<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>18577</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/09/2018 20:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/09/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดูแลผู้สูงวัยสมองเสื่อม ศาสตร์และศิลป์ที่ฝึกได้  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; ตัวเลขผู้สูงวัยที่มีปัญหาเกี่ยวกับสมองนั้น มีเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัวกับสังคมสูงวัย ทำให้การเตรียมความพร้อมสำหรับการดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม และผู้ดูแลจำเป็นต้องเป็นการดูแลโดยองค์รวมและครอบคลุมทุกมิติ ไม่ได้ดูแลเรื่องความจำและการรู้คิดจากปัญหาสมองเสื่อมเพียงอย่างเดียว การดูแลเรื่องปัญหาด้านพฤติกรรมและอารมณ์ การดูแลสุขภาพโดยรวม การดูแลเรื่องการดำเนินกิจวัตรประจำวัน การดูแลด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู ด้านกฎหมายและอื่นๆ เป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการควบคู่กันไป การเจ็บป่วยทางกายทั้งผู้ป่วยและผู้ดูแลก็ส่งผลกระทบต่อสุขภาวะทางจิตด้วย การดูแลจึงจำเป็นต้องครอบคลุมทั้งสุขภาวะทางกายและทางจิตควบคู่กัน การส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคในประชาชนผู้สูงอายุ ผู้ป่วยสมองเสื่อมเองและผู้ดูแล จึงมีความสำคัญต่อสุขภาวะทางจิตด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;รู้จริงและเข้าใจสุขภาพผู้สูงวัยและภาวะสมองเสื่อม&amp;quot; โดย รศ.นพ.วีรศักดิ์ เมืองไพศาล ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ระบบประสาท และภาวะสมองเสื่อม โรงพยาบาลศิริราชระบุว่า ในปัจจุบันแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ ยังมีความรู้ เจตคติและทักษะในการดูแลภาวะสมองเสื่อมจำกัด ในขณะที่ปัญหาสมองเสื่อมกำลังเป็นปัญหาสุขภาพที่คุกคามประเทศมากขึ้น จากการที่ประชากรอายุยืนยาวขึ้น ความตระหนักถึงตัวโรคทำให้มีการคัดกรองและส่งเสริมให้มีการเข้าถึงระบบบริการที่มากขึ้น จึงยิ่งทำให้ปริมาณผู้ป่วยมีมากขึ้นทวีคูณ การเตรียมบุคลากรทางการแพทย์สำหรับการรับมือกับปัญหาภาวะสมองเสื่อม การดูแลปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อม รวมทั้งปัญหาด้านพฤติกรรมและอารมณ์ ตลอดจนการดูแลผู้ดูแลผู้ป่วยซึ่งมักมีปัญหาทางด้านสุขภาพกายและสุขภาพจิต จึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมจำเป็นต้องดูแลทั้งผู้ป่วยและผู้ดูแลไปพร้อมกัน ทางคลินิกผู้สูงอายุ โรงพยาบาลศิริราช มีโครงการต่างๆสำหรับช่วยในการดูแลผู้ป่วย ผู้ดูแลผู้ป่วย ประชาชนทั่วไปและพัฒนาความรู้ ทักษะของบุคลากรทางการแพทย์ โดยมีกลุ่มเป้าหมาย 4 กลุ่ม ตั้งแต่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.โครงการอบรมทางวิชาการและปฏิบัติการ เรื่อง &amp;ldquo;ภาวะสมองเสื่อม&amp;rdquo; สำหรับประชาชนผู้สนใจทั่วไป และผู้ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม จัดปีละ 4 ครั้ง ครั้งละ 3 ชั่วโมง 2.โครงการอบรมผู้ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม เต็มวัน ปีละ 1 ครั้ง จัดประมาณเดือนสิงหาคมของทุกปี โดยให้ความรู้เกี่ยวกับภาวะสมองเสื่อม การดำเนินโรค การดูแลการดำเนินกิจวัตรประจำวัน การรู้คิด ปัญหาพฤติกรรมและอารมณ์ และการทำกลุ่มแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของผู้ดูแล 3.โครงการจัดงานวันอัลไซเมอร์โลก เป็นกิจกรรมภาคประชาชนเพื่อเพิ่มความตระหนัก ความสนใจให้กับประชาชนทั่วไป รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ จัดในเดือนกันยายนของทุกปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.