<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118977</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/10/2021 17:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/10/2021 17:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หลังฉีดวัคซีนแอสตร้าฯ 5-30 วัน มีอาการปวดหัวรุนแรง เสี่ยงเกิดลิ่มเลือดอุดตันชนิดพิเศษ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
6 ต.ค.64 -สมาคม ISTH (International Society and Thrombosis and Haemostasis) จัดเสวนาเนื่องในวันลิ่มเลือดอุดตันโลกซึ่งตรงกับวันที่ 13 ตุลาคม ในหัวข้อ &amp;ldquo;สถานการณ์ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในประเทศไทย&amp;rdquo; โดยศ.นพ.พันธุ์เทพ อังชัยสุขศิริ สาขาวิชาโลหิตวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ในสถานการณ์โควิด19 ที่มีความเกี่ยวข้องกับภาวะลิ่มเลือดอุดตัน ซึ่งภาวะนี้ไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อโควิด แต่ผู้ป่วยโควิดมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะนี้ &amp;nbsp;เช่น คนที่เคยเป็นภาวะลิ่มเลือดอุดตันแล้วติดเชื้อโควิดก็มีโอกาสที่จะเป็นซ้ำอีกครั้ง หรือมีความเสี่ยงมากขึ้น ไม่ควรหยุดทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดเอง ควรแจ้งแพทย์ทันที ซึ่งโดยทั่วไปผู้ป่วยโควิดกลุ่มอาการรุนแรงที่มีโอกาสเกิดลิ่มเลือดอุดตันถึง 20% แพทย์จะให้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดเพื่อป้องกันไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ส่วนภาวะลิ่มเลือดอุดตันกับการฉีดวัคซีน โดยเฉพาะวัคซีนแอสตร้าเซเนก้า ซึ่งข้อมูลจากทางองค์การสาธารณสุขของอังกฤษและยุโรป ระบุว่าวัคซีนไม่ได้เพิ่มปัจจัยเสี่ยงของการเกิดลิ่มเลือดอุดตันแบบธรรมดาที่จะเกิดขึ้นที่ขาหรือปอด (Clinical Burdens of Venous Thromboembolism(VTE)) ซึ่งอีกผลการศึกษาพบว่าหลังฉีดวัคซีนจะเกิดลิ่มเลือดอุดตันชนิดพิเศษขึ้นที่หลอดเลือดดำในสมอง เรียกว่า ภาวะลิ่มเลือดอุดตันที่ร่วมกับเกล็ดเลือดต่ำภายหลังได้รับวัคซีน ซึ่งมีอาการบ่งชี้คือ ปวดหัวรุนแรง หลังจากได้รับวัคซีนไปแล้ว 5-30 วัน นับเป็นภาวะรุนแรงอันเดียวที่ยอมรับว่าเกี่ยวกับวัคซีน โดยในอังกฤษพบภาวะนี้ประมาณ 1 คนใน 100,000 คน ในคนไข้อายุ 50 ปีขึ้นไป และในคนไข้อายุน้อยกว่า 50 ปี พบประมาณ 1 คนต่อ 50,000 คน ดังนั้นหากมีอาการต้องเข้ารับการตรวจเลือดจำเพาะค่า D-dimer หรือ PF4 หลังฉีดวัคซีน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.นพ.พันธุ์เทพ บอกอีกว่า ยังมีข้อมูลที่น่าสนใจ คือ จากผลสำรวจการรู้จักภาวะลิ่มเลือดอุดตันในประชากรของสมาคม International Society on Thrombosis and Haemostasis (ISTH) ใน 9 ประเทศ ได้แก่ &amp;nbsp;สหรัฐอเมริกา แคนาดา อาร์เจนตินา อังกฤษ เยอรมัน เนเธอร์แลนด์ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และไทย รวมกว่า 800 คน พบว่าการตระหนักรู้เกี่ยวกับลิ่มเลือดอุดตัน หรืออาการอยู่ในระดับต่ำ เมื่อเทียบกับโรคอื่น และในประเทศไทยประชากรรับรู้เกี่ยวกับภาวะนี้ก็ต่ำกว่าประชากรในยุโรปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยแนวโน้มของภาวะลิ่มเลือดอุดตันที่เกิดขึ้นทั่วโลก ศ.นพ.พันธุ์เทพ กล่าวว่า &amp;nbsp; 1 ใน 4 ของประชากรทั่วโลกเสียชีวิตจากภาวะที่เกี่ยวเนื่องกับลิ่มเลือดอุดตัน โดยสมาคมแพทย์อเมริกันคาดว่ามีประชากรราวๆ 2 ล้านคนต่อปีที่ต้องทรมานกับภาวะลิ่มเลือดอุดตัน ซึ่งนับเป็นจำนวนที่มากกว่ากลุ่มที่เป็นอุบัติการณ์ของโรคภาวะหัวใจล้มเหลวหรือโรคหลอดเลือดสมองในแต่ละปี โดยภาวะลิ่มเลือดอุดตันแบ่งเป็น ลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดแดง เช่น หัวใจขาดเลือด และลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำที่คนรู้จักน้อย แต่ประชากรเป็นภาวะนี้ประมาณ 142-300 &amp;nbsp;คนต่อประชากร 100,000 คนต่อปี และส่วนใหญ่จะพบในคนผิวขาวประมาณ 1 คนใน 1,000 คน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในประเทศไทย ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขเกี่ยวกับภาวะลิ่มเลือดอุดกั้นในปอดพบว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ.2560-2563 &amp;nbsp;มีผู้ป่วยประมาณ 12,900-26,800 คน เท่ากับว่าจะมีผู้ป่วย 200-400 คนในประชากรทุกๆ 1 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่จะเจอในคนผิวขาว 5-10 เท่า และภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ส่งผลให้ผู้ป่วยพบปัญหาหายใจลำบาก ส่งผลให้เกิดอัตราการเสียชีวิตถึง 30% หากไม่ได้รับการรักษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.นพ.พันธุ์เทพ กล่าวต่อว่า ปัจจัยเสี่ยงมักเกิดขึ้นหลังจากนั่งอยู่ในท่าหย่อนขานานๆ การเดินทางด้วยเครื่องบินเป็นระยะเวลานาน การอยู่ในโรงพยาบาลนานๆ การผ่าตัด ปัจจัยทางพันธุกรรม ผู้หญิงที่ทานยาคุมกำเนิด โรคมะเร็ง และในปัจจุบันที่พบคือการติดเชื้อโควิด19 หรือการฉีดวัคซีน เป็นต้น ซึ่งผลกระทบของภาวะลิ่มเลือดอุดตันต่อชีวิต อาทิ ขามีอาการปวดบวม หอบเหนื่อย การหมดสติเฉียบพลัน หัวใจวาย หรือเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยภาวะลิ่มเลือดอุดตันอาการที่พบจะมีการปวดบวมที่ขาข้างหนึ่ง ผิวหนังอักเสบหรือเป็นโรคกระดูก ผิวหนังมีการเปลี่ยนสี &amp;nbsp;ไอเป็นเลือด ใจสั่นหายใจไม่ออก ทำให้เกิดการวินิจฉัยล่าช้า อาจส่งผลให้ลิ่มเลือดลามไปที่ปอดได้ไวขึ้น หรือเกิดภาวะเรื้อรัง เช่น ขามีรอยแดงดำ ดังนั้นการรักษาต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยเสี่ยง โดยเฉลี่ยอย่างน้อยใช้เวลารักษา 3เดือน หรือจนกว่าจะหายขาด เพราะภาวะนี้มีความรุนแรงจนถึงขั้นที่เลือดไปเลี้ยงร่างกายไม่เพียงพอจนเสียชีวิต หรือในอีกกรณีการเสียชีวิตเฉัยบพลันก็มาจากลิ่มเลือดอุดตันได้เช่นกัน &amp;ldquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในโรคมะเร็งนับว่าเป็นโรคหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับภาวะลิ่มเลือดอุดตันที่สำคัญ ศ.นพ.พันธุ์เทพ กล่าวว่า เนื่องจากมะเร็งมีการปล่อยสารบางอย่างไปกระตุ้นการแข็งตัวของเลือด ทำให้ลิ่มเลือดสามารถอุดตันได้ทั้งหลอดเลือดดำและหลอดเลือดแดง ในคนที่เป็นโรคมะเร็งจึงมีความเสี่ยงมากกว่าคนที่ไม่ได้เป็น 4-6 เท่า และมะเร็งบางชนิดก็มีความเสี่ยงมากขึ้น เช่น มะเร็งสมอง มะเร็งในกระเพาะอาหาร มะเร็งในหลอดน้ำเหลือง มะเร็งรังไข่ รวมไปถึงการรักษาที่นำไปสู่ความเสี่ยงได้เช่นกัน&amp;rdquo; ศ.นพ.พันธุ์เทพ กล่าว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามควรดูแลตัวเองเพื่อลดความเสี่ยงการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน เช่น หมั่นขยับร่างกาย ดื่มน้ำอย่างเพียงพอ สังเกตอาการและสัญญานลิ่มเลือด อุดตัน ไม่มั่นใจขอตรวจประเมินความเสี่ยง VTE โดยเฉพาะผู้ป่วยในโรงพยาบาลควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการประเมินความเสี่ยงภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ (VTE)
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118977</URL_LINK>
                <HASHTAG>ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน, วัคซีนแอสตราเซนเนกา, ส.นพ.พันธุ์เทพ อังชัยสุขศิริ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211006/image_big_615d73326fbfe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105213</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/06/2021 07:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/06/2021 07:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอยง&#039;วิเคราะห์โควิด-19 วัคซีน กับอาการไม่พึงประสงค์ ยันต้องใช้เหตุและผลตัดสินใจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;

