<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>57134</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/02/2020 21:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/02/2020 21:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>WHOชี้ &#039;อีโบลา&#039; ยังเป็นภัยฉุกเฉินสาธารณสุขโลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;องค์การอนามัยโลกตัดสินใจขยายคำประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขโลกกรณีไวรัสอีโบลาระบาดในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกออกไปอีก แม้จะยอมรับว่าจำนวนผู้ติดเชื้อลดลงอย่างมากเป็นสัญญาณเชิงบวกอย่างยิ่งก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไวรัสอีโบลาเริ่มแพร่ระบาดที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (ดีอาร์ซี) ครั้งแรกเมื่อเดือนสิงหาคม 2561 และถึงขณะนี้คร่าชีวิตผู้ป่วยแล้วมากกว่า 2,300 รายในดีอาร์คองโกภาคตะวันออก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กลุ่มติดอาวุธหลายกลุ่มเคลื่อนไหวก่อการอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) กล่าวว่า ตราบใดที่ยังมีผู้ติดเชื้ออีโบลาแม้เพียงรายเดียวในพื้นที่ที่ไร้เสถียรภาพและไม่ปลอดภัยเช่นในภาคตะวันออกของดีอาร์ซี ก็ยังมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการแพร่ระบาดในวงกว้างขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี ดับเบิลยูเอชโอตัดสินใจลดคำเตือนความเสี่ยงในระดับประเทศและภูมิภาคลงจาก &amp;quot;สูงมาก&amp;quot; เป็นระดับ &amp;quot;สูง&amp;quot; และคงความเสี่ยงในระดับโลกอยู่ที่ &amp;quot;ต่ำ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทีโดรสยังแสดงความหวังด้วยว่า ดับเบิลยูเอชโอจะสามารถยกเลิกภาวะฉุกเฉินนี้ได้ภายใน 3 เดือน ตามคำแนะนำของคณะกรรมการฉุกเฉินของดับเบิลยูเอชโอที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจากนานาชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว ดับเบิลยูเอชโอประกาศให้การแพร่ระบาดของอีโบลาในดีอาร์ซีเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นการจัดสถานะเพื่อให้อำนาจดับเบิลยูเอชโอประกาศจำกัดการเดินทางหรือระดมทุนสนับสนุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทีโดรสกล่าวไว้เมื่อวันอังคารก่อนหน้าที่จะเดินทางไปดีอาร์ซีเพื่อพบกับประธานาธิบดีเฟลิกซ์ ทชิเซเคดี ในวันพฤหัสบดี ว่าช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีรายงานผู้ติดเชื้ออีโบลาในดีอาร์ซีเพียง 3 ราย แต่การจะประกาศว่าการแพร่ระบาดยุติลงแล้วนั้น จะต้องไม่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่เลยในระยะเวลา 42 วัน หรือ 2 เท่าของระยะไวรัสฟักเชื้อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไวรัสอีโบลาสามารถแพร่ได้ผ่านการสัมผัสเลือด, ของเหลวในร่างกาย, สารคัดหลั่ง หรืออวัยวะของผู้ติดเชื้อหรือผู้ที่เพิ่งเสียชีวิต.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57134</URL_LINK>
                <HASHTAG>WHO, ดับเบิลยูเอชโอ, ดีอาร์ซี, ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ, สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก, องค์การอนามัยโลก, อีโบลา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200213/image_big_5e4556a239d1e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55937</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/01/2020 09:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/01/2020 09:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จีนมั่นใจเต็มที่-มีศักยภาพเต็มเปี่ยมเอาชนะโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31ม.ค.63-สำนักข่าว China Xinhua News ของจีนเปิดเผยว่า&amp;nbsp; จีน &amp;lsquo;มั่นใจเต็มที่-มีศักยภาพเต็มเปี่ยม&amp;rsquo; สู้ศึกโคโรนาสายพันธุ์ใหม่
