<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>111962</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/08/2021 17:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/08/2021 16:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘แพทย์ชนบทบุกกรุงครั้งที่ 3’ ตั้งเป้าตรวจโควิดชาวชุมชนแออัด 250,000 คน  ด้าน พอช.ร่วมมือภาคีเครือข่ายเตรียมพร้อมเปิดจุดตรวจ  4-10 สิงหาคมนี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพจาก&amp;nbsp; facebook ชมรมแพทย์ชนบท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน/ แพทย์ชนบททั่วประเทศระดมพล 38 ทีม&amp;nbsp; บุกกรุงเทพฯ ครั้งที่ 3 &amp;lsquo;ปฏิบัติการสร้างความหวัง &amp;nbsp;สู้ภัยโควิด &amp;nbsp;เพื่อคนกรุง&amp;rsquo;&amp;nbsp; ระหว่างวันที่ 4-10 สิงหาคมนี้&amp;nbsp; ตั้งเป้าตรวจโควิดเชิงรุกในชุมชนแออัดได้ประมาณ 250,000 คน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน พอช.ร่วมมือภาคีเครือข่ายเปิดจุดตรวจคัดกรองเชื้อโควิด-19 เชิงรุก 57 จุดในกรุงเทพฯ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ชาวชุมชนเตรียมรับมือโควิด-พึ่งพาตัวเอง&amp;nbsp; ปลูกกระชายขาว&amp;nbsp; ฟ้าทะลายโจรสู้โรคร้าย&amp;nbsp; โดยมีพี่น้องขบวนองค์กรชุมชนจากต่างจังหวัดรินน้ำใจนำพืชผัก&amp;nbsp; ข้าวสาร&amp;nbsp; สมุนไพร ฯลฯ&amp;nbsp; หนุนชุมชนกรุงเทพฯ สู้โควิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19&amp;nbsp; ระลอกใหม่ยังแรงไม่หยุด&amp;nbsp; โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล&amp;nbsp; ขณะที่ยังมีประชาชนอีกเป็นจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับการตรวจหาเชื้อ&amp;nbsp; ทำให้โอกาสในการแพร่ระบาดของเชื้อโควิดสามารถแพร่กระจายเป็นวงกว้าง&amp;nbsp; ชมรมแพทย์ชนบทจึงส่งบุคลากรเข้ามาตรวจหาเชื้อเพื่อแยกผู้ป่วยออกมารักษา โดยเข้ามาตรวจหาเชื้อเชิงรุกในชุมชนแออัดตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา&amp;nbsp; รวม 2 ครั้ง&amp;nbsp; มีผู้ได้รับการตรวจแล้วประมาณ 51,000 ราย&amp;nbsp; ล่าสุดชมรมรมแพทย์ชนบทจะเข้ามาตรวจหาเชื้อครั้งที่ 3 ในกรุงเทพฯ ทั้ง 50 เขต&amp;nbsp; ในช่วงต้นเดือนสิงหาคมนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แพทย์ชนบทบุกกรุงครั้งที่ 3 &amp;lsquo;ปฏิบัติการสร้างความหวัง สู้ภัยโควิด เพื่อคนกรุง&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:5.25pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; Facebook ชมรมแพทย์ชนบทโพสต์เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม&amp;nbsp; ระบุข้อความว่า...หลังจากการปฏิบัติการแพทย์ชนบททั้ง 2 ครั้ง วันที่ 14-16 และ วันที่ 21-23 กรกฏาคม 2564 ซึ่งมีทีมแพทย์ชนบท&amp;nbsp; รวม 2 ครั้ง 20 ทีมมาร่วมบุกกรุง &amp;nbsp;เพื่อตรวจคัดกรองโควิดให้กับคนกรุงในพื้นที่ชุมชนแออัดที่เข้าไม่ถึงบริการทางการแพทย์ &amp;nbsp;สามารถตรวจหาเชื้อได้กว่า 51,000 ราย &amp;nbsp;พบผู้ติดเชื้อกว่า 7,000 ราย &amp;nbsp;และสัญญาว่า &amp;quot;เราจะกลับมาอีก&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:5.25pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:5.25pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:5.25pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;การตรวจโควิดที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ เมื่อ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:5.25pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:5.25pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; หลังจากการเตรียมตัวอย่างทรหดและประสานงานกันมาหลายวัน &amp;nbsp;ปฏิบัติการบุกกรุงในครั้งที่ 3 จึงเกิดขึ้นอีกครั้งแน่นอนแล้วในวันที่ 4-10 สิงหาคม 2564&amp;nbsp; ต่อเนื่องรวม 7 วัน &amp;nbsp;ด้วยทีมบุคลากรสาธารณสุขจากต่างจังหวัดกว่า 38 ทีม เฉลี่ยทีมละ 8-10 คน &amp;nbsp;เล็กบ้างใหญ่บ้างตามแต่ใครจะรวบรวมกำลังส่งมาช่วยกู้กรุงได้กี่คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:5.25pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; Design การทำงานกู้ภัยโควิดในครั้งนี้จะครบวงจรมากขึ้น &amp;nbsp;เริ่มด้วยการทำการ swab หาเชื้อด้วย rapid test หากได้ผลลบให้กลับบ้านได้หรือไปรับบริการวัคซีนจากทีมของกรุงเทพมหานครที่จะมาร่วมออกหน่วยด้วย &amp;nbsp;แต่หากผลเป็นบวกก็จะถูกตามมาตรวจ rtPCR ซ้ำ &amp;nbsp;ได้รับบริการยาฟ้าทะลายโจรหรือ Favipiravir&amp;nbsp; และนำเข้าระบบ Home Isolation ของ สปสช.ในวันเดียวกันเพื่อการดูแลรักษาที่ต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:5.25pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ครั้งนี้ด้วยความร่วมมือที่กว้างขวาง &amp;nbsp;จะมีการระดมทีมลงปฏิบัติการในชุมชนวันละ 30 จุด โดยสามารถตรวจและดูแลตามภารกิจที่วางไว้ได้จุดละ 1,000 คนต่อวัน &amp;nbsp;รวมเป็นวันละ 30,000 ราย x 7 วันก็จะคัดกรองโรคได้ประมาณ 210,000 รายและจะมีทีมของโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาที่จะนำทีมใหญ่มาคัดกรองแบบ walk in &amp;nbsp;วันละ 5,000 คนในจุดต่างๆ &amp;nbsp;เปลี่ยนจุดไปทุกวัน x 7 วัน &amp;nbsp;ก็จะคัดกรองได้อีก 35,000 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:5.25pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดังนั้นจากการประมาณ&amp;nbsp; การปฏิบัติการครั้งนี้จะสามารถคัดกรองผู้คนในเมืองกรุงได้ 250,000 ราย &amp;nbsp;หากผลบวกอยู่ที่ประมาณ 10-15% ก็จะพบผู้ที่มีเชื้อโควิดที่จะเข้าสู่ระบบการดูแลรักษาจำนวน 25,000-32,500 คน ซึ่งน่าจะสามารถตัดตอนการระบาดไปได้พอสมควร &amp;nbsp;และสามารถช่วยลดภาระเตียงล้นของโรงพยาบาลใน กทม.ลงได้ &amp;nbsp;เพราะเราจะพยายามจ่ายยา favipiravir ให้กับผู้ติดเชื้อตามเกณฑ์ที่ควรรับยาทุกคน &amp;nbsp;เพื่อลดโอกาสที่เขาจะป่วยหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:5.25pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปฏิบัติการแห่งความหวังในครั้งนี้ &amp;nbsp;เกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือจากหลายฝ่ายที่รวมพลังกันสู้ภัยโควิด กทม. อันได้แก่ &amp;nbsp;ชมรมแพทย์ชนบท &amp;nbsp;กระทรวงสาธารณสุข &amp;nbsp;สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กรุงเทพมหานคร รวมทั้งทีมอาสาจากภาคประชาชนคือ &amp;nbsp;ทีมโควิดชุมชน (Com-Covid) เครือข่ายแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว และ IHRI และอีกหลายองค์กร &amp;nbsp;เป็นความร่วมมือที่มหัศจรรย์ภายใต้เงื่อนเวลาที่เร่งรัดและทุกคนต่างก็มีภารกิจประจำอันมากมาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:5.25pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; หัวใจของการสู้ภัยโควิดอยู่ที่ &amp;nbsp;&amp;quot;ความหวัง&amp;quot; &amp;nbsp;ปฏิบัติการครั้งนี้มุ่งสร้างความหวังให้กับทุกคนในกรุงเทพมหานคร รวมทั้งคนไทยทั้งประเทศ &amp;nbsp;ด้วยความหวังที่อยากเห็นทุกคนทุกองค์กรออกมาช่วยกัน &amp;nbsp;ระดมสรรพกำลังให้เต็มที่ &amp;nbsp;ใครทำอะไรได้ทำ &amp;nbsp;อย่าคิดนาน &amp;nbsp;ทำด้วยความเร็วในอัตราเร่งที่ให้ทันกับการแพร่ระบาดของโควิดสายพันธุ์เดลต้า &amp;nbsp;ความหวังในท่ามกลางความหดหู่ที่แสนเหน็ดเหนื่อยเท่านั้นที่จะช่วยให้ทุกคนฮึดสู้ &amp;nbsp;และรวมพลังคนไทยสู้ภัยโควิดในครั้งนี้ ให้เราผ่านมันไปด้วยความสูญเสียทั้งด้านชีวิตและเศรษฐกิจให้น้อยที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:5.25pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แล้วพบกันกับ &amp;lsquo;ปฏิบัติการแพทย์ชนบทบุกกรุงครั้งที่ 3&amp;rsquo; รายละเอียดโปรดติดตามต่อไป.