4 มิ.ย.64 -ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เรื่อง โควิด 19 วัคซีน กับอาการไม่พึงประสงค์ มีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะนี้ทั่วโลกมีการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19&amp;nbsp; ไปแล้วไม่น้อยกว่า 2 พันล้านโดส ไม่เคยมีวัคซีนใดที่ฉีดได้รวดเร็วและมากเท่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาการไม่พึงประสงค์ ต้องแยกจากอาการข้างเคียง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาการไม่พึงประสงค์ เกิดขึ้น หลังการให้วัคซีน เป็นเหตุการณ์อะไรก็ตาม ที่เกิดขึ้นหลังการให้วัคซีนใน 2 สัปดาห์ เราจะรวบรวมเป็นอาการไม่พึงประสงค์ แล้วสรุป ว่าเกี่ยวข้องกับวัคซีนหรือไม่ เป็นความเป็นไปได้ที่เกี่ยวข้องกับวัคซีน น่าจะเกี่ยวข้อง หรือเกี่ยวข้อง จึงต้องอาศัยการช่วยวิเคราะห์อย่างละเอียด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างที่ผมเคยเล่าให้ฟังว่า ฉีดวัคซีนแล้วเสียชีวิต ใน 2 วันต่อมา ก็ถือว่าเป็นอาการไม่พึงประสงค์อย่างร้ายแรง แต่เมื่อไปศึกษารายละเอียด พบว่าการเสียชีวิตถูกยิงตาย ก็ต้องศึกษาต่อไปอีกว่า วัคซีนมีผลทำให้พฤติกรรมก้าวร้าว หรือไม่ ถ้าก้าวร้าวแล้วถูกยิงตาย วัคซีนก็อาจจะเป็นสาเหตุได้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมอยู่ในการศึกษาวัคซีนมาม่าก แม้กระทั่งฉีดวัคซีนไปแล้ว เดินออกจากโรงพยาบาล เดินตกท่อ ก็ยังต้องหาสาเหตุว่าเกี่ยวข้องกับวัคซีนหรือไม่ เพราะวัคซีนอาจทำให้เวียนศีรษะ แล้วเดินตกท่อก็ได้ แต่ถ้าไปเดินสะดุดแล้วตกท่อ ก็ไม่น่าจะเป็นสาเหตุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะนี้ประเทศไทยฉีดวัคซีนไปถึง 3.8 ล้านโดส ถ้าเฝ้าระวังอาการ เอาแค่ 7 วันก็พอ ก็เท่ากับ ไม่น้อยกว่า&amp;nbsp; 25 ล้านวัน ชีวิตคน หรือเท่ากับ 65 หมื่นปี หรือเรียกง่ายๆคนเรามีอายุ 80 ปี ก็อย่างน้อย 800 คนที่เมื่อนับรวมวันกัน ตั้งแต่เกิดจนตายก็จะเท่ากับ 25 ล้านวัน ฟังดูแล้วเข้าใจยากไปหน่อย ถ้าพูดง่ายๆชีวิต 25 ล้านวัน เท่ากับชีวิตของคน 800 คน ที่มีอายุอยู่ถึง 80 ปี เมื่อวันเวลาดังกล่าวดังที่ยกตัวอย่างก็ต้องมีการเสียชีวิต ตามโลกแห่งความเป็นจริง แต่การให้วัคซีนส่วนใหญ่แล้วให้กับคนแข็งแรง เหตุการณ์จึงไม่ได้เกิดถึงขนาดนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นเมื่อเกิดอาการไม่พึงประสงค์ โดยเฉพาะอาการใหม่ จะต้องมีการรายงาน ว่าโรคนั้นเกี่ยวข้องกับหรือเป็นอาการข้างเคียงกับวัคซีนหรือไม่ เช่นการให้วัคซีนไวรัส Vector&amp;nbsp; เกิดการมีลิ่มเลือดและมีเกล็ดเลือดต่ำ (คนละโรคกับเส้นเลือดดำอุดตัน) โรคนี้ก็พบได้อยู่แล้ว แต่เมื่อมาเปรียบเทียบกับอุบัติการณ์ของคนปกติที่พบในชีวิตจริง แล้วพบว่าเกิดจากวัคซีนได้มากกว่า ก็เป็นที่ยอมรับว่า การเกิดลิ่มเลือดชนิดที่มีเกล็ดเลือดต่ำ ว่ามีความเกี่ยวข้องกับการฉีดวัคซีนชนิด virus Vector&amp;nbsp; แต่อุบัติการณ์จะเกิดในคนอายุน้อย และมีอุบัติการณ์ทั้งสิ้นประมาณ 1 ในแสน เมื่อเทียบประโยชน์แล้วมีมากกว่าก็เดินหน้าให้วัคซีน และโรคดังกล่าวก็รักษาได้ ถ้ารู้เร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช่นเดียวกันการฉีดวัคซีน mRNA&amp;nbsp; เช่นของ Pfizer&amp;nbsp; ขณะนี้มีรายงานการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ โดยเฉพาะในคนอายุน้อย ข้อมูลนี้กำลังเฝ้าระวัง โดยเฉพาะในอเมริกาและอิสราเอล เริ่มให้ความสำคัญ ก็จะต้องศึกษาเพิ่มเติมว่า อุบัติการณ์ในการฉีดวัคซีนในคนอายุน้อยของ Pfizer&amp;nbsp; มีโอกาสเกิดมากกว่าคนที่ไม่ได้ฉีด แล้วเกิดกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบเท่าใด จะต้องคำนึงถึงผลได้ของวัคซีนเปรียบเทียบกับการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ และ ผลระยะยาวของหัวใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วัคซีนที่ใช้อยู่ขณะนี้เป็นวัคซีนใหม่ จึงจำเป็นต้องบันทึกอาการไม่พึงประสงค์ ลงอย่างละเอียด และจำเป็นต้องใช้นักวิชาการมาวิเคราะห์ และคำนึงถึง ประโยชน์ที่ได้ กลับผลเสียที่จะเกิดจากการฉีดวัคซีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราจำเป็นจะต้องใช้ทั้งเหตุและผล เข้ามาร่วมการตัดสินใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข่าวในเชิงลบ จะออกมาเร็วและผู้คนสนใจ แต่เมื่อความจริงปรากฏ ว่าเกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้องกับวัคซีน ก็มักจะ ไม่เป็นข่าวออกมาเลย เช่นในรายการเสียชีวิต จะเป็นข่าวอย่างรวดเร็ว แต่ผลของการสอบสวนต้องใช้เวลา และเมื่อผลสอบสวนออกมาแล้ว ก็มักจะไม่ได้เป็นข่าวแล้ว
