<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>105270</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/06/2021 18:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/06/2021 17:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เครือข่ายองค์กรชุมชนกว่า 40 จังหวัดยื่นหนังสือผ่าน ผวจ. ถึงรัฐบาล-รัฐสภา ค้านร่างกฎหมายว่าด้วยการดำเนินงานขององค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร  ด้านภาคประชาสังคมชี้เป็นกฎหมายควบคุมประชาชน-กลัวรับเงินต่างชาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;ตัวแทนองค์กรชุมชนจังหวัดตากคัดค้านร่าง พ.ร.บ&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;ผู้แทนขบวนองค์กรชุมชน จ.สุพรรณบุรียื่นหนังสือคัดค้านผ่านนายชวน&amp;nbsp; หลีกภัย&amp;nbsp; ประธานรัฐสภา&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;ภูมิภาค /เครือข่ายองค์กรชุมชนทั่วประเทศกว่า 40 จังหวัด &amp;nbsp;ยื่นหนังสือรัฐบาลและรัฐสภา&amp;nbsp; เพื่อคัดค้านร่างกฎหมายว่าด้วยการดำเนินงานขององค์กรที่ไม่แสวงหารายได้หรือกำไรมาแบ่งปันกัน เพราะเห็นว่าเป็นกฎหมายที่ต้องการรวบอำนาจไว้ที่ส่วนกลาง&amp;nbsp; โดยละเลยการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาประเทศ &amp;nbsp;ด้านภาคประชาสังคมชี้เป็นกฎหมายควบคุมการทำงานของภาคประชาชน&amp;nbsp; ขัดกับหลักการประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม และสร้างมายาคติว่า NGO รับเงินต่างชาติมาล้มรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ตามที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบหลักการร่างกฎหมายว่าด้วยการดำเนินงานขององค์กรที่ไม่แสวงหารายได้หรือกำไรมาแบ่งปันกัน &amp;nbsp;ในการประชุมเมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2564 ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) เสนอ &amp;nbsp;โดยให้เพิ่มรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นผู้รักษาการตามร่างกฎหมายนี้ &amp;nbsp;และให้ สคก. รับร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม พ.ศ. &amp;hellip;. ของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ&amp;nbsp; รวมทั้งความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปประกอบการยกร่างกฎหมายว่าด้วยการดำเนินงานขององค์กรที่ไม่แสวงหารายได้หรือกำไรมาแบ่งปันกัน &amp;nbsp;ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไปนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่ภาคประชาชนและภาคประชาสังคม&amp;nbsp; ซึ่งรวมกลุ่มทำกิจกรรมหรือทำโครงการพัฒนาชุมชนต่างๆ&amp;nbsp; ในนามขององค์กร&amp;nbsp; มูลนิธิ&amp;nbsp; รวมทั้งสภาองค์กรชุมชนตำบล&amp;nbsp; ซึ่งทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายในท้องถิ่นทั่วประเทศ&amp;nbsp; และเข้าข่ายเป็นองค์กรที่ไม่แสงหาหารายได้หรือกำไรนำมาแบ่งปันกันตามร่างกฎหมายนี้ต่างมีความเห็นคัดค้าน&amp;nbsp; เนื่องจากเห็นว่าร่างกฎหมายนี้ต้องการรวบอำนาจไว้ที่ส่วนกลาง&amp;nbsp; โดยจงใจละเลยการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาประเทศ &amp;nbsp;อีกทั้งเป็นการขัดขวางการรวมกลุ่มรวมตัวขององค์กรสาธารณะประโยชน์ที่เป็นภาคเอกชน &amp;nbsp;ภาคประชาชน &amp;nbsp;และภาคประชาสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;เครือข่ายประชาชนทั่วประเทศยื่นหนังสือค้านร่างกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ล่าสุดวันนี้ (4 มิถุนายน) ตั้งแต่เวลา 9.00 น.&amp;nbsp; เครือข่ายองค์กรชุมชน&amp;nbsp; เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบล&amp;nbsp; ในฐานะตัวแทนภาคประชาชนได้รวมตัวกันยื่นหนังสือคัดค้านร่างกฎหมายฉบับนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยยื่นหนังสือผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด&amp;nbsp; ศูนย์ดำรงธรรม&amp;nbsp; พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดทั่วประเทศ&amp;nbsp; รวมทั้งตัวแทนพรรคการเมือง&amp;nbsp; เพื่อส่งหนังสือคัดค้านต่อไปยังรัฐบาล&amp;nbsp; รัฐสภา &amp;nbsp;และพรรคการเมือง&amp;nbsp; รวมกว่า 40 จังหวัด&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ภาคเหนือ&amp;nbsp; จังหวัดเชียงราย&amp;nbsp; (สภาองค์กรชุมชนตำบล 17 แห่ง) เชียงใหม่&amp;nbsp; พิษณุโลก&amp;nbsp; สุโขทัย&amp;nbsp; ตาก&amp;nbsp; ภาคอีสาน&amp;nbsp; จังหวัดขอนแก่น&amp;nbsp; ภาคกลาง&amp;nbsp; จังหวัดสุพรรณบุรี&amp;nbsp; ภาคตะวันออก&amp;nbsp; จังหวัดจันทบุรี&amp;nbsp; และภาคใต้&amp;nbsp; จังหวัดพัทลุง&amp;nbsp; กระบี่&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตรัง&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;ตัวแทนองค์กรภาคประชาชนจังหวัดขอนแก่นยื่นหนังสือผ่านศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยมีสาระสำคัญคือ ขอให้รัฐบาลทบทวนการเสนอร่างกฎหมายว่าด้วยการดำเนินงานขององค์กรที่ไม่แสวงหารายได้หรือกำไรมาแบ่งปันกัน ตามที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติเมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2564 โดยอ้างความจำเป็นในการร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวว่า เพื่อให้มีกฎหมายกลางในการกำกับการดำเนินงานขององค์กรที่ไม่แสวงหารายได้ฯ ให้เป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และเกิดประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศอย่างแท้จริง ปราศจากไถยจิต ( จิตคิดจะขโมย, ความคิดที่จะลัก หมายถึงความคิดจะถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขามิได้ให้ ด้วยอาการแห่งโจร คือมีเจตนาลัก ฉ้อ โกง)&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่ภาคประชาชนเห็นว่าสาระสำคัญของกฎหมายที่กำลังจะร่างนี้ขัดกับข้อเสนอของภาคประชาสังคมที่ได้มีการเสนอร่างกฎหมายส่งเสริมภาคประชาสังคม&amp;nbsp; เพื่อส่งเสริมการทำงานของภาคประชาสังคมให้เกิดความเข้มแข็ง&amp;nbsp; มีอิสระจากรัฐและทุน &amp;nbsp;สามารถร่วมกันกำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;อนาคตสังคม &amp;nbsp;&amp;nbsp;เกิดสิทธิ &amp;nbsp;เสรีภาพ &amp;nbsp;ความเสมอภาคเท่าเทียม &amp;nbsp;ความเป็นธรรมได้อย่างแท้จริง &amp;nbsp;โดยมีความเห็นร่วมกันว่า&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 1. ร่างกฏหมายองค์กรที่ไม่แสวงหารายได้ฯ บังคับให้การรวมตัวของทุกกลุ่มตามรัฐธรรมนูญจะต้องจดแจ้งการเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหารายได้ฯ กับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ไม่เช่นนั้นจะมีความผิดในทางอาญา (ต้องระวางโทษสูงสุดไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ)&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2 บังคับให้องค์กรที่เป็นนิติบุคคล (สมาคมหรือมูลนิธิ) และองค์กรที่จดทะเบียนตามกฎหมายอื่นนอกจากต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่องค์กรดังกล่าวจดทะเบียนแล้ว &amp;nbsp;ยังต้องปฏิบัติตามกฎหมายนี้และต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่รัฐมนตรีมหาดไทยกำหนดอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 3. บังคับให้องค์กรภาคสังคมต้องเปิดเผยแหล่งที่มาและจำนวนของเงินหรือทรัพย์สินที่ใช้ในการดำเนินกิจกรรมในแต่ละปี &amp;nbsp;และต้องยื่นแบบรายการภาษีเงินได้ทุกปี &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 4. บังคับให้องค์กรภาคสังคมต้องเสนอรายงานการสอบบัญชี &amp;nbsp;โดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาตต่อผู้รับจดแจ้งภายใน 60 วัน &amp;nbsp;นับแต่วันสิ้นปีบัญชี &amp;nbsp;และให้ผู้รับจดแจ้งเผยแพร่ต่อสาธารณะ&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 5. บังคับให้องค์กรที่ไม่แสวงหารายได้ฯ ที่รับเงินหรือทรัพย์สินจากบุคคลธรรมดา นิติบุคคล หรือ&amp;nbsp;&amp;nbsp; คณะบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย หรือไม่ได้จดทะเบียนจัดตั้งในไทย มาใช้ในการดำเนินกิจกรรมในไทยได้เฉพาะกิจกรรมที่รัฐมนตรีกำหนดเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 6. บังคับให้การดำเนินงานขององค์กรต้องไม่ขัดกับระเบียบที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้กำหนดหรือชี้เป็นชี้ตายได้ และหากขัดกับคำสั่งดังกล่าว สามารถยกเลิกหรือยุติการดำเนินงานขององค์กรนั้นได้&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ผู้แทนองค์กรชุมชนจังหวัดพิษณุโลกยื่นหนังสือผ่านผู้แทนพรรคก้าวไกล&amp;nbsp; จ.พิษณุโลก&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;เสนอความเห็นแย้ง : &amp;nbsp;ชี้เป็นกฎหมายรวบอำนาจ-ละเลยการมีส่วนร่วมของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายเอกนัฐ&amp;nbsp; บุญยัง&amp;nbsp; ประธานคณะกรรมการดำเนินการตามมติที่ประชุมระดับชาติของสภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; จากข้อกำหนดเหล่านี้ &amp;nbsp;เห็นได้ชัดถึงความพยายามสร้างเงื่อนไข &amp;nbsp;และข้อบังคับที่ต้องการรวบอำนาจไว้ที่ส่วนกลาง&amp;nbsp; โดยจงใจละเลยการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาประเทศ &amp;nbsp;อีกทั้งเป็นการขัดขวางการรวมกลุ่มรวมตัวขององค์กรสาธารณประโยชน์ที่เป็นภาคเอกชน &amp;nbsp;ภาคประชาชน &amp;nbsp;และภาคประชาสังคมทุกรูปแบบ&amp;nbsp; ทั้งที่ความจริงแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 1.รัฐมีช่องทางของกฎหมายเฉพาะที่รับจดแจ้งองค์กรสาธารณประโยชน์ หรือองค์กรที่ไม่แสวงหากำไรเหล่านี้อยู่แล้ว &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; การขึ้นทะเบียนสมาคมฯ มูลนิธิ &amp;nbsp;หรืองค์กรที่จดแจ้งตามกฎหมายอื่นๆ เพื่อทำหน้าที่ควบคุม หรือกำกับการดำเนินงานขององค์กรต่างๆอยู่แล้ว &amp;nbsp;อีกทั้งหากองค์กรใดดำเนินกิจกรรมที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายก็มีกฎหมายสามารถเอาผิดได้อยู่แล้ว &amp;nbsp;จึงไม่จำเป็นที่จะต้องมีกฎหมายที่มีเนื้อหาเป็นการ &amp;ldquo;ควบคุม&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;คุกคาม&amp;rdquo; การรวมกลุ่มรวมตัวของประชาชน &amp;nbsp;จึงเป็นการออกกฎหมายเกินความจำเป็นและไม่สมเหตุผล &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2.ร่างกฎหมายฉบับนี้ขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560&amp;nbsp; เพราะไม่ได้มีขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นประชาชน และวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากร่างกฎหมาย &amp;nbsp;ตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 3.ร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นการให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐควบคุมองค์กรสาธารณประโยชน์หรือองค์กรที่ไม่แสวงหารายได้ฯ&amp;nbsp; ทั้งการรวมตัวจัดตั้งองค์กร &amp;nbsp;การดำเนินกิจกรรม &amp;nbsp;การหารายได้และการใช้จ่าย &amp;nbsp;การยุติกิจกรรมหรือยกเลิกองค์กร และการเอาผิดทางอาญา จึงเป็นการขัดกับสิทธิเสรีภาพในการรวมตัวและการแสดงออกของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 4.รัฐบาลมีเจตนาปิดกั้นและไม่ส่งเสริมการรวมกลุ่ม รวมตัวของภาคประชาชน เนื่องจากในโอกาสเดียวกันนี้ ภาคประชาชนได้มีการเสนอร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมภาคประชาสังคม &amp;nbsp;แต่รัฐบาลกลับนำร่างกฎหมายการดำเนินงานขององค์กรที่ไม่แสวงหารายได้หรือกำไรมาแบ่งปันกันเสนอประกบเข้ามาด้วย ซึ่งมีลักษณะเนื้อหาที่ขัดแย้ง และจะทำให้สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ฉบับประชาชนตกไป&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 5.การเห็นชอบร่างกฎหมายดังกล่าว ถือเป็นการปิดกั้น และลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างรุนแรง และไม่เคารพและเห็นถึงความสำคัญในการรวมกลุ่มรวมตัวของประชาชนเพื่อประโยชน์สาธารณะที่มีอยู่จำนวนมากในประเทศ &amp;nbsp;อันเป็น &amp;ldquo;หุ้นส่วน&amp;rdquo; การพัฒนาที่จำเป็นต้องมีในสังคมไทย&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายเอกนัฐกล่าวต่อไปว่า&amp;nbsp; จากเหตุผลดังกล่าว&amp;nbsp; เครือข่ายองค์กรชุมชน&amp;nbsp; เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบล &amp;nbsp;ซึ่งเป็นองค์กรชาวบ้านที่เกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของกลุ่มกิจกรรมต่างๆ ในชุมชนในระดับตำบลที่มีอยู่อย่างหลากหลาย &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; กลุ่มวิสาหกิจ &amp;nbsp;กลุ่มอาชีพต่างๆ กลุ่มสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; กองทุนชุมชน &amp;nbsp;กลุ่มท่องเที่ยวชุมชน &amp;nbsp;กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ฯลฯ ถือเป็นการรวมกลุ่มเพื่อประโยชน์สาธารณะ &amp;nbsp;และไม่ได้แสวงหารายได้หรือกำไรมาแบ่งปันกัน &amp;nbsp;จึงมีความเห็นร่วมกันว่า &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ร่างกฎหมายว่าด้วยการดำเนินงานขององค์กรที่ไม่แสวงหารายได้หรือกำไรมาแบ่งปันกัน