วันศุกร์ (31 ม.ค.) ฮว่าชุนอิ๋ง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน ระบุว่าจีนมั่นใจเต็มที่และมีศักยภาพเต็มเปี่ยมในการเอาชนะเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฮว่าแถลงข่าวหลังจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศให้การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ (PHEIC)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตั้งแต่เกิดการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ รัฐบาลจีนได้ออกมาตรการป้องกันและควบคุมที่ครอบคลุมและเข้มงวดที่สุด ด้วยสำนึกในความรับผิดชอบต่อสุขภาพของประชาชน&amp;rdquo; ฮว่ากล่าว พร้อมเสริมว่ามาตรการหลายอย่างดำเนินไปได้ด้วยดียิ่งกว่าที่กฎอนามัยระหว่างประเทศ (IHR) ได้กำหนดไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฮว่าระบุว่า &amp;ldquo;เรามั่นใจอย่างเต็มที่และมีศักยภาพเต็มเปี่ยมที่จะเอาชนะโรคระบาดนี้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันฮว่ากล่าวว่าจีนได้แจ้งไปยังฝ่ายที่เกี่ยวข้องและแบ่งปันลำดับจีโนมของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่อย่างทันท่วงทีด้วยความเปิดกว้าง โปร่งใส และมีความรับผิดชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;องค์การอนามัยโลกและหลายประเทศต่างให้การยอมรับและชื่นชมการกระทำของจีน&amp;rdquo; ฮว่ากล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฮว่าระบุว่าจีนได้ติดต่อและร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับองค์การอนามัยโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา คณะผู้เชี่ยวชาญจากองค์การอนามัยโลกได้ลงพื้นที่ในเมืองอู่ฮั่น ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การฯ ยังได้เดินทางมาเยือนจีน พร้อมหารือเรื่องการยับยั้งและบรรเทาปัญหาเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (2019-nCoV) กับจีน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฮว่ากล่าวว่าทีโดรสได้ยกย่องความพยายามของจีน และชมเชยที่จีนได้สร้างคุณปการอันใหญ่หลวงต่อโลกใบนี้ด้วยการต่อสู้กับเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ จีนจะเดินหน้าทำงานร่วมกับองค์การอนามัยโลกและประเทศอื่นๆ ในการปกป้องความมั่นคงด้านสุขภาพของสาธารณชนทั่วโลก
.
ติดตามข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : https://www.xinhuathai.com/&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55937</URL_LINK>
                <HASHTAG>ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ, องค์การอนามัยโลก (WHO), ฮว่าชุนอิ๋ง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน, เชื้อไวรัสโคโรนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200131/image_big_5e3392da4a671.