<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>111213</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/07/2021 22:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/07/2021 22:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้ป่วยโควิดมาเลย์ดับเป็นสถิติ207ศพ สภาเปิดประชุมไม่ต่อภาวะฉุกเฉิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;มาเลเซียมีผู้ป่วยโควิด-19 เสียชีวิตเพิ่มอีก 207 คนเมื่อวันจันทร์ มากเป็นสถิติรายวันสูงสุดของประเทศ ติดเชื้อรายใหม่มากกว่า 14,000 คน สภาเปิดประชุมนัดแรกนับแต่ต้นปี รัฐมนตรีระบุไม่มีการต่ออายุคำประกาศภาวะฉุกเฉินอีกต้นเดือนหน้า แพทย์จบใหม่ด่านหน้าผละงานครึ่งชั่วโมงเรียกร้องสวัสดิการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ญาติของผู้เสียชีวิตในชุดป้องกันเชื้อยกมือปิดหน้าระหว่างพิธีฝังศพสมาชิกในครอบครัวที่เสียชีวิตเพราะโควิด-19 ที่เมืองกลัง เมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2564 (Zahim Mohd/NurPhoto via Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากจำนวนผู้เสียชีวิตเพราะโควิด-19 ที่มากเป็นสถิติใหม่เมื่อวันจันทร์ที่ 207 คนแล้ว คำแถลงของกระทรวงสาธารณสุขมาเลเซียเผยว่า มาเลเซียยังมีผู้ป่วยหนักนอนไอซียูเป็นจำนวนมากที่สุดถึงขณะนี้ด้วยเช่นกันที่ 1,009 ราย โดย 524 รายต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จำนวนผู้เสียชีวิตทำให้ยอดผู้เสียชีวิตสะสมของมาเลเซียเพิ่มเป็น 8,201 คน ในช่วงเวลาเดียวกันมาเลเซียพบผู้ติดเชื้อไวรัสรายใหม่อีก 14,513 คน ลดลงจากสถิติสูงสุด 17,045 คนของวันอาทิตย์ ซึ่งยอดสะสมของประเทศเกิน 1 ล้านคน โดยยอดผู้ติดเชื้อยืนยันสะสมของมาเลเซียถึงวันจันทร์ที่ 26 กรกฎาคม อยู่ที่ 1,027,954 คน ในจำนวนนี้ 165,840 คนยังป่วยหรือมีเชื้อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทรวงสาธารณสุขเผยทางทวิตเตอร์ด้วยว่า มาเลเซียฉีดวัคซีนโควิด-19 ได้ 399,135 โดสเมื่อวันอาทิตย์ และจำนวนประชากรที่ฉีดวัคซีนแล้วอย่างน้อย 1 โดส มี 11.7 ล้านคนแล้ว หรือร้อยละ 36.1 ของประชากร ในจำนวนนี้ 5.5 ล้านคน หรือร้อยละ 16.9 ฉีดครบ 2 โดสแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ สภาผู้แทนราษฎรยังประชุมสภาเป็นครั้งแรกนับแต่รัฐบาลประกาศภาวะฉุกเฉินเมื่อเดือนมกราคม ทากิยุดดิน ฮัสซัน รัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อสภาว่า มาเลเซียจะไม่ขยายภาวะฉุกเฉินต่อไปอีก หลังจากครบกำหนดในวันที่ 1 สิงหาคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ มูห์ยิดดิน ยัสซิน ประกาศภาวะฉุกเฉินและระงับการประชุมสภา โดยอ้างความจำเป็นในการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่รัฐมนตรีผู้นี้เผยว่า มูห์ยิดดินจะไม่กราบบังคมทูลต่อ
สมเด็จพระราชาธิบดีอับดุลเลาะห์ ชาห์ เพื่อขอให้มีพระบรมราชโองการขยายภาวะฉุกเฉินอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน มีรายงานว่าแพทย์จบใหม่ที่มีสัญญาจ้างในโรงพยาบาลของรัฐและต้องปฏิบัติหน้าที่ด่านหน้าในการรับมือกับผู้ป่วยโควิด-19 ได้รวมตัวกันประท้วงทั่วประเทศด้วยการเดินออกจากงาน เพื่อเรียกร้องสภาพการจ้างงานที่ดีขึ้นจากรัฐบาล กลุ่มแพทย์หลายร้อยคนพร้อมใจกันสวมชุดดำและชูป้ายข้อความ เช่น &amp;quot;ค่าจ้างเท่าเทียม, สิทธิเท่าเทียม, โอกาสเท่าเทียม&amp;quot; และ &amp;quot;พวกเราคือแพทย์ในอนาคตของพวกคุณ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แพทย์จบใหม่ที่มีสัญญาจ้างระยะสั้นจากโรงพยาบาลรัฐกล่าวว่า พวกเขาได้รับการปฏิบัติแย่กว่าข้าราชการประจำ แม้ว่าพวกเขาต้องทำงานด่านหน้าในการต่อสู้กับโควิด-19 พวกเขาไม่มีความมั่นคงในตำแหน่งงาน, สวัสดิการแย่ และมีไม่กี่รายที่จะได้บรรจุอย่างถาวร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การผละงานใช้เวลาแค่ประมาณครึ่งชั่วโมง โดยแพทย์เหล่านี้กล่าวว่า แพทย์อาวุโสรับหน้าที่ดูแลผู้ป่วยแทนเพื่อให้พวกเขาได้ออกมาเรียกร้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อมูลประเมินของทางการเผยว่า มีแพทย์สัญญาจ้างมากกว่า 23,000 คนในมาเลเซีย หรือประมาณ 45% ของแพทย์ในระบบสาธารณสุขมูลฐานของประเทศ สัปดาห์ที่แล้วรัฐบาลกล่าวว่าจะขยายสัญญาเพิ่มให้เป็น 4 ปี หวังจะสกัดการประท้วง แต่แพทย์เหล่านี้ต้องการการจ้างงานอย่างถาวร.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111213</URL_LINK>
                <HASHTAG>ภาวะฉุกเฉิน, มาเลเซีย, เปิดประชุมสภา, เสียชีวิตเป็นสถิติ, แพทย์จบใหม่ประท้วง, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210726/image_big_60fed74f426ca.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100129</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/04/2021 20:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/04/2021 20:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;มหาเธร์&#039;ถวายคำร้องกษัตริย์ขอยกเลิกภาวะฉุกเฉิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;อดีตนายกรัฐมนตรีมหาเธร์ โมฮัมหมัด ถวายคำร้องต่อสมเด็จพระราชาธิบดีเมื่อวันอังคาร เพื่อขอให้พระองค์ยกเลิกประกาศภาวะฉุกเฉินกรณีโควิด-19 โดยระบุว่ากำลังทำให้มาเลเซียตกอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ อดีตนายกฯ มหาเธร์ โมฮัมหมัด (Photo by Faris Hadziq/SOPA Images/LightRocket via Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สมเด็จพระราชาธิบดีอับดุลเลาะห์ ชาห์ แห่งมาเลเซีย ทรงประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศเมื่อเดือนมกราคม ตามคำกราบบังคมทูลขอพระบรมราชานุญาตของนายกรัฐมนตรีมูห์ยิดดิน ยัสซิน เพื่อต่อสู้กับการระบาดของไวรัสโคโรนาที่ควบคุมไม่ได้ แต่ผลจากคำประกาศนี้ทำให้สภาผู้แทนราษฎรถูกพักการประชุมไปด้วย นักวิจารณ์กล่าวหามูห์ยิดดินว่าใช้วิกฤติโควิดเป็นข้ออ้างครองอำนาจต่อไปภายหลังสมาชิกในพรรคร่วมรัฐบาลเลิกสนับสนุนเขา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานว่า เมื่อวันอังคารที่ 20 เมษายน อดีตนายกฯ มหาเธร์ วัย 95 ปี ซึ่งพ้นจากตำแหน่งเมื่อราว 1 ปีก่อนภายหลังความขัดแย้งในรัฐบาลผสม ได้นำรายชื่อ 39,000 ชื่อเข้าไปยื่นคำร้องที่พระราชวังในกรุงกัวลาลัมเปอร์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำร้องนี้ ซึ่งเขานำขึ้นถวายพร้อมกับนักการเมืองฝ่ายค้านคนอื่นๆ เตือนว่า ภาวะฉุกเฉินกำลังสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ, ต่อภาพลักษณ์ของมาเลเซียในระดับสากล และต่อประชาธิปไตย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนเข้าวัง มหาเธร์โพสต์เตือนไว้ในบล็อกว่า ภาวะฉุกเฉินกำลังบ่อนทำลายหลักนิติธรรม และประเทศนี้กำลังถูกปกครองโดยกฤษฎีกา เสียงของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยที่ทำงานคือผ่านสภาผู้แทนราษฎร แต่สภานี้ไม่ได้เปิด คำอธิบายเดียวสำหรับรัฐบาลนี้ก็คือ นี่คือระบอบเผด็จการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขายังกล่าวด้วยว่า ภาวะฉุกเฉินเป็นเรื่องเกี่ยวกับรัฐบาลอ่อนแอที่ต้องการอยู่ในอำนาจ ไม่ใช่เรื่องของการต่อสู้กับโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ที่สนับสนุนภาวะฉุกเฉิน ซึ่งบังคับใช้ถึงวันที่ 1 สิงหาคม โต้แย้งว่าเป็นเรื่องจำเป็นต่อการจัดสรรทรัพยากรเพิ่มเติมเพื่อต่อสู้กับโรคระบาด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มูห์ยิดดิน ซึ่งขึ้นสู่อำนาจเมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว หลังจากมหาเธร์ลาออก เคยให้คำมั่นว่าจะจัดการเลือกตั้งทั่วไปทันทีที่การระบาดยุติลง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100129</URL_LINK>
                <HASHTAG>กษัตริย์มาเลเซีย, ถวายคำร้อง, นายกฯ มูห์ยิดดิน ยัสซิน, ภาวะฉุกเฉิน, มหาเธร์ โมฮัมหมัด, มาเลเซีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210420/image_big_607edc27bf586.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91616</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/02/2021 12:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/02/2021 10:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กองทัพเมียนมายืนยันรัฐประหาร ประกาศภาวะฉุกเฉิน1ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ของจริงมาแล้ว กองทัพเมียนมาออกประกาศยึดอำนาจการปกครองประเทศจากรัฐบาลเมื่อวันจันทร์ ประกาศภาวะฉุกเฉิน 1 ปีและแต่งตั้งอดีตนายพลที่เป็นรองประธานาธิบดีรักษาการตำแหน่งประธานาธิบดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของเมียนมา ขู่ไว้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่าอาจจะยกเลิกรัฐธรรมนูญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข่าวเอเอฟพีเมื่อวันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ รายงานว่า กองทัพเมียนมาประกาศแถลงการณ์ผ่านสถานีโทรทัศน์เมียวดีของกองทัพ ยืนยันว่ากองทัพก่อรัฐประหารยึดอำนาจปกครองจากรัฐบาลพลเรือนและได้แต่งตั้งพลเอกมยิน ซเว รองประธานาธิบดี รักษาการตำแหน่งประธานาธิบดี หลังจากมีรายงานข่าวเมื่อช่วงเช้าว่ากองทัพได้จับกุมนางอองซาน ซูจี มนตรีแห่งรัฐ, ประธานาธิบดีวิน มยิน และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลอีกหลายราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แถลงการณ์ของกองทัพเมื่อวันจันทร์กล่าวว่า กองทัพจะใช้อำนาจบริหารประเทศภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินทั่วประเทศเป็นเวลา 1 ปี เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ สืบเนื่องจาก &amp;quot;ความผิดปกติมโหฬาร&amp;quot; ของการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แถลงการณ์ที่ลงนามโดยพลเอกมยิน ซเว รองประธานาธิบดีที่ได้รับแต่งตั้งให้รักษาการประธานาธิบดี กล่าวว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (ยูอีซี) ล้มเหลวในการแก้ไขความผิดปกติครั้งใหญ่ของบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิในการเลือกตั้งทั่วไปแบบหลายพรรคการเมืองที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เนื่องจากสถานการณ์ต้องได้รับการแก้ไขตามกฎหมาย จึงต้องประกาศภาวะฉุกเฉิน&amp;quot; คำแถลงกล่าว และว่า ความรับผิดชอบด้าน &amp;quot;นิติบัญญัติ บริหารและตุลาการ&amp;quot; ถูกส่งมอบให้แก่พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91616</URL_LINK>