ตามที่คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบในหลักการไปเมื่อวันที่ &amp;nbsp;23 กุมภาพันธ์ 2564 นั้น &amp;nbsp;ไม่เป็นผลดีกับสังคมโดยรวม และจะเป็นการปิดกั้นการรวมกลุ่มของภาคประชาชนเพื่อประโยชน์สาธารณะ อันถือเป็นบทบาทสำคัญของกระบวนการพัฒนาประเทศในทุกระดับ และทุกมิติ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งรัฐบาลควรจะส่งเสริมสนับสนุนมากกว่าการควบคุม ดังเหตุผลที่ได้กล่าวไว้แล้วเบื้องต้น &amp;nbsp;พวกเราจึงขอเสนอให้รัฐบาลพิจารณาทบทวนร่างกฎหมายฉบับนี้ด้วยความรอบคอบและมุ่งเน้นประโยชน์สาธารณะเป็นที่ตั้ง เพื่อมุ่งการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายเอกนัฐกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ผู้แทนองค์กรประชาชนจังหวัดจันทบุรียื่นหนังสือผ่านศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดถึงนายกรัฐมนตรี &amp;nbsp;ประธานรัฐสภา &amp;nbsp;และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาคประชาสังคมยก 5 เหตุผลคัดค้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม นอกจากการยื่นหนังสือคัดค้านของเครือข่ายองค์กรชุมชนดังกล่าวแล้ว ก่อนหน้านี้ภาคประชาสังคม โดยนายสรรพสิทธิ์ คุมพ์ประพันธ์ ประธานคณะอนุกรรมการด้านการศึกษาและพัฒนากฎหมายเพื่อการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม นางสุนี ไชยรส ผู้ริเริ่มเสนอกฎหมาย ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม พ.ศ. .... (ฉบับประชาชน) ฯลฯ ได้ร่วมกันแถลงคัดค้านร่างกฎหมายฉบับนี้ เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยเห็นว่า มติเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีในหลักการของร่างกฎหมายดังกล่าวนั้น ไม่มีความชอบธรรมที่จะประกาศใช้ออกมาเป็นกฎหมายในอนาคต ทั้งยังขัดกับรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 25, 26 , 34 , 40 , 42 ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 1.เป็นกฎหมายที่ขัดแย้งต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) ที่ว่า การบรรลุเป้าหมายนี้ต้องการความเป็นพันธมิตรระหว่างรัฐบาล ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมและพลเมืองเพื่อมั่นใจว่า เราจะส่งต่อโลกที่ดีกว่าให้แก่คนรุ่นถัดไป ความหมายนี้ย่อมเน้นความเสมอภาคเท่าเทียมกันในการพัฒนาที่ยั่งยืนดังกล่าว ร่างกฎหมายนี้จึงเท่ากับลดทอนความเสมอภาคของภาคประชาสังคมและพลเมืองให้อยู่ใต้การกำหนดของรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2.เป็นการขัดกับหลักการประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม (Participatory Democracy) ที่ให้ความสำคัญกับประชาชนในการเข้ามีส่วนร่วมโดยตรง ทั้งทางการเมืองและการบริหารราชการ มติ ครม. นี้เป็นการ &amp;ldquo;ปิดพื้นที่แห่งการสร้างสรรค์ เปิดพื้นที่แห่งความเผชิญหน้า&amp;rdquo; ขัดแย้งกับหลักการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น ภาครัฐจะยิ่งขาดการยอมรับจากประชาชนมากยิ่งขึ้นว่าไม่สามารถสร้างคุณประโยชน์แก่สังคมได้ เพราะทำให้ ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม พ.ศ....ไม่ว่าจะเป็นฉบับกระทรวง พม. หรือฉบับภาคประชาชน ถูกลดทอนความสำคัญลง หากถูกรวมกลายเป็นร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวนี้ฉบับเดียวกันแทน ซึ่งเป็นคนละเจตนารมณ์และหลักการที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง จาก &amp;ldquo;ส่งเสริม&amp;rdquo; จึงกลายเป็น &amp;ldquo;ควบคุมอย่างเข้มงวด&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 3.เป็นการสร้างระบบตั๋วทุจริตแบบชอบธรรมในกลไกภาครัฐและราชการให้มากขึ้น เพราะเมื่อภาคประชาสังคมไม่มีอิสระในการทำงาน ขึ้นอยู่กับกฎเกณฑ์ที่กำกับโดยกระทรวงมหาดไทย ภาครัฐย่อมจะขาดข้อมูลประกอบการตัดสินใจที่ครบถ้วนหรือรอบคอบ โดยเฉพาะการพัฒนาในโครงการรัฐขนาดใหญ่ต่างๆ ขาดทางเลือกใหม่ๆ ในการตัดสินใจที่กระทบกับประชาชนโดยตรง ทำให้นักการเมือง ข้าราชการ และนักธุรกิจการเมืองเข้ามามีอำนาจ แก่งแย่งผลประโยชน์ได้มากยิ่งขึ้น กลายเป็นท้องถิ่นเผด็จการ เป็นการอภิบาลโดยรัฐตามอำเภอใจ (Governance by State) ขาดประสิทธิภาพและความโปร่งใสติดตามมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ประเด็นนี้ย่อมสะท้อนว่าการดำเนินการต่างๆ ของรัฐ มักถูกกำหนดโดยกลุ่มอิทธิพลในสังคมข้างต้น ดังนั้นความมีอิสระในการดำเนินการของภาคประชาสังคมและพลเมืองเท่านั้น จึงจะสามารถก่อให้เกิดความสมดุลในการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งนี้ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 43 มาตรา 250 และมาตรา 254&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้แทนภาคประชาชนจังหวัดปทุมธานียื่นหนังสือผ่านพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 4.รัฐบาลไทยกำลังสร้างมายาคติเรื่องรับเงินต่างชาติมาเคลื่อนไหวเพื่อล้มล้างรัฐบาล&amp;nbsp; ทั้งที่ในปัจจุบันนี้องค์กรภาคประชาสังคมส่วนมากต่างประสบปัญหาในการเข้าถึงเงินทุนต่างประเทศ นับตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา USAID, กองทุนแคนาดาเพื่อการริเริ่มของท้องถิ่น , สถานทูตอังกฤษ , สถานทูตญี่ปุ่น , กองทุนโลก ได้ลดระดับความช่วยเหลือประเทศไทยลงอย่างมาก ส่งผลให้องค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานในพื้นที่ชนบทประสบปัญหา และส่งผลต่อกลุ่มเป้าหมายที่เข้าไม่ถึงการดูแล&amp;nbsp; โดยเฉพาะในปัญหาสุขภาพ&amp;nbsp; อนามัยเจริญพันธุ์&amp;nbsp; ความรุนแรงในสังคมและครอบครัว แรงงาน&amp;nbsp; สถานะบุคคล&amp;nbsp; ที่มีผลกระทบมากยิ่งขึ้น&amp;nbsp; เป็นต้น &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะเดียวกันการกำกับดูแลองค์กรภาคประชาสังคม&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; มูลนิธิต่างๆ ก็มีกระทรวงต่างๆ&amp;nbsp; เช่น กระทรวง มหาดไทย&amp;nbsp; กระทรวงแรงงาน&amp;nbsp; กระทรวงวัฒนธรรม&amp;nbsp; และมีประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และกฎหมายอื่นๆ เป็นกลไกในการตรวจสอบโดยปกติอยู่แล้ว&amp;nbsp; โดยเฉพาะหากองค์กรภาคประชาสังคมดำเนินการใดที่ขัดต่อกฎหมายก็ย่อมถูกแทรกแซงดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 5. มีบทเรียนสำคัญในประเทศเพื่อนบ้านของไทยที่มีการออกกฎหมายควบคุมองค์กรภาคประชาสังคมในการทำงาน&amp;nbsp; เมื่อเดือนสิงหาคม 2558&amp;nbsp; รัฐบาลกัมพูชามีการประกาศใช้กฎหมายว่าด้วยการชุมนุมและองค์กรที่ไม่ใช่ของรัฐ (Law&amp;nbsp; on&amp;nbsp; Associations&amp;nbsp; and&amp;nbsp; Non-governmental&amp;nbsp; Organizations&amp;nbsp; หรือ LAN GO) หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า &amp;ldquo;กฎหมายควบคุมเอ็นจีโอ&amp;rdquo;&amp;nbsp; สถานการณ์หลังจากประกาศใช้กฎหมายนี้&amp;nbsp; พบว่า&amp;nbsp; ภาคประชาสังคมกัมพูชาถูกคุกคาม&amp;nbsp; ถูกทำร้าย&amp;nbsp; ถูกตั้งข้อหา&amp;nbsp; และถูกจับเข้าคุก&amp;nbsp; โดยเฉพาะในการทำงานช่วยเหลือเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้แทนองค์กรชุมชนในจังหวัดพัทลุงยื่นหนังสือผ่านศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;เพราะความเข้มแข็งและมั่นคงของรัฐจักต้องอาศัยความเข้มแข็งของพลเมือง&amp;nbsp; ความเข้มแข็งของพลเมืองจักเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคประชาสังคม&amp;nbsp; ประชาสังคมที่เป็นอิสระจากรัฐและทุน&amp;nbsp; จึงจะสามารถกำหนดอนาคตสังคม&amp;nbsp; เพื่อสร้างให้เกิดสิทธิ&amp;nbsp; เสรีภาพ ความเสมอภาคเท่าเทียม&amp;nbsp; ความเป็นธรรมได้อย่างแท้จริง&amp;nbsp; หากรัฐยังคงมีวิธีคิดแบบตกขอบย่อมไม่สามารถสร้างความร่วมมือ&amp;nbsp; หรือดึงศักยภาพของภาคประชาชนมาร่วมพัฒนาประเทศได้แต่อย่างใด&amp;rdquo;&amp;nbsp; แถลงการณ์ของภาคประชาสังคมระบุในตอนท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105270</URL_LINK>
                <HASHTAG>Sustainable Development Goals, กฎหมายควบคุมประชาชน, กฎหมายควบคุมเอ็นจีโอ, กฎหมายที่ขัดแย้งต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน, กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, คณะกรรมการดำเนินการตามมติที่ประชุมระดับชาติของสภาองค์กรชุมชน, ค้านร่างกฎหมายว่าด้วยการดำเนินงานขององค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร, นางสุนี ไชยรส, นายสรรพสิทธิ์ คุมพ์ประพันธ์, นายเอกนัฐ  บุญยัง, ปราศจากไถยจิต, ภาคประชาสังคม, ภูมิภาค, ยื่นหนังสือ, รัฐบาล, รัฐสภา, ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม, ร่างกฎหมายส่งเสริมภาคประชาสังคม, สคก., สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, องค์กรชุมชนจังหวัดพิษณุโลก, เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบล, เครือข่ายองค์กรชุมชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210604/image_big_60ba004d86f49.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69122</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/06/2020 10:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/06/2020 10:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ดร.เสรี-นักพัฒนาสังคม&#039;เขียนถึงนายกฯความหมายของ&#039;ประชาสังคม&#039;ที่จะดึงมาร่วมวางอนาคตประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 มิ.ย.63 -รศ.ดร.เสรี พงศ์พิศ นักวิชาการอิสระพัฒนาสังคม เผยแพร่บทความเรื่อง ประชาสังคม ถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม&amp;nbsp; ภายหลัง ออกโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย แถลงเรื่อง &amp;quot;วิธีการทำงานแบบ New Normal ของนายกรัฐมนตรี&amp;quot; โดยจะผนึกประชาชนทุกภาคส่วนร่วมวางอนาคตประเทศ มีเนื้อหาดงนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
#ประชาสังคม
คำว่าประชาสังคม แปลจากภาษาอังกฤษว่า civil society ความจริง น่าจะแปลว่า พลเมืองสังคม จะตรงกว่า เพราะรากเหง้าของคำนี้มาจากตะวันตกเมื่อสองพันกว่าปีก่อน เมื่อเกิดหน่ออ่อนประชาธิปไตยในกรีก
ผ่านยุคโรมันมาฟื้นฟูความหมายและพลังทางสังคมในยุคฟื้นฟูศิลปะวัฒนธรรม (renaissance) ยุคเกิดใหม่ของประชาธิปไตยเมื่อห้าร้อยกว่าปีก่อน ที่เปลี่ยนผ่านจากแนวคิดเรื่องเทวสิทธิ์ ไปสู่สิทธิมนุษยชน จากสมบูรณาญาสิทธิราชมาสู่ประชาธิปไตย สิทธิของพลเมืองกับระบบรัฐสภา จากประชาชนสู่พลเมือง
ในภาษาตะวันตกนั้น &amp;ldquo;พลเมือง&amp;rdquo; มีความหมายต่างจาก &amp;ldquo;ประชาชน&amp;rdquo; คือยกคุณค่าประชาธิปไตยขึ้นมานำ คำว่า civil มีรากศัพท์จากคำละติน civis&amp;nbsp; ซึ่งแปลว่าพลเมือง civitas แปลว่าเมือง มีที่มาเดียวกับคำว่า civilization&amp;nbsp; คือ อารยธรรม คำว่าพลเมือง จึงหมายถึงประชาชนที่เจริญ เป็น &amp;ldquo;อารยะประชาชน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้มีการใช้คำว่าประชาสังคมกันบ่อย แม้ความหมายจะหลากหลายตั้งแต่แคบไปถึงกว้าง โดยรวมหมายถึง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;rdquo;ภาคที่สาม&amp;rdquo; ในสังคมต่อจากภาครัฐและภาคธุรกิจ ซึ่งก็ไม่ได้แยกกันไปเสียทีเดียว มีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน มีการร่วมมือกัน (แบบปะทะสังสรรค์) ในการทำงาน โดยเฉพาะการกำหนดนโยบายของสังคม
โดยเนื้อหา ประชาสังคมสะท้อนผลประโยชน์และเจตจำนงของพลเมือง เป็นภาคที่ได้รับความเชื่อถือด้วยเหตุว่า โดยทั่วไปไม่มีวาระแอบแฝง หรือผลประโยชน์เหมือนในภาครัฐและภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคมจึงมีภาพของการปกป้องสิทธิของพลเมืองในด้านต่างๆ ทั้งรูปแบบ เนื้อหาและกระบวนการในการต่อสู้
ภาคประชาสังคมมักถูกถือว่าเป็นตัวชี้วัดประชาธิปไตยของสังคม ที่ใดมีองค์กร มีกลุ่มอิสระ การรวมตัวของประชาชน มีสิทธิในการพูดการแสดงความคิดเห็นและได้รับการยอมรับจากรัฐ ไม่ถูกเบียดเบียนข่มขู่อุ้มฆ่าไล่ล่า วัดได้ว่าสังคมนั้นเป็นประชาธิไตยมากหรือน้อย
ความร่วมมือก็มีขัดแย้งก็มาก เพราะประชาสังคมเป็นเหมือน &amp;ldquo;มโนธรรมสำนึก&amp;rdquo; ของสังคม ของรัฐบาล จึงทำหน้าที่ตรวจสอบ ภาคประชาสังคมจึงมักเป็นเหยื่อ ถูกใส่ร้ายป้ายสี ถูกปิดปากหรือ &amp;ldquo;ถูกจัดการ&amp;rdquo; แบบรุนแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในสังคมที่เจริญและเป็นประชาธิปไตย ประชาสังคมได้รับการยอมรับและนับถือว่ามีคุณค่า เป็นทุนของสังคม (social asset) ไม่ใช่เป็นอุปสรรคหรือหอกข้างแคร่ เพราะหากรัฐและเอกชนมีธรรมาภิบาล ก็ไม่มีอะไรที่ต้องไปเกรงกลัวการตรวจสอบของภาคประชาสังคม ซึ่งเป็นตัวแทนอิสระของสังคมเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเอง
ประชาสังคมมักถูกมองว่าเป็น &amp;ldquo;เอ็นจีโอ&amp;rdquo; เพราะแสดงบทบาทชัดเจนในการทำหน้าที่เป็นปากเสียงแทนประชาชน ทั้งๆ ที่ภาคประชาสังคมเป็นอะไรมากกว่าเอ็นจีโอ เพราะรวมไปถึงกลุ่มองค์กรต่างๆ ที่ไม่ใช่องค์กรของรัฐหรือภาคธุรกิจโดยตรง เช่น สหภาพแรงงาน สหกรณ์ องค์กรชุมชนคนรากหญ้า สมาคม มูลนิธิ ขบวนการต่างๆ ทางสังคมเศรษฐกิจไปถึงขบวนการทางการเมือง เครือข่ายในรูปแบบต่างๆ รวมไปถึงประชาคม หรือชุมชนเสมือนจริง การรวมกลุ่มทางอินเทอร์เน็ต โดยโซเชียลมีเดียที่สื่อสารกันทันสมัยในหลากหลายประเด็น