&amp;hellip;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:5.25pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:5.25pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:5.25pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;แพทย์ชนบทนั่งซาเล้งตรวจโควิดรอบแรกในชุมชนย่านซอยอ่อนนุช &amp;nbsp;(ภาพจากชมรมแพทย์ชนบท)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:5.25pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เปิดรายชื่อ 38 ทีมแพทย์ชนบททั่วประเทศบุกเมืองกรุง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; Facebook&amp;nbsp; ชมรมแพทย์ชนบทระบุว่า&amp;nbsp; ทีมที่ร่วมประวัติศาสตร์ในครั้งนี้&amp;nbsp; คือ &amp;nbsp;&amp;nbsp;แพทย์ชนบท &amp;nbsp;สหวิชาชีพ &amp;nbsp;สภาวิชาชีพ &amp;nbsp;จิตอาสา &amp;nbsp;ภาคประชาชน &amp;nbsp;เครือข่ายแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว &amp;nbsp;กระทรวงสาธารณสุข &amp;nbsp;สปสช. &amp;nbsp;กรุงเทพมหานคร . ปฏิบัติการ 7 วัน &amp;nbsp;กอบกู้กรุงเทพมหานคร และสร้างความหวังให้กับผู้คน &amp;nbsp;ประกอบด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:5.25pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 1. ทีม รพ. สิชล จ.นครศรีธรรมราช&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2. ทีม รพ.จะนะ จ.สงขลา&amp;nbsp; 3. ทีม รพ. สมเด็จนาทวี จ.สงขลา&amp;nbsp; 4. ทีม สสจ.ชัยภูมิ&amp;nbsp;&amp;nbsp; 5. ทีม สสจ. เชียงราย&amp;nbsp; 6. ทีม สสจ. ลพบุรี&amp;nbsp; 7. ทีม สสจ. น่าน&amp;nbsp; 8. ทีม สสจ. สุรินทร์ &amp;nbsp;&amp;nbsp;9. ทีม สสจ. ยโสธร&amp;nbsp; 10. ทีม รพท.ชุมพร&amp;nbsp; 11. ทีม รพศ.มหาราช &amp;nbsp;นครราชสีมา &amp;nbsp;12. ทีม สสจ.ฉะเชิงเทรา&amp;nbsp; 13. ทีม สสจ.ขอนแก่น (มา 3 ทีม)&amp;nbsp; 14. ทีม รพ.ด่านมะขามเตี้ย&amp;nbsp; กาญจนบุรี&amp;nbsp; 15. ทีม สสจ. สุโขทัย&amp;nbsp; 16. ทีม สสจ.อุตรดิตถ์&amp;nbsp; 17. ทีม รพท. เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา จ.ระยอง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:5.25pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 18.ทีม สสจ. อุดรธานี&amp;nbsp;&amp;nbsp; 19. ทีม สสจ. แพร่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;20. ทีม รพท. มหาสารคาม&amp;nbsp; 21. ทีม รพท. กาฬสินธุ์&amp;nbsp; 22. ทีม สสจ. ชุมพร &amp;nbsp;23. ทีม สสจ. ระนอง&amp;nbsp; 24. ทีม รพ.ตากใบ + รพ. แว้ง &amp;nbsp;สสจ.นราธิวาส&amp;nbsp;&amp;nbsp; 25.ทีม รพ.รามัน&amp;nbsp; ยะลา&amp;nbsp; 26. ทีม สสจ. &amp;nbsp;พะเยา&amp;nbsp; 27. ทีม รพท. สมุทรปราการ (ลงพื้นที่ตนเอง)&amp;nbsp; 28. ทีม สสจ. เพชรบุรี&amp;nbsp; 29. ทีม สสจ. สุราษฎร์ธานี&amp;nbsp; 30. ทีม สสจ. แม่ฮ่องสอน/รพ. ปางมะผ้า&amp;nbsp; 31. ทีม รพ.บางกรวย&amp;nbsp; 2 จ.นนทบุรี&amp;nbsp; 32. ทีม สสจ. นครปฐม/รพ.หลวงพ่อเปิ่น (ลงพื้นที่ตนเอง)&amp;nbsp; 33. ทีมเภสัชกร อาสา อ.สุนี มข.ช่วยจ่ายยา&amp;nbsp; 34. ทีม สสจ. นครสวรรค์&amp;nbsp; 35. สมาคม/สภาเทคนิคการแพทย์&amp;nbsp; 36. ทีม รพ.หนองม่วงไข่ &amp;nbsp;จ.แพร่ (มี3ท่าน)&amp;nbsp; 37. ทีม รพ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี (ลงพื้นที่ตนเอง) และ&amp;nbsp; 38. ทีม สสจ.กำแพงเพชร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:5.25pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:5.25pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:5.25pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พอช.ร่วมมือภาคีเครือข่ายเตรียมพร้อมเปิดจุดตรวจโควิด 57&amp;nbsp;จุด 45,000&amp;nbsp;คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;การตรวจหาเชื้อโควิดของทีมแพทย์ชนบทครั้งที่ 3 นี้&amp;nbsp; นอกจากจะลงพื้นที่ตรวจในชุมชนแออัดต่างๆ ในกรุงเทพฯ&amp;nbsp; โดยการประสานงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว&amp;nbsp; ในส่วนของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; ได้ร่วมมือกับภาคีเครือข่าย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย (มพศ.)&amp;nbsp; เครือข่ายสลัม 4 ภาค&amp;nbsp; สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กระทรวงสาธารณสุข&amp;nbsp; กรุงเทพมหานคร&amp;nbsp; ผู้นำชุมชน&amp;nbsp; อาสาสมัคร&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; เตรียมเปิดจุดคัดกรองเพื่อตรวจหาเชื้อในชุมชนต่างๆ&amp;nbsp; ระหว่างวันที่&amp;nbsp; 4-10 สิงหาคม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยเบื้องต้นมี 57 &amp;nbsp;จุดตรวจ&amp;nbsp; มีผู้ตรวจจากชุมชนต่างๆ ไม่ต่ำกว่า 150&amp;nbsp; ชุมชน&amp;nbsp; ในพื้นที่ 29 เขตกรุงเทพฯ&amp;nbsp; รวมผู้ตรวจทั้งหมดประมาณ 45,000 คน&amp;nbsp; ส่วนใหญ่เป็นชุมชนในเครือข่ายสลัม 4 ภาค&amp;nbsp; และชุมชนที่จัดทำโครงการบ้านมั่นคงของ พอช.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยวันนี้ (2 สิงหาคม) สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ได้จัดประชุมผ่านระบบ Zoom&amp;nbsp; Meetings&amp;nbsp; เพื่อสรุปบทเรียน&amp;nbsp; อบรมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับไวรัสโควิด-19&amp;nbsp; ในการดูแลตนเอง&amp;nbsp; การช่วยเหลือ&amp;nbsp; การตั้งจุดคัดกรองในชุมชน 50 เขตในกรุงเทพฯ&amp;nbsp; และเตรียมชุมชนเพื่อเปิดจุดตรวจโควิดโดยชมรมแพทย์ชนบท &amp;nbsp;มีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย&amp;nbsp; เจ้าหน้าที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; ผู้นำชุมชน&amp;nbsp; ผู้แทนหน่วยงานเครือข่าย&amp;nbsp; เข้าร่วมประชุมประมาณ 80 คน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประชุมผ่านซูม&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนชุมชนในเครือข่ายสลัม 4 ภาค และชุมชนบ้านมั่นคงที่จะเปิดเป็นจุดตรวจหาเชื้อโควิด&amp;nbsp; เช่น &amp;nbsp;1.ชุมชนรุ่งมณีพัฒนา&amp;nbsp; เขตวังทองหลาง &amp;nbsp;&amp;nbsp;2.วัดจันทร์ประดิษฐาราม&amp;nbsp; เขตภาษีเจริญ &amp;nbsp;3.ศูนย์พักโรงเรียนประถมนนทรีย์&amp;nbsp; เขตยานนาวา &amp;nbsp;4.สนามฟุตบอลโปโลคลับ และลานจารุเมือง เขตปทุมวัน &amp;nbsp;5.ชุมชนร่วมมิตรแรงศรัทธา&amp;nbsp; เขตดอนเมือง &amp;nbsp;6.ชุมชนบ้านมั่นคงวิมานทอง&amp;nbsp; เขตบางบอน &amp;nbsp;7. อาคารพุทธวิชา&amp;nbsp; ม.ราชภัฏพระนคร&amp;nbsp; เขตบางเขน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 8.สหกรณ์ริมคลองสอง (บ้านมั่นคงคลองลาดพร้าว) ซอยผักหวาน&amp;nbsp; เขตสายไหม &amp;nbsp;9.สหกรณ์ริมคลองพัฒนา (บ้านมั่นคงคลองลาดพร้าว) ซอยจิระมะกร&amp;nbsp; เขตสายไหม&amp;nbsp; 10.ชุมชนเพิ่มสินร่วมใจ (บ้านมั่นคงคลองลาดพร้าว) เขตสายไหม 11.บ้านมั่นคงประชาสามัคคี&amp;nbsp; เขตบางพลัด&amp;nbsp;12.ชุมชนบ่อฝรั่งริมน้ำพัฒนา &amp;nbsp;เขตจตุจักร &amp;nbsp;&amp;nbsp;ฯลฯ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้การตรวจเชิงรุกรอบ 3 ของทีมแพทย์ชนบทในครั้งนี้&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ จะส่งอาสาสมัครเข้าร่วมสนับสนุนการทำงานของทีมแพทย์ร่วมกับผู้นำชุมชนประมาณ 10 คนต่อ 1 จุดตรวจ &amp;nbsp;&amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; การลงทะเบียนรายชื่อผู้ตรวจ&amp;nbsp; การจัดลำดับคิวตรวจ&amp;nbsp; การเว้นระยะห่าง&amp;nbsp; การประสานงานต่างๆ&amp;nbsp; เพื่อให้การตรวจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ&amp;nbsp;รวดเร็ว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนการตรวจโควิดเชิงรุกของทีมแพทย์ชนบทจะใช้การตรวจแบบ rapid &amp;nbsp;testing หรือชุดตรวจแบบเร็ว&amp;nbsp; โดยใช้วิธี&amp;nbsp; ATK (antigentest kit) &amp;nbsp;โดยแพทย์จะใช้ก้านสำลีเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งจากโพรงจมูกของผู้ตรวจ&amp;nbsp; แล้วนำก้านสำลีมาตรวจด้วยน้ำยา&amp;nbsp; สามารถทราบผลได้ภายในเวลาประมาณ 30 นาที&amp;nbsp; หากพบว่ามีผลเป็นบวกหรือติดเชื้อ&amp;nbsp; แพทย์จะตรวจซ้ำด้วยวิธี Rt-Pcr (Real&amp;nbsp; time - Polymerase chain reaction) เพื่อให้ได้ผลที่แน่นอน&amp;nbsp; ซึ่งหากมีผู้ตรวจจำนวนมากอาจต้องใช้เวลาเพื่อทราบผลประมาณ 1 สัปดาห์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพจากทีมแพทย์ชนบท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; กรณีผู้ติดเชื้อมีอาการไม่มาก&amp;nbsp; (อยู่ในสถานะสีเขียวหรือเหลืองอ่อน) แพทย์จะให้คำแนะนำในการรักษาตัวที่บ้าน(Home Isolation) หรือสถานพักคอยในชุมชน (Community Isolation)&amp;nbsp; พร้อมกับให้ยาฟ้าทะลายโจรและยาพื้นฐานอื่นๆ&amp;nbsp; ซึ่งผู้ป่วยที่มีอาการไม่มากเมื่อกินยาและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์จะหายป่วยได้ภายในระยะเวลา 14 วัน&amp;nbsp; กรณีที่ติดเชื้อและแพทย์เห็นว่าจะต้องได้รับยา favipiravir แพทย์ก็จะจ่ายยาชนิดนี้ให้กับผู้ติดเชื้อเพื่อรักษาตัวในชุมชน&amp;nbsp; และเพื่อลดภาระการรักษาตัวในโรงพยาบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น้ำใจจากพี่น้องชนบทสู่เมืองกรุง ฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกนี้&amp;nbsp; ส่งผลให้ชุมชนต่างๆ เกิดความตื่นตัวในการรับมือกับโรคร้าย&amp;nbsp; มีการจัดเตรียมมาตรการต่างๆ&amp;nbsp; เพื่อป้องกัน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การรณรงค์ให้ความรู้ด้านการป้องกันการแพร่เชื้อ&amp;nbsp; การตั้งจุดตรวจวัดอุณหภูมิชาวชุมชนที่เดินทางเข้า-ออก&amp;nbsp; แจกเจลล้างมือ&amp;nbsp; หน้ากากป้องกันการติดเชื้อ&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; นอกจากนี้หลายชุมชนนำฟ้าทะลายโจรมาปลูกเพื่อใช้เป็นยาในการรักษาเชื้อโควิด&amp;nbsp; และปลูกกระชายเพื่อเสริมภูมิคุ้มกันร่างกาย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ชุมชนเฟื่องฟ้า&amp;nbsp; เขตประเวศ&amp;nbsp; ชุมชนรุ่งมณี&amp;nbsp; เขตวังทองหลาง&amp;nbsp; ชุมชนบ้านมั่นคงวิมานทอง&amp;nbsp; เขตบางบอนฯ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชุมชนเฟื่องฟ้า&amp;nbsp; เขตประเวศ&amp;nbsp; ปลูกฟ้าทะลายโจรสู้กับโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะเดียวกัน&amp;nbsp; พี่น้องจากขบวนองค์กรชุมชนในจังหวัดต่างๆ ได้ส่งอาหาร&amp;nbsp; ข้าวสาร&amp;nbsp; ผัก&amp;nbsp; สมุนไพร&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; มาให้พี่น้องในกรุงเทพฯ ได้ใช้เป็นเสบียงประกอบอาหารและใช้เป็นสมุนไพรในการต่อสู้กับโควิด&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; พี่น้องจากจังหวัดกาญจนบุรี&amp;nbsp; จากจังหวัดขอนแก่น&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; โดยทางสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ได้กระจายน้ำใจเหล่านี้ลงไปสู่ชุมชนต่างๆ ที่มีความต้องการ&amp;nbsp; รวมทั้งศูนย์พักคนไร้บ้าน &amp;lsquo;สุวิทย์&amp;nbsp; วัดหนู&amp;rsquo; เขตบางกอกน้อย&amp;nbsp; และ &amp;lsquo;บ้านพูนสุข&amp;rsquo; จังหวัดปทุมธานี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น้ำใจจากพี่น้องกาญจนบุรีและภาคอีสานส่งมาให้พี่น้องชุมชนในกรุงเทพฯ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111962</URL_LINK>
                <HASHTAG>Com-Covid, Favipiravir, Home Isolation, IHRI, กระทรวงสาธารณสุข, จิตอาสา, ชมรมแพทย์ชนบท, ชุมชนแออัด, ตรวจโควิดเชิงรุก, ทีมโควิดชุมชน, ปฏิบัติการสร้างความหวัง  สู้ภัยโควิด  เพื่อคนกรุง, พอช., ฟ้าทะลายโจร, ภาคประชาชน, มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย (มพศ.), สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน), สปสช., สภาวิชาชีพ, สหวิชาชีพ, สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ, เครือข่ายสลัม 4 ภาค, เครือข่ายแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว, เราจะกลับมาอีก, แพทย์ชนบท</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210802/image_big_6107baae4adb1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>81002</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/10/2020 16:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/10/2020 16:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เครือข่ายภาคประชาชนยกขบวนร้องบิ๊กตู่ลาออก ชี้เปิดสภาตั้งกรรมาธิการพิเศษก่อนวิกฤตรัฐล้มเหลว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ต.ค.63- &amp;nbsp;ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ถ.ราชดำเนิน เครือข่ายภาคประชาชนนำโดย รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) นายสมชาย หอมลออ ที่ปรึกษามูลนิธิผสานวัฒนธรรม นายบุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์ &amp;nbsp;เลขาธิการมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา นางสาวลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ เลขาธิการองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย (P-Net) และนายเมธา มาสขาว เลขาธิการ ครป. และคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 ร่วมกันแถลงข่าวข้อเสนอต่อรัฐบาล รัฐสภา และพรรคการเมือง เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตความขัดแย้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเมธา แถลงข้อเรียกร้อง ครป. และเครือข่ายภาคประชาชน 5 ข้อ 1.เรียกร้องให้รัฐบาลหยุดความคิดการสลายการชุมนุมและยุติความรุนแรง เนื่องจากการชุมนุมยังไม่ปรากฏลักษณะที่แสดงให้เห็นถึงการใช้ความรุนแรงจนเป็นเหตุถึงขั้นที่รัฐบาลต้องตัดสินใจใช้มาตรการในการสลายการชุมนุมและรัฐบาลได้ละเมิดหลักการสลายการชุมนุมและกฎการใช้กำลัง โดยขอให้รัฐบาลยกเลิกข้อกำหนดและประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงซึ่งสร้างความขัดแย้งและทำลายนิติรัฐ โดยใช้วิธีแก้ไขปัญหาทางการเมืองโดยสันติ และอย่าใช้ทหารเข้ามาแก้ปัญหาการเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.การชุมนุมเป็นสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ กติการะหว่างประเทศและหลักสิทธิมนุษยชนสากล &amp;nbsp;ขอให้ผู้ชุมนุมจัดการชุมนุมโดยสันติและช่วยกันจัดการปัญหาเฉพาะหน้าไม่ให้เกิดการยั่วยุ การใช้ความรุนแรงและปลุกระดมความเกลียดชัง โดยเฉพาะการเผยแพร่ข่าวปลอมจากบุคคลที่แฝงตัวเข้ามาสร้างสถานการณ์ หากเกิดเหตุความรุนแรงและสถานการณ์วิกฤตที่ไม่สามารถควบคุมได้ ขอให้มหาวิทยาลัยต่างๆ เป็นพื้นที่ปลอดภัย (Safe Zone) ห้ามเจ้าหน้าที่เข้าไปใช้ความรุนแรงและบุกเข้าไปคุกคามจับกุม อันจะขยายความขัดแย้งรุนแรงต่อไปจนยากแก้ไขและเกิดเหตุจลาจลอลหม่านอันเป็นวิกฤตรัฐที่ล้มเหลว 3.