                <HASHTAG>พม่า, ภาวะฉุกเฉิน, ยึดอำนาจ, รัฐประหาร, เมียนมา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210128/image_big_6012e0deb36e0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>80840</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/10/2020 11:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/10/2020 11:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยูเอ็นจับตาการประท้วงในไทย&#039;อย่างใกล้ชิด&#039; - จีนยืนยันหนุนนายกฯตู่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ยูเอ็นเผยกำลังจับตาสถานการณ์การชุมนุมประท้วงในไทยอย่างใกล้ชิด พร้อมย้ำประชาชนต้องได้รับอนุญาตให้ชุมนุมอย่างสงบได้ ข้าหลวงสิทธิห่วงนักเคลื่อนไหวโดนตั้งข้อหาร้ายแรง ส่วนรัฐมนตรีต่างประเทศของจีนยืนยันจีนสนับสนุนพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นิวยอร์ก / สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม 2563 ว่าองค์กรและกลุ่มเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศพากันแสดงความวิตกต่อสถานการณ์การชุมนุมประท้วงและการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงในกรุงเทพมหานคร ภายหลังมีแกนนำหลายรายโดนจับกุมและตำรวจสลายการชุมนุมเมื่อคืนที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สเตฟาน ดูจาร์ริก โฆษกเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) แถลงที่นครนิวยอร์กเมื่อวันศุกร์ตามเวลาท้องถิ่นว่า ยูเอ็นกำลังติดตามสถานการณ์การชุมนุมประท้วงในไทย &amp;quot;อย่างใกล้ชิด&amp;quot; อันที่จริงสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ประจำประเทศไทย ได้เฝ้าสังเกตการณ์การประท้วงและติดต่อกับเจ้าหน้าที่ทางการไทยอย่างสม่ำเสมอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราเคยกล่าวไว้หลายครั้งและหลายแห่งในโลกว่า ผู้คนมีสิทธิที่จะเดินขบวนประท้วงอย่างเสรี พวกเขาควรได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิดังกล่าว สิทธิที่จะเดินขบวนประท้วงอย่างเสรีและสันติ&amp;quot; โฆษกยูเอ็นกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านโฆษกของมิเชล บาเชเลต์ ข้าหลวงสิทธิมนุษยชนแห่งยูเอ็น แสดงความวิตกเกี่ยวกับการตั้งข้อหาร้ายแรง รวมถึงข้อหายุยงปลุกปั่น เพื่อดำเนินคดีกับบุคคลที่แสดงออกอย่างสันติซึ่งสิทธิขั้นพื้นฐานของพวกเขา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนเคลมองต์ วูล ผู้ตรวจการพิเศษด้านเสรีภาพในการชุมนุมอย่างสงบ ทวีตเมื่อวันศุกร์ว่า เขามีความห่วงกังวลอย่างมากเกี่ยวกับข่าวสารเรื่องการปราบปราบผู้ประท้วงในประเทศไทย การประกาศ &amp;quot;ภาวะฉุกเฉินร้ายแรง&amp;quot; และการจับกุมในกรุงเทพฯ เป็นการปิดกั้นเสรีภาพในการชุมนุม รัฐบาลจำเป็นต้องอนุญาตให้ผู้ประท้วงได้ใช้สิทธิของพวกเขา และใช้การเจรจา ไม่ใช่การปราบปรามพวกเขา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มิง ยู ฮาห์ รองผู้อำนวยการแอมเนสตีอินเตอร์เนชันแนลด้านการรณรงค์ แสดงความกังวลต่อการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ทางการไทยที่เธอระบุว่าเป็นการใช้กำลังเกินกว่าเหตุ โดยระบุว่า การใช้ปีนฉีดน้ำแรงดันและสารระคายเคือง ไม่เพียงก่อความเสี่ยงร้ายแรงต่อการบาดเจ็บเท่านั้น การใช้สีย้อมยังเป็นการกระทำแบบสุ่มสี่สุ่มห้า ที่อาจนำไปสู่การกำหนดเป้าหมายตามอำเภอใจ และการจับกุมผู้ประท้วงอย่างสงบ, นักข่าว หรือแม้แต่ชาวบ้านทั่วไปที่ถูกทำเครื่องหมายด้วยสีย้อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราเรียกร้องให้ทางการไทยปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศ และให้ความสะดวกแก่สิทธิในการชุมนุมอย่างสันติ พวกเขาต้องปล่อยให้ผู้ประท้วงอย่างสันติได้แสดงความคิดเห็นของตน ไม่ใช่ทำให้ความตึงเครียดรุนแรงขึ้น&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกด้านหนึ่ง สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า หวัง อี้ มนตรีแห่งรัฐและรัฐมนตรีต่างประเทศของจีน ซึ่งเดินทางเยือนไทยและได้พบกับพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เมื่อวันพฤหัสบดี กล่าวว่า รัฐบาลจีนสนับสนุนนายกรัฐมนตรีของไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จีนสนับสนุนไทยอย่างหนักแน่นในการดำเนินเส้นทางการพัฒนาที่เหมาะสมกับสภาพเงื่อนไขของประเทศไทย และสนับสนุนไทยในการรักษาเสถียรภาพทางสังคมและการประสบความสำเร็จในการพัฒนาและความเจริญรุ่งเรือง&amp;quot; สำนักข่าวของทางการจีนอ้างคำกล่าวของหวัง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80840</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข้าหลวงสิทธิยูเอ็น, ชุมนุมประท้วง, ภาวะฉุกเฉิน, ยูเอ็นห่วงไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201017/image_big_5f8a707324c27.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63059</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/04/2020 20:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/04/2020 20:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับไม่หวาดไหว โมร็อกโกรวบ 4,300 คนฝ่าฝืนภาวะฉุกเฉิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ทางการโมร็อกโกจับกุมผู้ที่ฝ่าฝืนมาตรการควบคุมตามภาวะฉุกเฉินช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มากกว่า 4,300 คน รวมยอดนับแต่กลางเดือนที่แล้วมีคนถูกจับฐานฝ่าฝืนมาตรการนี้แล้วเกือบ 30,000 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจ้าหน้าที่โมร็อกโกตรวจเอกสารของประชาชน ที่ด่านสกัดบนถนนในกรุงราบัตเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รายงานเอเอฟพีเมื่อวันจันทร์อ้างข้อมูลของกองกำลังความมั่นคงแห่งชาติ ดีจีเอสเอ็น ของโมร็อกโก ว่า กว่าครึ่งของผู้ที่ถูกจับกุมมากกว่า 4,300 รายเมื่อสุดสัปดาห์ถูกส่งเข้าห้องขัง ผู้ที่ถูกจับกุมส่วนใหญ่อยู่ในเมืองคาซาบลังกา ศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศ และกรุงราบัต เมืองหลวง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดีจีเอสเอ็นเผยด้วยว่า ประเทศในภูมิภาคแอฟริกาเหนือแห่งนี้จับกุมผู้ที่ฝ่าฝืนมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาแล้ว 28,701 ราย นับตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม ในจำนวนนี้ 15,545 รายถูกส่งตัวขึ้นศาลหลังจากถูกคุมขัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บทลงโทษสำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนมาตรการควบคุมโรคโควิด-19 ในโมร็อกโกนั้น รวมถึงโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน และปรับไม่เกิน 1,300 ดีร์ฮาม (ราว 4,100 บาท) หรือทั้งจำทั้งปรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลโมร็อกโกประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขเมื่อวันที่ 