<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>101199</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/04/2021 18:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/04/2021 18:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตามรอย 80 ปีหนังไทย ‘พระเจ้าช้างเผือก’ ที่ตำบลป่าแดง  จ.แพร่ (1)</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ฉากสงครามในภาพยนตร์เรื่องพระเจ้าช้างเผือก&amp;nbsp; ถ่ายทำที่ตำบลป่าแดง&amp;nbsp; อ.เมือง จ.แพร่ (ภาพจากหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;lsquo;พระเจ้าช้างเผือก&amp;rsquo; หรือ &amp;lsquo;The King of the White Elephant&amp;rsquo; เป็นภาพยนตร์ไทยที่สร้างเมื่อปี 2483 โดยปรีดี&amp;nbsp; พนมยงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (ตำแหน่งในขณะนั้น) และนำออกฉายในเดือนเมษายน 2484 ในประเทศไทย&amp;nbsp; อเมริกา&amp;nbsp; และสิงคโปร์&amp;nbsp; มีเป้าหมายเพื่อสื่อสารให้โลกตระหนักถึงหนทางแห่งสันติภาพ&amp;nbsp; เนื่องจากในขณะนั้นสงครามโลกครั้งที่ 2 กำลังเริ่มต้น&amp;nbsp; โดยเยอรมันส่งกำลังทหารเข้ายึดครองโปแลนด์ในปี 2482&amp;nbsp; จากนั้นสงครามได้ขยายไปทั่วยุโรป&amp;nbsp; และกำลังลุกลามไปทั่วโลก &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แม้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะไม่ประสบผลสำเร็จในแง่ชื่อเสียงและรายได้ &amp;nbsp;เพราะฉายได้ไม่นานก็ถูกถอดออกจากโปรแกรม&amp;nbsp;แถมยังถูกนักวิจารณ์ภาพยนตร์ต่างชาติสวดเสียย่อยยับในทำนองว่า &amp;ldquo;เป็นผลงานของนักทำหนังสมัครเล่น&amp;nbsp; แต่พยายามจะพูดถึงเรื่องราวระดับมนุษยชาติ&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ในปี 2538 องค์การ UNESCO ได้จัดงานเทศกาลฉลองครบรอบ 100 ปีของวงการภาพยนตร์โลกที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยมีภาพยนตร์ที่ทรงคุณค่าจากทั่วโลกได้รับการคัดเลือกให้ไปฉายโชว์ และหนึ่งในนั้นมีภาพยนตร์เรื่อง &amp;lsquo;พระเจ้าช้างเผือก&amp;rsquo; จากประเทศไทยด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในปี 2554 หอภาพยนต์ (องค์การมหาชน)&amp;nbsp; ได้ประกาศขึ้นทะเบียนให้พระเจ้าช้างเผือกเป็น &amp;lsquo;มรดกภาพยนตร์ของชาติ&amp;rsquo; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่ชาวบ้านสันกลาง ตำบลป่าแดง จังหวัดแพร่ ซึ่งเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ และมีปัญหาเรื่องสิทธิการครอบครองที่ดิน ใช้หลักฐานจาก &amp;lsquo;พระเจ้าช้างเผือก&amp;rsquo; ยืนยันสิทธิชุมชนว่าชาวบ้านอยู่อาศัยและทำกินมาก่อนจะเป็นที่ดินรัฐ !!&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สงครามและสันติภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในปี 2482 สงครามโลกครั้งที่ 2 กำลังเริ่มต้นในยุโรป&amp;nbsp; โดยเยอรมันส่งกำลังทหารเข้ายึดโปแลนด์&amp;nbsp; ส่วนในประเทศไทยมีรัฐบาลที่นำโดยจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ยึดแนวทางลัทธิชาตินิยมแบบทหาร&amp;nbsp; ขณะที่ ปรีดี&amp;nbsp; พนมยงค์ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง&amp;nbsp; ยึดแนวทางสันติภาพต่างจากจอมพล ป. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในปี 2483 ปรีดีแต่งนวนิยายเรื่อง &amp;lsquo;พระเจ้าช้างเผือก&amp;rsquo; เพื่อเผยแพร่แนวคิดเรื่องสันติภาพ&amp;nbsp; และต่อมาในปีเดียวกันนิยายเรื่องนี้ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ในชื่อเดียวกัน&amp;nbsp; ใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า &amp;lsquo;The King of the White Elephant&amp;rsquo; โดยปรีดีเป็นผู้อำนวยการสร้าง นักแสดงและทีมงานสร้างเป็นคนไทยทั้งหมด&amp;nbsp; มีบทพูดเป็นภาษาอังกฤษตลอดทั้งเรื่อง มีเป้าหมายเพื่อสื่อสารแนวทางสันติภาพไปยังนานาชาติขณะที่สงครามโลกเริ่มคุกรุ่น&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;หนังสือเรื่องพระเจ้าช้างเผือก &amp;nbsp;/ ภาพจากหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนรัฐบาลจอมพล ป. เริ่มปลุกกระแสชาตินิยม สนับสนุนนักศึกษาและประชาชนให้เดินขบวนเพื่อเรียกร้องดินแดนอินโดจีนคืนจากฝรั่งเศส&amp;nbsp; เช่น พระตะบองและเสียมราฐในเขมร&amp;nbsp; จำปาสักในลาว ในช่วงปลายปี 2483 ไทยเริ่มรบกับฝรั่งเศสบริเวณชายแดนเขมรและลาว&amp;nbsp; ต่อมาในเดือนมกราคม 2484&amp;nbsp; การสู้รบระหว่างไทยกับฝรั่งเศสขยายข้ามพรมแดน&amp;nbsp; มีการสู้รบทางบก&amp;nbsp; ทางอากาศ&amp;nbsp; ในน่านน้ำแม่น้ำโขง&amp;nbsp; และทางทะเลชายแดนด้านจังหวัดตราด-เกาะกงของเขมร&amp;nbsp; หรือที่รู้จักกันในชื่อ &amp;lsquo;ยุทธนาวีเกาะช้าง&amp;rsquo;&amp;nbsp; เรือรบไทยจมทะเล 3 ลำ&amp;nbsp; ฝรั่งเศสเสียหายเล็กน้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่กองทัพญี่ปุ่นซึ่งเป็นพันธมิตรของเยอรมันเริ่มเปิดสงครามในเอเซียเพื่อตีโต้อังกฤษและสัมพันธมิตร ได้ยื่นมือเข้ามาไกล่เกลี่ยระงับข้อพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศส&amp;nbsp; จนประสบผลสำเร็จ ไทยและฝรั่งเศสเจรจาตกลงหยุดยิงกันในช่วงปลายเดือนมกราคม 2484&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อย่างไรก็ดี&amp;nbsp; ในวันที่ 8 ธันวาคมปีเดียวกัน&amp;nbsp; กองทัพญี่ปุ่นได้ส่งกำลังยกพลขึ้นบกตามชายทะเลภาคใต้ของไทย รวมทั้งที่สมุทรปราการ&amp;nbsp; เพื่อจะบุกไปตีอังกฤษในพม่าและอินเดีย&amp;nbsp; มีการปะทะกันระหว่างทหารญี่ปุ่นกับไทย&amp;nbsp; แต่น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ&amp;nbsp; จนในเวลาต่อมา&amp;nbsp; รัฐบาลไทยจำยอมให้ญี่ปุ่นยกพลข้ามประเทศ&amp;nbsp; และเข้าร่วมเป็นพันธมิตรสงครามกับญี่ปุ่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในวันเดียวกับที่ญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกในไทยนั้น&amp;nbsp;ผู้รักชาติหลายคนได้มาพบกับปรีดีเพื่อร่วมกันก่อตั้ง &amp;lsquo;องค์การต่อต้านญี่ปุ่น&amp;rsquo; โดยให้ปรีดีเป็นหัวหน้า&amp;nbsp;ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น &amp;lsquo;ขบวนการเสรีไทย&amp;rsquo; ร่วมเคลื่อนไหวทั้งในและนอกประเทศร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตร เช่น&amp;nbsp; อังกฤษและสหรัฐฯ เพื่อต่อต้านญี่ปุ่น&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การสู้รบขยายวงไปทั่วโลกนานหลายปี จนรัฐบาลสหรัฐอเมริกาส่งเครื่องบินมาทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ลงใน&amp;nbsp; 2 เมืองใหญ่ของญี่ปุ่น &amp;nbsp;สร้างความเสียหายยับเยิน&amp;nbsp; จึงนำไปสู่การยุติสงครามโลกครั้งที่ 2 ในเดือนกันยายน 2488&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อญี่ปุ่นเป็นฝ่ายพ่ายแพ้&amp;nbsp; จอมพล ป. ต้องตกเป็นอาชญากรสงครามด้วย&amp;nbsp; แต่ประเทศไทยรอดพ้นไม่ต้องตกเป็นประเทศที่แพ้สงครามร่วมกับญี่ปุ่น&amp;nbsp; อันเนื่องมาจากขบวนการเสรีไทยที่ได้เข้าร่วมต่อต้านญี่ปุ่นกับสัมพันธมิตรนั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;lsquo;80 ปี&amp;nbsp; พระเจ้าช้างเผือก&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ภาพยนตร์เรื่องพระเจ้าช้างเผือกนำออกฉายเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2484 พร้อมกัน 3 ประเทศ คือ ที่นิวยอร์ค&amp;nbsp; สหรัฐอเมริกา&amp;nbsp; สิงคโปร์&amp;nbsp; และประเทศไทยที่ศาลาเฉลิมกรุง&amp;nbsp; เมื่อเข้าสู่เดือนเมษายน 2564 ภาพยนตร์เรื่องนี้มีอายุครบ 80 ปีบริบูรณ์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ปรีดี&amp;nbsp; พนมยง (ยืนกลาง) ขณะถ่ายทำหนังในปี 2483 ที่บ้านสันกลาง&amp;nbsp; ตำบลป่าแดง จ.แพร่ &amp;nbsp;/ภาพจากหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เนื้อหาของภาพยนตร์เรื่องพระเจ้าช้างเผือก&amp;nbsp; กล่าวถึงกษัตริย์ 2 พระองค์&amp;nbsp; คือ &amp;lsquo;พระเจ้าจักรา&amp;rsquo;&amp;nbsp;กษัตริย์ผู้ครอบครองอโยธยาเมื่อ 400 ปีก่อน&amp;nbsp; พระองค์เป็นกษัตริย์ที่ทรงธรรมราชา ไม่โปรดสาวงามในราชสำนัก&amp;nbsp; พระองค์ทรงอุทิศตนเพื่อราษฎร&amp;nbsp; ทรงกล้าหาญชาญชัยในการศึก&amp;nbsp; ขณะเดียวกันทรงรักสันติภาพ&amp;nbsp; บนแผ่นดินที่อุดมไปด้วยช้างเผือก&amp;nbsp; ราษฎรจึงขนานนามพระองค์ผู้เก่งกล้าว่า&amp;nbsp; &amp;ldquo;พระเจ้าช้างเผือก&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อีกพระองค์ คือ &amp;lsquo;พระเจ้าหงสา&amp;rsquo; ซึ่งเป็นทรราช มีจิตใจโหดเหี้ยมทารุณ&amp;nbsp; มักมากในกาม ส่งกองทัพบุกอาณาจักรอโยธยา เพราะพระเจ้าจักราไม่ยอมให้ช้างเผือกตามที่พระเจ้าหงสาต้องการ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; พระเจ้าจักรายกกองทัพไปเผชิญทัพหงสาที่นอกพระนคร เพราะไม่ต้องการให้ราษฎรเดือดร้อน&amp;nbsp; และได้ท้าทายให้กษัตริย์หงสาไสช้างออกมาต่อสู้กันตัวต่อตัวเพื่อไม่ให้ทหารต้องบาดเจ็บล้มตาย &amp;nbsp;ผลปรากฏว่า&amp;nbsp; พระเจ้าจักราได้รับชัยชนะ&amp;nbsp; และแทนที่จะจับทหารศัตรูเป็นเชลย พระองค์ทรงประกาศสันติภาพว่าอโยธยามิได้เป็นศัตรูกับชาวหงสา แต่เป็นศัตรูกับกษัตริย์หงสาที่โหดเหี้ยม&amp;nbsp; และปล่อยทหารหงสากลับไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดม&amp;nbsp; สุขวงศ์ &amp;nbsp;จากหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ในฐานะผู้หนึ่งที่มีส่วนอนุรักษ์และเชิดชูเกียรติภาพยนต์เรื่องพระเจ้าช้างเผือก เสนอความเห็นในงานเขียนเรื่อง &amp;lsquo;พระเจ้าช้างเผือก : ช้างเผือกของหนังไทย&amp;rsquo; ในเว็บไซต์สถาบันปรีดี&amp;nbsp; พนมยงค์&amp;nbsp; มีเนื้อหาตอนหนึ่งว่า &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;ldquo;ภาพยนตร์เรื่อง &amp;ldquo;พระเจ้าช้างเผือก&amp;rdquo; มีส่วนสำคัญไม่น้อยในการสื่อสารกับสหประชาชาติ &amp;nbsp;โดยเฉพาะอังกฤษและสหรัฐอเมริกา &amp;nbsp;ทำให้ท่านผู้สร้างภาพยนตร์ได้รับการยอมรับ &amp;nbsp;หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง &amp;nbsp;ภาพยนตร์เรื่องนี้เปรียบเสมือนหนังสือรับรองความเป็นผู้นำเสรีไทยของนายปรีดี &amp;nbsp;พนมยงค์&amp;nbsp; ดูเหมือนว่า เครื่องหมายเสรีไทยในประเทศไทย ก็คือรูปช้างเผือกกำลังทะยานไปข้างหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; วันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2488 นายปรีดี พนมยงค์ &amp;nbsp;ในฐานะผู้สำเร็จราชการแผ่นดินลงนามประกาศสันติภาพไทย &amp;nbsp;ให้ถือว่าการประกาศสงครามที่รัฐบาลเคยประกาศมาก่อนหน้านี้เป็นโมฆะ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทำให้ชาติไทยรอดพ้นจากการเป็นประเทศผู้แพ้สงครามแต่&amp;hellip;ภาพยนตร์ &amp;ldquo;พระเจ้าช้างเผือก&amp;rdquo; ได้ทำหน้าที่ประกาศสันติภาพดังกล่าวให้ไทยไว้ล่วงหน้าไปแล้ว&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; (ดูภาพยนตร์เรื่องนี้และรายละเอียดเพิ่มเติมที่เว็บไซต์หอภาพยนต์ https://www.fapot.or.th)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:.75pt; margin-right:2.25pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:2.25pt&quot;&gt;ตามรอยกองถ่ายพระเจ้าช้างเผือกที่ตำบลป่าแดง&amp;nbsp; อ.เมือง&amp;nbsp; จ.