<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>18660</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/09/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/09/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ษิทราส่ออ่วม!มติเอกฉันท์ สภาทนายสอบ‘ตบทรัพย์’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;บอร์ดชุดใหญ่สภาทนายฯ ลงมติเอกฉันท์ &amp;nbsp;23 เสียงให้สอบทนายตั้ม หลังอัจฉริยะร้องเรียกรับเงิน 5 แสนจากผู้ส่งออกกุ้ง ชี้หากมีความผิด โทษตั้งแต่ ภาคทัณฑ์ พักใบอนุญาต จนถึงลบชื่อออกจากสารบบทนาย ด้านบิ๊กหยมแย้มได้รับรายงานตำรวจ 5-6 นายช่วยเอมี่พ้นข้อหาร่วมจำหน่ายยาเสพติด ส่งเรื่องให้ผบช.น.คนใหม่ดำเนินการต่อ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 28 กันยายน มีการประชุมคณะกรรมการบริหารสภาทนายความ หรือบอร์ดชุดใหญ่ มี ร.ต.ถวัลย์ รุยาพร นายกสภาทนายความ เป็นประธาน ที่สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ถนนพหลโยธิน หลังการประชุมเสร็จสิ้น นายสรัลชา ศรีชลวัฒนา &amp;nbsp;เลขาธิการสภาทนายความ เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้หยิบยกเรื่องที่นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ยื่นหนังสือร้องเรียนขอให้สภาทนายความตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของนายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม กรณีเรียกรับเงินจากพ่อค้า แม่ค้าส่งออกกุ้ง ใน จ.สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม จำนวน 500,000 บาท เป็นค่าดำเนินการให้ความช่วยเหลือทางคดี เข้าสู่การพิจารณาว่าจะตั้งเรื่องสอบมารยาททนายความหรือไม่ ซึ่งบอร์ดที่เข้าประชุมทั้งสิ้น 23 คน จากจำนวนเต็ม 25 คน มีมติเป็นเอกฉันท์ ให้รวบรวมข้อร้องเรียนส่งให้ประธานกรรมการมารยาททนายความ พิจารณาประเด็นนี้ตามขั้นตอน ว่ามีมูลการประพฤติผิดมารยาททนายความหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสรัลชากล่าวว่า หลังจากบอร์ดบริหารสภาทนายความชุดใหญ่มีมติแล้ว ก็ต้องมีหนังสือแจ้งให้นายสุนทร ทรัพย์ตันติกุล ประธานกรรมการมรรยาททนายความ ทราบภายใน 7 วัน โดยจะส่งหนังสือไปในวันจันทร์ที่ 1 ตุลาคมนี้ ซึ่งเมื่อประธานกรรมการมรรยาทฯ ได้รับหนังสือและเอกสารการร้องเรียนแล้ว ก็จะพิจารณารับคำร้องและตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมให้โอกาสทนายความที่ถูกกล่าวหาชี้แจงเต็มที่ โดยกระบวนการนี้จะใช้เวลาเท่าใด ขึ้นกับประธานกรรมการมรรยาทฯ จะดูแลควบคุมให้เป็นไปตามข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีมารยาททนายความ และเมื่อใดคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงมรรยาททนายความมีมติอย่างใดแล้ว หลังจากนั้นภายใน 30 วัน ก็จะต้องส่งผลให้คณะกรรมการบริหารสภาทนายความฯ ชุดใหญ่ 25 คน พิจารณาและลงมติชี้ขาดเป็นชั้นสุดท้าย โดยบอร์ดบริหารชุดใหญ่จะต้องพิจารณาและมีมติภายใน 60 วันหลังจากรับรายงานผลสอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับบทลงโทษการผิดมรรยาททนายความนั้น &amp;nbsp;นายสรัลชาระบุว่า มี 3 ระดับ คือ 1.ภาคทัณฑ์ 2.พักใช้ใบอนุญาตว่าความ ระยะเวลาไม่เกิน 3 ปี และหากผิดร้ายแรงบทลงโทษระดับที่ 3 คือการลบชื่อออกจากบัญชีการประกอบวิชาชีพทนายความ ซึ่งข้อกล่าวหาที่นายอัจฉริยะยื่นร้องเรียนมานั้น เรียกได้ว่าเข้าลักษณะร้ายแรง กล่าวหาการเรียกรับเงิน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นายอัจฉริยะเคยบอกว่ามี 2-3 เรื่องที่ตรวจสอบ แต่ที่ส่งรายละเอียดให้สภาทนายความตรวจสอบ ขณะนี้มีเรื่องเดียว ยังไม่ใช่ข้อกล่าวหากุ้งมังกรตัวละหลายหมื่นที่กำลังเป็นข่าว&amp;quot; นายสรัลชากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายสุนทร ทรัพย์ตันติกุล ประธานกรรมการมรรยาททนายความ กล่าวว่า หากผลการพิจารณาของคณะกรรมการมารยาทออกมาแล้วผู้ถูกร้องเรียนไม่ยอมรับ ก็สามารถอุทธรณ์ต่อ รมว.