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55184</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/01/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ‘โคโรนาพันธุ์ใหม่’เขย่าโลก WHOประกาศภาวะฉุกเฉิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จีนยืนยันไวรัสโคโรนาพันธุ์ใหม่แพร่จากคนสู่คนได้ ผู้ป่วยเสียชีวิตเพิ่มเป็น 6 คน ยอดติดเชื้อในจีนพุ่งเป็นเกือบ 300 ราย ออสเตรเลียและฟิลิปปินส์รอผลตรวจผู้ต้องสงสัยติดเชื้อในประเทศ องค์การอนามัยโลกประชุมวันพุธหารือประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่ทางการจีนเปิดเผยความคืบหน้าสถานการณ์การระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่อยู่ในวงศ์เดียวกับโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (ซาร์ส) ที่เคยระบาดคร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกเกือบ 800 ราย ระหว่างปี 2545-2546 ส่วนใหญ่เป็นชาวจีนและฮ่องกง โดยสถานีโทรทัศน์ซีซีทีวีของทางการจีนรายงานเมื่อคืนวันจันทร์ที่ 20 มกราคม 2563 อ้างคำกล่าวของ จง หนานซาน หัวหน้าคณะผู้เชี่ยวชาญของคณะกรรมการสาธารณสุขแห่งจีน ยืนยันว่าไวรัสชนิดนี้สามารถแพร่เชื้อจากคนสู่คนได้ โดยพบผู้ป่วยหลายรายติดเชื้อแม้ว่าจะไม่เคยเดินทางไปเมืองอู่ฮั่น แต่เขายังเชื่อมั่นว่าจะไม่เกิดการแพร่ระบาดแบบเดียวกับซาร์สหากมีมาตรการป้องกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้ องค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) ชี้ว่าแหล่งปฐมภูมิของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่น่ามาจากสัตว์ แต่ก็เตือนว่าอาจมีการแพร่เชื้อจากคนสู่คนได้แบบจำกัด ดับเบิลยูเอชโอเรียกประชุมคณะกรรมการฉุกเฉินในวันพุธนี้ เพื่อลงความเห็นว่าจะประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศหรือไม่ ที่ผ่านมาดับเบิลยูเอชโอประกาศภาวะฉุกเฉินแบบนี้เพียงไม่กี่ครั้ง ซึ่งรวมถึงระหว่างการแพร่ระบาดของไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 และการแพร่ระบาดของอีโบลาในประเทศแถบแอฟริกาตะวันตกช่วงปี 2557-2559
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำแถลงของคณะกรรมการสาธารณสุขอู่ฮั่น ซึ่งเคยระบุว่าต้นตอของไวรัสน่าจะมาจากตลาดส่งขายอาหารทะเลในเมืองนี้ ยืนยันว่ามีผู้ป่วยเสียชีวิตเป็นคนที่ 4 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 มกราคม ผู้ป่วยรายนี้เป็นชายอายุ 89 ปี และมีปัญหาสุขภาพอยู่ก่อน รวมถึงโรคหลอดเลือดหัวใจ เขาเริ่มมีอาการป่วยวันที่ 13 มกราคม แต่เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล 5 วันหลังจากนั้น คำแถลงยังเปิดเผยด้วยว่ามีเจ้าหน้าที่แพทย์ติดเชื้อด้วยแล้ว 15 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา โจว เซียนหวัง นายกเทศมนตรีอู่ฮั่น กล่าวกับซีซีทีวีในวันอังคารว่า มีผู้ป่วยที่อู่ฮั่นเสียชีวิตเพิ่มเป็น 6 รายแล้ว และผู้ติดเชื้อในเมืองนี้ 258 ราย ยังรับการรักษา 227 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จีนยังพบผู้ติดเชื้อในหลายเมืองนอกเหนือจากอู่ฮั่น โดยเมื่อวันอังคาร นครเซี่ยงไฮ้ยืนยันพบผู้ติดเชื้อรายที่ 2 เป็นชายวัย 35 ปีที่เดินทางไปอู่ฮั่นเมื่อต้นเดือนนี้ และกำลังเฝ้าสังเกตอาการ 4 ราย วันก่อนหน้านี้กรุงปักกิ่งยืนยันมีผู้ติดเชื้อ 5 ราย ที่มณฑลกวางตุ้งมีผู้ติดเชื้อ 14 ราย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะกรรมการสาธารณสุขแห่งชาติของจีนแถลงล่าสุดเมื่อวันอังคารว่า จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสคล้ายซาร์สในจีนเพิ่มขึ้นเป็น 291 รายแล้ว โดยพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่ผ่านการตรวจยืนยันอีกเกือบ 80 ราย และมีผู้ที่ถูกเฝ้าสังเกตอาการอีกมากกว่า 900 ราย ในจำนวนกลุ่มที่ต้องสงสัยนี้มีกว่า 50 รายที่ถูกเฝ้าสังเกตอาการใน 14 มณฑลและเขตทั่วจีน รวมถึงมณฑลจี๋หลินในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, เจ้อเจียงในภาคตะวันออก