แพร่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การถ่ายทำภาพพยนตร์เรื่องพระเจ้าช้างเผือกในช่วงปี 2483 ก่อนจะนำออกฉายเมื่อต้นเดือนเมษายน 2484 นั้น การถ่ายทำฉากท้องพระโรงส่วนใหญ่จะถ่ายในโรงถ่าย &amp;lsquo;ไทยฟิลม์&amp;rsquo; ที่กรุงเทพฯ และบริเวณพระบรมมหาราชวัง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนฉากสำคัญคือการต่อสู้ระหว่างไพร่พลและกองทัพช้างของพระเจ้าหงสากับพระเจ้าจักราที่ต้องใช้ช้างนับร้อยเชือกเข้าฉากนั้น&amp;nbsp; ถ่ายทำที่ตำบลป่าแดง &amp;nbsp;อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ อยู่ห่างจากตัวจังหวัดแพร่ไปทางทิศตะวันออกประมาณ 10 กิโลเมตร ซึ่งในขณะนั้นเป็นแหล่งทำไม้และชักลากซุงแห่งใหญ่แห่งหนึ่งของประเทศจึงมีช้างมากมายให้นำมาเข้าฉาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; พิสิษฐ์&amp;nbsp; ตาจา อายุ 52 ปี แกนนำพัฒนาในตำบลป่าแดง&amp;nbsp; อ.เมือง&amp;nbsp; จ.แพร่ &amp;nbsp;ในฐานะผู้ที่สนใจเรื่องประวัติศาสตร์ชุมชน&amp;nbsp; เล่าว่า&amp;nbsp; ตำบลป่าแดงเป็นสถานที่ถ่ายทำหนังเรื่องพระเจ้าช้างเผือก&amp;nbsp; โดยเฉพาะฉากสู้รบถ่ายที่&amp;nbsp; &amp;lsquo;บ้านสันกลาง&amp;rsquo; &amp;nbsp;ห่างจากพระธาตุช่อแฮ&amp;nbsp; ปูชนียสถานสำคัญของเมืองแพร่ไม่ถึง 1 กิโลเมตร &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จากข้อมูลของหมู่บ้านบอกว่า&amp;nbsp;บ้านสันกลางตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำสองสาย&amp;nbsp; คือ &amp;lsquo;แม่ก๋อน&amp;rsquo; และ &amp;lsquo;แม่สาย&amp;rsquo; จึงเรียกหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำสองสายนี้ว่า &amp;lsquo;บ้านสันกลาง&amp;rsquo; &amp;nbsp;บริเวณโดยรอบของแม่น้ำทั้ง 2 สายเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์&amp;nbsp; มีภูเขาสูงที่เห็นได้ชัดเหมือนกับเป็นแลนด์มาร์คของตำบล&amp;nbsp; คือ &amp;lsquo;ดอยช้างผาด่าน&amp;rsquo; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;พิสิษฐ์&amp;nbsp; ตาจา ชี้ให้ดูบริเวณทุ่งนาที่ใช้เป็นฉากสู้รบ&amp;nbsp; มองเห็นดอยช้างผาด่านอยู่ลิบๆ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลไทยให้สัมปทานทำไม้สักในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่ก๋อนและแม่สายแก่บริษัทอีสต์&amp;nbsp;เอเซียติค&amp;nbsp;บริษัทเอกชนจากประเทศเดนมาร์ก&amp;nbsp;บริษัทได้ว่าจ้างให้พ่อเลี้ยงเมืองแพร่ชื่อ &amp;lsquo;เจ้าโว้ง&amp;rsquo;&amp;nbsp; หรือ &amp;lsquo;เจ้าวงศ์&amp;nbsp; แสนศิริพันธุ์&amp;rsquo; ที่มีช้างประมาณ 200 เชือก&amp;nbsp; นำช้างมาชักลากไม้ซุงในป่าที่โค่นแล้วออกมากองรวมกันที่ปางไม้ที่ตั้งอยู่ใกล้พระธาตุช่อแฮ (ปัจจุบันคือที่ทำการเทศบาลตำบลช่อแฮ) &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จากนั้นจะใช้รถรางลากซุงไปลงแม่น้ำยมที่ไหลผ่านเมืองแพร่&amp;nbsp; แล้วล่องซุงไปตามแม่น้ำยมจนถึงปากน้ำโพ จ.นครสวรรค์&amp;nbsp; ซึ่งเป็นชุมทางค้าไม้&amp;nbsp; ไม้ซุงที่ส่งออกไปต่างประเทศจะล่องไปตามแม่น้ำเจ้าพระยาเข้าสู่กรุงเทพฯ และนำซุงขึ้นที่โกดัง-โรงเลื่อยของบริษัทอีสต์เอเซียติคริมแม่น้ำเจ้าพระยาย่านเจริญกรุง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; พิสิษฐ์ เล่าต่อว่า เมื่อประมาณ 10 ปีก่อน&amp;nbsp; ตนได้ไปสอบถามข้อมูลเรื่องปัญหาที่ดินในตำบลป่าแดง&amp;nbsp; รวมทั้งถามคนเฒ่าคนแก่ในตำบลว่ามีใครเกิดทันหรือพอจะรู้เรื่องการถ่ายหนังเรื่องพระเจ้าช้างเผือกบ้าง&amp;nbsp; พบว่า ส่วนใหญ่คนที่อยู่ในสมัยนั้นเสียชีวิตไปหมดแล้ว&amp;nbsp; โดยเฉพาะคนที่เคยเข้าฉากเป็นทหาร&amp;nbsp; เป็นตัวประกอบ&amp;nbsp; เพราะหนังเข้ามาถ่ายที่ตำบลช่อแฮในปี 2483 นั้น&amp;nbsp; คนที่เข้าฉากหรือเล่นเป็นตัวประกอบส่วนใหญ่จะเป็นคนที่ทำงานชักลากไม้ซุงกับเจ้าโว้งนั่นเอง และมีชาวบ้านในตำบลช่อแฮและใกล้เคียงประมาณ 100 คนเข้าฉากด้วย&amp;nbsp; แสดงเป็นลูกหาบและทหาร&amp;nbsp; และหากคนเหล่านี้ยังมีชีวิตอยู่ (ช่วงเก็บข้อมูลปี 2551) จะมีอายุไม่ต่ำกว่า 90 ปี&amp;nbsp; แต่ก็ไม่มีใครเหลือแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;แต่ยังเหลือแม่เฒ่าปิ๋ว&amp;nbsp; ปลาลาส&amp;nbsp; ตอนที่เก็บข้อมูลช่วงนั้นประมาณปี 2551 แกอายุประมาณ 83 ปี (ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว)&amp;nbsp; แกบอกว่า&amp;nbsp; ตอนนั้นแกไม่ได้เข้าฉากอะไรกับเขาหรอก เพราะเป็นเด็กเพิ่งจะโตเป็นสาว&amp;nbsp; อายุประมาณ 15 ปี แต่ได้ฟังจากผู้ใหญ่บอกว่า&amp;nbsp; คนที่ได้เล่นหนัง&amp;nbsp; ถ้าเป็นผู้ชายจะได้รับค่าจ้างวันละ 5 สตางค์&amp;nbsp; ถ้าเป็นผู้หญิงได้ 3 สตางค์&amp;rdquo; &amp;nbsp;วินัยบอกความที่ได้จากการเก็บข้อมูลเมื่อ&amp;nbsp; 10 ปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;แม่เฒ่าปิ๋ว&amp;nbsp; ปลาลาส&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; พิสิษฐ์ บอกด้วยว่า&amp;nbsp; คนรุ่นหลังๆ ในตำบลป่าแดงและช่อแฮ (เมื่อก่อนเป็นตำบลป่าแดง&amp;nbsp; แยกเป็นตำบลช่อแฮในปี 2535) ซึ่งเป็นสถานที่ถ่ายทำหนังเรื่องพระเจ้าช้างเผือกนั้น&amp;nbsp; ส่วนใหญ่ไม่รู้ประวัติศาสตร์และความสำคัญของหนังเรื่องนี้หรอก&amp;nbsp; ตนก็เพิ่งจะได้ดูหนังเรื่องนี้ทาง Youtube&amp;nbsp; เมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง&amp;nbsp; และรู้สึกตื่นเต้นที่ได้เห็นฉากการสู้รบ&amp;nbsp; และกองทัพช้างที่ถ่ายทำที่ตำบลป่าแดงก่อนที่ตนจะเกิด&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ที่จำแม่นก็คือ ฉากที่กองทัพหงสายกไพร่พลเข้ามาจะตีเมืองอโยธยานั้น ถ่ายทำในทุ่งนาบ้านกลาง จะเห็นดอยช้างผาด่านเป็นฉากหลังได้ชัดเจน (ประมาณนาทีที่ 43-44) และฉากที่ช้างลงเดินในลำน้ำก็คือน้ำแม่สาย ผมคิดว่าคนป่าแดงและช่อแฮควรจะภูมิใจว่าบ้านเราเป็นสถานที่ถ่ายทำหนังประวัติศาสตร์ของประเทศ&amp;rdquo; พิสิษฐ์ บอก&amp;nbsp; และว่า&amp;nbsp; ปัจจุบันดอยช้างผาด่านก็ยังดูโดดเด่นเหมือนเดิม&amp;nbsp; แต่ผืนนาที่เห็นในฉากการสู้รบนั้น&amp;nbsp; ปัจจุบันกลายเป็นบ้านเรือน&amp;nbsp; ร้านค้า&amp;nbsp; และเป็นร้านอาหารไปหมดแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ฉากการสู้รบในหนัง&amp;nbsp; ทัพหงสากำลังจะเข้าตีเมืองอโยธยา&amp;nbsp; เห็นคันนาบ้านสันกลาง&amp;nbsp; และดอยช้างผาด่านมุมบนซ้าย&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ดอยช้างผาด่านปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;เจ้าโว้ง&amp;rsquo; ผู้กำกับโขลงช้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนประวัติของ &amp;lsquo;เจ้าวงศ์&amp;nbsp; แสนศิริพันธุ์&amp;rsquo; หรือ &amp;lsquo;เจ้าโว้ง&amp;rsquo; ตามสำเนียงคนแพร่&amp;nbsp; เจ้าของช้างประมาณ 200 เชือกที่นำมาเข้าฉากในภาพยนตร์เรื่องนี้&amp;nbsp; ได้รับเกียรติให้ขึ้นชื่อในไตเติ้ลร่วมกับนักแสดงและผู้กำกับคนอื่นๆ ว่าเป็น &amp;lsquo;ผู้กำกับโขลงช้าง&amp;rsquo; (Master of The Elephants) เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนแรกของจังหวัดแพร่ในปี 2476 (การเลือกตั้งครั้งแรกของประเทศหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475)&amp;nbsp; มีความสนิทสนมรู้จักกับปรีดี พนมยงค์มาก่อนที่จะมีการสร้างหนังพระเจ้าช้างเผือก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;lsquo;เจ้าโว้ง&amp;rsquo; ภาพจาก https://th.wikipedia.org/&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เจ้าโว้งมีเชื้อสายเป็นทายาทของเจ้าผู้ครองนครเมืองแพร่&amp;nbsp; เรียนจบจากโรงเรียนอัสสัมชัญ&amp;nbsp; กรุงเทพฯ&amp;nbsp; เคยทำงานกับบริษัทอีสต์เอเซียติคที่ได้รับสัมปทานทำไม้สักในภาคเหนือ ก่อนจะลาออกมาทำไม้สักเอง มีช้างมากมาย ต่อมาจึงได้รับการว่าจ้าง จากบริษัทอีสต์เอเซียติคให้มาชักลากไม้ที่ป่าแดง-ช่อแฮ&amp;nbsp; เมื่อปรีดีสร้างหนังพระเจ้าช้างเผือกในปี 2483 จึงนำช้างมาร่วมแสดง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ช่วงญี่ปุ่นบุกไทยในปี 2484&amp;nbsp; นั้น&amp;nbsp; เจ้าโว้งเข้าร่วมกับขบวนการเสรีไทยสายปรีดี&amp;nbsp; พนมยงค์ด้วย โดยเป็นสมาชิกขบวนการเสรีไทยจังหวัดแพร่ &amp;nbsp;มีเรื่องเล่าว่า&amp;nbsp; ทหารอเมริกัน 3 คนที่กระโดดร่มลงมาเพื่อเป็นครูฝึกให้เสรีไทยที่ค่ายลับในเมืองแพร่นั้นกินอาหารเหนือไม่คล่องคอ&amp;nbsp; เจ้าโว้งจึงต้องจ้าง &amp;lsquo;กุ๊ก&amp;rsquo; ฝีมือดีมาทำอาหารฝรั่งให้ทหารอเมริกันกินจนอิ่มแปล้...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในปี 2513 เจ้าโว้งถึงวาระสุดท้ายของชีวิต&amp;nbsp; รวมอายุได้ 72 ปี......!!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(ติดตามตอนต่อไป...ปัญหาที่ดินบ้านสันกลาง&amp;nbsp; ชาวบ้านอยู่อาศัยและทำกินมาช้านาน&amp;nbsp; แต่ถูกเพิกถอน ส.ค.1&amp;nbsp; ใช้หลักฐานจากหนังเรื่องพระเจ้าช้างเผือกต่อสู้เพื่อสิทธิชุมชน)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101199</URL_LINK>
                <HASHTAG>80 ปี  พระเจ้าช้างเผือก, Master of The Elephants, The King of the White Elephant, UNESCO, กระทรวงการคลัง, ขบวนการเสรีไทย, จอมพล ป.พิบูลสงคราม, ชาตินิยม, ดอยช้างผาด่าน, บริษัทอีสต์  เอเซียติค, บ้านสันกลาง, ปรีดี  พนมยงค์, ผู้กำกับโขลงช้าง, พระเจ้าจักรา, พระเจ้าช้างเผือก, พระเจ้าหงสา, พิสิษฐ์  ตาจา, ภาพยนตร์ไทย, มรดกภาพยนตร์ของชาติ, ยุทธนาวีเกาะช้าง, สงครามโลกครั้งที่ 2, หอภาพยนต์ (องค์การมหาชน), องค์การต่อต้านญี่ปุ่น, เจ้าวงศ์  แสนศิริพันธุ์, เจ้าโว้ง, โดม  สุขวงศ์, ไทยฟิลม์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210429/image_big_608a944d5b9d4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>88470</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/12/2020 12:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/12/2020 12:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดูหนังข้ามปีออนไลน์กับ 2 ภาพยนตร์คลาสสิค &#039;สวรรค์มืด-แสนรัก&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) จัดกิจกรรมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่กับ &amp;ldquo;ดูหนังข้ามปีฉบับออนไลน์&amp;rdquo; ชม &amp;ldquo;สวรรค์มืด&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;แสนรัก&amp;rdquo; สองภาพยนตร์สุดคลาสสิกที่จะพาคุณเพลิดเพลินข้ามปีไปพร้อมกันในรอบพรีเมียร์ผ่านทางช่องทาง YouTube หอภาพยนตร์ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เปิดโปรแกรมในเวลา 22.00 ของวันที่ 31 ธันวาคม 2563 กับ &amp;ldquo;สวรรค์มืด&amp;rdquo;&amp;nbsp; หนังเพลงรักหวานชื่นและขมขื่นที่เรียบง่ายที่สุดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทย ผลงานการกำกับของ รัตน์ เปสตันยี และการแสดงที่น่าจดจำของ สุเทพ วงศ์กำแหง นักร้องผู้ล่วงลับไปเมื่อต้นปี 2563 นี้ ประกบคู่กับนางเอกหน้าหวาน สืบเนื่อง กันภัย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ภาพตัวอย่างภาพยนตร์เรื่อง&amp;quot;สวรรค์มืด&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นเที่ยงคืนในวันขึ้นปีใหม่ 2564 รับชม &amp;ldquo;แสนรัก&amp;rdquo; หนังที่พลิกบทบาทการแสดงครั้งใหญ่ของล้อต๊อก ผนวกกับคู่ขวัญ มิตร-เพชรา และเนื้อเรื่องอันกินใจ ส่งผลให้ &amp;quot;แสนรัก&amp;quot; ได้รับความนิยมอย่างสูง และกลายเป็นผลงานที่ประสบความสำเร็จและโด่งดังที่สุดของต๊อกบูมภาพยนตร์ รวมทั้งเป็น &amp;ldquo;หนังมิตร&amp;rdquo; ที่อยู่ในความทรงจำและความคิดถึงของบรรดาแฟนหนังไทยมากที่สุดเรื่องหนึ่ง ซึ่งในวันที่ 1 มกราคมนี้เอง เป็นวันเกิดของ มิตร ชัยบัญชา ที่มิตร ชัยบัญชาตั้งให้กับตัวเอง เพราะเป็นวันที่ผู้คนส่งของขวัญให้กันและเริ่มต้นสิ่งดีๆในวันปีใหม่ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กดติดตามช่อง Youtube หอภาพยนตร์ เพื่อมารับชมภาพยนตร์ข้ามปีไปพร้อมกันได้ที่ www.youtube.com/FilmArchiveThailand&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88470</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดูหนังข้ามปีออนไลน์, นสพ.