โครงการให้ความรู้และฝึกปฏิบัติในคลินิกผู้สูงอายุ ทุกวันอังคาร เวลา 08.30-09.00 น. ก่อนเวลาตรวจในคลินิกผู้สูงอายุ เรื่อง &amp;ldquo;สมองดีสุขภาพแข็ง&amp;rdquo; โดยบุคลากรในคลินิก ซึ่งจะจัดขึ้นทุกสัปดาห์ สำหรับผู้ป่วยสูงอายุและญาติ ในระหว่างรอการเข้าตรวจกับแพทย์ในคลินิกผู้สูงอายุ 5.การตรวจคัดกรองผู้ป่วยในคลินิกผู้สูงอายุทุกคนที่รับใหม่ โดยการตรวจประเมินความจำ อารมณ์ และประเมินผู้ป่วยเดิมที่สงสัยว่าอาจมีปัญหาด้านความจำและอารมณ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;6.การทำกิจกรรมกระตุ้นการรู้คิด ในคลินิกผู้สูงอายุโดยนักจิตวิทยาคลินิก สำหรับผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของความจำระยะแรกและผู้ป่วยสมองเสื่อมระยะต่างๆ 7.การให้คำแนะนำการดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมรายบุคคลที่มีปัญหาเฉพาะ โดยพยาบาลและการใช้สื่อโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการกระตุ้นการรู้คิด 8.การให้บริการคำปรึกษาโดยพยาบาลทางโทรศัพท์ เวลาราชการ 9.การให้คำปรึกษาเรื่องการดูแลผู้ป่วยสูงอายุโดยแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู พยาบาล นักโภชนาการในคลินิก และเภสัชกร เช่น เรื่องการดูแลผู้ป่วยที่ต้องให้อาหารทางสาย การดูแลแผลกดทับ การดูแลผู้ป่วยที่นอนนิ่งอยู่กับที่ การเลือกและการใช้อุปกรณ์ช่วยในการเคลื่อนไหว การใช้ยา เป็นต้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18577</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, ภาวะสมองเสื่อม, รศ.นพ.วีรศักดิ์ เมืองไพศาล, โรงพยาบาลศิริราช, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180925/image_big_5baa280b266ed.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10344</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รพ.ราชวิถีเปิดตัว&#039;คลินิกสุขภาพผู้สูงอายุ&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ จากข้อมูลพบว่าในปี 2568 จะมีสัดส่วนประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 ทำให้กลายเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ทั้งนี้ ผู้สูงอายุจะมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่เสื่อมลงทั้งร่างกาย จิตใจ และสังคม โดยมักพบโรคประจำตัวอย่างน้อย 1 โรค และประสบปัญหาทางด้านจิตใจที่เกิดจากการสูญเสียบุคคลใกล้ชิด รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงบทบาทหน้าที่ทางสังคม ทำให้ผู้สูงอายุเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ที่ต้องรับบริการด้านสุขภาพ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ปัจจุบันกลุ่มผู้สูงอายุมักจะเจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ ซึ่งเกิดจากความเสื่อมของร่างกาย ได้แก่ 1.โรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน 2.โรคระบบหัวใจและหลอดเลือด เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจขาดเลือด 3.โรคข้อต่อเสื่อมและโรคกระดูกพรุน 4.โรคที่เกี่ยวข้องกับระบบสมองและระบบประสาท เช่น ภาวะสมองเสื่อม โรคพาร์กินสัน 5.โรคที่เกี่ยวกับปัญหาทางจิตเวช เช่น ภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ และ 6.โรคติดเชื้อ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญที่หน่วยงานสาธารณสุขต้องเตรียมความพร้อมในการให้บริการทางสังคมและสุขภาพ สอดคล้องกับแผนพัฒนาผู้สูงอายุแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2545-2564) ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 พ.ศ.2552 และนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข ในการปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุในปัจจุบันและอนาคต โดยผู้สูงอายุสามารถเข้าถึงการบริการที่มีคุณภาพ เท่าเทียม เพื่อให้ผู้สูงอายุเข้าสู่ภาวะวัยสูงอายุอย่างมีคุณภาพ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.