ที่เห็นชัดเจนในการทำงานของภาคประชาสังคม คือ เรื่องสิทธิพลเมือง ความเท่าเทียมทางเพศ สีผิวและเผ่าพันธุ์ สิ่งแวดล้อม การศึกษา สุขภาพ ความยากจน เด็ก เยาวชน คนสูงอายุ และอื่นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;#อำนาจรัฐกับประชาสังคม
ประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญต่างๆ ทางสังคม เล็กๆ ไปถึงใหญ่จนกลายเป็น &amp;ldquo;การปฏิวัติทางสังคม&amp;rdquo; ล้วนมาจากการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ คือ การมองโลกมองชีวิตที่สร้างฐานคิดใหม่ ระบบคุณค่าใหม่ให้สังคม ส่วนใหญ่มาจากการริเริ่ม การรณรงค์ การทำงานของภาคประชาสังคม
การปฏิวัติวัฒนธรรมในยุค 1960s 1970s มาจากขบวนการภาคประชาสังคมในยุโรป อเมริกา ที่ต่อต้านระบบโครงสร้างสังคมเก่าที่ปกครองและควบคุมโดยสถาบันทางสังคมเศรษฐกิจการเมืองแบบอนุรักษ์มายาวนาน เป็นยุคของฮิปปี้ ดนตรีร็อค การแสดงออกต่างๆ เพื่อสะท้อน &amp;ldquo;วิญญาณเสรี&amp;rdquo; ของคนรุ่นใหม่
บ้านเราก็อยู่ในกระแสโลก ยุคที่นักศึกษาธรรมศาสตร์ปลดปล่อยจากระบบโซตัส เลิกประเพณีการรับน้องที่สะท้อนอำนาจนิยม ระบบอาวุโส เพื่อแสดงถึงความเท่าเทียม แสดงออกภายนอกก็มี &amp;ldquo;หลายย.&amp;rdquo; ผมยาว เสื้อยืด กางเกงยีน สะพายย่าม รองเท้ายาง ไม่ต้องแต่งชุดนักศึกษาที่เหมือนตัวแทนของอำนาจเก่าสถาบันเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปฏิเสธไม่ได้ว่า เหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 2516 เป็นผลของการเปลี่ยนแปลงที่มาจากภาคประชาสังคม นำโดยขบวนการนักศึกษา แรงงานและชาวไร่ชาวนา แม้ว่ามีปัจจัยอื่นเกี่ยวข้องทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และเปิดการต่อสู้ระหว่าง &amp;ldquo;ซ้ายกับขวา&amp;rdquo; สวิงกลับไปหาอำนาจเก่าสถาบันเดิมหลัง 6 ตุลาฯ 2519
เหตุการณ์ประท้วง ต่อต้านวัฒนธรรมเก่าในทศวรรษ 1960 ที่มีส่วนทำให้สงครามเวียดนามจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของสหรัฐอเมริกา ชัยชนะของพรรคคอมมิวนิสท์เวียดนาม ในเวลาเดียวกันก็พัฒนาไปสู่การล่มสลายของระบอบคอมมิวนิสท์ในยุโรปตะวันออก สหภาพโซเวียต และยูโกสลาเวีย ที่แตกออกเป็นประเทศอิสระหลายประเทศ โดยในกรณีของยูโกสลาเวียนั้นต้องเสียเลือดเนื้อจากสงครามกลางเมือง ที่ผู้นำต้องถึงศาลโลกในข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
เหตุการณ์เหล่านี้ ภาคประชาสังคม องค์กรอิสระทั้งบนดินและใต้ดินต่างๆ มีบทบาทอย่างสำคัญในการต่อสู้เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าสงครามเวียดนาม การพังทลายของกำแพงเบอร์ลิน การล่มสลายของสหภาพโซเวียตและยูโกสลาเวีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองในสหรัฐอเมริกาในยุค 1960 ในเรื่องการเหยียดผิว (racism) มาจากการรณรงค์นำโดยมาร์ติน ลูเธอร์ คิง ที่เป็นขบวนการใหญ่และมีพลังจนมีการแก้ไขกฎหมาย และต่อเนื่องการต่อสู้เพื่อการปลดปล่อยจากการครอบงำของคนผิวขาวในแอฟริกาใต้ (apartheid) ที่ไม่ได้มีแต่เนลสัน แมนเดลา แต่มีขบวนการพลเมืองทั้งในแอฟริกาและทั่วโลกที่ให้การสนับสนุน เป็นขบวนการระดับโลกที่ภาคประชาสังคมรวมพลัง ทั้งองค์กรกีฬา การค้า การความร่วมมือในด้านต่างๆ ที่บอยคอตกดดันแอฟริกาใต้
ศตวรรษนี้เราเห็นปรากฎการณ์ใหม่ทางการเมืองในยุโรปที่พยายามปรับภาพลักษณ์ของพรรคการเมือง จากความเป็นสถาบัน (establishment) มาสู่ขบวนการประชาสังคม ที่มีชีวิต จิตวิญญาณมากกว่า โดยเริ่มตั้งแต่ชื่อพรรคก็เปลี่ยนให้มีสีสันและมีพลัง อย่าง &amp;ldquo;เดินหน้า&amp;rdquo; (En Marche หรือชื่อเต็มว่า สาธารณรัฐเดินหน้า) ของทางนายเอมมานูแอล มาครง ที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นรัฐบาลที่ฝรั่งเศส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พรรค &amp;ldquo;เดินหน้า&amp;rdquo; มาจากการรวมกลุ่มภาคประชาสังคม อาชีพต่างๆ อย่างครอบคลุมทั้งชาวนา กรรมกร อาชีพอิสระ นักวิชาการ คนพิการ เอ็นจีโอ องค์กรสิทธิ องค์กรสตรี กลุ่มเพศที่สาม สิ่งแวดล้อม โดยมีตัวแทนและมีส่วนร่วมอย่างสำคัญใน &amp;ldquo;พรรค&amp;rdquo; ได้เป็นรัฐมนตรีและมีบทบาทในรัฐบาล
ที่ประเทศอื่นๆ ในยุโรปก็มีปรากฎการณ์ของขบวนการทางการเมืองคล้ายกันมาก่อนนั้นอีก ถ้าค่ายตะวันออกก็มีขบวนการแรงงานที่โปแลนด์ที่มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมประชาธิปไตย ที่อิตาลีก็มีพรรคการเมืองที่มาในชื่อใหม่และเป็นขบวนการ แต่ส่วนใหญ่ก็ยังเหมือนย้อมสีใหม่ให้ดูดี แต่เนื้อหาก็ไม่ได้แตกต่างไปจากเดิม อย่างพรรค &amp;ldquo;ห้าดาว&amp;rdquo; (5 Stelle) พรรค &amp;ldquo;อิตาลีสู้ๆ &amp;ldquo; (Forza Italia) เป็นต้น
ที่น่าสนใจเกิดขึ้นที่อิตาลีเมื่อปีที่แล้ว เมื่อเกิดขบวนการ &amp;ldquo;ซาร์ดีนส์&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;ปลากระป๋อง&amp;rdquo; ที่ใช้สมาร์ทโฟนชวนผู้คนออกไปอัดกันแน่นเหมือนปลากระป๋องหลายหมื่นคนในจตุรัสกลางเมืองใหญ่ๆ ในอิตาลี เพื่อต่อต้านการเข้าสู่อำนาจของพรรคการเมืองขวาจัด โดยขบวนการซารดีนส์ไม่ได้สังกัดพรรคการเมืองใด และทำได้สำเร็จ พรรค Lega ขวาจัดที่คิดว่าจะชนะการเลือกตั้งในแคว้น Emilia Romagna แบบ &amp;ldquo;นอนมา&amp;rdquo; กลับพ่ายแพ้ และไม่สามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในรัฐบาลกลางอย่างที่ตั้งใจไว้ได้ เป็นฝีมือของขบวนการซาร์ดีนส์แท้ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การต่อต้านการเหยียดผิวและผู้อพยพในเยอรมันหลังการรวมชาติ เยอรมันตะวันตกตะวันออก เกิดการหลั่งไหลผู้อพยพจากประเทศยุโรปตะวันออก จากตะวันออกกลางและอื่นๆ เข้าไปในเยอรมัน ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสังคมของประเทศ เกิดขบวนการต่อต้านผู้อพยพด้วยวิธีการรุนแรง รัฐไม่สามารถแก้ปัญหาได้ จนภาคประชาสังคมลุกขึ้นมาร่วมตัวกันรณรงค์แก้ไขปัญหาเอง รวมไปถึงการจับมือเป็นโซ่มนุษย์ยืนบนถนนนับพันกิโลเมตรจากเหนือสุดไปจรดใต้สุดของประเทศ โดยคนนับล้าน
และจบด้วยการเดินขบวนอย่างสงบในเมืองใหญ่ต่างๆ ในตอนค่ำ คนสามแสนห้าหมื่นถือเทียนเดินตามถนนในเมืองมิวนิก ถือป้ายไว้ว่า &amp;ldquo;เราทุกคนต่างก็เป็นผู้อพยพ อยู่ที่ว่าใครมาก่อนเท่านั้น&amp;rdquo; เหตุการณ์จึงได้คลี่คลาย แต่ก็มีปัญหามาต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้ รัฐบาลต้องทำงานหนัก แต่ก็ได้แรงหนุนจากขบวนการประชาสังคมที่ต่อต้านการเหยียดผิวและความรุนแรงของกลุ่มขวาจัดนาซีใหม่