19 มีนาคม จำกัดให้ประชาชนอยู่บ้าน ยกเว้นผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานนอกบ้าน เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทางการยังมีคำสั่งบังคับประชาชนต้องสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่สาธารณะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตำรวจและหน่วยงานด้านความมั่นคง ด้วยความสนับสนุนจากทหารพร้อมยานหุ้มเกราะ ถูกวางกำลังทั่วประเทศเพื่อบังคับใช้กฎนี้ โดยตั้งด่านตรวจบนถนนและจุดควบคุม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โมร็อกโกมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 สะสมที่ 1,746 ราย เสียชีวิตแล้ว 120 ราย หายจากโรค 196 ราย แต่เพิ่งมีการตรวจเชื้อไม่ถึง 7,000 ราย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63059</URL_LINK>
                <HASHTAG>จับผู้ฝ่าฝืน, ภาวะฉุกเฉิน, โควิด-19, โมร็อกโก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200413/image_big_5e946b230f41d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62760</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/04/2020 19:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/04/2020 19:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สภากัมพูชาไฟเขียว &#039;ฮุน เซน&#039; ใช้อำนาจฉุกเฉินสกัดโควิด-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;สภาผู้แทนราษฎรกัมพูชาผ่านกฎหมายไฟเขียวรัฐบาลใช้อำนาจภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน กรุยทางให้นายกฯ ฮุน เซน ประกาศภาวะฉุกเฉินได้เหมือนที่ใช้ในประเทศประชาธิปไตยหลายแห่ง แต่กลุ่มสิทธิรีบดักทางหวั่นให้อำนาจเบ็ดเสร็จกับฮุน เซน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตำรวจกัมพูชาตั้งด่านสกัดรถจากจังหวัดกันดาลที่จะเข้ากรุงพนมเปญเมื่อวันศุกร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รอยเตอร์รายงานว่า กฎหมายว่าด้วยการบริหารประเทศภายใต้ภาวะฉุกเฉินฉบับนี้ผ่านการลงมติอย่างเป็นเอกฉันท์ของสภาผู้แทนราษฎรกัมพูชาเมื่อวันศุกร์ที่ 10 เมษายน 2563 โดยสมาชิกพรรคประชาชนกัมพูชาของฮุน เซน ซึ่งครองทั้งสภา 125 ที่นั่งในสมัชชาแห่งชาติ ลงมติเห็นชอบเป็นเสียงเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กฎหมายฉบับนี้จะเปิดทางให้รัฐบาลสามารถใช้อำนาจภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน เฝ้าตรวจการสื่อสาร, ควบคุมสื่อมวลชนและสื่อสังคมออนไลน์, ห้ามหรือจำกัดการเผยแพร่ข้อมูลที่อาจก่อความหวาดกลัวหรือความไม่สงบต่อสาธารณะ หรือเป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ชิน มาลิน โฆษกกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการออกกฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่เรื่องพิเศษที่มีเฉพาะกัมพูชาเท่านั้น แต่ในประเทศประชาธิปไตยหลายประเทศก็ใช้กฎหมายนี้แล้วเช่นกัน &amp;quot;กฎหมายฉบับนี้มีเจตนาเพื่อคุ้มครองความสงบเรียบร้อยของประชาชน, ความมั่นคงปลอดภัย, ผลประโยชน์ของประชาชน, ชีวิต, สุขภาพ, ทรัพย์สินและสิ่งแวดล้อม&amp;quot; รอยเตอร์อ้างคำกล่าวของโฆษกผู้นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทรวงสาธารณสุขรายงานว่าเมื่อวันศุกร์ว่ามีผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่ม 1 ราย ทำให้ผู้ติดเชื้อที่ยืนยันแล้วเพิ่มเป็น 