<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>14312</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เติมเต็มความสุขคนวัยเกษียณ หมั่นเช็กโรคภัยใกล้ตัวพ่อแม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;การป้องกันย่อมดีกว่าการแก้ไข&amp;rdquo; โดยเฉพาะสัญญาณเตือนเกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บของคุณตาคุณยาย เป็นสิ่งที่ลูกหลานควรให้ความใส่ใจ เพราะโรคบางชนิดสามารถป้องกันความรุนแรงถึงแก่ชีวิตได้ เช่น โรคซึมเศร้าและทำร้ายตัวเองในผู้สูงอายุ เป็นต้น เพราะภาวะดังกล่าวเป็นผลมาจากความเหงาและความโดดเดี่ยวแม้จะอยู่ท่ามกลางลูกหลานก็ตาม แต่ถ้าขาดความเอาใจใส่พ่อแม่ ปู่ย่าตาทวด ผลเสียที่ตามมาคือการเจ็บป่วยของร่มโพธิ์ร่มไทรประจำบ้าน ซึ่งภายหลังก็จะกระทบต่อจิตใจของผู้ดูแลเอง พี่แป้ง-วิภา เกียรติหนุนทวี พยาบาลวิชาชีพชำนาญการผู้สูงอายุ รพ.ปากท่อ มีคำแนะนำเกี่ยวกับการเฝ้าสังเกต อาการป่วยของผู้สูงวัย เพื่อป้องกันและนำไปสู่การรักษาที่ตรงจุด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(วิภา เกียรติหนุนทวี)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พยาบาลวิภา ให้ข้อมูลว่า &amp;ldquo;สำหรับอาการป่วยลำดับแรกคือ &amp;ldquo;โรคซึมเศร้าและทำร้ายตัวเองในคนสูงวัย&amp;rdquo; เนื่องจากเป็นกลุ่มโรคที่พบได้ค่อนข้างบ่อยมาก และเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวลูกหลานทุกคน ทุกครอบครัว ดังนั้นการหมั่นสังเกตไม่เพียงนำท่านเข้าสู่การรักษาได้รวดเร็ว แต่ยังป้องกันความสูญเสียในครอบครัวได้เช่นกัน สำหรับอาการที่พึงสังเกตโรคซึมเศร้า ได้แก่ ผู้สูงอายุพูดคุยน้อยลง ไม่กิน ไม่นอน น้ำหนักลด เบื่อหน่ายในชีวิต หรือจากที่เคยชอบออกไปทำกิจกรรมนอกบ้านก็ไม่ยอมออกไป และเคยชอบอาบน้ำ แต่งตัวสะอาด ก็ไม่ยอมทำ แต่ปล่อยตัวให้เลอะเทอะ รุงรัง ตอบคำถามน้อย ขี้หงุดหงิดง่าย หรือบางรายก็บ่นให้ลูกหลานได้รู้ว่าไม่สบายตัว ปวดเมื่อยตามจุดต่างๆ ในลักษณะของการเรียกร้องความสนใจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ที่สำคัญเลยคือการบ่นว่าตัวเองเป็นภาระของลูกหลาน ตรงนี้เป็นจุดสังเกตโรคซึมเศร้าที่ผู้สูงวัยกำลังส่งสัญญาณเตือนให้ลูกหลานรู้ว่ากำลังจะคิดฆ่าตัวตายได้ ลูกหลานจึงต้องเฝ้าระวังและควรรีบเข้าไปพูดคุย เพื่อให้คุณตาคุณยายได้ระบายความรู้สึกออกมาเพื่อนำไปสู่การแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นการเข้ารับการรักษาจากแพทย์ กินยา กระทั่งการมอบความรัก ความอบอุ่นให้กับท่าน และใช้เวลาอยู่ด้วยกันมากขึ้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(สัญญาณเตือนของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่คิดฆ่าตัวตาย ได้แก่ การบ่นว่าตัวเองเป็นภาระของลูกหลาน คนในครอบครัวควรหันมาสนใจชวนพูดคุยเพื่อกระชับความผูกพัน)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ ให้ลูกหลานพึงเฝ้าระวังอาการเจ็บป่วยในผู้สูงวัย คือ &amp;ldquo;โรคอัลไซเมอร์&amp;rdquo; ซึ่งอาการของโรคนี้คือจะจำอะไรไม่ค่อยได้ ซึ่งภาวะดังกล่าวจะส่งผลต่อการใช้ชีวิต และสัญญาณของโรคจะพบตั้งแต่การลืมปิดน้ำ-ไฟ กระทั่งการหลงวันและเวลา หรือจากที่เคยขับรถไปไหนมาไหนได้ แต่ลืมหนักมากจนจำวิธีขับรถไม่ได้ หรือเดินกลับบ้านตัวเองไม่ถูก หรือจำไม่ได้ว่าตัวเองชื่ออะไร และที่สำคัญลืมกระทั่งว่าวิธีตักข้าวกินเองทำอย่างไร