<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>106164</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/06/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/06/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ภาวะคนไทย“ไร้ตัวเลือก”  กลืนเลือดรับ“ผู้นำ”แบบเดิม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในภาพรวมของสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ที่มีการเปรียบเทียบว่าเหมือนระยะทางการวิ่งมาราธอนกับการต่อสู้กับไวรัส ซึ่งจะผ่านพ้นไปได้อาจต้องใช้ระยะเวลานานพอสมควร ถึงขนาดที่อาจารย์หมอบางท่านเคยประมาณการคร่าวๆ ว่าน่าจะอยู่ในห้วงระยะเวลากว่า 2 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:8.0pt&quot;&gt;ซึ่งถ้านับจากที่ประเทศไทยได้เจอกับผู้ติดเชื้อรายแรก ไล่มาถึงปัจจุบันที่เป็นการแพร่ระบาดในระลอก 3 รวมถึงมีเชื้อสายพันธุ์ใหม่ทั้งอินเดีย-แอฟริกาใต้ เข้ามาเป็นโจทย์ใหม่ในช่วงที่รัฐบาลกำลังกระจายวัคซีน สภาวะการวิ่งมาราธอนขณะนี้ น่าจะเปรียบเทียบกับ &amp;ldquo;ปีศาจกิโลเมตรที่ 35&amp;rdquo; ซึ่งเป็นคิดเป็น 3 ใน 5 ของระยะมาราธอน 42 กิโลเมตร กับช่วงเวลาที่คนไทยต้องเจอกับวิกฤติโควิดคือ ประมาณ 1 ปีกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:8.0pt&quot;&gt;เป็นจังหวะที่รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเข้ามาบริหารราชการหลังการเลือกตั้งทั่วไปได้พักใหญ่ ในช่วงการระบาดครั้งแรก รัฐบาลถูกโจมตีอย่างหนักเนื่องจากรับมือกับการแพร่ระบาดได้ช้ากว่าที่ควรจะเป็น อีกทั้งองค์ความรู้ในการจัดการปัญหาที่ต้องเจอครั้งแรกไม่เพียงพอ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:8.0pt&quot;&gt;อาจจะเรียกได้ว่า เหล่าบรรดา &amp;ldquo;อาจารย์หมอ&amp;rdquo; ที่เข้าให้คำปรึกษากับรัฐบาลในรอบนั้นทำให้รัฐบาลรอดวิกฤติรอบแรกมาได้อย่างหวุดหวิด โดยรัฐบาลทุ่มเทมาตรการตามคำแนะนำในลักษณะที่ว่า &amp;ldquo;เกิน&amp;rdquo; ดีกว่า &amp;ldquo;ขาด&amp;rdquo; จนทำให้ตัวเลขติดเชื้อเป็นศูนย์ในระยะเวลาหลายวัน กว่าจะเจอการแพร่ระบาดในระลอกสองซึ่งสามารถคุมได้ทัน ตามมาด้วยระลอกที่ 3 จากสถานบริการย่านทองหล่อ ผสมโรงด้วยเชื้อนำเข้าสายพันธุ์ต่างๆ แต่ในห้วงระยะเวลาทั้งหมดนั้นรัฐบาลต้องใช้เงินมหาศาลในการต่อสู้กับโรคระบาด รวมถึงเยียวยาประชาชนจากการล็อกดาวน์ในรอบแรก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:8.0pt&quot;&gt;จนทำให้การรับมือในระลอกที่สาม รัฐบาลไม่ใช้วิธี &amp;ldquo;เทหมดหน้าตัก&amp;rdquo; ด้วยการล็อกดาวน์เหมือนเดิม เพราะนั่นหมายความว่ารัฐบาลจะต้องใช้เงินมหาศาลในการเยียวยาประชาชน แต่เลือกใช้วิธีประคับประคองสถานการณ์ช่วง &amp;ldquo;สุญญากาศ&amp;rdquo; ที่ต้องรอวัคซีน ด้วยการขอความร่วมมือ ผ่อนหนัก-ผ่อนเบา ตามพื้นที่ เพื่อเข้าสู่ &amp;ldquo;อีเวนต์&amp;rdquo; ฉีดวัคซีนอย่างจริงจังเมื่อวันที่ 7 มิ.ย.ที่ผ่านมาอย่างทุลักทุเล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:8.0pt&quot;&gt;ปมประเด็นที่ฝ่ายค้านพยายามปลุกเรื่องวัคซีนเป็นเรื่องการเมืองภายในและภายนอกประเทศ เริ่มเข้าเค้าในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า 1.8 ล้านโดสถูกส่งมอบ กระแสสังคมร่วมโจมตีรัฐบาลบริหารจัดการวัคซีนล้มเหลว ไม่แทงม้าหลายตัวตั้งแต่ต้น &amp;ldquo;เข้าล็อก&amp;rdquo; การอภิปรายของคณะก้าวหน้า-พรรคก้าวไกลก่อนหน้านี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:8.0pt&quot;&gt;แต่เมื่อทุกอย่างคลี่คลาย มีการกระจายวัคซีนไปยังจุดต่างๆ ทั่วประเทศ แม้จะขลุกขลัก เนื่องจากวัคซีนส่งมอบไม่ต่อเนื่อง บางแห่งต้องเลื่อน หรือมีวัคซีนไม่เพียงพอ แต่ในสัปดาห์หน้าที่จะมีวัคซีนเข้ามาอีกล็อตใหญ่ สังคมก็จะโฟกัสไปที่การฉีดวัคซีน และอาการข้างเคียงของวัคซีนที่มีผลต่อชีวิตของผู้ฉีด กระแสการโจมตีรัฐบาลก็จะเบาลง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:8.0pt&quot;&gt;&amp;ldquo;รัฐบาล&amp;rdquo; ที่เคยตกเป็นเป้าก็น่าจะผ่านพ้นกระแสโจมตีช่วงนี้ไปได้ เมื่อเกมในสภาและนอกสภาเอื้อให้อยู่ต่อไปได้พักใหญ่ บันไดขั้นแรกคือการลงมติผ่านร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 วาระแรกไปแล้ว ตามด้วยการผ่านร่างพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม จากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาฯ เพิ่มเติม พ.ศ.2546 วงเงินไม่เกิน 5 แสนล้านบาท ก็ผ่านไปได้อย่างฉลุย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:8.0pt&quot;&gt;แม้จะมีข่าวลือเรื่อง &amp;ldquo;ยุบสภา&amp;rdquo; แต่ก็เป็นช่วงที่สังคมกำลังฟาดงวงฟาดงาเกี่ยวกับวัคซีน แต่เมื่อผ่านช่วงมาราธอนกิโลเมตรที่ 35 มาได้ บรรยากาศเริ่มคลี่คลาย &amp;ldquo;รัฐบาล&amp;rdquo; อาจจะยังไม่ถูกกดดันมากนัก จนกว่าคนไทยจะได้รับวัคซีนกันครบ 70 เปอร์เซ็นต์ หรือในจำนวน 100 ล้านโดสตามที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้ ซึ่งก็คือในช่วงปลายปีไปแล้ว จึงคาดว่าจะยังไม่มีการ &amp;ldquo;ยุบสภา&amp;rdquo; เกิดขึ้น&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจช่วงนี้จึงเทน้ำหนักไปที่การสะสมขุมกำลังของพรรคพลังประชารัฐ ที่ปรากฏออกมาในรูปของ &amp;ldquo;งูเห่า&amp;rdquo; จากการโหวต &amp;ldquo;พ.ร.ก.เงินกู้ฯ&amp;rdquo; ไล่เรียงมาตั้งแต่ที่พรรคก้าวไกล นายขวัญเลิศ พานิชมาท, นายคารม พลพรกลาง, นายเอกภพ เพียรพิเศษ และนายพีรเดช คำสมุทร ได้ลงมติเห็นด้วย ซึ่งทั้ง 4 คนแสดงตัวชัดเจน โดยไปนั่งร่วมกับ ส.ส.พรรคภูมิใจไทยตลอดการอภิปราย แต่ในที่น่าสนใจคือ นายจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ ที่ไม่เคยปรากฏข่าวว่าเป็นงูเห่า หรือย้ายพรรค ปรากฏผลคะแนนเป็น - หรือยัติภังค์ ที่หมายถึงผู้ไม่ลงมติ/ผู้ลาประชุม/ผู้ขาดประชุม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับพรรคเพื่อไทยลงมติไม่เห็นด้วยเกือบทั้งพรรค ยกเว้นนายจักรพรรดิ ไชยสาส์น, นายไตรรงค์ ติธรรม, น.ส.