าเงินบาทที่เคยมองว่าจะเป็นปัญหาสำคัญ ก็ไม่แข็งค่าทะลุ 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ในส่วนปัจจัยลบที่ฉุดความเชื่อมั่น ยังคงเป็นปัญหาการเมืองภายในประเทศที่อาจจะมีการเลื่อนการเลือกตั้งออกไปจากเดือน ก.พ.2562 ราคาขายปลีกน้ำมันยังคงปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง สินค้าเกษตรบางรายการยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ เช่น ปาล์มน้ำมัน และยางพารา เงินบาทแข็งค่า และปัญหาค่าครองชีพที่ยังคงทรงตัวในระดับสูงขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เรายังคงต้องติดตามดูความเชื่อมั่นของผู้บริโภคจะปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ แม้ว่าความเชื่อมั่นในอนาคตจะปรับตัวดีขึ้นถึงระดับที่ 91.9 สูงสุดในรอบ 61 เดือน และเข้าใกล้ระดับ 100 ซึ่งเป็นระดับปกติ โดยคาดว่าน่าจะทะลุ 100 ได้ในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้ เพราะปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจยังมีทั้งเม็ดเงินจากภาคการส่งออกและภาคการท่องเที่ยวที่เริ่มกระจายลงไป และหากการเบิกจ่ายงบกลางปีที่จะลงในโครงการไทยยั่งยืนและช่วยเหลือภาคการเกษตรทำได้เร็ว ก็จะยิ่งช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นและเร่งการจับจ่ายใช้สอยได้&amp;quot; ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนวรรธน์กล่าวว่า สิ่งที่ต้องจับตาตัวที่จะมาบั่นทอนกำลังซื้อของผู้บริโภค โดยเฉพาะราคาสินค้าเกษตรที่ยังไม่ฟื้นตัวโดดเด่น ทำให้กำลังซื้อของประชาชนในส่วนภูมิภาคไม่คึกคัก และยังต้องระวังปัจจัยเสี่ยงที่มาจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจของไทยเอง &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ถ้าเป็นไปตามที่ประเมินไว้ ผู้บริโภคจะเริ่มกลับมามีความมั่นใจในการบริโภคสินค้าและบริการมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ซึ่งน่าจะมีส่วนสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวเด่นชัดขึ้นในปลายไตรมาสที่ 2 และเป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้สูงขึ้น โดยศูนย์ยังเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2561 จะโตได้ที่ 4.1-4.2%, ไตรมาส 2/2561 โต 4.2-4.4% รวมครึ่งปีแรกโต 4.4-4.6% และเมื่อรวมทั้งปีจะขยายตัวได้ที่ 4.2-4.6%&amp;rdquo; นายธนวรรธน์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ศูนย์ได้มีการสำรวจภาวการณ์ใช้จ่ายของผู้บริโภคในเดือน เม.ย.2561 ด้วย โดยพบว่า ดัชนีความเหมาะสมในการซื้อรถยนต์คันใหม่ อยู่ที่ 91.4 ดัชนีความเหมาะสมในการซื้อบ้านใหม่อยู่ที่ 68.6 ดัชนีความเหมาะสมในการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยวอยู่ที่ 73.9 และดัชนีความเหมาะสมลงทุนทำธุรกิจอยู่ที่ 49.2 ซึ่งเพิ่มขึ้นทุกรายการ เพราะคนเริ่มมั่นใจในการซื้อรถ ซื้อบ้าน ท่องเที่ยวและทำธุรกิจ แต่ดัชนีค่าครองชีพกลับอยู่ที่ 63.2 ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 เพราะคนยังรู้สึกว่าค่าครองชีพสูงขึ้นมากกว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8387</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีความเชื่อมั่น, นายธนวรรธน์ พลวิชัย, ผู้ประกอบการ SMEs, ภาคการส่งออก, มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, ยางพารา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เศรษฐกิจฟื้น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180502/image_big_5ae9ccfde0408.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