#หมอยง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105213</URL_LINK>
                <HASHTAG>การฉีดวัคซีนโควิด-19, นพ.ยง ภู่วรวรรณ, ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน, อาการไม่พึงประสงค์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210420/image_big_607e6584b3b7a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98853</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/04/2021 22:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/04/2021 22:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฟิลิปปินส์ระงับฉีดวัคซีนแอสตร้าฯให้คนอายุต่ำกว่า60ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;กระทรวงสาธารณสุขฟิลิปปินส์ระงับการใช้วัคซีนโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้า กับผู้ที่มีอายุไม่ถึง 60 ปี หลังจากมีรายงานการเกิดลิ่มเลือดอุดตันในประเทศอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานว่า การตัดสินใจของรัฐบาลฟิลิปปินส์เมื่อวันพฤหัสบดีมีออกมาในช่วงที่สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในฟิลิปปินส์รุนแรงจนทำให้รัฐบาลต้องใช้มาตรการล็อกดาวน์ประชากรมากกว่า 24 ล้านคนในกรุงมะนิลาและปริมณฑล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้หลายประเทศในยุโรปก็ระงับการใช้วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้ากับประชากรที่อายุน้อยเช่นกัน หลังจากที่หลายประเทศเคยห้ามใช้วัคซีนนี้โดยสิ้นเชิงเพราะความหวาดกลัวปัญหาลิ่มเลือด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพุธ องค์การยาแห่งยุโรปกล่าวว่า ควรระบุว่าภาวะลิ่มเลือดอุดตันเป็นหนึ่งในผลข้างเคียงที่เกิดได้น้อยมากของการฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า แต่พร้อมกันนั้นก็ย้ำว่าประโยชน์จากวัคซีนนี้มีมากกว่าความเสี่ยงมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฟิลิปปินส์ได้รับวัคซีนโควิดแล้วประมาณ 2.5 ล้านโดส ส่วนใหญ่เป็นวัคซีนจากบริษัท ซิโนแวค ของจีน โดยวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้านั้น ฟิลิปปินส์ได้จากโครงการโคแวกซ์แล้ว 525,000 โดส เกือบทั้งหมดถูกใช้ไปแล้ว ทางการคาดว่าวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าอีก 3 ล้านโดสจะมาถึงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถึงวันที่ 8 เมษายน ฟิลิปปินส์มีผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสะสม 828,366 คน เสียชีวิตแล้ว 14,119 คน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98853</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฟิลิปปินส์, ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน, วัคซีนโควิด, อายุต่ำกว่า 60 ปี, แอสตร้าเซนเนก้า, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210408/image_big_606f269110719.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96911</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/03/2021 19:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/03/2021 19:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แอสตร้าฯย้ำผลทดลองในสหรัฐได้ผล80%กับผู้สูงอายุ-ไม่เสี่ยงลิ่มเลือด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า ยืนยันเมื่อวันจันทร์ว่า ผลการทดลองประสิทธิภาพของวัคซีนระยะที่ 3 ในสหรัฐบ่งบอกว่า วัคซีนโควิด-19 มีประสิทธิภาพ 80% ในการป้องกันการติดเชื้อในกลุ่มผู้สูงอายุ และไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำแถลงของบริษัทกล่าวว่า วัคซีนโควิด-19 ที่แอสตร้าเซนเนก้าพัฒนาร่วมกับมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดจากอังกฤษ มีประสิทธิภาพ 79% ในการป้องกันโควิด-19 ที่แสดงอาการกับกลุ่มประชากรโดยรวม และมีประสิทธิภาพถึง 100% ในการป้องกันโรครุนแรงและการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้หลายประเทศมีคำแนะนำว่าไม่ควรฉีดวัคซีนนี้กับผู้สูงอายุ เนื่องจากการทดลองที่ผ่านมาขาดข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มผู้สูงอายุ เมื่อต้นเดือนนี้ หลายประเทศยังระงับการใช้แอสตร้าเซนเนก้าเนื่องจากหวั่นเกรงปัญหาการเกิดลิ่มเลือด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การทดลองระยะที่ 3 ในสหรัฐมีผู้เข้าร่วมการทดลอง 32,449 ราย โดย 2 ใน 3 ได้รับวัคซีนนี้ กลุ่มผู้ทดลองประมาณ 20% มีอายุ 65 ปีขึ้นไป และประมาณ 60% มีปัญหาสุขภาพที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงกับโรคโควิด-19 รุนแรง เช่น เบาหวาน, โรคอ้วนรุนแรง หรือโรคหัวใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แอนน์ ฟอลซีย์ อาจารย์คณะแพทยศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยโรเชสเตอร์ ซึ่งเป็นผู้ร่วมวิจัยหลักในการทดลองนี้ กล่าวว่า ผลการทดลองย้ำการยืนยันผลลัพธ์ก่อนหน้านี้ที่พบในการทดลอง AZD1222 ในกลุ่มประชากรผู้ใหญ่ทั้งหมด แต่น่าตื่นเต้นที่ได้ผลประสิทธิภาพคล้ายกันในกลุ่มผู้ที่อายุเกิน 65 ปีเป็นครั้งแรก ผลวิเคราะห์นี้ยืนยันความถูกต้องของวัคซีนนี้ในฐานะทางเลือกของการฉีดวัคซีนที่จำเป็นมาก ให้ความเชื่อมั่นว่าผู้ใหญ่ในทุกวัยจะได้ประโยชน์จากการป้องกันไวรัสนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อมูลจากการทดลองยังไม่พบความเสี่ยงเพิ่มขึ้นของการเกิดลิ่มเลือดอุดตันในกลุ่มผู้ร่วมทดลอง 21,583 คนที่ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 โดส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;องค์การยาแห่งยุโรปเพิ่งประกาศข้อสรุปเมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้วว่า วัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้าปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ โดยไม่พบความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นของภาวะลิ่มเลือดอุดตัน และทำให้หลายประเทศในสหภาพยุโรปกลับมาฉีดวัคซีนนี้อีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แอสตร้าเซนเนก้ากล่าวว่า บริษัทกำลังเตรียมจะยื่นผลการทดลองนี้ต่อคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐ เพื่อขออนุมัติการใช้งานแบบฉุกเฉิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลการทดลองยังชี้ด้วยว่า การฉีดวัคซีนโดสที่ 2 โดยเว้นระยะห่างมากกว่า 4 สัปดาห์จากเข็มแรก จะเพิ่มประสิทธิภาพของวัคซีนมากขึ้น เทียบกับผลการทดลองก่อนหน้านี้ที่ชี้ว่าควรทิ้งระยะไว้ 12 สัปดาห์.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96911</URL_LINK>
                <HASHTAG>การทดลองในสหรัฐ, ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน, วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า, โควิด-19, ได้ผลกับผู้สูงอายุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210322/image_big_60588912e40c8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96608</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/03/2021 18:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/03/2021 18:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยุโรปกลับมาใช้&#039;แอสตร้าเซนเนก้า&#039; สหรัฐฉีดวัคซีนใกล้ทะลุเป้า100ล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ชาติยุโรปเกือบ 12 ประเทศกลับมาใช้วัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้าอีกครั้ง ภายหลังองค์การยายุโรปแนะนำว่าวัคซีนปลอดภัยและมีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยงจากภาวะลิ่มเลือดอุดตัน ขณะรัฐบาลสหรัฐเตรียมประกาศข่าวดีฉีดวัคซีนทะลุเป้า 100 ล้านคนวันศุกร์นี้ ก่อนเป้าหมายที่วางไว้หลายสัปดาห์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การระงับฉีดวัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้าในหลายประเทศเนื่องจากความกังวลภาวะลิ่มเลือดที่เกิดกับผู้ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 30 คน จากผู้รับวัคซีนแล้วหลายล้านคน