ไทยโพสต์, ภาพยนตร์ไทย, สวรรค์มืด, หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201231/image_big_5fed67738d88a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67880</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/06/2020 12:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/06/2020 12:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘พชร์ อานนท์’ท้าจ่าย1ล้าน ถ้ามีหลักฐานถ่ายหนังฝ่าพรก.ฉุกเฉิน!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังจากภาพยนตร์ สุดฮา &amp;ldquo;พจมาน สว่างคาตา&amp;rdquo; เข้าฉายไปเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน ที่ผ่านมา กลับมีดราม่าว่า ผู้กำกับอย่าง &amp;ldquo;พชร์ อานนท์&amp;rdquo; ฝ่าฝืนพรก.ฉุกเฉิน แอบถ่ายซีนเพิ่มเรียกกระแส เพราะแต่ละฉากที่เพิ่มมา ทันยุค ทันสมัย ทั้งตำนานส้มหยุด และ เจน นุ่น โบว์ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งผู้กำกับชื่อดังก็ออกมาโต้กลับไปแล้วครั้งหนึ่งว่า ไม่มีการถ่ายเพิ่มแน่นอน &amp;nbsp;แต่ใช้วิธีตัดต่อเพิ่มCGเท่านั้น ล่าสุดกลับมีคนเข้ามาดราม่าเรื่องนี้ไม่จบ ทำเอา พชร์ อานนท์ ถึงกับเดือดจัด พร้อมท้า ให้หาหลักฐานเรื่องที่กล่าวหาว่าตนถ่ายหนังเพิ่มฝ่า พรก.ฉุกเฉิน มาให้ได้ หากใครมีหลักฐาน ยินดีจ่าย 1 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;พี่เคยบอกไปแล้วว่า ไม่กล้าถ่ายเพิ่ม ไม่ได้ฝ่า พรก.ฉุกเฉิน แต่ใช้วิธีการตัดต่อเสียงเอา แต่พอคนไปดู ไม่รู้ว่าตัดต่อเนียนเกินไปหรืออะไร ทำไมถึงไม่มีคนเชื่อ ยังมีคนมากล่าวหาไม่หยุดหย่อนว่าพี่ทำตัวไม่น่ารัก ฝ่าฝืน พรก.ฉุกเฉิน ไปถ่ายหนังเพิ่มแน่ๆ พี่ขอท้าเลยไปหาหลักฐานมาให้ได้ เดี๋ยวให้เงินล้านนึงไปเลย พี่พูดจริงใครมีหลักฐานเอามาโชว์เลย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67880</URL_LINK>
                <HASHTAG>พจน์ อานนท์, พจมานสว่างคาตา, พชร์ อานนท์, พรก.ฉุกเฉิน, ภาพยนตร์, ภาพยนตร์ไทย, สิตางศุ์ บัวทอง, ส้มหยุด, เจน นุ่น โบว์, แพนเค้ก เขมนิจ, แพนเค้ก-เขมนิจ จามิกรณ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200605/image_big_5ed9cbd705fa1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51921</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/12/2019 13:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/12/2019 13:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘โอปอล์’โพสต์ทวิตเตอร์ขอโทษ แจงไม่ได้เจตนาด่าใคร‘ต่ำ’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กระแสแรงตั้งแต่เริ่มฉายจริงๆสำหรับภาพยนตร์ &amp;ldquo;ตุ๊ดซี่ส์ &amp;amp; เดอะเฟค&amp;rdquo; ที่เพิ่งเข้าโรงฉายและทำเอาเก้าอี้โรงหนังแน่นขนัด แต่เรื่องราวดราม่าก็ยังเกิดขึ้นจนได้ สืบเนื่องมาจากวันเปิดตัวภาพยนตร์ที่มีคุณแม่สุดแซ่บ โอปอล์-ปาณิสรา อารยะสกุล รับหน้าที่เป็นพิธีกรบนเวที และมีการใช้คำว่า &amp;ldquo;ต่ำ&amp;rdquo; ซึ่งหลายคนคิดว่าหมายถึง &amp;ldquo;เจ๊น้ำ&amp;rdquo; แม่ค้าออนไลน์ชื่อดังตัวจริง ที่ในภาพยนตร์นั้นก็มีนางเอกสาว ชมพู่-อารยา เอ ฮาร์เก็ต สวมบทบาทที่คล้ายกับคาแร็คเตอร์แม่ค้าชื่อดัง ซึ่งทำเอาแฮชแท็ก #ตุ๊ดซี่ส์แอนด์เดอะเฟค พุ่งขึ้นติดเทรนด์ทวิตเตอร์ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ล่าสุด พิธีกรสาวตัวแม่ก็ไม่นิ่งนอนใจ รีบโพสต์ขอโทษและชี้แจงถึงประเด็นดังกล่าวผ่านทวิตเตอร์ว่าตนไม่ได้หมายถึง &amp;ldquo;เจ๊น้ำตัวจริง&amp;rdquo; หากแต่เป็นการพูดถึง เติ้ล-กิตติภัค ทองอ่วม ผู้กำกับภาพยนตร์ดังกล่าว ซึ่งเป็นเพือนสนิทของเธอเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;จากคลิปความยาว 1.45 นาทีในงานแถลงข่าวที่ผ่านมา ปอขอนุญาตชี้แจงนะคะ 1 คำถามในข้อนั้น เกี่ยวกับการคาแรคเตอร์ &amp;#39;เจ๊น้ำ&amp;#39; ซึ่งในความหมายของปอคือ ตัวละครในเรื่องซึ่งใช้ชื่อว่า &amp;quot;เจ๊น้ำ&amp;quot; ไม่ได้หมายถึงเจ๊น้ำซึ่งเป็นบุคคลที่พวกเรารู้จักและมีตัวตนอยู่จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.การใช้คำว่า &amp;#39;ต่ำ&amp;#39; นั้นด้วยความสัตย์จริง ปอหมายถึง &amp;#39;เติ้ล ผู้กำกับ&amp;#39;ค่ะ ด้วยความสนิท และสนุกมากไปหน่อยของปอ ทำให้การสัมภาษณ์ข้อนั้นและข้อก่อนหน้านั้นปอพูดหลายครั้งว่า เติ้ลสามารถดึงความต่ำในจิตใจของทุกคนออกมาได้ โดยคำว่า&amp;#39;ต่ำ&amp;#39;ที่ปอพูดออกมานั้น ไม่ได้หมายถึงเจ๊น้ำ บุคคลใด หรืออาชีพใดอย่างที่หลายท่านเข้าใจ แต่หลังจากดูคลิปปอรู้สึกแย่กับตัวเองปอไม่ควรใช้คำนี้ แม้ว่าจะสนิทกับเติ้ลแค่ไหนโดยเฉพาะในงานแถลงข่าว ซึ่งมีคนจำนวนมากและสามารถเกิดความเข้าใจผิดได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3 หลังจากเห็น Feedback นี้ช่วงดึกเมื่อคืนทางเราไม่ได้นิ่งนอนใจ คนสำคัญที่สุดคนแรกที่เราต้องชี้แจงและขอโทษ คือ &amp;quot;เจ๊น้ำ ตัวจริง&amp;quot; ซึ่งเติ้ลผู้กำกับได้โทรไปคุยแล้วว่าจากคลิปในงานแถลงข่าวเราไม่ได้หมายความถึงเจ๊น้ำตัวจริงเลยแม้แต่น้อย และขอโทษถ้าคำพูดและการกระทำของเราทำให้เจ๊น้ำเสียใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สุดท้าย ในฐานะพิธีกรงานแถลงข่าววันนั้น ปอขอยืนยันอีกครั้งว่าไม่มีเจตนาจะใช้คำว่าต่ำ ในเชิงดูถูก กับอาชีพไหนหรือใครในการสัมภาษณ์แม้แต่นิดเดียว ปอคือชาวบ้านซึ่งปัจจุบันปอเองก็เป็นแม่ค้า ปอเสียใจที่คำพูดของปอกระทบจิตใจทำให้หลายคนเสียใจและเสียความรู้สึก ปอขอโทษจากใจและขอน้อมรับความผิดนี้และจะเก็บเป็นบทเรียนเพื่อไม่ให้เกิดขึ้นอีก ขอโทษอีกครั้งจากใจค่ะ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยเมื่อเกิดดราม่าดังกล่าวขึ้นก็ได้มีผู้ใช้บัญชีทวิตเตอร์รายหนึ่งโพสต์ภาพที่ตนคุยข้อความแชทกับ &amp;ldquo;เจ๊น้ำ&amp;rdquo; ทางกล่องข้อความเฟซบุ๊ก พร้อมแคปชั่นว่า &amp;ldquo;ผกก.