ยุติธรรม และหาก รมว.ยุติธรรมยืนตามมติคณะกรรมการ ผู้ถูกร้องก็ต้องไปฟ้องศาลปกครองขอเพิกถอนคำสั่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยว่า ตามที่นายอัจฉริยะร้องเรียนมีตำรวจช่วยเหลือ น.ส.อาเมเรีย จาคอป หรือเอมี่ ให้พ้นจากข้อหาร่วมกันจำหน่ายยาเสพติด หลังจากตนมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง มี พล.ต.ต.สมพงษ์ ชิงดวง รอง ผบช.น. เป็นประธาน เบื้องต้นได้รับรายงานว่า พบข้อบกพร่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการการปฏิบัติหน้าที่ จำนวน 5-6 นาย ทั้งชุดจับกุม พนักงานสอบสวนมีหลายระดับ รวมถึงมีเจ้าหน้าที่กระบวนการยุติธรรมระดับสูงรวมอยู่ด้วย แต่ไม่ขอเปิดเผยในรายละเอียด แต่คาดว่าจะทราบผลสรุปทั้งหมดในช่วงกลางเดือนตุลาคมนี้ โดยตนจะส่งมอบเรื่องดังกล่าวให้ ผบช.น.คนใหม่ที่จะเข้ามารับตำแหน่งในช่วงต้นเดือนตุลาคม ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18660</URL_LINK>
                <HASHTAG>บอร์ดชุดใหญ่สภาทนาย, พักใบอนุญาต, ภาคทัณฑ์, มติเอกฉันท์, ลบชื่อออกจากสารบบทนาย, หนังสือพิมพ์, หากมีความผิด, ให้สอบทนายตั้ม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180928/image_big_5bae3204b3db6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11312</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/06/2018 13:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/06/2018 21:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>Police Watch จี้&#039;มีชัย&#039;ยกเลิกลงโทษวินัยตำรวจแบบทหารชี้เป็นเหตุให้ตร.กลัวนาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13&amp;nbsp;มิ.ย.61 - เมื่อเวลา 16.00น.ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา นางสมศรี หาญอนันทสุข ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ &amp;nbsp;(คป.ตร.)หรือ Police Watch &amp;nbsp;ยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ ผ่านผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการฯ&amp;nbsp;ขอให้ปฏิรูประบบการลงโทษวินัยตำรวจ และกำหนดให้กองบังคับการตำรวจจังหวัดเป็นราชการส่วนภูมิภาคอยู่ภายใต้การตรวจสอบ และการบังคับบัญชาของผู้ว่าราชการจังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยจดหมายเปิดผนึกมีเนื้อหาสรุปว่า องค์กรตำรวจไทยถูกกำหนดให้มีชั้นยศและวินัยแบบทหาร แม้กระทั่งผู้ปฏิบัติงานสอบสวน&amp;nbsp;ทำให้ผู้บังคับบัญชาตำรวจสามารถใช้อำนาจสอบสวนและลงโทษทางวินัยผู้ปฏิบัติงานทุกคนเช่นเดียวกับทหารได้ง่ายและไร้ขอบเขต เป็นสาเหตุให้ตำรวจทุกคนเกิดความเกรงกลัวไม่กล้าปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายอย่างแท้จริงหรือต้องจำยอมปฏิบัติในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง จึงควรแก้ปัญหาดังกล่าวด้วยการกำหนดให้ &amp;ldquo;พนักงานสอบสวน&amp;rdquo; และตำรวจในสายงานสอบสวนเป็นข้าราชการตำรวจประเภทไม่มียศ และอยู่ในระบบวินัยข้าราชการพลเรือนลักษณะเดียวกับพนักงานอัยการ ส่วนการเรียกชื่อตำแหน่งพนักงานสอบสวนระดับต่างๆ ก็ไม่ควรใช้คำว่า &amp;ldquo;ผู้บัญชาการ&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ผู้บังคับการ&amp;rdquo; และให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจในจังหวัดได้ทุกระดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;----&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ / Police Watch&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ คป.ตร. &amp;nbsp;020/2561 &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;13 มิถุนายน 2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่อง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขอให้ปฏิรูประบบการลงโทษวินัยตำรวจ และกำหนดให้กองบังคับการตำรวจจังหวัดเป็นราชการส่วนภูมิภาคอยู่ภายใต้การตรวจสอบ และการบังคับบัญชาของผู้ว่าราชการจังหวัด