รัฐบาลต้องเยียวยาความเสียหายที่เกิดจากปฏิบัติการการสลายการชุมนุม ทั้งผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ที่ได้รับบาดเจ็บจากการถูกสั่งให้ปฏิบัติการและผลกระทบทางจิตใจ รวมถึงขอให้ปล่อยตัวนักโทษทางการเมืองและให้สิทธิ์เข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานในกระบวนการยุติธรรม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.ทางออกจากวิกฤตความขัดแย้งคือ นายกรัฐมนตรีต้องทบทวนความผิดของตนเองที่ผ่านมาและเสียสละด้วยการลาออกเพื่อความสงบของบ้านเมือง และให้มีการเสนอเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่จากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยสมาชิกวุฒิสภางดออกเสียง โดยขอเรียกร้องให้พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทยและพรรครวมพลังประชาชาติไทย ลาออกจากพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อกดดันให้นายกรัฐมนตรีลาออกและแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองร่วมกัน และ 5.ขอให้เปิดสภาสมัยวิสามัญเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตความขัดแย้งทางการเมืองอย่างเร่งด่วน เพื่อเป็นทางออกในวิกฤตประชาธิปไตย โดยตั้งกรรมาธิการพิเศษ และดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามเจตจำนงค์ของประชาชนเพื่อประกาศใช้กติกาที่เป็นธรรมโดยเร็ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร.พิชาย กล่าวว่า การประกาศภาวะฉุกเฉินนั้นเป็นเรื่องผิดพลาด ไม่สมเหตุสมผลและฟังไม่ขึ้น เพราะว่าการชุมนุมเป็นไปอย่างสงบสันติแล้วประกาศยุติการชุมนุมก่อนจะประกาศใช้กฎหมาย ผลกระทบที่ตามมาคือทำให้ผู้ประกาศเกิดความรู้สึกว่าตนเองมีอำนาจแล้วก็ทำให้ขาดสติและโอกาสการไตร่ตรองในการใช้อำนาจอย่างมีเหตุผล ซึ่งนำไปสู่การขยายให้เกิดความรุนแรงยิ่งขึ้นจากการจัดการกับการชุมนุมอย่างที่เราเห็นกันในขณะนี้ การชุมนุมที่เกิดจากกระแสความคิดของคนในสังคมเป็นจำนวนมาก ดังนั้นการที่จะไปปิดกั้นไม่เกิดการชุมนุมจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากหรือแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย การใช้อำนาจตามภาวะฉุกเฉินเพื่อจับกุมแกนนำโดยหวังว่าการชุมนุมจะสงบลงหรือจะว่าไม่เกิดการชุมนุมนั้นเป็นความคิดที่ผิดพลาดเป็นอย่างยิ่ง เพราะคนไม่ได้ไปร่วมชุมนุมเพราะแกนนำแต่เป็นเพราะความคิดความเชื่อและอุดมการณ์ ในทางกลับกันยิ่งทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกต่อต้านรัฐบาลมากขึ้นและทำให้การชุมนุมยิ่งขยายตัว นอกจากนี้การสลายการชุมนุมก็เป็นการสร้างความรุนแรงโดยรัฐเองโดยที่ผู้ชุมนุมไม่ได้มีอาวุธ ไม่ได้บุกรุกสถานที่ราชการและไม่มีสัญญาณสร้างความรุนแรงใดๆ และก็เป็นเพียงนักเรียนนิสิตนักศึกษา รัฐบาลจะต้องทบทวนว่าถ้าหากว่ามีการชุมนุมในวันต่อไปข้างหน้าถ้าหากว่ายังใช้การตัดสินใจเช่นนี้มันก็ยิ่งทำให้สถานการณ์ขยายความรุนแรงยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิชายยังเรียกร้องให้เปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญโดยเร็วเพื่อหยิบประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ขึ้นมาพิจารณาแล้วก็ดำเนินการรับหลักการ เพื่อที่จะทำให้ความขัดแย้งต่างๆ ที่อยู่ตามท้องถนนเข้าไปสู่เวทีประชุมในสภาเพื่อหาทางออกจากความขัดแย้งอย่างมีเหตุผล และเรียกร้องให้พรรคร่วมรัฐบาลพิจารณาเหตุการณ์วันที่ 16 ตุลาคมและอนาคตของพรรคการเมืองว่าจะตัดสินใจร่วมเดินไปสู่ทางแยกของรัฐบาลทรราชร่วมกัน หรือจะร่วมกันมีส่วนในการยุติความรุนแรงจากรัฐบาล เนื่องเพราะพล.อ.ประยุทธ์คงอยู่ในแวดวงการเมืองอีกไม่นาน แต่พรรคการเมืองจะต้องอยู่ต่อไปในเส้นทางการเมืองและประชาธิปไตยอีกยาวนาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมชาย หอมลออ กล่าวว่า รัฐบาลกำลังหลงทางในการใช้กำลังสลายการชุมนุมและไม่ควรใช้ปืนฉีดสีซึ่งจะทำให้มีผู้บาดเจ็บจากสารเคมีเรื้อรัง และยิ่งปราบปรามก็จะยิ่งตอกย้ำความคิดความเชื่อของประชาชนที่เรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงในการปฏิรูปสถาบันต่างๆ ทางสังคมและการเมืองเพื่ออนาคตของพวกเขาเอง &amp;nbsp;การที่พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ยอมรับฟังเสียงของประชาชนทำให้การคลี่คลายปัญหายากขึ้น และคดีการชุมนุมแต่ละคดีล้วนเป็นคดีทางการเมืองที่เกิดจากรัฐบาลเอง ไม่ใช่ปัญหาที่เกิดขึ้นจากประชาชนหรือนักเรียนนิสิตนักศึกษา และมีพื้นฐานความขัดแย้งที่มาจากการรัฐประหาร 2557 โดยครองอำนาจอยู่ 5 ปีโดยไม่มีการปฏิรูปใดๆ เกิดขึ้นแล้วสืบทอดอำนาจตนเองโดยรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งทางออกจะต้องแก้ปัญหาด้วยวิถีทางการเมืองเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวานนี้มีการประกาศจัดตั้งสถานที่ควบคุมตัวเพิ่มเติมขึ้นมาอีกในค่ายทหารจังหวัดชลบุรี นั่นแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลมีแนวโน้มที่รัฐบาลจะนำพาประเทศไปสู่อีกยุคหนึ่งที่เคยเรียกกันว่ายุคทมิฬภายใต้การปกครองของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากการสังหารประชาชนเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ใน 44 ปีที่ผ่านมา แต่ถึงวันนี้ยังไม่สายเกินไปที่รัฐบาลจะหาทางออกเพื่อประเทศชาติ โดยการร่วมกันลดอุณหภูมิของความขัดแย้งลงให้มากที่สุดซึ่งเป็นทางออกของรัฐบาลและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้นายสมชาย ยังเรียกร้องให้ศาลอย่ายึดถือตามตัวบทกฎหมายที่ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารออกบังคับใช้โดยมิได้คำนึงว่ากฎหมายฉบับนั้นเป็นกฎหมายที่เป็นธรรมหรือไม่ ขัดต่อสิทธิมนุษยชนและขัดต่อหลักของนิติธรรมหรือไม่ การยื่นฝากขังในข้อหาละเมิดสถานการณ์ฉุกเฉินหรือข้อหาใดที่มีลักษณะเกี่ยวพันหรือเกี่ยวกับกิจกรรมในทางการเมืองต้องตรวจสอบและอย่างน้อยต้องให้ประกันตัว เหตุผลการไม่ให้ประกันตัวจะอ้างว่าเพราะเกรงว่าผู้ต้องหาจะไปนำชุมนุมต่อไม่ได้ เนื่องจากศาลยังไม่ได้พิพากษาถึงที่สุดและไม่ได้วินิจฉัยว่าการชุมนุมนั้นผิดหรือไม่ การตัดสินล่วงหน้าจึงไม่ชอบด้วยหลักของนิติรัฐและนิติธรรม ซึ่งต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลเหล่านี้เป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวลัดดาวัลย์ กล่าวว่า เครือข่ายผู้หญิงเพื่อสิทธิทางการเมืองและสิทธิพลเมืองรู้สึกกังวลและไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งต่อการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง รวมถึงนโยบายและวิธีการของรัฐบาลในการสลายการชุมนุมและปฏิบัติต่อผู้ชุมนุมซึ่งส่วนมากเป็นนักเรียนนิสิตนักศึกษาและประชาชน รวมถึงผู้หญิงและเด็ก ที่ไม่สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสากลในการปฏิบัติต่อผู้ชุมนุ มรัฐบาลควรปฏิบัติตามแนวปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติว่าด้วยการใช้อาวุธที่มีความร้ายแรงต่ำในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะหลักการใช้การฉีดน้ำแรงดันสูงควรใช้เฉพาะในสถานการณ์ที่มีการชุมนุมกระทบต่อความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยของสาธารณะ เพราะมีความเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าการกระทำดังกล่าวจะนำไปสู่การเสียชีวิตบาดเจ็บสาหัสหรือการทำลายทรัพย์สินอย่างรุนแรงในวงกว้าง