โทรมาขอโทษเจ้แล้ว และนี่คือคำตอบอิเจ้น้ำ #เจ้น้ำก็คือเจ้น้ำ น่ารัก&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งคำตอบหลังจากที่อีกฝ่ายพูดถึงดราม่าต่างๆ เจ๊น้ำได้ตอบกลับมาว่า &amp;ldquo;ถ้าเป็นเรื่องนี้ ก็เพิ่งรู้ ก็ตกใจตอนผู้กำกับเขาโทรมา เจ๊ก็บอกไม่เป็นไร เรื่องที่โอปอล์พูดหรืออะไรเจ้ก็ไม่เป็นไร เจ๊คิดว่าเขาคงไม่ได้มีเจตนาอะไร ขอบคุณทุกคนในทวิตมากๆ ถึงไม่เคยเล่นแต่ขอบคุณตรงนี้คับ เจ๊ก็บอกผู้กำกับเจ๊มันแม่ค้าตลาดล่าง เจ๊ต่ำตมอยู่แล้ว ต่อให้ใครพูดมาเจ๊ก็ไม่โกรธ เจ๊จะบอกตอบไปแค่ เออจริง 555555&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยโพสต์ดังกล่าวมียอดรีทวิตมากมาย บ้างก็ชื่นชนแม้ค้าดัง บ้างก็อดรู้สึกแย่ไม่ได้ เมื่อเจ๊น้ำยอมรับว่าตนเป็นเช่นนั้นจริง แม้จะเป็นการยอมรับแบบติดตลกก็ตาม งานนี้ก็ต้องขอให้กำลังใจกับทุกฝ่าย มา ณ ที่นี้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(โอปอล์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(เจ๊น้ำ แม่ค้าออนไลน์ตัวจริง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51921</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดราม่า, ตุ๊ดซี่ส์ &amp; เดอะเฟค, พิธีกร, ภาพยนตร์, ภาพยนตร์ไทย, เจ๊น้ำ, เจ๊น้ำ ร้าย ร้าย, แม่ค้าออนไลน์, โอปอล์ ปาณิสรา, โอปอล์-ปาณิสรา อารยะสกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191206/image_big_5de9f0fa7aea1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17877</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/09/2018 19:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/09/2018 19:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประกาศผล...&#039;มะลิลา&#039;ถูกส่งเข้าชิงรางวัลออสการ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในที่สุดก็รู้ผลการคัดเลือกภาพยนตร์ไทยที่จะส่งเข้าชิงรางวัลออสก้าร์ในครั้งนี้แล้ว เพราะทางเพจของสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ ได้โพสต์การประกาศผลการคัดเลือกภาพยนตร์ จาก 3 เรื่อง มะลิลา, ไม่มีสมุยสําหรับเธอ และ พรุ่งนี้ตาย ซึ่งภาพยนตร์ที่จะได้นำไปชิงรางวัลออสก้าร์นั้นได้แก่ มะลิลา(Malila The Farewell Flower) โดยข้อความที่ประกาศมีใจความว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;ประกาศผลการคัดเลือกภาพยนตร์ไทย ที่จะส่งเข้าชิงรางวัลออสการ์ครั้งที่ 91 มติเอกฉันท์เลือกภาพยนตร์เรื่อง &amp;quot;มะลิลา&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ โดยนายสมชัย ฉัตรพัฒนศิริ ประธานสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติได้แต่งตั้งคณะกรรมการ 7 ท่าน มี นายนคร วีระประวัติ เป็นประธานในการพิจารณาหนังไทย เพื่อไปชิงรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 91 ในสาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม( Best Foreign Language Film Award ) ผลการพิจารณาเป็นมติเอกฉันท์เลือก &amp;quot;มะลิลา&amp;quot; (Malila The Farewell Flower) เป็นตัวแทนหนังไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ นายสมชัย ฉัตรพัฒนศิริ ได้กล่าวว่า &amp;quot;ในที่ประชุมมีรูปแบบการพิจารณาโดยให้กรรมการเสนอหนังไทยเพื่อพิจารณาและออกความเห็นเป็นรายคนจนครบทุกคน มีภาพยนตร์ที่เข้ารอบสุดท้าย 3 เรื่องก่อนในรอบแรกได้แก่ มะลิลา(Malila The Farewell Flower), ไม่มีสมุยสําหรับเธอ (Samui Song) และพรุ่งนี้ตาย (Die Tomorrow) จากนั้นให้คณะกรรมการทั้ง 7 ท่าน พิจารณา และลงคะแนนจนในที่สุด มะลิลา ก็เป็นผู้ชนะด้วยคะแนนเสียงข้างมากไป&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มะลิลา (Malila The Farewell Flower) แนวโรแมนติค-ดราม่า ฉาย15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 กำกับโดย อนุชา บุญยวรรธนะ เขียนบทโดย อนุชา บุญยวรรธนะ และวาสุเทพ เกตุเพ็ชร์ นำแสดงโดย เวียร์-ศุกลวัฒน์ คณารศ และโอ-อนุชิต สพันธุ์พงษ์ ดนตรีประกอบโดย ชัพวิชญ์ เต็มนิธิกุล
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เรื่องย่อ : &amp;quot;มะลิลา &amp;quot; เป็นหนังที่บอกเล่าถึงความรักความอาลัยของผู้ที่จากไป เรื่องราวของ เชน (เวียร์ ศุกลวัฒน์) เจ้าของสวนมะลิผู้มีอดีตอันเจ็บปวด และ พิช (โอ อนุชิต) ศิลปินนักทำบายศรี อดีตคนรักของเชนในวัยเด็กที่กลับมาพบกันอีกครั้ง ทั้งคู่พยายามเยียวยาบาดแผลในอดีตและรื้อฟื้นความสัมพันธ์ผ่านการทำบายศรีอันงดงาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;มะลิลา&amp;quot; เป็นหนึ่งในหนังไทยที่ได้รับทุนการสนับสนุนจากกระทรวงวัฒนธรรม และได้รับเลือกจากโครงการ Thai Film Pitching Project กระทรวงวัฒนธรรม ให้เดินทางไปหาผู้ร่วมทุนสร้างในเทศกาลหนังเมืองคานส์&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17877</URL_LINK>