ภาคประชาสังคมจัดประท้วงใหญ่ต่อเนื่อง ตามขบวนการ &amp;ldquo;ชีวิตคนดำสำคัญ&amp;rdquo;&amp;nbsp; ไม่กี่วันก่อน ที่คน 20,000 คน ยืนเป็นโซ่มนุษย์ ไม่ได้จับมือกัน ยืนระยะห่างตามนโยบายโควิด ต่อกันด้วยกระดาษริบบิ้นสีต่างๆ เป็นระยะทาง 9 ก.ม. ในกรุงเบอร์ลิน รวมประท้วงนโยบายล็อคดาวน์โควิดไปด้วย โดยบอกว่า &amp;ldquo;เรื่องสิทธิมนุษยชน ความยุติธรรมทางสังคม และความยุติธรรมทางภูมิอากาศเป็นเรื่องเดียวกัน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;#ศาสนากับประชาสังคม
ถ้ารัฐบาลคือส่วนที่สำคัญที่สุดในภาครัฐ บริษัทในภาคธุรกิจ ศาสนาก็น่าจะเป็นส่วนสำคัญที่สุดส่วนหนึ่งในภาคประชาสังคม
หลายคนอาจคิดว่า ศาสนาวันนี้ถึงจุดเสื่อมหนักจนอาจจะล่มสลายไปจากสังคม ถ้าไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่รวดเร็วนี้ได้ แต่ก็คงแปลกใจที่นักปรัชญานักวิพากษ์สังคมชาวเยอรมันคนดังอย่าง Juergen Habermas มองว่า ศาสนากลับมามีพลังอย่างสำคัญในใจกลางสังคมตะวันตก
หรือ David Putnam แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ที่ไปทำวิจัย 20 ปีที่อิตาลีเรื่อง &amp;ldquo;ประชาธิไตย&amp;rdquo; และเขียนหนังสือที่มีอิทธิพลมากที่สุดต่อแวดวงวิชาการรัฐศาสตร์ในยุคใหม่ (Making Democracy Work : Civic Traditions in Modern Italy) ศาสตราจารย์นักรัฐศาสตร์ท่านนี้มองว่า ศาสนาเป็นตัวร้อยรัดผู้คนทางสังคมในอดีต และยังมีบทบาทต่อไปในฐานะทุนทางสังคมที่สำคัญ ที่ทำให้คนไว้วางใจกัน มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เมตตาเอื้ออาทร
ศาสนาอันเก่าแก่และโบราณคงเสื่อมได้เหมือนวัดโบสถ์ที่ทำด้วยวัตถุ ระบบกฎเกณฑ์ของศาสนาในฐานะสถาบันก็เช่นกัน ขณะเดียวกันเราก็เห็นอีกด้านหนึ่งของขบวนการทางสังคมที่มีฐานคิดและอุดมการณ์ทางศาสนา อันนี้ต่างหากที่ทั้งฮาเบอร์มาสและพุตนัมมองเห็นและให้ความสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ศาสนาคริสต์มีบทบาทสำคัญในกระบวนการปลดปล่อยจากอำนาจเผด็จการไปสู่ประชาธิปไตยในละตินอเมริกา ผู้นำศาสนาและผู้นำทางสังคมที่มีอุดมการณ์ถูกอุ้มถูกฆ่าจำนวนมาก อย่างบิชอป Oscar Romero แห่งแอล ซัลวาดอร์ ที่ถูกยิงเสียชีวิตในโบสถ์ขณะที่ทำพิธีมิสซาเมื่อปี 1980 และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนักบุญเมื่อปี 2018
เบื้องหลังการต่อสู้ของขบวนการทางศาสนาในละตินอเมริกา คือ แนวคิดเทวศาสตร์แห่งการปลดปล่อย (Theology of Liberation) ที่นำมาร์กซิสท์มาประยุกต์ มองเห็นบาปสังคม (social sin) คือระบบโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรม ที่ก่อให้เกิดปัญหาความอยุติธรรมทั้งมวล ความยากจน ความเหลื่อมล้ำ การกดขี่ข่มเหง จึงควรได้รับการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบ
ดอม เฮลเดอร์ คามารา บิชอบชาวบราซิลในยุคเผด็จการครองเมืองบอกว่า &amp;ldquo;เมื่อข้าพเจ้าให้อาหารคนจน คนก็บอกว่าข้าพเจ้าเป็นนักบุญ แต่เมื่อข้าพเจ้าถามว่า ทำไมคนจึงยากจน คนก็หาว่าข้าพเจ้าเป็นคอมมิวนิสท์&amp;rdquo; แต่ที่สุดเราก็ได้เห็นชัยชนะของขบวนการประชาธิปไตยในละตินอเมริกา แม้ต้องแลกด้วยหลายหมื่นหลายแสนชีวิต
แนวคิดนี้แพร่ไปในอีกหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะที่ฟิลิปปินส์ ที่ทำให้เกิดพลังในการต่อสู้กับเผด็จการมาร์กอส ที่แพ้พ่ายไปในท้ายที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แนวคิดทางศาสนาที่ใช้มาร์กซิสท์ประยุกต์มีพลังในการวิเคราะห์สังคมได้อย่างแหลมคม และขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง ไม่เพียงแต่ในทางการเมือง แต่ด้านสิทธิพลเมือง ความเสมอภาคทางเพศ การเหยียดผิว ไปจนถึงสิ่งแวดล้อมและประเด็นอื่นๆ แสดงให้เห็นว่า ศาสนายังมีพลัง เป็นฐานให้ต่อยอดเพื่อการเปลี่ยนแปลงได้
แต่บทบาทที่โดดเด่นที่สุดของศาสนาแต่ไหนแต่ไรมาเป็นเรื่องทางสังคม การสงเคราะห์ การพัฒนา การศึกษา การบริการด้านสุขภาพ และการช่วยเหลือคนทุกเพศทุกวัยที่ด้อยโอกาส คนชายขอบ คนยากจน คนเจ็บป่วย คนพิการ คนไร้ที่อยู่อาศัย ที่ถูกทอดทิ้ง ซึ่งแม้ภาครัฐจะมีหน่วยงานที่รับผิดชอบ แต่ก็เป็นงานที่ต้องทำด้วย &amp;ldquo;ใจ&amp;rdquo; ที่คนที่มีความเสียสละและอุดมการณ์จริงๆ เท่านั้นจะทำได้
อย่างที่เราเห็นมูลนิธิช่วยคนตาบอด คนโรคเรื้อน คนเป็นเอดส์ สตรีที่มีปัญหา คนชราที่ยากจนอนาถา และอื่นๆ ที่ล้วนเป็นองค์กรทางศาสนาหรือมีพื้นฐานทางศาสนา หรือได้รับทุนสนับสนุนจากองค์กรทางศาสนา
มีองค์กรทุนที่มาจากศาสนาในยุโรปจำนวนมากที่ให้การสนับสนุนทุนและแนวคิดเพื่อการพัฒนา เอ็นจีโอไทยหลายองค์กรก็ได้รับทุนสนับสนุนจากหน่วยงานที่มีฐานทางศาสนาเหล่านี้ ที่ส่วนใหญ่ได้เงินบริจาคจากประชาชนทั่วไป จากการจัดการณรงค์ในเทศกาลต่างๆ ทางศาสนา
มีขบวนการใหม่อย่าง ขบวนการโฟโคลาเร (Focolare Movement) ที่ก่อตั้งโดยเคียรา ลูบิค ชาวอิตาเลียนระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ที่มีอุดมการณ์แห่งความรักและความเป็นหนึ่งเดียว ให้ &amp;ldquo;โลกทั้งผองเป็นพี่น้องกัน&amp;rdquo; มีสมาชิกที่เป็นนักบวช เป็นฆราวาส ทุกเพศวัยทั่วโลก ส่งเสริมความสัมพันธ์ความร่วมมือกับศาสนาต่างๆ เป็นขบวนการที่มีพลังสำหรับโลกยุคใหม่มากที่สุดขบวนการหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาสนาในสังคมเอเชียก็มีบทบาทสำคัญทางการเมือง พระสงฆ์พุทธในพม่ามีบทบาทสำคัญในการต่อสู้กับอำนาจเผด็จการมาตั้งแต่ร่วมขบวนการปลดแอกจากอาณานิคมของอังกฤษ ต่อมาถูกปราบปรามหนักในยุคเผด็จการทหาร บทบาทจึงถูกจำกัดลงไปมาก แต่ก็ยังเห็นเป็นข่าวอยู่เนืองๆ
บทบาทของพระสงฆ์ไทยก็เห็นได้ในยุคหลัง 14 ตุลาฯ กลุ่มพิราบขาวที่ร่วมเดินขบวนและกิจกรรมทางการเมืองกับประชาสังคม แต่หลัง 6 ตุลาฯ บทบาทก็ลดน้อยลง จนมาปรากฎอีกครั้งกับ &amp;ldquo;สันติอโศก&amp;rdquo; ที่เข้าร่วมขบวนการการเมืองกับกลุ่มและพรรคการเมือง หรือแม้แต่ธรรมกายที่อาจไม่ชัดเจนแบบสันติอโศก แต่ก็เกี่ยวข้องกับการเมืองทั้งโดยตรงโดยอ้อม และมีบทบาทอย่างสำคัญทางสังคม เป็นขบวนการใหญ่ระดับชาติและนานาชาติ
ขณะที่ธรรมกายมีภาพลักษณ์ของ &amp;ldquo;ทุนนิยม&amp;rdquo; แบบ &amp;ldquo;พุทธพาณิชย์&amp;rdquo; สันติอโศกเป็นประชาคม &amp;ldquo;สังคมนิยม&amp;rdquo; ที่พวกเขาเรียกว่า &amp;ldquo;บุญนิยม&amp;rdquo; ที่พึ่งพาตนเองและอยู่แบบพอเพียงโดยระบบเศรษฐกิจแบ่งปัน (sharing economy) ที่ชัดเจน แสดงว่าศาสนาไม่ได้ล้าสมัย สามารถนำไปสู่การปฏิบัติและแก้ปัญหาของบุคคลและชุมชน และส่งผลไปถึงระดับชาติได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาสนาพุทธในเมืองไทยนอกจากสองสำนักดังกล่าวข้างต้น อื่นๆ ก็เป็นกลุ่มผู้คนที่ศรัทธาในพระภิกษุสงฆ์ ผู้นำสำคัญทางจิตวิญญาณอย่างหลวงพ่อคูณ หลวงตามหาบัว เกจิอาจารย์ ที่เคารพนับถือเป็นพระอรหันต์ต่างๆ ซึ่งก็อยู่ในกรอบเก่าประเพณีเดิม ไม่ได้มีบทบาทสำคัญพิเศษทางสังคมการเมือง