จึงไม่ได้สัดส่วนกับหลักการปฏิบัติต่อผู้ชุมนุมตามมาตรฐานสากล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เครือข่ายผู้หญิงจึงขอประณามการกระทำของรัฐบาลและเรียกร้องต่อองค์กรและหน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน และองค์กรอิสระ สถาบันตุลาการ ต้องยืนยันหลักการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออกอย่างสันติของประชาชนโดยเฉพาะเด็กและเยาวชน สุดท้ายขอให้รัฐบาลยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ยุติการจับกุมและควบคุมประชาชน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน &amp;nbsp;ปัจจุบันนี้ เราพยายามปฏิรูปการศึกษาโดยเปลี่ยนให้นักเรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้เพื่อความพยายามที่จะให้เด็กคิดเองทำเอง มีพฤติกรรมตัวเอง ต้องการแสดงออกด้วยความคิดของตัวเอง แต่กลับถูกมองว่าเด็กไร้เดียงสา ขณะที่ปัจจุบันสังคมเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วด้วยเทคโนโลยีเรื่องของการสื่อสาร ระบบการศึกษาไม่สามารถที่จะตอบโจทย์ให้กับสังคมแล้ว การเรียนรู้ในโลกต่างหากที่จะช่วยให้สังคมเราพัฒนาบนความหลากหลาย บนความแตกต่าง ขณะนี้มีการอันเฟรนด์กันมากมายในโลกอินเตอร์เน็ต มีการโต้เถียงมากมาย คิดว่าเราต้องยอมรับว่าเมื่อสังคมไม่เป็นแบบแผนเดียวกันแล้วมีความแตกต่างจะอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างไรโดยสันติและเคารพยอมรับกัน ดังนั้นการพูดคุยการทำความเข้าใจจึงจำเป็นอย่างยิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เธอระบุด้วยว่า สังคมต้องเปิดใจนึกว่าต้องฟัง ต้องยอมที่จะพูดคุยแสดงความคิดเห็นและรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างจากความคิดเห็นและความคิดของเรา ครอบครัวที่พ่อแม่จะไม่พูดกับลูกจะเป็นปัญหารากฐานสำคัญของสังคมในอนาคต หน้าที่ของรัฐบาลจึงต้องรับฟัง จริงจัง จริงใจกับเสียงเรียกร้องของเยาวชนซึ่งจะเป็นอนาคตของชาติในเวลานี้ เขาเหล่านั้นเรียนรู้มาเยอะกับสังคมกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไป เขาได้รับทราบข้อมูลข่าวสารมากมาย เขามีวิธีคิดของตัวเอง มีความเป็นตัวเองสูงมีความมั่นใจที่จะแสดงออกเพราะอนาคตของประเทศอยู่ในมือของเขาที่เขาจะต้องเป็นผู้กำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายบุญแทน ระบุด้วยว่า ตนเองเห็นด้วยกับข้อเสนอของนักเรียนนิสิตนักศึกษาในเวลานี้ และความรุนแรงทั้งหมดจะเกิดจากรัฐทั้งสิ้นในยุคที่ผ่านมา ทั้งจากการปราบปรามสลายการชุมนุมในเวลากลางคืน การออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงขาดความเหมาะสมและไม่ได้สัดส่วนกับเหตุการณ์อย่างชัดเจน จนกลายเป็นว่ารัฐเป็นผู้สร้างสถานการณ์และความรุนแรงเสียเอง ทำให้ความศรัทธาต่อรัฐตกต่ำลงอย่างมาก ประเทศไทยกำลังเจอกับวิกฤติครั้งใหญ่ ทั้งทางการเมือง ทั้งทางเศรษฐกิจ การว่างงานและผลกระทบจากโควิด-19 อาจนำพาประเทศไทยไปสู่ภาวะรัฐล้มเหลวได้ใน ดังนั้นทางออกในเวลานี้ รัฐสภาจะต้องออกมาแก้ไขปัญหาโดยเร็วที่สุด เพื่อรักษาระบบนิติรัฐ นิติธรรม ซึ่งรัฐบาลได้กระทำการขัดแย้งแม้กระทั่งต่อรัฐธรรมนูญที่ตนเองร่างขึ้นมาเสียเอง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81002</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครป., พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ภาคประชาชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201018/image_big_5f8c0d26b7c52.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76585</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/09/2020 19:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/09/2020 19:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ภาคปชช.ชูสังคายนากระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ กระจายอำนาจตร.ให้จังหวัด งานพิสูจน์หลักฐานสังกัดยธ. หลายฝ่ายเห็นพยานหลักฐานที่เกิดเหตุพร้อมกัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ก.ย.63 - &amp;nbsp;Innocence International Thailand ร่วมกับสถาบันเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม (สป.ยธ.) สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) มูลนิธิธรรมาภิบาลแห่งเอเชีย (AGF) และ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านนโยบายสาธารณะและธรรมาภิบาล เยอรมัน-อุษาคเนย์ (CPG) &amp;nbsp;จัดงานเสวนา &amp;ldquo;สังคายนากระบวนการยุติธรรม&amp;rdquo; ณ True Icon Hall.(7 Floor) Icon Siam Bangkok จากนั้นได้แถลงข่าวและแถลงการณ์ร่วมโดยมีมีรายละเอียดดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของไทยโดยเฉพาะในชั้นการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานรวมทั้งการสั่งคดีของพนักงานอัยการและการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลตกอยู่สภาวะวิกฤติศรัทธาจากประชาชนอย่างร้ายแรง ส่งผลเสียหายต่อระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตยหรือการปกครองโดยกฎหมายตลอดจนความมั่นคงของชาติอย่างร้ายแรง &amp;nbsp;จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขและปฏิรูปเป็นการเร่งด่วน หัวใจสำคัญที่จะนำไปสู่การแก้ไขหรือปฏิรูปได้อย่างแท้จริงก็คือ &amp;nbsp;การยอมรับปัญหาและจุดอ่อนต่างๆ ในทุกขั้นตอนที่เป็นช่องว่างก่อให้เกิดการทุจริตของเจ้าพนักงานผู้รับผิดชอบรวมทั้งความผิดพลาดที่สร้างความเสียหายต่อรัฐและประชาชนทั้งในอดีตและปัจจุบัน โดยนำมาวิเคราะห์วิพากษ์ในเวทีสาธารณะและเสนอให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขในสาระสำคัญที่จะส่งผลเป็นการปฏิรูปอย่างจริงจัง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Innocence International Thailand จึงได้ร่วมกับสถาบันเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม (สป.ยธ.) สมาคมสิทธิเสรีภาพจองประชาชน (สสส.) มูลนิธิธรรมาภิบาลแห่งเอเชีย (AGF) และ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านนโยบายสาธารณะและธรรมาภิบาล เยอรมัน-อุษาคเนย์ (CPG) &amp;nbsp;กำหนดจัดงานเสวนา &amp;ldquo;สังคายนากระบวนการยุติธรรม&amp;rdquo; ขึ้นในวันเสาร์ที่ 5 กันยายน 2563 ระหว่างเวลา 08.30 &amp;ndash; 17.00 น. ณ True Icon Hall.(7 Floor) Icon Siam Bangkokโดยได้ข้อสรุปจากการเสวนานำมาสู่แถลงการณ์ร่วมกันดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;1. สาเหตุที่กระบวนการยุติธรรมอาญาไทยในชั้นสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานการสั่งคดีของพนักงานอัยการ การพิจารณาและพิพากษาของศาลในหลายกรณีมีปัญหา ไม่สามารถสร้างความยุติธรรมอย่างแท้จริง &amp;nbsp;เนื่องจากกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่ล้าหลัง ขาดความเป็นมาตรฐานสากลตั้งแต่ปี 2506 อำนาจสืบสวนสอบสวนที่เคยอยู่ในความรับผิดชอบของฝ่ายปกครองซึ่งเป็นข้าราชการพลเรือนโดยเฉพาะในส่วนภูมิภาคตาม ป.