พรพิมล ธรรมสาร, นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ, นายสมคิด เชื้อคง, นายสมบัติ ศรีสุรินทร์ และนายอนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ ซึ่งทั้ง 7 คนนี้ปรากฏผลคะแนนเป็น - หรือยัติภังค์เช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ การลงคะแนนของพรรคเล็กและพรรคขนาดกลาง อาทิ นายเรวัต วิศรุตเวช ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเสรีรวมไทย ไม่ลงคะแนนเสียง, นายอนุมัติ ซูสารอ ส.ส.ปัตตานี พรรคประชาชาติ ลงมติเห็นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลยไปถึง การวางหมากแก้ไข รธน.ที่ &amp;ldquo;ไพบูลย์ นิติตะวัน&amp;rdquo; ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ เสนอให้กลับไปใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ แต่ไม่มีเรื่องการตัดอำนาจ ส.ว.ในการโหวตนายกรัฐมนตรี ที่จะทำให้พรรคใหญ่ได้เปรียบ ขณะที่พรรคเล็กและพรรคขนาดกลางย่ำแย่ อีกทั้งเป็นแนวทางที่เชื่อว่าจะถอดสลัก แบ่งเก้าพื้นที่อีสานฐานเสียงของพรรคเพื่อไทยมาได้บางส่วนจากบางพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกทั้ง ยังคุมสภาพพรรคขนาดกลาง อย่างภูมิใจไทยที่ไม่ได้เป็นมิตรแบบจูบปากกันหวานชื่นเหมือนเมื่อก่อน หรือแม้กระทั่งในพื้นที่ภาคใต้ที่พรรคพลังประชารัฐอยากรุกคืบพรรคประชาธิปัตย์ หวังคุม แบ่งเก้าอี้จากพรรคเก่าแก่ให้มากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่กว่าจะได้ข้อยุติก็คงสู้อีกหลายยก เพราะเชื่อว่าพรรคการเมืองที่ไม่ใช่พรรคพลังประชารัฐคงไม่ยอม แต่ก็คงต้านทาน &amp;ldquo;อิทธิพล และพลังอำนาจ&amp;rdquo; ของ 3 ป. และองคาพยพโดยรอบได้ยาก เพราะแม้กระทั่ง ส.ส.ในมือยังถูกดูดไปแล้ว เหลือเพียงชื่อฝากเลี้ยงไว้ในพรรคเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หันมาดู ญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านวาระรับหลักการจากรัฐสภา จะเข้าสู่ขั้นตอนตั้งคณะกรรมาธิการฯ พิจารณาวาระสอง คาดว่าใช้เวลาไม่นาน ประชุม 4-5 ครั้ง หรือประมาณ 1 เดือนจึงจะได้ข้อสรุป จากนั้นก็นำเข้าสู่การโหวตวาระสามได้ในเดือน ส.ค.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงนี้จึงนับได้ว่าเป็นช่วงของการเตรียมการ เพื่อลุ้นว่าสถานการณ์ต้นปีจะเข้าสู่โหมดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง หรือนายกฯ ประยุทธ์จะอยู่ยาวจนครบวาระต่อไป โดยที่ปัจจัยภายในและภายนอกสภาทำอะไรไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจัยภายนอกสภา จากการขับเคลื่อนของมวลชนเพื่อหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงประเทศไปในทิศทางที่ดีขึ้น ไม่อยู่ในอาณัติ &amp;ldquo;3 ป.