                <HASHTAG>Malila The Farewell Flower, ชิงรางวัล, ภาพยนตร์ไทย, มะลิลา, รางวัลออสการ์, สมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ, เวียร์ ศุกลวัฒน์, โอ อนุชิต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180918/image_big_5ba0ecf1cb618.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8138</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/04/2018 00:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/04/2018 00:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;นิชคุณ&#039;บินเดี่ยวรับงานไร้เงาเพื่อน’ทูพีเอ็ม’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กลับมาเอาใจแฟนคลับชาวไทยอีกครั้ง สำหรับซุปเปอร์สตาร์แดนกิมจิ อย่าง นิชคุณ หรเวชกุล หนึ่งในสมาชิกวงทูพีเอ็ม สังกัดเจวายพีเอ็นเตอร์เทนเมนท์ ประเทศเกาหลีใต้ ที่งานนี้ขอบินเดี่ยวกลับมาทำงานที่บ้านเกิดแบบไรเงาเพื่อนๆ ทูพีเอ็ม โดยปรับลุคใหม่ สวมบทโมจิ หนุ่มลูกครึ่งญี่ปุ่นในภาพยนตร์โรแมนติก คอมเมดี้ น้อง.พี่.ที่รัก ของผู้กำกับ บอล-วิทยา ทองอยู่ยง ค่าย จีดีเอช ประกบ ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ และญาญ่า-อุรัสญา เสปอร์บันด์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยหนุ่มคุณ เผยถึงผลงานภาพยนตร์ไทยที่ได้เล่นเป็นเรื่องที่สองว่า &amp;nbsp;&amp;ldquo;ตื่นเต้นเหมือนตอนที่รับเล่นเรื่องแรกคือ รัก 7 ปี ดี 7 หนเลยครับ แต่พอเป็นเรื่องที่สองเราก็อยากทำให้ดีกว่าครั้งที่แล้ว เรื่องแรกพี่เก้ง จิระ เป็นผู้กำกับให้ผม แต่เรื่องนี้พี่เก้งมาเป็นโปรดิวเซอร์และมีพี่บอล วิทยา เป็นผู้กำกับ พี่เก้งมาจะช่วยดูที่กองตลอด ผมก็จะหันไปมองพี่เก้งกับพี่บอลตลอดว่าชอบการแสดงของผมไหม และผมก็จะพยายามหาไอเดียมาใส่ในซีน หามุขมาขายผู้กำกับ ซึ่งพี่บอลก็ซื้อบ้างไม่ซื้อบ้าง เป็นการทำงานที่สนุกมากครับ ทำให้เรารู้สึกไม่เกร็ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในเรื่องผมรับบทเป็นโมจิ ลูกครึ่งญี่ปุ่น พ่อเป็นไทย แม่เป็นคนญี่ปุ่น เขาจะมีความเป็นไทยและญี่ปุ่นอยู่ในตัว เป็นคนเรียบร้อย ค่อนข้างเนิร์ดๆ นิดนึง จะทำอะไรถูกต้องตามระเบียบวินัย แต่พอได้มาเจอเจน (ญาญ่า อุรัสญา) ก็เริ่มมีความเปลี่ยนแปลงจากคนที่ไม่เคยมีความรักในบริษัท แต่กลับต้องมาตกหลุมรักเจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การร่วมงานกับน้องญาญ่า น้องเป็นคนที่น่ารักมากๆ เป็นนางฟ้าเลยล่ะ เทคแคร์ทุกคนในกองถ่ายดีมาก และทำงานเป็นมืออาชีพที่สุด มีพลังตลอดเวลา ตั้งใจ แสดงเก่งมาก ฉากที่น้องเขาต้องพูดภาษาญี่ปุ่น บทมันยาวมากแต่เขาพูดได้เต็มประโยคไม่ผิดเพี้ยนเลย แถมไม่ถือบทเข้าไปด้วย ซึ่งเก่งมากครับ และน้องยังช่วยรับส่งอารมณ์ให้ผมได้มาก การทำงานด้วยกันมันเลยไม่เครียด ไม่กดดัน แค่เราทำมันให้ดีที่สุดเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนการร่วมงานกับพี่ซันนี่ ผมเคยเจอพี่ซันนี่มาแล้วตอนเล่น รัก 7 ปี ดี 7 หน แสดงเรื่องเดียวกันแต่คนละตอน ก่อนมาได้ยินชื่อเสียงอันโด่งดังเรื่องการแกล้งคน ชอบแหย่เล่นตลก ผมก็เตรียมใจไว้แล้วว่าจะโดนแกล้งแน่นอน แต่พี่ซันนี่ไม่แกล้งผมเลย น่ารักกับผมมาก ยิ่งพอเข้าฉากด้วยกันเขาก็เล่นเต็มที่มาก ซีนตลกปล่อยมุขกระจายจนผมเกือบหลุดขำหลายครั้ง แต่ต้องกลั้นเอาไว้ และที่น่ากลัวสุดคือพี่เขาจะไม่เล่นตามบท เขาคิดอะไรขึ้นมาได้ก็ใส่เข้ามาสดๆ เราต้องตามให้ทัน ต้องมีสมาธิมากๆ เวลาแสดงกับพี่ซันนี่ เพราะบทพูดแต่ละครั้งเขาจะพูดไม่ซ้ำกันเลย เราต้องตามให้ทัน ถือว่าเป็นประสบการณ์การทำงานที่ดีมากๆ ครับ ผมเรียนรู้เรื่องการแสดงจากพี่ซันนี่หลายอย่างเลย จนบางครั้งก็อยากปล่อยมุขสนุกๆ อย่างพี่เขาบ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ได้มาทำงานครั้งนี้ยอมรับว่ากดดันมากครับ เพราะถ้าเราหน้าใหม่เลยความกดดันคงน้อยกว่านี้ แต่นี้เราเคยมีผลงานมาบ้างแล้ว แค่เรื่องการแสดงเราไม่ค่อนถนัด แต่ผมก็พยายามทำให้ดีที่สุดครับ ยิ่งพอรู้ว่าเราต้องมาเล่นกันพี่ซันนี่ น้องญาญ่า ที่เล่นเก่งมาก เราก็ต้องทำการบ้านก่อนมาถ่าย พยายามฝึกพูดภาษาไทยให้ชัด แอ็คติ้งก็ต้องคุยกับพี่บอลผู้กำกับ และแอ็คติ้งโค้ชว่าเราเล่นโอเคมั้ย เพราะหนังเรื่องนี้นอกจากสนุก ตลก น่ารักแล้ว มันยังมีความประทับใจอยู่ในหนังเรื่องนี้ด้วย ผมเลยอยากให้ผู้ชมทุกคนรักหนังเรื่องนี้เหมือนกับผม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมว่าการที่เรา 3 คนมารวมตัวกันได้มันยากมาก เพราะเรามาจากคนละทางเลย ผมมาจากเพลง พี่ซันนี่มาจากหนัง น้องญาญ่ามาจากละคร แต่เมื่อเรามาเจอกันมันเป็นเคมีที่เข้ากันมากๆ เป็นการทำงานที่ผมรู้สึกมีความสุข สนุกที่ได้มาทำงานเรื่องนี้ ผมรู้สึกขอบคุณจีดีเอช ที่ชวนผมมาเล่นหนังเรื่องนี้ นอกจากความสนุก ความน่ารักของหนังเรื่องนี้แล้ว ผมเชื่อว่าทุกคนจะรู้สึกเหมือนผมคือทำให้เราคิดถึงพี่น้องของเรามากขึ้น ความสัมพันธ์พี่น้องเป็นสิ่งที่ตัดกันไม่ขาด เราจะจะโกรธกัน ทะเลาะกัน แต่สุดท้ายคือเราห่วงใยกันและรักกันครับ เป็นกำลังใจให้กับผมและพวกเราด้วยนะครับ &amp;ldquo;น้อง.พี่.ที่รัก&amp;rdquo; ภาพยนตร์โรแมนติก คอมเมดี้ 10 พ.ค.นี้ ในโรงภาพยนตร์&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8138</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีดีเอช, ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์, ญาญ่า อุรัสยา, ทูพีเอ็ม, นิชคุณ, นิชคุณ หรเวชกุล, น้อง.พี่.ที่รัก, บอล วิทยา, ภาพยนตร์ไทย, เกาหลี, เจวายพี, แดนกิมจิ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180429/image_big_5ae5f85797d17.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7378</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/04/2018 20:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประกาศ70สุดยอด หนังไทยในสมัยร.9</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; วธ.