เมื่อลูกหลานได้รับรู้ถึงอาการป่วยจากการเฝ้าสังเกตพฤติกรรมพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ก็จะนำไปสู่การรักษาและการดูแลที่ถูกต้องจากบุตรหลานมากยิ่งขึ้น และสามารถป้องกันอุบัติเหตุอย่างการพลัดตกหกล้ม หรือถูกรถเฉี่ยวชน เมื่อผู้สูงอายุป่วยความจำเสื่อม เดินหลงทาง เป็นต้น&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(ผู้สูงอายุที่มีปัญหาปัสสาวะเล็ดอาจทำให้ใช้ชีวิตได้อย่างไม่มีความสุข โดยเฉพาะผู้ที่ชอบเข้าสังคม ก็อาจทำให้เก็บตัวได้ การที่ลูกหลานพาไปพบแพทย์เพื่อรักษา โดยการสังเกตอาการ จะทำให้ท่านมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปิดท้ายกันที่การเฝ้าสังเกตภาวะเสื่อมของร่างกายที่อาจเป็นสาเหตุของโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น &amp;ldquo;อาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่&amp;rdquo; ส่วนหนึ่งคือการที่หูรูดบริเวณกระเพาะปัสสาวะทำงานได้ไม่ดี เวลาที่ผู้สูงวัยไอหรือจาม กระทั่งผายลม ก็ทำให้ปัสสาวะไหลออกมา แม้จะเป็นโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้จากความเสื่อมของร่างกาย เนื่องจากอายุที่เพิ่มขึ้น แต่ถ้าลูกหลานให้ความใส่ใจ คอยซักถามหรือพาคุณพ่อคุณแม่ไปพบแพทย์ ตรงนี้จะทำให้ท่านใช้ชีวิตได้อย่างปกติ ไม่เก็บตัวอยู่กับบ้าน และมีความสุข โดยเฉพาะเวลาที่ออกพบปะเพื่อนฝูง หรือทำธุระนอกบ้าน ก็เป็นไปอย่างสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น เนื่องจากไม่ต้องกังวลกับปัญหาสุขภาพดังกล่าว ที่สำคัญยังทำให้คนสูงอายุรับรู้ว่า อันที่จริงแล้วลูกหลานห่วงใยและใส่ใจตัวเอง ก็ย่อมทำให้ครอบครัวอบอุ่นมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญโรคซึมเศร้าและภาวะโดดเดี่ยวก็จะไม่ถามหาท่านค่ะ&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14312</URL_LINK>
                <HASHTAG>การพัฒนาคุณภาพชีวิต, ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่ได้, วิภา เกียรติหนุนทวี, โรคซึมเศร้า, โรคอัลไซเมอร์, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180729/image_big_5b5db55ba67a7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12164</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/06/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หมั่นบริหารกล้ามเนื้อหูรูด เอาอยู่...ภาวะปัสสาวะราด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมการแพทย์แนะผู้สูงอายุฝึกปฏิบัติเพื่อให้ระบบขับถ่ายปัสสาวะเป็นปกติ โดยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตทั้งเรื่องอาหารการกิน ฝึกควบคุมการขับถ่ายของกระเพาะปัสสาวะ และบริหารกล้ามเนื้อหูรูดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสุขอนามัยที่ดีและเสริมสร้างความมั่นใจในการใช้ชีวิตประจำวัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ปานเนตร ปางพุฒิพงศ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า ปัญหาที่มักสร้างความกังวลใจให้ผู้สูงอายุ โดยเฉพาะเวลาที่ออกไปทำกิจกรรมนอกบ้านคือ อาการกลั้นปัสสาวะไม่ได้ โดยผู้หญิงสูงอายุจะประสบปัญหามากกว่าผู้ชายสูงอายุถึงสองเท่า และอาการนี้ยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น ปัสสาวะที่ราดออกมาอาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง มีโอกาสเสี่ยงติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่ได้ คือภาวะที่มีปัสสาวะเล็ดราดออกมาโดยไม่สามารถควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะและกลั้นได้ ทั้งด้านปริมาณและความบ่อยของการขับถ่ายปัสสาวะ แบ่งออกเป็น 4 ชนิด ได้แก่ 1.