&amp;rdquo; ที่คุมอำนาจเบ็ดเสร็จ แต่เมื่อกลยุทธ์ของผู้อยู่เป็นเงาต้องการ &amp;ldquo;ย่อยพลัง&amp;rdquo; การต่อสู้ของฝ่ายซ้าย ด้วยการเปลี่ยนเป้าให้ไปโฟกัสรัฐบาลแทนสถาบันฯ ก็ทำให้สังคมเริ่ม &amp;ldquo;ไม่เก็ต&amp;rdquo; ต่อข้อเรียกร้องที่ต้องการเปลี่ยนแค่ &amp;ldquo;หัว&amp;rdquo; ไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้างการเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่ว่าจะเป็นข้อเสนอของของ &amp;ldquo;ไทยไม่ทน&amp;rdquo; ในการให้นายกฯ ลาออก และเลือกนายกฯ ใหม่ หรือกลุ่ม &amp;ldquo;ประชาชนคนไทย&amp;rdquo; หรือ ปท. นำโดย &amp;ldquo;ทนายนกเขา&amp;rdquo; นิติธร ล้ำเหลือ ที่เรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ลาออก พร้อมทั้งให้รัฐสภาเปิดทางให้มีการเลือกรายชื่อคนมาใหม่จากนอกบัญชีพรรคการเมือง หรือ &amp;ldquo;นายกฯ คนนอก&amp;rdquo; ตามมาตรา 272 วรรคสอง ก่อนตั้งรัฐบาลใหม่เข้ามา &amp;ldquo;สร้างชาติ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมผุดชื่อ ศุภชัย พานิชภักดิ์, ประสาร ไตรรัตน์วรกุล, แพทย์หญิงภัททิรา ทางรัตนสุวรรณ, ดร.วิรไท สันติประภพ, พีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค ขึ้นมา แต่ไม่มีเสียงฮือฮาตอบรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หรือถ้าจะย้อนกลับไปยังข้อเสนอให้นายกฯ จากพรรคการเมือง หรือเรียกว่า &amp;ldquo;นายกฯ ส้มหล่น&amp;rdquo; ก็เห็นแค่ &amp;ldquo;อนุทิน ชาญวีรกูล&amp;rdquo; แต่ก็ยังไม่มีปัจจัยหนุนส่งใดที่จะชี้ชัดได้ว่า &amp;ldquo;เสี่ยหนู&amp;rdquo; จะได้ขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของประเทศในขณะนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:18.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในขณะที่พรรคก้าวไกล คณะก้าวหน้า ที่ยังเล่นการเมืองสองขา ใน-นอกสภา ถูกพันธมิตรฝ่ายขวา &amp;ldquo;บอนไซ&amp;rdquo; ตัดวงจรการเติบโตทางการเมืองไปเรียบร้อยแล้ว ส่วน ส.ส.หลายคนเริ่มขยับรับสภาพความเป็นจริง ที่นักการเมืองในอุดมคติยากจะโหนกระแสเข้ามาเป็น ส.ส.อีกสมัย หลังการเลือกตั้งครั้งหน้าแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:18.0pt&quot;&gt;&amp;ldquo;ผู้นำ&amp;rdquo; ที่เป็นนักการเมืองที่จะเข้าสู่ระบบพรรคการเมือง และลงสมัครรับเลือกตั้งเข้ามาในสมัยหน้าจึงน่าจะเดินไปข้างหน้าได้ยากยิ่ง ส่งผลให้คนไทยเองก็แทบจะไม่มีตัวเลือก และอาจจำใจต้องมีนายกฯ ชื่อ &amp;ldquo;ประยุทธ์&amp;rdquo; จากการวางหมากทางการเมืองรองรับไว้อย่างรอบด้าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:18.0pt&quot;&gt;ตราบใดที่คนไทยยังสาละวนเรื่องใกล้ตัว และวิกฤติที่กระทบชีวิต ความเป็นอยู่ ปากท้อง ปล่อยให้การเมืองเป็นเรื่องน่าเบื่อ ปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรมโดยการกำหนดของผู้อื่น เราก็ต้องกลืนเลือดอยู่กับลุงต่อไปอีกยาว!!! &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106164</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรองสถานการณ์, ภาวะคนไทย“ไร้ตัวเลือก”  กลืนเลือดรับ“ผู้นำ”แบบเดิม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210612/image_big_60c4addf82064.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