และไห่หนานในภาคใต้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายนอกจีน ไทยเป็นประเทศแรกที่พบนักท่องเที่ยวชาวจีนติดเชื้อ 2 ราย ตามด้วยญี่ปุ่น 1 รายไม่ระบุสัญชาติ และเกาหลีใต้มีหญิงชาวจีนติดเชื้อ 1 ราย ทั้งหมดมีประวัติมาจากอู่ฮั่นหรือเคยเดินทางไปอู่ฮั่น ข่าวเอเอฟพีรายงานด้วยว่า เจ้าหน้าที่สาธารณสุขของออสเตรเลียกำลังรอผลการตรวจชายคนหนึ่งที่แสดงอาการของโรคนี้ เขาเคยเดินทางไปอู่ฮั่นและกำลังถูกแยกกักกันโรค วันเดียวกันฟิลิปปินส์ก็รายงานว่าอาจพบผู้ติดเชื้อรายแรกในประเทศ เป็นเด็กอายุ 5 ขวบเดินทางจากอู่ฮั่นมาถึงฟิลิปปินส์เมื่อวันที่ 12 มกราคม และเข้าโรงพยาบาลด้วยอาการไข้หวัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานด้วยว่า ไต้หวันยืนยันว่าพบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสชนิดนี้รายแรก เป็นหญิงชาวไต้หวันอายุราว 50 ปีเศษ อาศัยอยู่ที่เมืองอู่ฮั่น เพิ่งเดินทางกลับถึงไต้หวันเมื่อวันจันทร์พร้อมกับอาการไข้ ไอและเจ็บคอ เธอยืนยันว่าไม่เคยไปตลาดสดหรือสัมผัสสัตว์ปีกหรือสัตว์ในธรรมชาติขณะอยู่ที่อู่ฮั่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไวรัสชนิดนี้ก่ออาการคล้ายกับโรคซาร์สและโรคหวัดจากไวรัสในวงศ์เดียวกัน โดยผู้ป่วยอาจมีอาการปอดอักเสบ มีไข้ และหายใจลำบาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การยืนยันว่าไวรัสนี้แพร่จากคนสู่คนได้ เพิ่มความวิตกว่าสถานการณ์แพร่ระบาดจะรุนแรงขึ้นเนื่องจากใกล้ช่วงเทศกาลตรุษจีนที่ชาวจีนหลายร้อยล้านคนจะออกเดินทางกลับภูมิลำเนา ทั้งด้วยเครื่องบิน, รถไฟและรถโดยสาร หรือเดินทางออกต่างประเทศ สนามบินของฮ่องกงและไต้หวันที่คาดว่าจะต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวจีนจำนวนมาก และสนามบินของหลายประเทศ ได้วางมาตรการคัดกรองผู้โดยสาร โดยเฉพาะจากเมืองอู่ฮั่น เช่น ออสเตรเลีย, บังกลาเทศ, เนปาล, สิงคโปร์, สหรัฐ และไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอังคาร รัฐบาลจีนประกาศด้วยว่าได้จัดให้การแพร่ระบาดครั้งนี้อยู่ในหมวดเดียวกับโรคซาร์ส ซึ่งจะบังคับการแยกผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อ และอาจรวมถึงการใช้มาตรการกักกันโรค&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันก่อนหน้านั้น ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กล่าวถึงการระบาดเป็นครั้งแรก ย้ำว่าจะต้องควบคุมการแพร่ของไวรัสนี้ให้ได้อย่างเด็ดขาด และต้องเปิดเผยข้อมูลอย่างทันท่วงที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลจีนเคยถูกตำหนิที่ปกปิดการแพร่ระบาดของโรคซาร์สเมื่อปี 2546 แต่ครั้งนี้จีนได้รับคำชมเชยจากผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศที่เปิดเผยข้อมูลได้เร็ว ภายหลังพบผู้ป่วยปอดอักเสบลึกลับครั้งแรกเมื่อปลายปี กระทั่งระบุได้เมื่อต้นเดือนนี้ว่าเกิดจากไวรัสสายพันธุ์ใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข่าวการแพร่เชื้อจากคนสู่คนได้ของไวรัสชนิดนี้เพิ่มความกังวลว่าสถานการณ์จะเป็นเหมือนโรคซาร์ส โดยเฉพาะเกิดการแพร่ระบาดใกล้เทศกาลตรุษจีน และส่งผลให้ราคาหุ้นในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและสายการบินของตลาดหุ้นทั่วเอเชียดิ่งลง ส่วนอัตราแลกเปลี่ยนสกุลหยวนอ่อนค่าลงเกือบ 0.5% เป็นสถิติแย่สุดในรอบ 1 เดือน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55184</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปักกิ่ง, ฟิลิปปินส์, ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ออสเตรเลีย, โคโรนา, ไวรัสโคโรนา, ไวรัสโคโรนาพันธุ์ใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200121/image_big_5e2700caade05.