ประกาศ 70 สุดยอดภาพยนตร์ไทยสมัยรัชกาลที่ 9 นำร่องเผยแพร่ 10 เรื่อง จัดฉายให้ประชาชนชมฟรี ที่โรงหนังสกาลา หอภาพยนตร์ฯ เผยหมดยุคฟิล์ม เร่งอนุรักษ์มรดกชาติ-ขอแรงประชาชนค้นหาตัวหนังที่สูญหาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ห้องดำรงราชานุภาพ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร วันที่ 18 เมษายนนี้ นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) แถลงข่าวโครงการเผยแพร่สุดยอดภาพยนตร์ไทยในสมัยรัชกาลที่ 9 ว่า คณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ ร่วมกับสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านภาพยนตร์ ได้มีมติเห็นชอบรายชื่อภาพยนตร์ไทย 70 เรื่อง เป็นสุดยอดภาพยนตร์ไทยในสมัยรัชกาลที่ 9 เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ทรงมีต่อวงการภาพยนตร์ไทย โดยพิจารณาจากภาพยนตร์เรื่องยาวที่จัดฉายและเผยแพร่ในโรงภาพยนตร์ของไทย ในช่วงเวลาแห่งการครองสิริราชสมบัติ 70 ปี คือตั้งแต่วันที่ 9 มิ.ย.2489-13 ต.ค.2559 จำนวนรวมกว่า 5,000 เรื่องที่มีความโดดเด่น เช่น ได้รับรางวัลระดับประเทศหรือนานาชาติ ทำสถิติรายได้การขายบัตรชมสูงสุด 5 อันดับแรกของปี สร้างแรงบันดาลใจต่อผู้ชม สะท้อนถึงชีวิตคนไทยในสมัยรัชกาลที่ 9 และทรงคุณค่าทางศิลปะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวีระกล่าวว่า การคัดเลือกครั้งนี้มีประชาชนร่วมเสนอรายชื่อภาพยนตร์เข้ามาถึง 29,844 คน จำนวน 359 เรื่อง โดยผู้ทรงคุณวุฒิจากวงการภาพยนตร์และศิลปินแห่งชาติได้ร่วมกันคัดเลือก และนำเสนอเข้าสู่คณะอนุกรรมการพิจารณา ก่อนเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติเห็นชอบประกาศเป็นสุดยอดภาพยนตร์ไทยในสมัยรัชกาลที่ 9 จำนวน 70 เรื่อง อาทิ สันติ-วีณา พ.ศ.2497 กำกับโดย มารุต (ทวี ณ บางช้าง) เล็บครุฑ พ.ศ.2500 กำกับโดย สุพรรณ พราหมณ์พันธุ์ เรือนแพ พ.ศ.2504 กำกับโดย พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล หนุมานพบ 7 ยอดมนุษย์ พ.ศ.2517 กำกับโดย สมโพธิ แสงเดือนฉาย วัยอลวน พ.ศ.2519 กำกับโดย เปี๊ยก โปสเตอร์ น้ำพุ พ.ศ.2527 กำกับโดย ยุทธนา มุกดาสนิท ด้วยเกล้า พ.ศ.2530 กำกับโดย บัณฑิต ฤทธิ์ถกล บางระจัน พ.ศ.2543 กำกับโดย ธนิตย์ จิตนุกูล โหมโรง พ.ศ.2547 กำกับโดย อิทธิสุนทร วิชัยลักษณ์ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พ.ศ.2550 กำกับโดย หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล พี่มาก...พระโขนง พ.ศ.2556 กำกับโดย บรรจง ปิสัญธนะกูล พระมหาชนก พ.ศ.2557 กำกับโดย เกรียงไกร ศุภรสหัสรังสี ธัญชนก สุบรรณ ณ อยุธยา นพ ธรรมวานิช และเพลงของข้าว พ.ศ.2558 กำกับโดย อุรุพงศ์ รักษาสัตย์ เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยหลังจากนี้จะมีการจัดพิมพ์หนังสือ จัดนิทรรศการและจัดฉายให้ประชาชนได้รับชมฟรี แบ่งเป็นส่วนกลางจัดฉาย 10 เรื่อง ที่โรงภาพยนตร์สกาลา สยามสแควร์ วันที่ 24-27 เม.ย.นี้ ส่วนภูมิภาค 9 เรื่อง ใน 4 จังหวัด ได้แก่ โรงภาพยนตร์เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ศูนย์การค้าเดอะมอลล์ นครราชสีมา โรงภาพยนตร์ เอส เอฟ เอ็กซ์ ซีเนม่า เมญ่า เชียงใหม่ โรงภาพยนตร์ เอส เอฟ เอ็กซ์ ซีเนม่า เซ็นทรัลเฟสติวัล ภูเก็ต และโรงภาพยนตร์เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ หัวหิน ประจวบคีรีขันธ์ วันที่ 7 พ.ค.-23 มิ.ย. รวมทั้งเผยแพร่ในเทศกาลภาพยนตร์ไทยต่างประเทศ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน น.ส.ชลิดา เอื้อบำรุงจิต รองผู้อำนวยการหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) อนุกรรมการพิจารณาคัดเลือก กล่าวว่า หนังไทย 70 เรื่องที่ผ่านการกลั่นกรอง สะท้อนหนังในความทรงจำตลอด 70 ปีที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงครองราชย์ ทุกเรื่องเป็นหนังทรงคุณค่าทางศิลปะและเนื้อหาน่าสนใจ ทั้งนี้ จะมี 10 เรื่องที่จัดฉายนำร่อง ณ โรงภาพยนตร์สกาลา สยามสแควร์ โรงหนังคลาสสิกสุดๆ ของประเทศไทยอย่าง เรื่อง 2499 อันธพาลครองเมือง ฉายเมื่อ 20 ปีก่อน หนังได้เปลี่ยนทัศนคติคนไทย เดิมมีอคติหนังไทยโปรดักชั่นสู้หนังฮอลลีวูดไม่ได้ แต่เรื่องนี้เปิดศักราชใหม่ให้วงการหนังได้อย่างสวยงาม ทำรายได้สูงกว่า 70 ล้านบาท คนหันกลับมาดูหนังไทย นักแสดงหน้าใหม่แจ้งเกิดและกลายเป็นพระเอก ดาราดังจนทุกวันนี้ อีกเรื่อง กาลครั้งหนึ่งเมื่อเช้านี้ ของผู้กำกับ บัณฑิต ฤทธิ์ถกล แม้ตอนฉายจะทำรายได้น้อย แต่ได้รับยกย่องเป็นหนังคลาสสิกทรงคุณค่า เป็นงานดีของบัณฑิต ซึ่งไม่ได้สร้างแต่หนังคอมิดีเรื่องบุญชู ฟิล์มเรื่องนี้อยู่ในสภาพที่ดีมาก ภาพยนตร์อีกเรื่องคือ สุดสาคร กำกับโดย ปยุต เงากระจ่าง เป็นการ์ตูนแอนิเมชั่นขนาดยาวเรื่องแรกของประเทศไทย เบื้องหลังเป็นผลงานจากหยาดเหงื่อและน้ำตาของผู้สร้าง ขมขื่นกับคำถามว่า ทำไมการ์ตูนต้องแพง ตัวการ์ตูนไม่ต้องกินข้าว ซึ่งหอภาพยนตร์ฯ มีแผนงานบูรณะให้หนังเรื่องนี้อยู่ในสภาพที่ดีในระบบดิจิตอล ส่วนสุดยอดภาพยนตร์ที่เหลือจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนจัดฉายให้ครบภายในปีนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;หนัง 70 เรื่อง หลายเรื่องไม่มีตัวฟิล์ม อย่างเรื่องเล็บครุฑ นกน้อย ลูกทาส ส่วนเรื่องสุภาพบุรุษเสือไทย มีเบื้องหลังการสร้าง เป็นหนังยุค 16 มิลลิเมตร อาจจะสูญหายหรือเสียหายไปแล้ว ส่วนเรื่องแม่นาคพระโขนง เป็นหนังที่บูรณะแต่แรก ก็ยังคงมีร่องรอยความชอกช้ำหลายอย่าง ปัจจุบันฟิล์มกำลังหมดยุคไป ไม่มีโรงหนังรองรับการฉายด้วยฟิล์มแล้ว หากประชาชนพบเจอหนังไทยให้ติดต่อหอภาพยนตร์ฯ เพื่ออนุรักษ์เป็นมรดกของชาติ ไม่แน่อาจเป็นหนังหลายๆ เรื่องที่กำลังตามหา&amp;quot; นางสาวชลิดากล่าว. &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7378</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.ส.ชลิดา เอื้อบำรุงจิต, นกน้อย, นายวีระ โรจน์พจนรัตน์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, ภาพยนตร์แห่งชาติ, ภาพยนตร์ไทย, ลูกทาส, สมัยรัชกาลที่ 9, สุภาพบุรุษเสือไทย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อนุรักษ์มรดกชาติ, เล็บครุฑ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180418/image_big_5ad74d49a5d04.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