เรียน &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาจารย์ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยเครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ ซึ่งติดตามการดำเนินงานของคณะกรรมการมาโดยตลอด เห็นว่า แนวทางปฏิรูปที่แถลงต่อสื่อมวลชนดูจะมีความคืบหน้าเป็นลำดับ และมีแนวโน้มที่ดียิ่ง โดยเฉพาะการจะแก้ไขพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ โดยแยกงานสอบสวนออกจากตำรวจฝ่ายป้องกันอาชญากรรมโดยให้ &amp;ldquo;หัวหน้างานสอบสวน&amp;rdquo; เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนแทนหัวหน้าสถานีตำรวจ การแต่งตั้งโยกย้ายจะสามารถกระทำได้เมื่อหัวหน้างานสอบสวนเห็นชอบ ซึ่งจะทำให้ระบบงานสอบสวนมีความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ระดับหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม การที่องค์กรตำรวจไทยได้ถูกกำหนดให้มีชั้นยศและระบบวินัยแบบทหารแม้กระทั่งผู้ปฏิบัติงานสอบสวนในปัจจุบัน ยังเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้ตำรวจทุกฝ่ายโดยเฉพาะ &amp;ldquo;พนักงานสอบสวน&amp;rdquo; ไม่มีความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ตามเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง เนื่องจากระบบวินัยแบบทหารที่ถูกกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติมาตรา 78 (3) &amp;ldquo;ต้องรักษาระเบียบการเคารพระหว่างผู้ใหญ่ ผู้น้อย&amp;rdquo; ซึ่งหมายถึง &amp;ldquo;ผู้มียศต่ำต้องทำความเคารพผู้มียศสูงกว่า&amp;rdquo; รวมถึงใน (12) &amp;ldquo;ไม่ใช้กริยาวาจาหรือประพฤติตนในลักษณะที่ไม่สมควร&amp;rdquo; และ (15) &amp;ldquo;ไม่กระทำหรือละเว้นการกระทำที่เป็นเหตุให้เสียระเบียบแบบแผนของตำรวจ&amp;rdquo; ทำให้ผู้บังคับบัญชาตำรวจสามารถใช้อำนาจสอบสวนและลงโทษทางวินัยผู้ปฏิบัติงานทุกคนตั้งแต่ &amp;ldquo;ภาคทัณฑ์&amp;rdquo; &amp;ldquo;ทัณฑกรรม&amp;rdquo; &amp;ldquo;กักยาม&amp;rdquo; &amp;ldquo;กักขัง&amp;rdquo; เช่นเดียวกับทหารตามมาตรา 82 ได้ง่ายและไร้ขอบเขต เป็นสาเหตุให้ตำรวจทุกคนเกิดความเกรงกลัวไม่กล้าปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายอย่างแท้จริง หรือแม้กระทั่งต้องจำยอมปฏิบัติในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ขัดต่อกฎหมายบ้านเมืองดังที่เป็นปัญหาอยู่ขณะนี้ จึงควรแก้ปัญหาดังกล่าว ด้วยการกำหนดให้ &amp;ldquo;พนักงานสอบสวน&amp;rdquo; และตำรวจในสายงานสอบสวนเป็นข้าราชการตำรวจประเภทไม่มียศ และอยู่ในระบบวินัยข้าราชการพลเรือนลักษณะเดียวกับพนักงานอัยการ เพื่อจะได้มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานกระบวนการยุติธรรมเป็นการปฏิรูประบบงานสอบสวนให้มีความเป็นสากลเช่นเดียวกับนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการเรียกชื่อตำแหน่งพนักงานสอบสวนระดับต่างๆ ก็ไม่ควรใช้คำว่า &amp;ldquo;ผู้บัญชาการ&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ผู้บังคับการ&amp;rdquo; ซึ่งเป็นการเรียกตำแหน่งหัวหน้าหน่วยทหารผู้ทำหน้าที่บัญชาการหรือบังคับการรบ ขัดต่อลักษณะงานสอบสวนและภาพลักษณ์ของเจ้าพนักงานกระบวนการยุติธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้น ควรกำหนดให้กองบังคับการตำรวจจังหวัดมีฐานะเป็น &amp;ldquo;ราชการส่วนภูมิภาค&amp;rdquo; ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจในจังหวัดได้ทุกระดับเมื่อผ่านความเห็นชอบของ &amp;ldquo;คณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจจังหวัด&amp;rdquo; (กต.ตร.จังหวัด) ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานในปัจจุบัน ซึ่งอาจเปลี่ยนชื่อเป็น &amp;ldquo;คณะกรรมการกิจการตำรวจจังหวัด&amp;rdquo; มีตัวแทนภาคประชาชน และวิชาการ เช่น อธิการบดี หรือผู้อำนวยการสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา สื่อมวลชนในจังหวัด ตัวแทน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรชุมชน ผู้แทนองค์กรสาธารณประโยชน์ และองค์กรภาคประชาสังคมร่วมเป็นกรรมการ เพิ่มบทบาทของประชาชนในการตรวจสอบและประเมินผลการทำงานของตำรวจในจังหวัดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสามารถกระทำได้ง่ายด้วยการแก้ไขระเบียบคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ตช.) เกี่ยวกับองค์ประกอบ และกำหนดอำนาจหน้าที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา ผลการดำเนินการเป็นประการใด ขอได้โปรดแจ้งให้ทราบด้วย เพื่อจะได้แจ้งให้สื่อมวลชนและพี่น้องประชาชนทราบต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขอแสดงความนับถือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นางสมศรี หาญอนันทสุข
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ (คป.ตร.)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หมายเหตุ: แฟ้มภาพ เมื่อวันที่ 20เม.ย.61&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11312</URL_LINK>
                <HASHTAG>Police Watch, กักยาม, นางสมศรี หาญอนันทสุข, นายมีชัย ฤชุพันธุ์, ปฏิรูปตำรวจ, ปฏิรูปตำรวจชุดมีชัย, พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ, พนักงานสอบสวน, ภาคทัณฑ์, ราชการส่วนภูมิภาค, เครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180420/image_big_5ad9efb4db0d6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4463</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/03/2018 12:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/03/2018 12:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ศรีสุวรรณ&#039;จ่อร้องผู้ตรวจฯ ชี้ภาคทัณฑ์ พงส.ทองผาภูมิไม่ชอบกม.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 มี.ค.61 - นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ตามที่ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แจ้งหรือสั่งการให้มีการตรวจสอบเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องกรณีการแจ้งความการทารุณกรรมสัตว์ จนเป็นเหตุให้ พ.ต.อ.วุฒิพงษ์ เย็นจิตร ผู้กำกับสถานีตำรวจภูธร(สภ.)ทองผาภูมิ ได้มีคำสั่งสภ. ที่ 37/2561 เรื่อง ลงโทษภาคทัณฑ์ ลงวันที่ 28 ก.พ. 2561 ให้ลงโทษ ร.ต.อ.สุมิตร บุญยะนิจ พนักงานสอบสวน สภ.ทองผาภูมิ หลังจากที่ปศุสัตว์กาญจนบุรีผู้มีอำนาจหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2557 ได้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษนายเปรมชัย กรรณสูต กับพวก ในฐานความผิดกระทำการทารุณกรรมสัตว์โดยไม่มีเหตุอันสมควร ซึ่งต่อมาได้มีการถอนแจ้งความร้องทุกข์ไปแล้วนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า การออกคำสั่งลงโทษทางวินัยดังกล่าว เป็นการใช้อำนาจที่อาจไม่ได้ปฏิบัติตามรูปแบบ ขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญในการออกคำสั่ง จึงอาจเป็นคำสั่งการลงโทษทางวินัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากอาจขัดหรือแย้งต่อกฎคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ว่าด้วยวิธีการออกคำสั่งเกี่ยวกับการลงโทษ พ.ศ.2547 ข้อ 3 วรรคท้าย ที่บัญญัติไว้ความว่า &amp;ldquo;การทำคำสั่งลงโทษตามวรรคหนึ่ง ให้ทำตามแบบคำสั่งลงโทษตามที่ ก.ตร.กำหนด&amp;rdquo; รูปแบบ คำสั่ง ตาม กฎ ก.ตร.&amp;nbsp; กำหนดให้ระบุฐานความผิดตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายมาตรา 78 ซึ่งต้องระบุอนุมาตราที่ผิดวินัยให้ชัดเจน แต่คำสั่งลงโทษภาคทัณฑ์ดังกล่าวกลับไม่ระบุมาตราและหรืออนุมาตราที่ต้องระบุไว้แต่อย่างใด จึงน่าจะเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายว่าด้วยวินัยตำรวจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนั้นจากการสั่งการให้ไม่ให้ตำรวจรับแจ้งความหากไม่เข้าข้อกฎหมายนั้น ถือว่าเป็นบรรทัดฐานที่ไม่ถูกต้องและอาจมีผลกระทบต่อประชาชนในการไปแจ้งความในเรื่องต่างๆ ในอนาคต ดังนั้นพนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจไม่รับคำร้องทุกข์ที่มีการร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมาย ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 121, 123 และ 124 โดยไม่ขัดต่อมาตรา 122 หรือ 127 และอาจข่ายการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตาม ป.