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55144</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/01/2020 17:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/01/2020 17:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไวรัสคล้ายซาร์สแพร่คนสู่คน ตายเพิ่มเป็น 6 ศพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;จีนยืนยันแล้วว่าไวรัสโคโรนาพันธุ์ใหม่แพร่จากคนสู่คนได้ ผู้ป่วยเสียชีวิตแล้ว 6 คน ยอดติดเชื้อในจีนพุ่งเกือบ 300 ราย ออสเตรเลียและฟิลิปปินส์ลุ้นผลตรวจผู้ต้องสงสัยติดเชื้อ WHO เล็งประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวจีนสวมหน้ากากอนามัยเดินผ่านป้ายแนะนำวิธีป้องกันการแพร่เชื้อไวรัสคล้ายซาร์ส ที่โรงพยาบาลหัวซานในนครเซี่ยงไฮ้ เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถานีโทรทัศน์ซีซีทีวีของทางการจีนรายงานอ้างคำกล่าวของ จง หนานซาน หัวหน้าคณะผู้เชี่ยวชาญของคณะกรรมการสาธารณสุขแห่งจีน เมื่อคืนวันจันทร์ ยืนยันว่าไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่มีจุดเริ่มต้นที่เมืองอู่ฮั่น สามารถแพร่เชื้อจากคนสู่คนได้ โดยพบว่าผู้ป่วยหลายรายไม่เคยเดินทางไปเมืองอู่ฮั่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;องค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) เรียกประชุมคณะกรรมการฉุกเฉินในวันพุธนี้ เพื่อลงความเห็นว่าจะประกาศภาวฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศหรือไม่ ที่ผ่านมาดับเบิลยูประกาศภาวะฉุกเฉินเพียงไม่กี่ครั้ง ซึ่งรวมถึงระหว่างการแพร่ระบาดของไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 และการแพร่ระบาดของอีโบลาในประเทศแถบแอฟริกาตะวันตกช่วงปี 2557-2559&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำแถลงของคณะกรรมการสาธารณสุขอู่ฮั่น ซึ่งเคยระบุว่าต้นตอของไวรัสน่าจะมาจากตลาดส่งขายอาหารทะเลในเมืองนี้ ยืนยันว่า มีผู้ป่วยเสียชีวิตเป็นคนที่ 4 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 มกราคม ผู้ป่วยรายนี้เป็นชายอายุ 89 ปีและมีปัญหาสุขภาพอยู่ก่อน รวมถึงโรคหลอดเลือดหัวใจ เขาเริ่มมีอาการป่วยวันที่ 13 มกราคม แต่เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล 5 วันหลังจากนั้น คำแถลงยังเปิดเผยด้วยว่า มีเจ้าหน้าที่แพทย์ติดเชื้อด้วยแล้ว 15 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา โจว เซียนหวัง นายกเทศมนตรีอู่ฮั่น กล่าวกับซีซีทีวีว่า มีผู้ป่วยที่อู่ฮั่นเสียชีวิตเพิ่มเป็น 6 รายแล้ว และผู้ติดเชื้อในเมืองนี้ 258 ราย ยังรับการรักษา 227 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จีนยังพบผู้ติดเชื้อแล้วในหลายเมือง โดยในวันอังคาร นครเซี่ยงไฮ้ยืนยันพบผู้ติดเชื้อรายที่ 2 เป็นชายวัย 35 ปีที่เดินทางไปอู่ฮั่นเมื่อต้นเดือนนี้ และกำลังเฝ้าสังเกตอาการ 4 ราย วันก่อนหน้านี้กรุงปักกิ่งยืนยันมีผู้ติดเชื้อ 5 ราย และมณฑลกวางตุ้งมีผู้ติดเชื้อ 14 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำแถลงของคณะกรรมการสาธารณสุขแห่งชาติของจีนเผยว่า ล่าสุดจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสคล้ายซาร์สในจีนเพิ่มขึ้นเป็น 291 รายแล้ว โดยพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่ผ่านการตรวจยืนยันอีกเกือบ 80 ราย และมีผู้ที่ถูกเฝ้าสังเกตอาการอีกมากกว่า 900 ราย ในจำนวนกลุ่มที่ต้องสงสัยนี้มีกว่า 50 รายที่ถูกเฝ้าสังเกตอาการใน 14 มณฑลและเขตทั่วจีน