ศาสนาในสังคมเอเชียยังมีบทบาทสำคัญ นิกายหรือศาสนาใหม่ๆ ในญี่ปุ่นมีสมาชิกหลายล้านก็มี นับเป็นขบวนการทางสังคมที่มีพลัง แนวคิดเรื่องจิตอาสาของมูลนิธิฉื่อจี้ที่ไต้หวันที่ทำให้ &amp;ldquo;คนรวยช่วยคนจน&amp;rdquo; ได้อย่างไม่น่าเชื่อว่า แม่ชีเล็กๆ คนหนึ่งจะสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคมได้มากเพียงนั้น
ศาสนาเป็นมโนสำนึกของสังคม ขณะที่เทวศาสตร์แห่งการปลดปล่อยเป็นฐานคิดของละตินอเมริกา ของเอเชียก็มีเศรษฐศาสตร์ชาวพุทธ ที่อีเอฟ ชูมาเคอร์ได้สังเคราะห์ออกมา เช่นเดียวกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งได้รับการยอมรับจากสหประชาชาติ เพียงแต่ว่ายังไม่มีการนำแนวคิดนี้มาประยุกต์ใช้อย่างจริงจังเท่านั้น แม้แต่ในประเทศไทย &amp;ldquo;บ้านเกิด&amp;rdquo; ของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
แต่วันนี้ที่โควิดมาเร่งการเปลี่ยนแปลง จีน ฝรั่งเศสและหลายประเทศประกาศชัดเจนว่า &amp;ldquo;แต่นี้ไปเราจะพึ่งพาตนเอง&amp;rdquo; เพราะโควิดได้พิสูจน์ว่า โลกาภิวัตน์ไม่ได้ช่วยให้แก้ปัญหาในคราวิกฤติ ตรงกันข้าม ดูเหมือนว่าสาหัสกว่าเดิม เพราะต่างคนต่างก็หาทางเอาตัวเองรอดก่อน
วันนี้คงถึงเวลาของ &amp;ldquo;เศรษฐกิจพอเพียง&amp;rdquo;
อย่างที่วิคตอร์ ฮูโกบอก &amp;ldquo;พันกองทัพยังไม่เท่าความคิดหนึ่งที่ถึงเวลาของมัน&amp;rdquo; (Stronger than a thousand armies, is an idea whose time has come)
&amp;nbsp;เสรี พงศ์พิศ 19 มิถุนายน 2020&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69122</URL_LINK>
                <HASHTAG>New Normal ของนายกรัฐมนตรี, ดร.เสรี พงศ์พิศ, ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ภาคประชาสังคม, เศรษฐกิจพอเพียง, เอ็นจีโอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200619/image_big_5eec2965e46a2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55210</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/01/2020 10:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/01/2020 10:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เพื่อไทยรับลูกพร้อมแก้กฎหมายชุมนุมสาธารณะหวังเอื้อวิ่งไล่ลุงครั้งต่อไป!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ม.ค.2563 - น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงข้อเสนอของกลุ่มนักศึกษาและภาคประชาสังคมที่ต้องการให้มีการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมในที่สาธารณะ หลังพบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถบังคับใช้กฎหมายแบบเลือกปฏิบัติและไม่เท่าเทียมกันได้ ระหว่างผู้จัดกิจกรรมวิ่งไล่ลุงกับเดินเชียร์ลุงว่า การเลือกปฏิบัติของตำรวจอาจเกิดจากความเกรงใจผู้นำรัฐบาลหรือไม่ ที่คุ้นชินกับการใช้ พ.ร.บ.การชุมนุมในที่สาธารณะควบคู่ไปกับคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เรื่องการห้ามชุมนุมทางการเมือง ทั้งที่ตอนนี้คำสั่งดังกล่าวได้ถูกยกเลิกไปแล้ว แต่พบว่าตำรวจก็ยังทำงานด้วยวิธีการเดิม ๆ &amp;nbsp;จึงเชื่อได้ว่าอาจมีการสั่งการจากผู้มีอำนาจให้ตำรวจสกัดกั้นฝ่ายที่เห็นต่าง โดยอาศัยช่องว่างของกฎหมาย ที่เปิดช่องให้มีการเลือกปฏิบัติได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
&amp;ldquo;พรรคเพื่อไทยได้รับการร้องเรียนว่าตำรวจได้แจ้งความดำเนินคดีกับผู้จัดวิ่งไล่ลุง พร้อมทั้งมีเจ้าหน้าที่รัฐไปคุกคามญาติของคนจัดกิจกรรม ซึ่งต่างจากกลุ่มเดินเชียร์ลุงที่นอกจากจะไม่ต้องขออนุญาตชุมนุมในที่สาธารณะแล้ว เมื่อจัดเสร็จก็ไม่ถูกดำเนินคดีเช่นเดียวกับกลุ่มวิ่งไล่ลุง ทั้งที่มีการประกาศจุดยืนของผู้จัดและมีการชูป้ายข้อความที่สร้างความแตกแยกและเกลียดชังในที่ชุมนุม&amp;rdquo;น.อ.อนุดิษฐ์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.อ.อนุดิษฐ์กล่าวว่า ปรากฏการณ์ 2 มาตรฐานที่เกิดขึ้นถือเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งอาจจะเกิดจากการที่เจ้าหน้าที่ยังเข้าใจกฎหมายไม่ดีพอ หรือมีการตีความกฎหมายเกินขอบเขตที่กำหนดไว้ จนการบังคับใช้เกิดความสับสน เปิดช่องให้มีการเลือกปฏิบัติจนกลายเป็นการจำกัดเสรีภาพของประชาชนมากกว่าการส่งเสริมประชาชนให้แสดงออกตามระบอบประชาธิปไตย พรรคเพื่อไทยยืนยันว่า สิทธิเสรีภาพการแสดงออกของประชาชนจะต้องได้รับความคุ้มครอง และเจ้าหน้าที่รัฐจะต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งความน่าเชื่อถือของตำรวจเองด้วย ดังนั้น จึงเห็นด้วยกับข้อเสนอเรื่องการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว เพื่ออุดช่องว่างไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐเลือกปฏิบัติ และสร้างความมั่นใจให้กับคนที่จะไปร่วมกิจกรรมวิ่งไล่ลุงในครั้งต่อไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55210</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มนักศึกษา, น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ, พท., พรรคเพื่อไทย, พระราชบัญญัติการชุมนุมในที่สาธารณะ, ภาคประชาสังคม, เลขาธิการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190627/image_big_5d148eaeb86bc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23639</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/12/2018 16:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/12/2018 16:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สนช.เชิญภาคสังคมให้ข้อมูลสิทธิบัตรกัญชา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ธ.ค.61- นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี หรือไบโอไทย กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ได้เชิญทางภาคประชาสังคมเข้าหารือ พร้อมทั้งให้ข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิบัตรกัญชาในวันที่ 7 ธ.ค.นี้ &amp;nbsp;เนื่องจากยังมีข้อกังวลว่า เมื่อมีการผลักดันจนออกประมวลกฎหมายยาเสพติดฯ อาจติดขัดตรงปัญหาสิทธิบัตรกัญชาที่ให้ต่างชาติ และสุ่มเสี่ยงนักวิจัยไทยจะไม่สามารถพัฒนาและผลิตออกมาเป็นยาได้ แต่จะเป็นการเอื้อประโยชน์ต่างชาติแทนนั้น แต่มีการประสานขอเลื่อนการนัดหารือไปในสัปดาห์หน้า แต่ยังไม่กำหนดวัน ทำให้ทางเครือข่ายฯเสียดาย เพราะเตรียมข้อมูลเพื่อให้สนช.ดำเนินการในสิ่งที่ถูกต้อง และไม่หลงเชื่อข้อมูลจากบางกลุ่มที่อาจทำให้ประเทศชาติเสียประโยชน์