วิ อาญาได้ถูกอำนาจเผด็จการยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ออกข้อบังคับกระทรวงมหาดไทยให้กรมตำรวจซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติรับผิดชอบแต่เพียงหน่วยเดียวทั้งประเทศ ทำให้ขาดการตรวจสอบร่วมรู้เห็นการรวบรวมพยานหลักฐานจากฝ่ายปกครองคือผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ และขาดการตรวจสอบจากพนักงานอัยการผู้มีหน้าที่ตรวจสอบการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานอย่างสิ้นเชิง ทำให้เจ้าหน้าที่ผู้ทุจริตสามารถใช้อำนาจหน้าที่แสวงหาผลประโยชน์จากยาเสพติดหรือธุรกิจผิดกฎหมายได้อย่างไร้การตรวจสอบ สามารถช่วยเหลือหรือละเว้นการดำเนินคดีผู้มีอิทธิพลหรือเจ้าหน้าที่ผู้ทุจริต หรือยัดข้อหาคนบริสุทธิ์โดยการบิดเบือนทำลายพยานหลักฐานข้อเท็จจริงในคดีได้ง่ายดายตามอำเภอใจ ทำให้กระบวนการยุติธรรมไทยอยู่ในสภาพ &amp;ldquo;คนชั่วลอยนวล คนดีเป็นแพะ&amp;rdquo; สำนักงานตำรวจแห่งชาติซึ่งเป็นองค์กรที่มีการจัดโครงสร้างการบังคับบัญชาและระบบบริหารงานบุคคลแบบทหาร &amp;nbsp;แม้กระทั่งพนักงานสอบสวนและเจ้าพนักงานนิติวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานในด้านกระบวนการยุติธรรมก็เป็นข้าราชการผู้มียศและวินัยการปกครองเช่นเดียวกับกองทัพที่มีความจำเป็นเพื่อออกคำสั่งบัญชาการรบเป็นหมวดหมู่ ทำให้เจ้าหน้าที่เกรงกลัวต่อการรังแกทางวินัยและจำยอมต่อคำสั่งที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรของผู้มียศสูงกว่า ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนในการรวบรวมพยานหลักฐานได้อย่างสุจริตเพื่ออำนวยความเป็นธรรมในสังคม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;2 &amp;nbsp;สภาพปัญหาดังกล่าว เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงในระดับที่เป็นการปฏิรูปทั้งระบบตำรวจและงานสืบสวนสอบสวนดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.1 ปฏิรูปโครงสร้างภายในองค์กรตำรวจให้มีการกระจายอำนาจเป็นตำรวจท้องถิ่นระดับจังหวัดเพื่อให้ตำรวจมีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อประชาชนและท้องถิ่นของตนเอง ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจแต่งตั้งโยกย้ายภายในจังหวัดและลงโทษทางวินัยตำรวจระดับหัวหน้าสถานีลงไปในจังหวัดด้วยความเห็นชอบของคณะกรรมการตำรวจจังหวัด สร้างหลักประกันมิให้มีการใช้อำนาจโดยมิชอบ หรือเกินขอบเขต หรือมีพฤติกรรมทุจริตประพฤติมิชอบ รับส่วยสินบนจากสิ่งชั่วร้ายผิดกฎหมาย ทำลายสังคมแล้วเด้งเชือกโยกย้าย หนีไปหากินที่จังหวัดอื่นๆ ต่อไป &amp;nbsp;ประชาชนสามารถร้องเรียนปัญหาต่อผู้ว่าราชการจังหวัดได้ง่ายกว่ากองบัญชาการตำรวจภาค หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และป้องกันการส่งส่วยสินบนตามลำดับชั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.2 แยกสำนักงานพิสูจน์หลักฐานให้ไปสังกัดกระทรวงยุติธรรมเพื่อกำจัดการแทรกแซงบิดเบือนพยานหลักฐานจากฝ่ายตำรวจผู้บังคับบัญชาการสอบสวน เพื่อสร้างหลักประกันความเป็นอิสระ และปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานภายใต้การตรวจสอบของคณะกรรมการวิชาชีพ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.3 ปฏิรูประบบงานสอบสวนในเรื่องสำคัญโดยให้เจ้าพนักงานของรัฐหลายฝ่ายได้มีโอกาสรู้เห็นและรวบรวมพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุในคดีสำคัญพร้อมกันทันที โดยเฉพาะคดีฆาตกรรม ด้วยการแก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ อาญาว่าด้วยการสอบสวน ให้พนักงานสอบสวนต้องรายงานเหตุอาชญากรรมทาง Electronic ให้ฝ่ายปกครอง ผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอ และอัยการทราบเพื่อตรวจสถานที่เกิดเหตุพร้อมกับแพทย์และพนักงานพิสูจน์หลักฐานป้องกันการดองคดีตามลำพังจนพยานหลักฐานสูญหายเพื่อช่วยเหลืออาชญากร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.4 แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ อาญา ให้อัยการมีอำนาจเข้าตรวจสอบหรือควบคุมเริ่มการสืบสวนสอบสวนคดีที่มีอัตราโทษจำคุกสิบปีขึ้นไป หรือกรณีที่มีการร้องเรียนว่าพนักงานสอบสวนไม่รับคำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษ &amp;nbsp;หรือการสอบสวนเป็นไปอย่างล่าช้าโดยไม่มีเหตุผลและให้อัยการมีอำนาจริเริ่มสอบสวนดำเนินคดีตำรวจที่กระทำผิดกฎหมายเพื่อป้องกันการสอบสวนทำลายพยานหลักฐานเพื่อช่วยเหลือเจ้าหน้าที่พวกเดียวกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.5 แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ อาญา เพื่อป้องกันเจ้าหน้าที่ผู้จับกุมใช้อำนาจโดยมิชอบละเมิดสิทธิมนุษยชนประชาชนผู้บริสุทธิ์ โดยให้ผู้จับกุมต้องแจ้งการจับบุคคลต่ออัยการเพื่อให้อัยการมาตรวจสอบการจับกุมที่ทำการของพนักงานสอบสวนทันทีเพื่อตรวจสอบพยานหลักฐานและคุ้มครองสิทธิ์ในชีวิตร่างกายและเสรีภาพของผู้ถูกจับได้ทันท่วงที นอกจากนี้การออกหมายเรียกบุคคลเป็นผู้ต้องหา หรือการเสนอศาลออกหมายจับและหมายขังบุคคลใดจะต้องได้รับความเห็นชอบจากอัยการเสียก่อนเพื่อป้องกันการจับและขังบุคคลที่อัยการอาจจะมีคำสั่งไม่ฟ้องโดยอัยการจะเห็นชอบการออกหมายจับและหมายขังก็ต่อเมื่อได้ตรวจสอบพยานหลักฐานจนมั่นใจว่ามีเหตุที่จำเป็นต้องจับและมีพยานหลักฐานหนักแน่นเพียงพอที่จะแจ้งข้อหาหรือเมื่อจับตัวบุคคลใดมาแล้วอัยการจะมีคำสั่งฟ้องคดีเพื่อพิสูจน์ความผิดให้ศาลลงโทษสอดคล้องกับมาตรฐานสากลโดยต้องบันทึกภาพและเสียงอย่างต่อเนื่องในการการจับและการสอบปากคำบุคคลด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.6 แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ อาญา กำหนดว่า &amp;ldquo;กระทรวง ทบวง กรมที่เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายใด &amp;nbsp;ให้มีอำนาจสอบสวนความผิดนั้นด้วยโดยไม่ตัดอำนาจของพนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจที่จะดำเนินการสอบสวนไปตามอำนาจหน้าที่ของตน&amp;rdquo; ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพงานรักษากฎหมายด้วยการกระจายอำนาจสอบสวนไปยังหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและมิให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติผูกขาดการสอบสวนริเริ่มคดีไว้แต่หน่วยเดียวที่ก่อให้เกิดปัญหามากมายในปัจจุบัน โดยทุกหน่วยงานสามารถดำเนินการสอบสวนความผิดตามกฎหมายเฉพาะทางซึ่งตนเป็นผู้รับผิดชอบและมีความรู้ความชำนาญมากกว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่งสำนวนต่ออัยการได้โดยตรง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.7 กำหนดความผิดฐานบิดเบือนขัดขวางความยุติธรรมให้เป็นความผิดที่มีโทษทางอาญาในประมวลกฎหมายอาญาเพื่อลงโทษบุคคลใดๆ ที่กระทำที่เป็นการแทรกแซงบิดเบือนกระบวนการยุติธรรมให้ผิดไปจากความเป็นจริง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76585</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตำรวจ, ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม, ภาคประชาชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200905/image_big_5f537fdf18778.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69231</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/06/2020 17:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/06/2020 17:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส.ส.สาทิตย์ หนุนตั้งองค์กรอิสระ ภาคประชาสังคม ตรวจสอบงบฯแก้โควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 มิ.ย.63 - นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง เขต 2 พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การใช้งบประมาณในการแก้ไขสถานการณ์โควิด 4 แสนล้าน ขณะนี้มีผู้เสนอมาแล้ว 3 หมื่น ถึง 4 หมื่นกว่าโครงการ เป็นเงิน 8 แสนล้าน บางโครงการมองว่าไม่เป็นตามวัตถุประสงค์ตาม พ.ร.