ก่อความหวั่นเกรงว่าจะกระทบต่อการขับเคลื่อนวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนาทั่วโลก เนื่องจากวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าเป็นสัดส่วนใหญ่ของโครงการโคแวกซ์เพื่อต่อต้านโรคระบาดที่คร่าชีวิตชาวโลกแล้วเกือบ 2.7 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังองค์การยาแห่งยุโรป (อีเอ็มเอ) สรุปชัดเจนเมื่อวันพฤหัสบดีว่าประโยชน์จากวัคซีนนี้ในการปกป้องผู้คนจากการเสียชีวิตหรือการรักษาในโรงพยาบาลเพราะไวรัสโคโรนา มีมากกว่าความเสี่ยงที่อาจเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน รัฐบาลหลายประเทศประกาศจะกลับมาใช้วัคซีนนี้อีกครั้ง โดยฝรั่งเศสและเยอรมนีกำหนดเริ่มฉีดวัคซีนทันทีในวันศุกร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกรัฐมนตรีฌอง กัสแตกซ์ ของฝรั่งเศส กล่าวด้วยว่า เขาจะฉีดวัคซีนนี้ด้วย เพื่อส่งเสริมการกลับมาฉีดวัคซีนนี้อีกครั้งของฝรั่งเศส ขณะที่นายกรัฐมนตรีมารีโอ ดรากี ของอิตาลี ก็บอกว่าอิตาลีจะทำแบบเดียวกัน สเปนจะกลับมาฉีดในวันพุธ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลเนเธอร์แลนด์, โปรตุเกส, ไซปรัส, ลิทัวเนีย, ลัตเวีย, สโลวีเนีย และบัลแกเรีย ก็ประกาศจะกลับมาฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าอีกครั้ง แต่นอร์เวย์และสวีเดนยังชะลอการตัดสินใจ โดยวันศุกร์องค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) เตรียมเผยแพร่ข้อสรุปการประเมินของตนเรื่องความปลอดภัยของวัคซีนนี้&amp;nbsp; หลังจากก่อนหน้านี้ได้สนับสนุนให้ประเทศต่างๆ ใช้วัคซีนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สหรัฐ ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ประกาศที่ทำเนียบขาวเมื่อวันพฤหัสบดีตามเวลาท้องถิ่นว่า สหรัฐจะฉีดวัคซีนครบ 100 ล้านคนในวันศุกร์ หรือเพียง 58 วันนับแต่รัฐบาลของเขาเริ่มปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งเร็วกว่าที่เขาตั้งเป้าหมายไว้หลายสัปดาห์ แต่ผู้นำสหรัฐย้ำว่า นี่คือเวลาสำหรับการมองในแง่ดี แต่ไม่ใช่เวลาที่จะผ่อนคลาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สหรัฐยังเตรียมจะจัดส่งวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าที่ผลิตในประเทศไปให้เพื่อนบ้านของตน โดยเจน ซากี โฆษกทำเนียบขาว เผยว่า เม็กซิโกจะได้รับ 2.5 ล้านโดส และแคนาดาได้ 1.5 ล้านโดส แต่เธอยังไม่เผยว่าเป็นภายในเมื่อใด.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96608</URL_LINK>
                <HASHTAG>ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน, วัคซีนโควิด-19, สหรัฐฉีดวัคซีนครบ100ล้าน, องค์การยาแห่งยุโรป, แอสตร้าเซนเนก้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210308/image_big_60464d749ef3d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96548</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/03/2021 08:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/03/2021 08:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทะลุ122ล้าน!&#039;หมอธีระ&#039;เปิด4ข้อ&#039;EMA&#039;สรุปทบทวนเรื่องความปลอดภัยของวัคซีน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
19 มี.ค.64 - นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊กรายงานสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ทั่วโลก 19 มีนาคม 2564 มีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทะลุ 122 ล้านไปแล้ว ในขณะที่ตุรกีกำลังเจอระลอกสามที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเกินสองหมื่นคนต่อวัน สูงสุดในปีนี้ คาดว่าเป็นผลจากการผ่อนคลายมาตรการตั้งแต่ต้นเดือนที่ผ่านมา
เมื่อวานทั่วโลกติดเพิ่ม 632,764 คน รวมแล้วตอนนี้ 122,302,490 คน ตายเพิ่มอีก 12,902 คน ยอดตายรวม 2,700,929 คน
อเมริกา เมื่อวานติดเชิ้อเพิ่ม 64,441 คน รวม 30,347,354 คน ตายเพิ่มอีก 1,667 คน ยอดตายรวม 551,959 คน
บราซิล ติดเพิ่ม 171,219 คน รวม 11,780,820 คน
อินเดีย ติดเพิ่ม 39,999 คน รวม 11,513,945 คน
รัสเซีย ติดเพิ่ม 9,803 คน รวม 4,428,239 คน