119 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ ฮุน เซน เคยกังขาพิษภัยของไวรัสโคโรนาในช่วงแรกๆ แต่ต่อมามีผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลของเขาจึงออกคำสั่งให้ปิดร้านอาคาร, บาร์ และกาสิโน และจำกัดวีซ่าชาวต่างชาติเข้าประเทศ ฮุน เซน กล่าวไว้ว่า เขาอาจจำเป็นต้องใช้อำนาจฉุกเฉินเพื่อควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มสิทธิหลายกลุ่มกล่าวกันว่า กฎหมายฉบับนี้มีบทบัญญัติที่กว้างและคลุมเครือซึ่งอาจละเมิดสิทธิพื้นฐานและนำไปใช้อย่างผิดๆ กับฝ่ายที่วิจารณ์รัฐบาล กฎหมายฉบับนี้กำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี สำหรับผู้ที่ขัดขวางเจ้าหน้าที่หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรการของรัฐบาล ที่นำไปสู่ความไม่สงบหรือกระทบต่อความมั่นคงแห่งชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แบรด อดัมส์ ผู้อำนวยการฮิวแมนไรต์วอตช์เอเชีย กล่าวว่า กัมพูชาควรผ่านกฎหมายเพื่อคุ้มครองสุขภาพของประชาชน ไม่ใช่ใช้ไวรัสโคโรนาเป็นข้ออ้างเพื่อขยายอำนาจของรัฐบาล.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62760</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายอำนาจฉุกเฉิน, กัมพูชา, นายกฯ ฮุน เซน, ภาวะฉุกเฉิน, โควิด-19, ไวรัสโคโรนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200410/image_big_5e90641c91f30.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60639</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/03/2020 17:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/03/2020 17:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อาเซียนติดเชื้อพุ่ง อินโดฯภาวะฉุกเฉิน มาเลย์เล็งขยายล็อกดาวน์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;อินโดนีเซียเริ่มบังคับใช้ภาวะฉุกเฉินในกรุงจาการ์ตานาน 2 สัปดาห์แล้วเมื่อวันจันทร์ สั่งโรงหนังและสถานบันเทิงสาธารณะต่างๆ ปิดทำการ ส่วนมาเลเซียอาจขยายการล็อกดาวน์ต่ออีก 2 เดือน เพื่อนบ้านไทยหลายชาติมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธานาธิบดีโจโก วิโดโด เดินตรวจห้องรักษาที่ดัดแปลงจากหมู่บ้านนักกีฬาเอเชียนเกมส์ 2018 ในกรุงจาการ์ตา เพื่อใช้เป็นโรงพยาบาลฉุกเฉิน รองรับผู้ป่วยโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มาตรการที่อินโดนีเซียใช้กับกรุงจาการ์ตา ซึ่งรวมถึงการเรียกร้องให้ประชาชนทำงานจากที่บ้าน ยังไม่หนักหน่วงถึงขั้นล็อกดาวน์เมืองหลวงเหมือนกับบางประเทศ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญบางรายห่วงว่าประเทศที่เต็มไปด้วยหมู่เกาะและมีประชากรถึง 260 ล้านคนยังไม่ใช้มาตรการมากเพียงพอเพื่อควบคุมการแพร่ระบาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข่าวรอยเตอร์เมื่อวันจันทร์ที่ 23 มีนาคม อ้างคำกล่าวของมูฮัมมัด อิกบัล โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า ตำรวจ 465,000 นายทั่วประเทศจะทำหน้าที่ควบคุมไม่ให้ประชาชนรวมตัวกันเพื่อความปลอดภัยของสาธารณชนเอง แต่เวลาเดียวกันกลับมีภาพถ่ายแพร่กระจายทางโซเชียลมีเดียที่ประชาชนยืนอัดกันแน่นภายในรถไฟโดยสารของกรุงจาการ์ตา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อินโดนีเซียมีผู้ติดเชื้อที่ยืนยันแล้ว 579 ราย โดยพบเพิ่ม 65 รายเมื่อวันจันทร์ แต่มีคนเสียชีวิตถึง 49 ราย ส่วนใหญ่อยู่ในกรุงจาการ์ตา