รวมถึงมณฑลจี๋หลินในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, เจ้อเจียงในภาคตะวันออก และไห่หนานในภาคใต้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในต่างประเทศ นอกจากไทย, ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ที่พบผู้ติดเชื้อซึ่งล้วนมีประวัติมาจากอู่ฮั่นหรือเคยเดินทางไปอู่ฮั่น ข่าวเอเอฟพีรายงานว่า ออสเตรเลียก็กำลังรอผลการตรวจชายคนหนึ่งที่แสดงอาการของโรคนี้ เขาเคยเดินทางไปอู่ฮั่นและกำลังถูกแยกกักกันโรค ส่วนฟิลิปปินส์ก็รายงานว่าอาจพบผู้ติดเชื้อรายแรกในประเทศ เป็นเด็กอายุ 5 ปีเดินทางจากอู่ฮั่นมาถึงฟิลิปปินส์เมื่อวันที่ 12 มกราคม และเข้าโรงพยาบาลด้วยอาการไข้หวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การยืนยันว่าไวรัสนี้แพร่จากคนสู่คนได้ เพิ่มความวิตกว่าสถานการณ์แพร่ระบาดจะรุนแรงขึ้นเนื่องจากใกล้ช่วงเทศกาลตรุษจีนที่ชาวจีนหลายร้อยล้านคนจะออกเดินทางกลับภูมิลำเนา ทั้งด้วยเครื่องบิน, รถไฟและรถโดยสาร หรือเดินทางออกต่างประเทศ สนามบินของฮ่องกงและไต้หวันที่คาดว่าจะต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวจีนจำนวนมาก และสนามบินของหลายประเทศ ได้วางมาตรการคัดกรองผู้โดยสาร โดยเฉพาะจากเมืองอู่ฮั่น เช่น ออสเตรเลีย, บังกลาเทศ, เนปาล, สิงคโปร์, สหรัฐ และไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอังคาร รัฐบาลจีนประกาศด้วยว่าได้จัดให้การแพร่ระบาดครั้งนี้อยู่ในหมวดเดียวกับโรคซาร์ส ซึ่งจะบังคับการแยกผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อ และอาจรวมถึงการใช้มาตรการกักกันโรค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันก่อนหน้านั้นประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กล่าวถึงการระบาดเป็นครั้งแรก ย้ำว่า จะต้องควบคุมการแพร่ของไวรัสนี้ให้ได้อย่างเด็ดขาดและต้องเปิดเผยข้อมูลอย่างทันท่วงที.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55144</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีน, ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ, องค์การอนามัยโลก, แพร่คนสู่คน, ไวรัสคล้ายซาร์ส, ไวรัสสายพันธุ์ใหม่, ไวรัสโคโรนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200121/image_big_5e26d2a221631.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41310</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/07/2019 16:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/07/2019 16:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>WHO ประกาศอีโบลาเป็น &#039;ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;องค์การอนามัยโลกตัดสินใจประกาศให้การระบาดของโรคอีโบลาในประเทศดีอาร์คองโกเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศแล้ว ระบุถึงเวลาที่ทั่วโลกต้องตระหนักหลังจากไวรัสมรณะนี้คร่าชีวิตชาวคองโกมากกว่า 1,600 คนในเวลาไม่ถึง 1 ปีและเริ่มพบผู้ป่วยในเมืองใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คนขับรถจักรยานยนต์รับจ้างทำความสะอาดมือที่จุดคัดกรองเชื้อบนถนนระหว่างเมืองบูเตมโบและโกมา ของดีอาร์คองโก เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2562 / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กินชาซา / เอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2562 ว่าการแพร่ระบาดของอีโบลาในภาคตะวันออกของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (ดีอาร์คองโก) ตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ซึ่งเป็นการระบาดครั้งเลวร้ายที่สุดครั้งที่ 2 ของโรคนี้ ทำให้องค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาเคยถูกประกาศใช้เพียง 4 ครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการดับเบิลยูเอชโอ กล่าวในแถลงการณ์เมื่อวันพุธว่า ตอนนี้ถึงเวลาที่ทั่วโลกต้องให้ความสนใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถานการณ์ในดีอาร์คองโกน่าวิตกกังวลมากขึ้นในสัปดาห์นี้ ภายหลังการแพร่ระบาดที่เดิมเคยควบคุมไว้ได้ในพื้นที่ห่างไกล กลับปรากฏพบว่ามีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตในเมืองใหญ่เป็นครั้งแรกที่เมืองโกมา ซึ่งเป็นเมืองเอกของจังหวัดนอร์ทคิวู ทีโดรสเคยกล่าวไว้เมื่อต้นสัปดาห์ว่า ผู้ป่วยที่โกมาอาจเป็นผู้เปลี่ยนเกม เพราะเมืองนี้เป็น &amp;quot;ประตูเข้า-ออก&amp;quot; สู่เขตเกรตเลคของแอฟริกาและโลกภายนอก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ป่วยที่โกมาเป็นศาสนาจารย์นิกายอีวานเจลิคอลที่เดินทางจากเมืองบูเตมโบ ซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองที่มีการระบาด&amp;nbsp; มีรายงานว่า เขาสัมผัสผู้ป่วยอีโบลาหลายคนที่เมืองบูเตมโบ และปกปิดตัวตนเพื่อหลีกเลี่ยงการคัดครองด้านสาธารณสุขระหว่างเดินทางมาเมืองโกมา เขาเสียชีวิตแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้ องค์การอนามัยโลกเคยประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศมาแล้ว 4 ครั้ง ได้แก่ การระบาดของไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอช 1 เอ็น 1 เมื่อปี 2552, การระบาดของไวรัสโปลิโอ ปี 2557, การระบาดของอีโบลาในแอฟริกาตะวันตกระหว่างปี 2557-2559 และการเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันของผู้ติดไวรัสซิกาในลาตินอเมริกาเมื่อปี 2559&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไวรัสอีโบลามีอัตราการเสียชีวิตสูง โดยเฉลี่ยอยู่ที่ราว 50% สามารถแพร่เชื้อจากสัตว์ป่าสู่คนได้ และติดต่อระหว่างคนสู่คนได้ผ่านการสัมผัสของเหลวในร่างกาย, โลหิต, สารคัดหลั่ง หรืออวัยวะที่ผู้ที่ติดเชื้อ อีโบลาที่ระบาดในดีอาร์คองโกตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ทำให้มีคนเสียชีวิตแล้วมากกว่า 1,600 คน จากผู้ป่วยมากกว่า 2,500 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กฎอนามัยระหว่างประเทศของดับเบิลยูเอชโอเมื่อปี 2558 ระบุว่า ภาวะฉุกเฉินใช้กับสถานการณ์ที่เป็นเหตุการณ์ผิดธรรมดาที่ก่อความเสี่ยงด้านสาธารณสุขต่อประเทศอื่นๆ จากการแพร่ระบาดระหว่างประเทศ และจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อรับมือ การประกาศของดับเบิลยูเอชโอเมื่อวันพุธทำให้บางฝ่ายกังวลว่าจะทำให้บางประเทศปิดพรมแดน แต่โรเบิร์ต สเตฟเฟน ประธานคณะกรรมการของดับเบิลยูเอชโอ ย้ำว่า ประเทศทั้งหลายไม่ควรตอบสนองต่อคำประกาศนี้ด้วยการปิดพรมแดนหรือจำกัดการค้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แถลงการณ์ได้เตือนประเทศเพื่อนบ้านของดีอาร์คองโกว่ามีความเสี่ยงมากที่สุด ได้แก่ รวันดา, เซาท์ซูดาน, บุรุนดี และอูกันดา ส่วนประเทศอีกกลุ่มมีความเสี่ยงรองลงมา ได้แก่ สาธารณรัฐแอฟริกากลาง, แองโกลา, แทนซาเนีย, สาธารณรัฐคองโก และแซมเบีย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41310</URL_LINK>
                <HASHTAG>WHO, ดับเบิลยูเอชโอ, ดีอาร์คองโก, ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ, สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก, องค์การอนามัยโลก, อีโบลา, อีโบลาระบาด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190718/image_big_5d3039e320ccf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