สหราชอาณาจักร ติดเพิ่มอีก 6,303 คน รวม 4,280,882 คน &amp;nbsp;
อันดับ 6-10 เป็น ฝรั่งเศส อิตาลี สเปน ตุรกี และเยอรมัน ส่วนใหญ่ติดกันหลักพันถึงหลายหมื่นต่อวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แถบอเมริกาใต้ ยุโรป เอเชีย อย่างโคลอมเบีย เนเธอร์แลนด์ โปแลนด์ ยูเครน แคนาดา รวมถึงบังคลาเทศ อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น และมาเลเซีย ยังติดกันเพิ่มหลักพันถึงหลักหมื่น
แถบสแกนดิเนเวีย บอลติก และยูเรเชีย ก็ยังมีติดเชื้อเพิ่ม ส่วนใหญ่หลักร้อยถึงพันกว่า
ในขณะที่แถบตะวันออกกลาง ประเทศส่วนใหญ่ยังติดเพิ่มหลักพัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เกาหลีใต้ติดเพิ่มหลักร้อย ส่วนเมียนมาร์ สิงคโปร์ ไทย ฮ่องกง กัมพูชา และออสเตรเลีย ติดเพิ่มหลักสิบ ในขณะที่จีน และเวียดนาม ติดเพิ่มต่ำกว่าสิบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;...อัพเดตเรื่องการทบทวนความปลอดภัยของวัคซีนโควิด-19 ชนิดหนึ่ง ของ European Medicines Agency (EMA)
ทาง EMA เพิ่งถ่ายทอดสดการแถลงผลสรุปทบทวนเรื่องความปลอดภัยของวัคซีนเมื่อคืนนี้ มีสาระสำคัญดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนึ่ง โดยรวมแล้ววัคซีนนี้ยังถือว่าเป็นทางเลือกหนึ่งในการป้องกันโรคโควิด-19 ที่ได้ผลและมีความปลอดภัย โดยชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์ที่ได้รับกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอง จากการทบทวน พบว่ามีการฉีดวัคซีนนี้ในยุโรปไป 20 ล้านคน โดยมีภาวะลิ่มเลือดแพร่กระจาย (Disseminated intravascular coagulation: DIC) จำนวน 7 คน และมีภาวะหลอดเลือดดำในสมองอุดตัน (Cerebral venous sinus thrombosis) จำนวน 18 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาม ทั้งนี้ภาวะ DIC และ venous sinus thrombosis นั้น มีความเชื่อมโยงกับการใช้วัคซีน แม้จะไม่สามารถฟันธงว่าวัคซีนเป็นสาเหตุโดยตรงก็ตาม แต่ถือว่าเป็นความเสี่ยงที่มีความเป็นไปได้ว่าอาจเกิดขึ้น (possible risk) และจำเป็นต้องมีการติดตามและศึกษาวิจัยอย่างถี่ถ้วนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สี่ แนะนำให้ระบุความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะดังกล่าวข้างต้นในเอกสารกำกับการใช้วัคซีน และจำเป็นต้องให้ข้อมูลนี้แก่บุคลากรทางการแพทย์ และประชาชนที่จะมารับวัคซีน เพื่อเป็นมาตรการเตือน ให้ได้รับทราบความเสี่ยง ซึ่งถือเป็นอาการไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นได้ (possible adverse effect) หากจะตัดสินใจรับวัคซีนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นจึงเป็นบทเรียนที่ดี โดยเราสามารถเรียนรู้ได้ว่า กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วนั้นมีกระบวนการมาตรฐานในการพิจารณาติดตามและทบทวนเรื่องความปลอดภัยของวัคซีนที่นำมาใช้ในประเทศอย่างเข้มข้น และให้ความสำคัญมากกับสวัสดิภาพและความปลอดภัยในชีวิตของประชาชน ไม่กระทำการแบบเร่งด่วนที่จะรีบใช้รีบสรุป ตราบใดที่ยังไม่แน่ใจในข้อมูลวิชาการที่ถี่ถ้วนจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การตัดสินใจรับหรือไม่รับวัคซีนใดๆ เป็นสิทธิอันชอบธรรมของประชาชนทุกคน เราจำเป็นจะต้องรู้ข้อมูลความรู้ที่ถูกต้อง รู้รายละเอียดต่างๆ ของวัคซีนว่ามีสรรพคุณอย่างไร มีความเสี่ยงอะไรบ้าง ก่อนตัดสินใจว่าจะรับหรือไม่รับ
ประเทศต่างๆ ทั่วโลกล้วนมุ่งหน้าจัดซื้อจัดหา หรือเปิดทางให้มีวัคซีนที่หลากหลายมาใช้ในประเทศของตน โดยเน้นการหาวัคซีนที่มีสรรพคุณสูง และปลอดภัย เพราะเป็นการพิสูจน์ถึงความจริงใจ ความมุ่งมั่น และความสามารถในการจัดการกับปัญหาโรคระบาดอย่างแท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สรรพคุณของวัคซีนควรสามารถป้องกันการติดเชื้อได้ ป้องกันการเจ็บป่วยได้ ลดความรุนแรงและลดอัตราการเสียชีวิตได้ และสามารถป้องกันกับไวรัสที่กลายพันธุ์ได้ โดยมีข้อมูลความปลอดภัยในการใช้อย่างชัดเจน