ที่บุคลากรทางการแพทย์กำลังเผชิญปัญหางานล้นมือ และเพิ่งมีแพทย์เสียชีวิตอีก 3 คน ทำให้มีบุคลากรทางการแพทย์เสียชีวิตรวมกันแล้ว 6 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานาธิบดีโจโก วิโดโด แสดงความเห็นใจต่อการสูญเสียบุคลากรทางการแพทย์ และว่า รัฐบาลจะให้เงินโบนัสแก่แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์เดือนละ 5-15 ล้านรูเปียห์ (ราว 1,000-30,000 บาท) ในภูมิภาคที่รัฐบาลประกาศภาวะฉุกเฉิน ซึ่งนอกเหนือจากกรุงจาการ์ตายังรวมถึงภูมิภาคชวาตะวันออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถึงขณะนี้ วิโดโดยังปฏิเสธทำตามเสียงเรียกร้องให้ใช้มาตรการล็อกดาวน์ที่เข้มงวดกว่านี้ เนื่องจากยังกังวลถึงผลกระทบต่อภาคธุรกิจและคนยากจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่มาเลเซีย นายกรัฐมนตรีมูห์ยิดดิน ยัสซิน กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า รัฐบาลอาจพิจารณาขยายมาตรการควบคุมการเคลื่อนไหวและการดำเนินกิจกรรมของภาคธุรกิจ ที่เดิมกำหนดไว้ถึงสิ้นเดือนมีนาคมนี้ ออกไปอีก 2 สัปดาห์ โดยสภาความมั่นคงแห่งชาติจะประชุมกันในวันที่ 30 มีนาคม เพื่อตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป และคาดว่าภายหลังการประชุมรัฐบาลอาจประกาศแผนกระตุ้นเศรษฐกิจในวันเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จำนวนผู้ติดไวรัสโคโรนาในมาเลเซียเพิ่มเป็น 1,306 รายแล้วในวันจันทร์ เกินครึ่งเชื่อมโยงถึงการชุมนุมทางศาสนาที่มัสยิดหลังหนึ่งชานกรุงกัวลาลัมเปอร์เมื่อเดือนที่แล้ว ผู้ร่วมพิธีมากกว่า 1,500 คนมาจากต่างประเทศ และกลับบ้านไปพร้อมกับเชื้อไวรัส รวมถึงชาวอินโดนีเซียและสิงคโปร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลสิงคโปร์เริ่มบังคับใช้มาตรการห้ามผู้มาเยือนระยะสั้นเข้าประเทศหรือใช้ประเทศเป็นทางผ่านตั้งแต่วันจันทร์ เมื่อวันอาทิตย์กระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์รายงานว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 23 ราย ยอดรวมผู้ติดเชื้อเป็น 455 ราย และมีคนเสียชีวิต 2 รายแรกเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เวียดนามมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 เกินหลักร้อยแล้วเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา จากเดิมที่เคยมีผู้ติดเชื้อแค่ 16 คนช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ โดยมีผู้ติดเชื้อรายใหม่อีก 8 คนเมื่อวันจันทร์ ทำให้ยอดรวมเป็น 121 คน ยังไม่มีคนเสียชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฟิลิปปินส์มีผู้เสียชีวิตเพิ่มถึง 8 รายเมื่อวันจันทร์ ติดเชื้อรายใหม่ 16 คน กระทรวงสาธารณสุขเผยว่า ยอดรวมผู้เสียชีวิตในประเทศเพิ่มเป็น 33 คน ติดเชื้อ 396 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกัมพูชามีผู้ติดเชื้อรายใหม่อีก 2 คนในวันจันทร์ ยอดรวมเป็น 86 คน กรมควบคุมโรคติดต่อกัมพูชายืนยันว่ายังไม่พบหลักฐานการระบาดแบบกลุ่ม แต่ก็มีความเป็นไปได้ วันก่อนหน้านี้กัมพูชาเพิ่งพบกลุ่มนักท่องเที่ยวฝรั่งเศสติดเชื้อถึง 29 ราย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60639</URL_LINK>
                <HASHTAG>ภาวะฉุกเฉิน, มาเลเซีย, ล็อกดาวน์, อาเซียน, อินโดนีเซีย, โควิด-19, ไวรัสโคโรนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200323/image_big_5e788c3d938ee.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