ปัสสาวะเล็ด เกิดจากหูรูดท่อปัสสาวะหดรัดตัวได้ไม่ดี หรือมีการหย่อนตัวของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ทำให้ความดันในกระเพาะปัสสาวะสูงขึ้น ส่งผลให้หูรูดท่อปัสสาวะไม่สามารถควบคุมการไหลของปัสสาวะ 2.ปัสสาวะราด เกิดจากกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวกว่าปกติ จะมีปัสสาวะราดออกมาทันที ไม่สามารถเข้าห้องน้ำได้ทัน 3.ปัสสาวะเล็ดราด เช่น ต่อมลูกหมากโต ทำให้ปวดปัสสาวะบ่อย อาจเล็ดออกมาเองในปริมาณน้อยๆ แต่ออกมาเรื่อยๆ โดยที่ไม่มีอาการปวดปัสสาวะ 4.ภาวะที่เกิดจากโรคทางกายที่ไม่ใช่ความผิดปกติของทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง เช่น ผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม ผู้สูงอายุที่มีปัญหาโรคข้อเสื่อม เป็นต้น &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ประพันธ์ พงศ์คณิตานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สาเหตุของภาวะกลั้นปัสสาวะไม่ได้เกิดจากอายุที่เพิ่มขึ้น ทำให้ระบบทางเดินปัสสาวะและระบบที่เกี่ยวข้องเสื่อมลง ฮอร์โมนที่ลดลง รวมถึงการหย่อนตัวของกล้ามเนื้อเชิงกราน การบีบรัดของกล้ามเนื้อหูรูดเสื่อมลง ตลอดจนผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวที่ส่งผลต่อการกลั้นปัสสาวะ เช่น โรคเบาหวาน เบาจืด โรคความดันโลหิตสูง โรคทางสมอง โรคซึมเศร้า เป็นต้น &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ภาวะดังกล่าวจะสร้างความกังวลใจและปัญหาให้แก่ผู้สูงอายุ แต่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อให้ระบบขับถ่ายปัสสาวะทำงานเป็นปกติได้โดยบริหารกล้ามเนื้อหูรูดให้แข็งแรง โดยฝึกขมิบกล้ามเนื้อหูรูดอย่างแรงเหมือนกำลังกลั้นปัสสาวะ และขมิบครั้งละประมาณ 5 วินาที หยุดขมิบ 10 วินาที แล้วทำซ้ำ 10 ครั้ง ในตอนเช้า กลางวัน และเย็น ทุกวัน แล้วค่อยๆ เพิ่มจำนวน ฝึกควบคุมการขับถ่ายโดยยืดระยะเวลาระหว่างการเข้าห้องน้ำแต่ละครั้งให้นานออกไป พยายามกลั้นปัสสาวะให้นานขึ้นอีกเล็กน้อยก่อนที่จะไปถ่ายปัสสาวะ ขณะที่เข้าห้องน้ำไม่ควรเบ่งปัสสาวะอย่างรุนแรง และควรปัสสาวะให้หมด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่กระตุ้นให้ปัสสาวะบ่อย ได้แก่ ชา กาแฟ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ น้ำอัดลม และงดสูบบุหรี่ ไม่ดื่มน้ำมากเกินไป เพราะอาจทำให้สมองบวม ไตทำงานหนัก และเป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการปัสสาวะเล็ด ควรดื่มน้ำ 30-50 มิลลิลิตรต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม เช่น หากมีน้ำหนักตัว 60 กิโลกรัม ควรดื่มน้ำวันละประมาณ 2 ลิตร ซึ่งการดื่มน้ำไม่ควรดื่มในปริมาณมากครั้งเดียวจนหมด หากผู้สูงอายุสามารถปฏิบัติตัวได้ตามคำแนะนำดังกล่าวข้างต้นจะทำให้มีสุขอนามัยที่ดี และเสริมสร้างความมั่นใจในการใช้ชีวิตประจำวันโดยไม่ต้องกังวลกับภาวะกลั้นปัสสาวะไม่ได้อีกต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12164</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, นพ.ปานเนตร ปางพุฒิพงศ์, ปัสสาวะราด, ปัสสาวะเล็ด, ปัสสาวะเล็ดราด, ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่ได้, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180626/image_big_5b3237b33d2de.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