นายวิฑูรย์ กล่าวว่า เราเตรียมข้อมูลทั้งหมดให้สนช.แล้ว และจะเสนอขอให้สนช.ใช้อำนาจตามที่มีอยู่ เสนอต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาให้ปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้อง คือ การแก้ไขเพิ่มเติมในร่างพ.ร.บ.สิทธิบัตรฯ กำลังจะแก้ไข โดยขอให้ใครก็ตาม ไม่ใช่แค่บริษัทต่างชาติเท่านั้น หากต้องการขอยื่นจดสิทธิบัตรกัญชา หรือสิทธิบัตรอื่นๆ โดยเฉพาะการใช้พืชยา ต้องระบุที่มาให้ชัดเจน อย่างกัญชา ต้องระบุว่า เป็นกัญชาจากสายพันธุ์ไหน จากประเทศใด และองค์ความรู้ที่จะจดมาจากการใช้ความรู้ของท้องถิ่นหรือไม่ อย่างไร เช่น หากเป็นองค์ความรู้ท้องถิ่นของภูมิปัญญาแพทย์แผนไทยในการรักษาโรค อย่างลมชัก ซึ่งมีอยู่แล้ว แบบนี้จะยื่นขอจดไม่ได้ หากเรามีการกำหนดเช่นนี้จะทำให้ป้องกันการขอจดซ้ำซ้อน และทางกรมทรัพย์สินฯ ก็จะไม่ได้โดนเพ่งเล็งว่า ทำงานขัดกฎหมายตัวเอง ซึ่งในต่างประเทศมีการกำหนดเช่นนี้ &amp;nbsp;อย่างจีน สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ เป็นต้น ซึ่งหากสนช.แนะนำไป ทางกรมทรัพย์สินฯก็ต้องดำเนินการ หากไม่ทำก็ต้องมีเหตุผลที่ดีพอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่าจะเดินหน้าปกป้องสิทธิกัญชาไทยอย่างไร เมื่อขณะนี้เรื่องสิทธิบัตรกัญชายังไม่มีการยกเลิกเพิ่มเติม นายวิฑูรย์ กล่าวว่า ขณะนี้ทางกรมทรัพย์สินทางปัญญาเล่นเกมเงียบสยบความเคลื่อนไหว ไม่เพียงแต่กรมทรัพย์สินฯ แต่ทีมเศรษฐกิจ รัฐบาลก็เช่นกัน ออกมาเพียงว่าจะปกป้องสิทธิคนไทย แต่การกระทำยังไม่มีอะไรคืบ ดังนั้น ทางเครือข่ายฯ ร่วมกับทางมหาวิทยาลัยรังสิต จะเดินหน้าฟ้องร้อง ขณะนี้มหาวิทยาลัยรังสิตกำลังรวบรวมข้อมูลหลักฐานต่างๆ และจะฟ้องร้องต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาในเดือนมกราคม 2562 เพราะข้อมูลในการฟ้องร้องค่อนข้างมากต้องใช้เวลา แต่ไม่ว่าอย่างไร ทางเดียวและทางออกขณะนี้คงต้องฟ้องร้อง เพื่อขอให้ศาลคุ้มครองชั่วคราวก่อนว่า จะยุติการพิจารณาสิทธิบัตรกัญชาต่างๆ ก่อนได้หรือไม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สิ่งที่อยากฝากอีกเรื่องคือ ร่างประมวลกฎหมายยาเสพติดฯ ยังไม่แน่ชัดว่า จะมีช่องอนุญาตให้หมอยาใช้ได้หรือไม่ หรืออนุญาตให้มีการปลูกได้มากน้อยแค่ไหน ตรงนี้ก็ยังเป็นปัญหาที่หลายคนสงสัย ตรงนี้หากได้เข้าหารือกับทาง สนช.ก็จะมีการสอบถามเรื่องนี้เช่นกัน&amp;rdquo; นายวิฑูรย์ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ระธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า ในวันที่ 20 ธ.ค. ที่โรงแรมมารวยการ์เด้นส์ &amp;nbsp;จะมีงานสัมมนาเพื่อพูดคุยกันในเรื่องสรรพคุณของกัญชาด้านต่างๆ และขั้นตอนการดำเนินการปลดล็อกกัญชาทางกฎหมาย โดยได้มีการเชิญ ศ.พิเศษ วิชา มหาคุณ เข้ามาร่วมพูดคุย อย่างไรก็ตาม ส่วนข้อกังวลเรื่องผลกระทบต่างๆนั้นยังไม่ขอจินตนาการขอดูกระบวนการทางกฎหมายก่อน แต่ทั้งนี้โดยหลักการก็ควรให้เกษตรกรสามารถใช้ได้เพื่อรักษาตัวเอง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23639</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สนช., กรมทรัพย์สินทางปัญญา, ภาคประชาสังคม, วิฑูรย์ เลี่ยนจำรุญ, สิทธิบัตรกัญชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/mid/20180201/image_mid_5a726d439566c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6618</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/04/2018 21:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/04/2018 21:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พม่าจวก &#039;มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก&#039; โอ่เฟซบุ๊กสกัด &#039;เฮทสปีช&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ภาคประชาสังคมพม่า 6 องค์กรทำจดหมายเปิดผนึกตำหนิ &amp;quot;มาร์ก ซัคเคอร์เบิร์ก&amp;quot; ซีอีโอของเฟซบุ๊ก ที่คุยโวว่าระบบของเฟซบุ๊กได้ผลในการควบคุมข้อความ &amp;quot;อ่อนไหว&amp;quot; ที่ยุยงปลุกปั่นให้เกิดความไม่สงบเช่นที่พม่า เฟซบุ๊กรีบชี้แจงพร้อมขอโทษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: right;&quot;&gt;ภาพ AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เฟซบุ๊กกล่าวขอโทษต่อองค์กรภาคประชาสังคมของพม่าเมื่อวันศุกร์ที่ 6 เมษายน 2561 ภายหลัง 6 องค์กรเผยแพร่จดหมายเปิดผนึกเมื่อวันพฤหัสบดี วิจารณ์คำให้สัมภาษณ์ของซัคเคอร์เบิร์ก หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่บริหารของเฟซบุ๊ก ซึ่งกล่าวไว้กับเว็บไซต์ข่าว &amp;quot;ว็อกซ์&amp;quot; ในสัปดาห์นี้ ปกป้องผลงานของเฟซบุ๊กที่สามารถระงับการเผยแพร่เฮทสปีช หรือถ้อยคำที่สร้างความเกลียดชัง โดยยกตัวอย่างการเผยแพร่ข้อความที่ &amp;quot;มีความอ่อนไหว&amp;quot; ของทั้งชาวพุทธและชาวมุสลิมในพม่า ผ่านทางเฟซบุ๊กเมสเซนเจอร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมคิดว่านั่นเป็นสิ่งที่แสดงชัดเจนว่าผู้คนกำลังพยายามใช้เครื่องมือของเรา เพื่อยุยงปลุกปั่นให้เกิดอันตรายอย่างแท้จริง ปัจจุบนกรณีเช่นนี้ ระบบของเราตรวจจับได้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น เราหยุดข้อความเหล่านี้ไม่ให้ถูกส่งต่อ&amp;quot; ซัคเคอร์เบิร์กคุยไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จดหมายขององค์กรด้านเทคโนโลยีและสิทธิมนุษยชนพม่า 6 กลุ่ม กล่าวว่า พวกเขา &amp;quot;ประหลาดใจ&amp;quot; ที่ได้ยินซัคเคอร์เบิร์ก &amp;quot;ยกย่องประสิทธิผล&amp;quot; ของระบบของเฟซบุ๊กในพม่า ทั้งที่ในความเป็นจริง องค์กรของพวกตนเป็นผู้แจ้งเตือนเฟซบุ๊ก ซึ่งยังต้องใช้เวลาถึง 4 วัน เฟซบุ๊กจึงเพิ่งดำเนินการ ถึงตอนนั้นข้อความได้แพร่กระจายไปทั่วพม่าแล้ว และก่อความหวาดกลัวและยุยงให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงอย่างน้อย 3 เหตุการณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำชี้แจงของตัวแทนเฟซบุ๊กผ่านอีเมลถึงเอเอฟพีเมื่อวันศุกร์ยอมรับว่า เฟซบุ๊กตอบสนองช้าไป และควรดำเนินการให้เร็วขึ้นและทำงานหนักขึ้น เพื่อปรับปรุงเทคโนโลยีและเครื่องมือในการตรวจจับและป้องกันเนื้อหาที่กล่าวร้ายสร้างความเกลียดชังหรือเล่าความเท็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราขอโทษที่มาร์กไม่ได้กล่าวให้ชัดเจนว่า กลุ่มภาคประชาสังคมในพม่าเป็นผู้รายงานเกี่ยวกับข้อความเหล่านี้ก่อน&amp;quot; โฆษกเฟซบุ๊กกล่าว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6618</URL_LINK>
                <HASHTAG>พม่า, ภาคประชาสังคม, มาร์ก ซัคเคอร์เบิร์ก, เฟซบุ๊ก, เมียนมา, เฮทสปีช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180406/image_big_5ac78187c3692.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