ก. ว่าจะใช้เงินเพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ หลายโครงการกลับเป็นสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับผู้รับเหมา แทนที่จะได้รายได้กับประชาชน เท่าที่ทราบการเสนอโครงการก็มีปัญหามาก ขอให้กระบวนการกลั่นกรองของรัฐบาลมีหลักเกณฑ์ มาตรฐาน ป้องกันงบประมาณรั่วไหล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสาทิตย์ กล่าวว่า การใช้งบประมาณในการแก้ไขสถานการณ์โควิดขณะนี้สภาได้มีการลงมติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อที่จะติดตามและตรวจสอบการใช้เงินจากโครงการเงินกู้ ซึ่งเพิ่งลงมติไปสัปดาห์ที่แล้ว ก็คิดว่าในสัปดาห์นี้จะมีการประชุมครั้งแรกเพื่อที่จะเลือกตำแหน่งต่าง ๆ และวางกรอบในการพิจารณา ซึ่งขณะนี้งบเงินกู้ตัวที่สำคัญที่สุดคือ 4 แสนล้านที่ให้จังหวัดต่าง ๆ เสนอรวมทั้งกระทรวง ทบวง กรม ทั้งหลาย ก็มีปัญหามากเพราะมีงบเพียง 4 แสนล้าน แต่ตอนนี้เสนอมาแล้ว 3 หมื่น ถึง 4 หมื่นกว่าโครงการ เป็นเงิน 8 แสนล้าน แต่กระบวนการกลั่นกรองของรัฐบาลยังไม่ได้เริ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะฉะนั้นกรรมาธิการก็คงจะคุยกันก่อน ตนเองก็ตั้งใจเสนอว่าเราน่าจะมีข้อเสนอว่าด้วยเรื่องเสนอโครงการ เพราะขณะนี้เท่าที่ทราบการเสนอโครงการก็มีปัญหามาก สาเหตุมาจาก 1. ระยะสั้น 2. แทนที่จะไปตามวัตถุประสงค์ซึ่งตั้งไว้ตาม พรก. ว่าจะใช้เงินเพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ &amp;nbsp;หลายที่กลับกลายไปสร้างถนน ปรับภูมิทัศน์ &amp;nbsp;ซึ่งจะกลายเป็นสร้างงานให้กับผู้รับเหมา สร้างรายได้ให้กับผู้รับเหมา แทนที่จะได้รายได้กับประชาชนซึ่งได้รับผลกระทบจากโควิด เพราะฉะนั้นต้องมีข้อเสนอและพูดคุยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นอกจากนั้น ในส่วนกลุ่มประชาสังคม ได้สะท้อนวิเคราะห์ว่าจะมีงบประมาณรั่วไหลไม่ต่ำกว่า 5% ของงบประมาณทั้งหมดนั้น ตนเองก็บอกไม่ถูก แต่เรื่องรั่วไหลเป็นเรื่องที่ทุกคนไม่อยากให้เกิด แต่ประเทศไทยก็เป็นประเทศที่มีปัญหางบรั่วไหลจากคอรัปชั่นเยอะ เราต้องป้องกันให้อย่างดีที่สุดที่ไม่ให้เกิดการรั่วไหล &amp;nbsp;เพราะฉะนั้นวิธีป้องกันที่ดีที่สุดต้องทำให้การเสนอโครงการมีหลักเกณฑ์ที่ดี มีมาตรฐานที่ดี พอมีการตรวจสอบที่ดีก็จะดีขึ้น ป้องกันได้มากขึ้น &amp;nbsp;ในคณะกรรมาธิการจะเชิญหลาย ๆ ฝ่ายอย่างภาคประชาสังคมเข้ามาร่วมแสดงความคิดความเห็นร่วมกัน หาวิธีการที่จะไม่ให้เกิดการรั่วไหลที่ดีที่สุด ช่วยกันทำให้งบนี้บรรลุวัตถุประสงค์ให้ได้มากที่สุด &amp;nbsp;ต้องเปิดกว้าง สำหรับงบประมาณที่มหาศาลในการกระตุ้นผลกระทบจากโควิด 19&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69231</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปชป., ภาคประชาชน, สาทิตย์ วงศ์หนองเตย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190626/image_big_5d12cbd7dd301.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>58386</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/02/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/02/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฟ้อง‘ครม.-กทพ.’ ประเคนสัมปทาน ทางด่วน15ปี8ด.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ภาคประชาชนฟ้อง &amp;quot;นายกฯ-ครม.-กทพ.&amp;quot; ร้องศาลปกครองเพิกถอนต่อสัญญาทางด่วนขั้น 2 ชี้่งุบงิบประเคนสัมปทานให้เอกชนอีก 15 ปี 8 เดือน ละเมิดสิทธิประชาชนขัด รธน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย พร้อมด้วยนายพลภาขุน &amp;nbsp; &amp;nbsp;เศรษฐญาบดี ผู้ประสานงานคณะราษฎรไทยแห่งชาติ (ครช.) และตัวแทนองค์กรของผู้บริโภคเครือข่ายประชาชนปกป้องประเทศ &amp;nbsp; เครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน เข้ายื่นฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวม 8 ราย ต่อศาลปกครองกลาง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 18 ก.พ.2653 ที่เห็นชอบแก้ไขสัญญาโครงการระบบทางด่วนขั้นที่สอง (ทางพิเศษศรีรัช) รวมถึงส่วน&amp;nbsp;D&amp;nbsp;และสัญญาโครงการทางด่วนสายบางปะอิน-ปากเกร็ด (ทางพิเศษอุดรรัถยา) &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมทั้งขอให้เพิกถอนสัญญาใดๆ ระหว่างการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ที่ลงนามสัญญาโครงการระบบทางด่วนขั้นที่สอง (ฉบับแก้ไข)&amp;nbsp;และสัญญาโครงการทางด่วนสายบางปะอิน-ปากเกร็ด (ฉบับแก้ไข) กับบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (บมจ.บีอีเอ็ม) และขอให้ศาลไต่สวนฉุกเฉินเพื่อกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวสั่งห้ามกระทรวงคมนาคมลงนามในสัญญาสัมปทานดังกล่าว หลังจากสัญญาสัมปทานเดิมจะสิ้นสุดในวันที่ 28 ก.พ.2563
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายพลภาขุนกล่าวว่า ทางด่วนขั้นที่ 2 จะหมดสัญญาสัมปทาน และให้ทรัพย์สินตกเป็นของรัฐ ในวันที่ 28 ก.พ.2563 แต่เมื่อวันที่ 18 ก.พ. ครม.กลับมีมติต่อสัญญาไปอีก 15 ปี 8 เดือน โดยไม่ได้ให้ประชาชนได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการดูแลพิทักษ์ทรัพย์สินของประเทศ และถือเป็นการละเมิดสิทธิของประชาชนที่จะได้ใช้ทรัพยากรที่ควรตกเป็นของรัฐในราคาถูก เป็นการเยียวยาให้กับประชาชนในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจเช่นนี้ อีกทั้งสัญญาที่จะมีการลงนามกันก็ไม่เคยเปิดเผยให้ประชาชนได้รับรู้ โดยเฉพาะในเรื่องของการปรับขึ้นราคาค่าผ่านทาง ว่าจะมีการกำหนดหรือปรับขึ้นอย่างไร จึงเห็นว่าการที่ ครม.มีมติต่อสัญญา เป็นการกระทำที่ขัดรัฐธรรมนูญ จึงต้องมายื่นร้องต่อศาลปกครอง และอยากให้ศาลรักษามาตรฐานในการวินิจฉัยคดีที่มีผลกระทบต่อประชาชน โดยมีคำสั่งกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษารวดเร็ว เช่นเดียวกับที่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวในคดีเซ็นทรัล วิลเลจ ภายใน 7 วันหลังจากรับคำฟ้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศรีสุวรรณกล่าวว่า&amp;nbsp;การต่อสัญญาและการลงนามสัญญาเมื่อวันที่ 20 ก.พ.ที่ผ่านมา มีข้อพิรุธหลายประการ เพราะในข้อเท็จจริงเมื่อสัญญาสัมปทานเดิมสิ้นสุดลงในวันที่ 28 ก.พ. ควรคืนทรัพย์สินที่เป็นสาธารณูปโภคนี้กลับมาเป็นสมบัติของประชาชน โดยมี กทพ.เป็นผู้ดูแล ซึ่งจะทำให้ประชาชนมีโอกาสได้ใช้ทางด่วนในอัตราที่ถูกในยุคที่ภาวะเศรษฐกิจกำลังฝืดเคือง อย่างน้อยเป็นการสร้างภาพลักษณ์ให้กับรัฐบาล เหมือนเป็นการมอบของขวัญให้กับประชาชนในระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน 3-6 เดือนนี้ ก่อนที่จะให้ กทพ.ไปดำเนินการเก็บค่าผ่านทางเอง ซึ่งน่าจะถูกกว่าเอกชนหลายเท่า แต่กลับมีการลงนามสัญญาทั้งที่ควรที่จะเปิดเผยให้กับประชาชนได้รับทราบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ที่สำคัญสัญญาสัมปทานที่ได้ลงนามกันไป ไม่มีการเปิดเผยให้กับประชาชนได้รับทราบ แต่จากคำแถลงของ รมว.คมนาคม ประธานบอร์ด กทพ.เป็นไปในทิศทางว่าจะนำไปสู่ค่าโง่ทางด่วนอีกครั้งเป็นรอบที่ 3 หมายความว่าหลังสิ้นสุดสัญญาที่ต่ออายุ 15 ปี 8 เดือน ในสัญญาที่ระบุว่าจะเปิดโอกาสให้เอกชนได้สิทธิต่อสัมปทานได้อีก อย่างน้อย 2 ครั้ง ครั้งละ 10 ปี ณ วันนั้น ถ้า กทพ.อยากจะเอามาดำเนินการเองก็ทำไม่ได้ เพราะมีสัญญามัดไว้ ฉะนั้นเอกชนจะมีสิทธิเข้ามาดูแลต่อเนื่องอย่างน้อย 35-40 ปี ถือเป็นการสร้างความเดือดร้อนกับประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง และในที่สุดทางด่วนทั้งหมดก็ไม่สามารถนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาปากท้องหรือลดความเหลื่อมล้ำของประชาชนได้เลย&amp;rdquo;&amp;nbsp;นายศรีสุวรรณ ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่อ้างว่าการต่อสัญญาจะนำไปสู่การเพิกถอนคดีความต่างๆ ระหว่างรัฐกับเอกชนรวม 17 คดีที่ฟ้องร้องกันอยู่ในศาลนั้น นายศรีสุวรรณกล่าวว่า การที่มีการออกมาแถลงเช่นนี้ คิดว่าน่าจะไม่ถูกต้อง เนื่องจากเมื่อรัฐมีคดีความกับเอกชนหรือประชาชนแล้ว โดยปกติจะมีการสู้คดีกันจนถึงที่สุด จนกว่าจะมีคำตัดสินของศาลปกครองสูงสุดออกมา ไม่เคยมีที่หน่วยงานของรัฐจะหยุดกลางคัน หรือยกธงขาวก่อน คำกล่าวดังกล่าวจึงถือว่าเป็นข้อพิรุธ และ 17 คดีดังกล่าวที่ผ่านมาบางคดี กทพ.ก็เป็นผู้ชนะ ดังนั้นจะไปเหมาว่าทั้ง 17 คดีต้องแพ้ทั้งหมดเชื่อว่าเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นเรื่องเหล่านี้เป็นผลประโยชน์โดยตรงของสาธารณชน ที่หน่วยงานของรัฐต้องปกป้อง ไม่ควรทำในลักษณะเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชน.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58386</URL_LINK>