มานัส โพธาภรณ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี กล่าวเพิ่มเติมว่า โรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ เป็นโรงพยาบาลหนึ่งที่มีผู้สูงอายุมารับบริการเป็นจำนวนมาก ทั้งแผนกผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน ซึ่งในปี 2558-2560 แผนกผู้ป่วยนอกมีผู้สูงอายุมาใช้บริการมากกว่า 3 แสนรายต่อปี สำหรับแผนกผู้ป่วยในมีผู้สูงอายุมาใช้บริการกว่า 1 หมื่นรายต่อปี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นทั้งสองแผนก โรงพยาบาลราชวิถีเล็งเห็นถึงความสำคัญของการดูแลผู้สูงอายุ จึงได้จัดตั้ง &amp;ldquo;คลินิกสุขภาพผู้สูงอายุ&amp;rdquo; เพื่อให้บริการรักษาและดูแลผู้สูงอายุแบบองค์รวม โดยเน้นการให้บริการผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งป่วยด้วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ภาวะสมองเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน ตลอดจนผู้สูงอายุที่ป่วยและทานยามากกว่า 4 ชนิดขึ้นไป สำหรับคลินิกสุขภาพผู้สูงอายุ โรงพยาบาลราชวิถี เปิดให้บริการในทุกวันพฤหัสบดี เวลา 08.00-16.00 น. ณ ห้องตรวจอายุรกรรม ชั้น 9 อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร.0-2354-8108 ต่อ 2128 หรือ 06-1951-9426
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ผู้สูงอายุควรให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพตนเอง โดยการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ลดอาหารประเภทแป้ง น้ำตาล และไขมัน เน้นอาหารโปรตีนจากเนื้อสัตว์โดยเฉพาะปลา เพิ่มแร่ธาตุที่ผู้สูงอายุมักขาด ได้แก่ แคลเซียม สังกะสี และเหล็ก ซึ่งมีอยู่ในนม ถั่วเหลือง ผัก ผลไม้ ธัญพืชต่างๆ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ สัมผัสอากาศที่บริสุทธิ์ หลีกเลี่ยงอบายมุข ได้แก่ บุหรี่และสุรา ควบคุมน้ำหนักตัว ลดความอ้วน หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ไม่เหมาะสม เช่น การซื้อยามากินเอง หรือกินยาเดิมที่เก็บไว้ หรือรับยามาจากผู้อื่น และหมั่นตรวจสุขภาพประจำปี หากพบอาการผิดปกติต่างๆ ควรรีบพบแพทย์ และนอกจากการดูแลสุขภาพกายแล้ว สุขภาพใจเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน ควรทำจิตใจให้แจ่มใส มองโลกในแง่ดี ไม่เครียดหรือวิตกกังวลกับเรื่องต่างๆ มากเกินไป เพียงเท่านี้จะช่วยให้เป็นผู้สูงอายุที่สุขภาพดีอย่างแท้จริง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10344</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, นพ.มานัส โพธาภรณ์, นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์, ภาวะสมองเสื่อม, โรคความดันโลหิตสูง, โรคพาร์กินสัน, โรคระบบหัวใจ, โรคหัวใจขาดเลือด, โรคเบาหวาน, โรคเรื้อรัง, โรงพยาบาลราชวิถี, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180530/image_big_5b0ea15fb705f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8775</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/05/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เต้นรำ..