สถานการณ์ในไทยเรายังคงมีการระบาดกระจายไปอย่างต่อเนื่อง ไม่ปลอดภัย ขอให้เราใช้ชีวิตอย่างมีสติ ป้องกันตัวอย่างเคร่งครัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากทางเลือกในการป้องกันยังมีจำกัด และไม่แน่ใจในทางเลือกที่มีเหล่านั้น หนทางที่จะป้องกันโรคได้ดีที่สุดคือ การป้องกันตัวเองด้วยการใส่หน้ากาก ล้างมือบ่อยๆ อยู่ห่างคนอื่นหนึ่งเมตร ลดละเลี่ยงการตะลอนท่องเที่ยวพบปะสังสรรค์ เลี่ยงที่แออัดและที่อโคจร นอกจากนี้คือการร่วมกันเรียกร้องให้เกิดช่องทางนำเข้าวัคซีนป้องกันอื่นๆ เข้ามาเป็นทางเลือกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้อย่างเป็นรูปธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยรักและปรารถนาดี
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96548</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉีดวัคซีนโควิด-19, ธีระ วรธนารัตน์, ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน, สถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ทั่วโลก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210312/image_big_604ad1596dcec.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96428</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/03/2021 23:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/03/2021 23:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้เชี่ยวชาญWHOแนะทั่วโลกฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าต่อไป</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;คณะผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยวัคซีนขององค์การอนามัยโลกมีคำแนะนำเมื่อวันพุธว่า ประเทศทั้งหลายควรใช้วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าต่อไป โดยเห็นว่าประโยชน์มีมากกว่าความเสี่ยง แต่พวกเขาก็กำลังตรวจสอบข้อมูลความปลอดภัยของวัคซีนนี้ หลังจากมีหลายประเทศระงับเพราะกังวลต่อผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;องค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ), องค์การยาแห่งยุโรป และบริษัทแอสตร้าเซนเนก้า กล่าวย้ำหลายครั้งว่าวัคซีนนี้ปลอดภัย หลังจากหลายประเทศพบกรณีลิ่มเลือดอุดตันหรือภาวะเลือดออกในสมองที่หวั่นเกรงว่าเชื่อมโยงกับวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า การระงับใช้วัคซีนส่งผลกระทบต่อการขับเคลื่อนโครงการฉีดวัคซีนทั่วโลก เพื่อป้องกันไวรัสโคโรนาที่คร่าชีวิตชาวโลกแล้วมากกว่า 2.6 ล้านคน นับแต่พบผู้ติดเชื้อนี้ครั้งแรกในจีนเมื่อปลายปี 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในวันพุธ คณะกรรมการที่ปรึกษาระดับโลกของดับเบิลยูเอชโอว่าด้วยความปลอดภัยของวัคซีนออกแถลงการณ์ว่า การฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้ายังดีกว่าการไม่ฉีด แต่คณะกรรมการกำลังตรวจสอบข้อมูลล่าสุดที่มีอยู่อย่างรอบคอบ &amp;quot;ณ ขณะนี้ ดับเบิลยูเอชโอพิจารณาแล้วว่า ประโยชน์ของวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้ามีมากกว่าความเสี่ยงของมัน และแนะนำให้ฉีดวัคซีนนี้ต่อไป&amp;quot; คำแถลงกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำแนะนำของคณะผู้เชี่ยวชาญดับเบิลยูเอชโอสอดคล้องกับคำแนะนำขององค์การยาแห่งยุโรป ที่ออกแถลงการณ์เมื่อวันอังคาร แนะนำให้ประเทศต่างๆ ใช้วัคซีนนี้ต่อไป โดยบอกว่าไม่พบความเชื่อมโยงกับภาวะเลือดจับตัวเป็นลิ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลายประเทศตั้งแต่ฝรั่งเศสจนถึงเวเนซุเอลาและอินโดนีเซียประกาศว่าจะไม่ใช้วัคซีนนี้ ภายหลังมีรายงานว่าผู้ที่ได้ฉีดวัคซีนนี้หลายคนเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันและเลือกออกในสมอง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96428</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉีดวัคซีนโควิด-19, ดับเบิลยูเอชโอ, ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน, วัคซีนแอสตร้าเซนเนกา, องค์การอนามัยโลก, เลือดออกในสมอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210312/image_big_604b7221def76.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