อาญา 157 และอาจมีโทษทางวินัยด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ด้วยเหตุดังกล่าว สมาคมฯ จึงจะนำความไปร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ในวันพฤหัสที่ 8 มี.ค.นี้ เวลา 10.30 น.&amp;nbsp; เพื่อขอให้ขอให้ตรวจสอบการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือปฏิบัตินอกเหนือหน้าที่และอํานาจตามกฎหมายของนายตำรวจใหญ่ทั้งสอง เพื่อเสนอแนะต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติและหรือ ก.ตร. ให้ขจัดหรือระงับความไม่เป็นธรรม และขอให้เสนอแนะต่อหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มีการปรับปรุงกฎหมาย กฎ หรือคําสั่ง&amp;nbsp; หรือขั้นตอนการปฏิบัติงานใดๆ บรรดาที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนหรือความไม่เป็นธรรมแก่ประชาชน&amp;quot; นายศรีสุวรรณ ระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4463</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีเปรมชัย, ทารุณสัตว์, ผู้ตรวจการแผ่นดิน, พงส.ทองภาภูมิ, ภาคทัณฑ์, ศรีสุวรรณ, ไม่ชอบกฎหมาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180111/5a5714e18b471.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4250</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/03/2018 13:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/03/2018 13:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แค่ภาคทัณฑ์! 30 ตำรวจรับอั่งเปา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;04 มี.ค.2561 &amp;ndash; &amp;nbsp;กรณีโลกออนไลน์เผยแพร่คลิปตำรวจในเครื่องแบบหลายสิบนายจากหลายสังกัด โดยเฉพาะในสังกัด บก.น.7 เข้าคิวต่อแถวยาวยกมือไหว้รับซองอั่งเปาจาก ร.ต.ต.มานัส เติมธนะศักดิ์ รอง สว.กก. 4 บก.ส.4 เมื่อวันตรุษจีน 15 ก.พ. จนทำให้มีการตั้งกรรมการสอบเรื่องดังกล่าวนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุด พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ระบุว่า พล.ต.ต.บุญญฤทธิ์ รอดมา ผบก.น.7 ได้ส่งรายงานการตรวจสอบมาเมื่อตั้งแต่เมื่อวันที่ 2 มี.ค. &amp;nbsp;โดยสรุปว่าตำรวจที่ปรากฏในคลิปทั้ง 30 นายถูกคำสั่งลงโทษทั้งหมดฐานบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ ตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ซึ่งเป็นความผิดวินัยเล็กน้อย &amp;nbsp;จึงสั่งภาคทัณฑ์ไว้ ประกอบด้วย สน.ธรรมศาลา 15 คน, &amp;nbsp;บางเสาธง 6 คน, &amp;nbsp;บางยี่ขัน 8 คน &amp;nbsp;และตลิ่งชัน 1 คน &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังได้ว่ากล่าวตักเตือนผู้บังคับบัญชา 23 นายที่ไม่กำกับดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างใกล้ชิดตามคำสั่งกรมตำรวจที่ 1212/ 2537 เรื่อง มาตรการควบคุมและเสริมสร้างความประพฤติและวินัยข้าราชการตำรวจ ส่วน ร.ต.ต.มานัส ให้ทางผู้บังคับบัญชาต้นสังกัด คือ บช.ส. เป็นผู้ดำเนินการตรวจสอบข้อบกพร่องทางวินัยต่อไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4250</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตรุษจีน, ผบก.น.7, ผบช.น., พล.ต.ท.ชาญเทพ, พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช, ภาคทัณฑ์, ร.ต.ต.มานัส เติมธนะศักดิ์, อั่งเปา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180222/image_big_5a8e290328fe8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