                <HASHTAG>ต่อสัญญาทางด่วน, ภาคประชาชน, ละเมิดสิทธิประชาชน, ศาลปกครอง, สัมปทานทางด่วน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โครงการระบบทางด่วนขั้นที่สอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200227/image_big_5e57d63ba36c7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26363</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/01/2019 09:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/01/2019 09:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตแกนนำพธม.ชี้ความแตกแยกทางความคิด จะไม่สามารถผสมผสานกันได้ไปอีกอย่างน้อย10ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ม.ค.62 - นายพิภพ ธงไชย อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.) โพสต์ &amp;quot;การเมืองที่เริ่มต้นใหม่&amp;quot;ลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า 87 ปีของการเปลี่ยนแปลงการปกครองสยามประเทศ ที่เริ่มต้นด้วยการรัฐประหารเมื่อ 24 มิถุนายน 2475 และมีการรัฐประหารหลังจากนั้นตามมาถึง 13 ครั้ง สลับกับการมีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ทำให้ไม่มีการต่อเนื่องของการมีรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระบวนการเรียนรู้ของประชาชน จึงเป็นการเรียนรู้จากการต่อสู้เผด็จการทหาร เผด็จการรัฐสภา และการต่อสู้กับการใช้อำนาจทางการเมืองทุจริตคอรัปชั่นทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน และพัฒนามาสู้กับกลุ่มทุนที่เข้าไปทำมาหากินกับกลุ่มการเมือง และกลุ่มทหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลายคนในยุค 2510 โตมากับขบวนการเคลื่อนไหวของประชาชน และอุดมการณ์ทางการมืองสังคมนิยม ที่ยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะเดียวกันคนยุค 2510 ได้ผสมผสานกับคนยุค 2500 ที่เริ่มต้นชีวิตสมัยเผด็จการทหารจอมพลสฤษดิ์ ที่ต่อมาจากจอมพล ป. แล้วคนสองยุคมาบรรจบพบกันที่บั้นปลายสมัยจอมพลถนอม ที่ร่วมกันเปิดฟ้าหน้าใหม่ให้กับสังคมยุค 14 ตุลา. จนผ่านมาถึงสังคมยุค 2540 ที่ได้ รธน.ฉบับประชาชน เสมือนหนึ่งฟ้าเปิดให้เกิดแสงทองผ่องอำไพ แต่ฟ้าหม่นเพราะเข้าสู่ยุคทักษิณ ซึ่งป็นยุคเผด็จการรัฐสภา และหม่นหมองลงไปอีกเมื่อเข้าสู่ยุค คสช.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่เป็นการเข้าสู่การต่อสู้ครั้งใหม่ระหว่าง &amp;rdquo;เผด็จการรัฐสภากับเผด็จการทหาร&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป็นการต่อสู้ที่ทุกฝ่ายผ่านประสบการณ์ ผ่านการเรียนรู้ทางการเมืองมาอย่างโชกโชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราจะผ่านกันไปได้ไหม ในขณะที่มีการคิดต่าง จนเกิดการแตกแยกทางความคิดทางการเมืองที่ไม่สามารถผสมผสานกันได้ อย่างน้อยในช่วง 10 ปีข้างหน้านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รธน.2560 จึงออกแบบให้เกิดการผสมผสานทางการเมืองใหม่ และถูกกำกับโดย &amp;ldquo;รัฐราชการ&amp;rdquo; ไม่เป็นการเมืองแบบ 2540 ที่มีรัฐบาลเสียงข้างมากรัฐบาลเดียว และที่สำคัญมีการเปลี่ยนแปลงฐานของระบบอำนาจใหม่ ในจังหวะที่มาบรรจบกันพอดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความพอดีนี้ จะทำให้เกิดมิติทางการเมืองใหม่ มิติทางวัฒนธรรม ที่ไม่เหมือนเดิม ในขณะที่โลกเคลื่อนตัวเข้าสู่ระบบดิจิตอล มากำหนดการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนกันใหม่ &amp;ldquo;บนถนนสายดิจิตอล&amp;rdquo; ไม่ใช่ &amp;ldquo;ถนนลาดยางมะตอย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โลกหลัง 60 ประเทศไทยหลัง 60 จะเกิดการเปลี่ยนใหม่ในช่วง 10 ปีต่อไปข้างหน้าอย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่คือการเริ่มต้นศักราชใหม่ ในพุทธศักราช 2562 ที่ทำให้เกิดการคิดใหม่ และการเคลื่อนตัวใหม่ทุกมิติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฟ้าจะสีทองผ่องอำไพ ทำให้เกิดการลดช่องว่างของความไม่เท่าเทียมกันหรือไม่ ให้คอยดูกัน แต่ต้องเป็นการเฝ้าดูแบบมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มิฉะนั้นฟ้าจะหม่นหมองลงไปอีกครั้งหนึ่ง และความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นจะยิ่งถ่างห่างออกไปอีก.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26363</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, การเมืองภาคประชาชน, พธม., พิภพ ธงไชย, ภาคประชาชน, อดีตแกนนำพันธมิตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180606/image_big_5b1784199e506.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14953</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/08/2018 11:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/08/2018 11:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;พีมูฟ&#039;หอบกุหลาบแดงขอบคุณ&#039;บิ๊กป้อม&#039;ช่วยที่ดินทำกิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ส.ค. 61 - ที่ทำเนียบรัฐบาล ตัวแทนขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) เข้ามอบช่อดอกกุหลาบแดง ให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์​สุวรรณ​ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เพื่อขอบคุณที่ช่วยเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมเป็นกรรมการในการแก้ปัญหาที่ดินทำกิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
โดยพล.อ.ประวิตร กล่าวว่า รัฐบาลนี้ช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ ไม่ต้องห่วง เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องช่วยอยู่แล้วและรัฐบาลก็พร้อมช่วย รับรองว่ารัฐบาลนี้ช่วยเหลือได้แน่นอน ทั้งนี้ ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นมายาวนาน และเป็นเรื่องของกฎหมาย ซึ่งรัฐบาลจะได้นำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ที่มีนายสุวพันธ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลอยู่ ขอให้มั่นใจว่า ประชาชนมีที่ดินทำกินกันแน่นอน.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14953</URL_LINK>
                <HASHTAG>ที่ดินทำกิน, บิ๊กป้อม, พีมูฟ, ภาคประชาชน, รองนายกฯ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180808/image_big_5b6a6faf71584.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