ป้องกันอัลไซเมอร์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีงานวิจัยมากมายที่ยืนยันว่า การออกกำลังกายด้วยการเต้นรำนั้น ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์สมองได้มากกว่าการออกกำลังกายประเภทอื่นๆ เพราะเวลาเราเต้นรำนั้น นอกจากต้องใส่ใจมีสมาธิกับจังหวะเพลงแล้ว เรายังต้องจดจำท่าทางการเต้นด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้วิจัยของมหาวิทยาลัยในนิวยอร์กได้ทดลองแบ่งคนออกเป็น 3 กลุ่ม ซึ่งกลุ่มที่ 1 ให้เดินเร็ว ส่วนกลุ่มที่ 2 ออกกำลังกายด้วยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ และกลุ่มที่ 3 จับคู่เต้นรำ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละ 1 ชั่วโมงในสตูดิโอ ด้วยท่าเต้นที่ละเอียดซับซ้อน แต่ออกสเต็ปด้วยความอ่อนช้อย และลื่นไหลไปกับเสียงเพลง ในลักษณะเดินเป็นสีเหลี่ยมจัตุรัส จากนั้นผู้เต้นก็จะย้ายคู่เต้นรำไปเรื่อยๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อมูลจากบทความวิจัยดังกล่าวระบุว่า &amp;quot;หลังจาก 6 เดือนผ่านไป ผู้ทำการวิจัยได้เชิญคนทั้ง 3 กลุ่มที่เข้าร่วมทดสอบมาทำการวิจัยซ้ำอีกรอบ ผลปรากฏว่า ผู้ที่เข้าร่วม 2 กลุ่มแรก คือกลุ่มเดินเร็วและกลุ่มออกกำลังกายด้วยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ มีภาวะความเสื่อมของเซลล์สมองที่เห็นได้ชัด แต่กลุ่มที่สามที่ &amp;quot;จับคู่เต้นรำ&amp;quot; ไม่เพียงแต่หลีกเลี่ยงภาวะสมองเสื่อมได้แล้ว แต่ในสมองของพวกเขายังมีความหนาแน่นขึ้นของ &amp;quot;ฟอร์นิกซ์&amp;quot; (fornix) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่อยู่ภายในสมอง มีหน้าที่ในการประมวลผลสิ่งที่ได้สัมผัสได้อย่างรวดเร็ว และควบคุมหน่วยความจำให้ทำงานได้เป็นปกติ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การเต้นรำจึงเป็นตัวช่วยให้เราห่างไกลโรคอัลไซเมอร์ได้อีกหนทางหนึ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ใครไม่เชื่อ ก็ลองไปเข้าคลาสเต้นรำดูก็จะได้รู้ว่า จริงแท้แน่นอนจ้า &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มนุษย์ป้าที่ไม่ชอบลีลาศ เพราะรู้สึกว่าไม่ถูกจริต หรือเห็นว่า การลีลาศนั้นผูกติดเชื่อมโยงกับการแต่งตัวให้เนี้ยบให้สวย โดยต้องมีรองเท้าส้นสูงเป็นองค์ประกอบสำคัญจึงจะดูเริ่ดเชิดหยิ่งให้สมกับท่าเต้นนั้น ก็ลองเลือกการเต้นแอโรบิก หรือการเต้นซุมบ้าก็ได้ค่ะ เพราะเป็นการออกกำลังกายภาคบังคับต้องจดจำ &amp;quot;ท่าเต้น&amp;quot; แบบเดียวกับลีลาศค่ะ เพียงแตกต่างกันที่ทำนองเร้าใจตื่นเต้นเหนื่อยมากกว่าเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับ &amp;quot;ป้าเอง&amp;quot; นั้นเชื่อสนิทติดใจเลยค่ะว่า การเต้นที่ต้องจำท่าทางนั้น ช่วยในการพัฒนาสมอง และส่งเสริมความจำได้ดีมากจนถึงดีที่สุด แถมยังได้เหงื่อมากมาย ไม่แตกต่างจากการออกไปวิ่งในสวนสาธารณะหรือในซอยแถวบ้านนะคะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนั้น สิ่งที่เป็นเครื่องยืนยันอีกอย่างคือ การเต้นรำนั้นทำให้บุคลิกดูดี หน้าตาอ่อนวัยกว่าอายุจริงอีกต่างหาก โดยเฉพาะมนุษย์ลุงมนุษย์ป้าที่เต้นลีลาศเป็นประจำ จะเห็นได้ว่าเวลานั่ง เดิน ยืน เขาหลังตรง ตัวตรงสง่างามอย่างยิ่ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุด ได้ไปพบเห็นอาจารย์วัย 73 ปี เธอเต้นลีลาศได้อย่างพลิ้วไหว สะโพกสะบัดยิ่งกว่าสาว 17 เลย หากไม่ถามอายุก็ไม่มีทางรู้ว่า เลข 7 นำหน้าแล้ว ไถ่ถามได้ความว่า เรียนลีลาศมาเมื่อหลังเกษียณอายุ 60 ทำให้ชีวิตดี๊ดีมีชีวา ได้ยินเสียงเพลงเมื่อไหร่ เป็นต้องลุกขึ้นมาขยับกาย หน้าเชิด อกผายไหล่ผึ่ง รับรองได้ว่า แก่ตัวกว่านี้ หลังไม่งอไม่งุ้มอย่างแน่นอน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รู้แบบนี้แล้ว ฝึกเต้นรำกันเถอะค่ะ แบบไหนก็ได้เอาที่สะดวกและสบายใจนะคะ.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ป้าเอง&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8775</URL_LINK>
                <HASHTAG>การออกกำลังกาย, การเต้นรำ, งานวิจัย, ป้าเอง, ฟอร์นิกซ์, ภาวะสมองเสื่อม, มองมุมสูง, ลีลาศ, หน้าตาอ่อนวัย, เซลล์สมอง, เต้นซุมบ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20171218/5a37680816e92.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
