<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>88444</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/12/2020 08:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/12/2020 08:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธปท.ชี้เศรษฐกิจพ.ย.ส่งสัญญาณฟื้นภาครถยนต์หนุน-ส่งออกยังติดลบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ธ.ค. 2563 นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แถลงตัวเศรษฐกิจและการเงินในเดือนพฤศจิกายน 2563 ว่า เครื่องชี้วัดเศรษฐกิจหลายตัวทยอยฟื้นตัวต่อเนื่อง และยังไม่ทั่วถึง อย่างไรก็ดี หากดูการผลิตภาคอุตสาหกรรม จะพบว่า กลับมาขยายตัวเป็นบวกเล็กน้อยในรอบ 19 เดือนอยู่ที่ 0.4% โดยกลุ่มที่ขยายตัวได้ดี จะเป็นภาคยานยนต์ที่กลับมาขยายตัวจากโปรโมชั่นและฐานที่ต่ำในปีก่อนจากปัจจัยสงครามการค้าช่วงก่อนหน้า อย่างไรก็ดี ภาคอุตสาหกรรมที่ยังเป็นตัวฉุดรั้งจะเป็นเครื่องดื่มจากกิจกรรมที่ลดลง และการเร่งผลิตไปก่อนหน้านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ภาคการส่งออกยังคงเห็นการฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยตัวเลขมูลค่าการส่งออกหดตัวลดลงเหลือ -3.1% จาก -5.6% เมื่อเทียบก่อนหน้า ซึ่งหมวดที่ส่งออกได้ดีจะเป็นรถยนต์ เกษตรที่ส่งสินค้ายางพาราไปจีนและอาเซียน รวมถึงปิโตรเลียมหลังจากไตรมาสที่ 4 ปีก่อนมีเรื่องปิดโรงกลั่น แต่ตัวที่ยังหดตัวจะเป็นฮาร์ดดิสก์ที่มีการส่งออกไปก่อนหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการบริโภคภาคเอกชนกลับมาขยายตัวได้ 1% เมื่อเทียบเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัว 0.4% โดยสินค้าคงทนเติบโต 0.2% มาจากตลาดรถยนต์ ขณะที่การลงทุนภาตเอกชนขยายตัว 1.4% มาจากการลงทุนเครื่องจักรและอุปกรณ์เป็นครั้งแรก โดยมีการนำเข้าสินค้าทุนและจำหน่ายเครื่องจักรภายในประเทศ แต่ยังคงไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะหมวดการก่อสร้างที่หดตัวแต่เริ่มดีขึ้น ส่งผลให้การลงทุนมีสัญญาณปรับดีขึ้น สอดคล้องกับความเชื่อมั่นที่ทยอยปรับตัวดีขึ้น แต่ยังไม่ถึงระดับ 50 แต่ความเชื่อมั่นในระยะ 3 เดือนข้างหน้าปรับดีขึ้นเกินระดับ 50&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการใช้จ่ายภาครัฐที่ไม่รวมเงินโอนกลับมาขยายตัวจากระยะเดียวกันปีก่อน จากทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน ส่วนหนึ่งเป็นผลของฐานต่ำในปีก่อนที่ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณปี 2563 ประกาศใช้ล่าช้า โดยรายจ่ายประจำกลับมาขยายตัวจากการเบิกจ่ายค่าตอบแทนบุคลากร และการเบิกจ่ายเพื่อซื้อสินค้าและบริการ สำหรับรายจ่ายลงทุนขยายตัวสูงขึ้นตามการลงทุนของรัฐบาลกลางด้านคมนาคมและชลประทาน ขณะที่การลงทุนของรัฐวิสาหกิจหดตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เศรษฐกิจไทยในเดือนพ.ย.63 ทยอยฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง แต่การฟื้นตัวยังไม่ทั่วถึง และหลายเครื่องชี้เศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ส่วนหนึ่งเป็นผลจากฐานต่ำในปีก่อนด้วย โดยเครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชนกลับมาขยายตัวจากผลของมาตรการภาครัฐและวันหยุดยาวพิเศษ&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88444</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชญาวดี ชัยอนันต์, ธปท., ภาวะเศรษฐกิจ, เศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201201/image_big_5fc5a9f6b5555.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85217</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/11/2020 15:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/11/2020 15:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังลุ้นมาตรการรัฐหนุนศก.Q4 เข็นจีดีพีปี63ติดลบน้อยกว่าคาด! </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
27 พ.ย.2563 นายวุฒิพงศ์ จิตตั้งสกุล ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะรองโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ประเมินว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/2563 จะปรับตัวได้ดีขึ้นต่อเนื่องจากไตรมาส 3/2563 และคาดว่าภาพรวมตัวเลขเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในปีนี้จะขยายตัวติดลบน้อยกว่าที่คาดการณ์ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐที่ได้ผลักดันออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกำลังทยอยเห็นผล ทั้งโครงการคนละครึ่ง โครงการเราเที่ยวด้วยกัน รวมถึงโครงการช้อปดีมีคืนที่จะส่งผลดีกับเศรษฐกิจในระยะต่อไป ขณะที่การส่งออกก็มีทิศทางดีขึ้นเช่นกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขณะนี้ภาพเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4/2563 ออกมาแล้ว 80-90% แต่ยังเหลือปัจจัยสำคัญอย่างภาพรวมทั้งหมดของภาคการอุตสาหกรรมการผลิต ภาคการท่องเที่ยว รวมถึงการจัดงานมหกรรมเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อต่าง ๆ เช่น มอเตอร์เอ็กซ์โป ว่าจะมีผลดีกับภาพรวมเศรษฐกิจในช่วงสุดท้ายของปีแค่ไหน&amp;rdquo; นายวุฒิพงศ์ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทยในเดือน ต.ค. 2563 มีสัญญาณทรงตัวจากเดือนก่อนหน้า แต่ยังคงอยู่ในทิศทางของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในภาพรวม โดยดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ปรับตัวดีขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วงปลายปี &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การบริโภคภาคเอกชนมีสัญญาณชะลอตัวลงจากเดือนก่อนหน้า สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ระดับราคาคงที่ ติดลบ 9.4% ต่อปี ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมูลค่าการนำเข้าสินค้าที่ชะลอตัวลง และปัจจัยฐานสูงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนโครงการกระตุ้นการบริโภคของรัฐอย่าง โครงการคนละครึ่งนั้น คาดว่าจะส่งผลดีกับภาพรวมการบริโภคในเดือนถัดไป ขณะที่การบริโภคในหมวดสินค้าคงทน สะท้อนจากปริมาณจำหน่ายรถยนต์นั่ง ติดลบ 25.9% และปริมาณรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ ติดลบ 11%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวุฒิพงศ์ กล่าวอีกว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคกลับมาปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 50.9 เนื่องจากราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศปรับตัวลดลง รัฐบาลมีมาตรการเยียวยาผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 รวมถึงการออกมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจในช่วงปลายปี และราคาพืชผลทางการเกษตรหลายรายการปรับตัวดีขึ้น ทำให้เกษตรกรเริ่มมีรายได้มากขึ้น โดยรายได้เกษตรกรที่แท้จริงในเดือน ต.ค. ขยายตัว 12.6% ต่อปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ภาพรวมการลงทุนของภาคเอกชนส่งสัญญาณส่งทรงตัวจากเดือนก่อนหน้า โดยปริมาณการจำหน่ายรถยนต์เชิงพาณิชย์ ขยายตัว 10.4% ต่อปี เป็นการขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน ขณะที่การนำเข้าสินค้าทุน ติดลบ 17% ต่อปี ส่วนการค้าระหว่างประเทศชะลอลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า สะท้อนจากมูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ ติดลบ 6.7% ต่อปี จากการลดลงของการส่งออกสินค้าสำคัญ อาทิ สินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ แต่เมื่อพิจารณามูลค่าการส่งออกสินค้า โดยจำแนกเป็นรายตลาดคู่ค้าหลักของไทย พบว่า การส่งออกไปอาเซียน 9 ประเทศ ติดลบ 23.1% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 รอบ 2 ขณะที่การส่งออกไปสหรัฐ ขยายตัว 17% และทวีปออสเตรเลีย ขยายตัว 4.2%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้นเป็นเดือนที่ 6 ติดต่อกัน มาอยู่ที่ระดับ 86 เนื่องจากอุปสงค์ในประเทศที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งจากสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าคงทน ส่งผลให้ภาคการผลิตมีการฟื้นตัวตามอุปสงค์ในประเทศ ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐผ่านการท่องเที่ยวและการบริโภค สนับสนุนให้เกิดการใช้จ่ายในประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อยอดขายสินค้าและรายได้ของผู้ประกอบการ ส่วนการท่องเที่ยว พบว่า ในเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติประเภทพิเศษ (Special Tourist Visa) กลุ่มแรกได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้าประเทศ จำนวน 1.2 พันคน โดยส่วนใหญ่เป็นชาวจีน กัมพูชา และประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน และบางส่วนเป็นนักท่องเที่ยวชาวตะวันออกกลางและยุโรป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85217</URL_LINK>
                <HASHTAG>ภาวะเศรษฐกิจ, วุฒิพงศ์ จิตตั้งสกุล, ะรองโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201127/image_big_5fc0b216073c0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84639</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/11/2020 10:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/11/2020 10:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯ รับทราบตัวเลขเศรษฐกิจไทยกระเตื้องขึ้น กำชับหน่วยงานเร่งตีเหล็กตอนร้อน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22​ พ.ย.63 - นายอนุชา บูรพชัยศรี&amp;nbsp;โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รับทราบรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจไทย ที่นำเสนอโดยสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) โดยเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่สามของปี 2563 ปรับตัวลดลงร้อยละ 6.4 ซึ่งถือว่าเป็นการปรับตัวที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่มีการปรับตัวลดลงร้อยละ 12.1 และหากรวม 9 เดือนแรกของปี 2563 เศรษฐกิจไทยปรับตัวลดลดร้อยละ 6.7 ทั้งนี้การปรับตัวที่ดีขึ้นของเศรษฐกิจไทยเนื่องมาจากการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจจากการผ่อนคลายมาตรการปิดเมืองและการผ่อนคลายการจำกัดการเดินทางภายในประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการคาดการณ์เศรษฐกิจไทยของทั้งปี 2563 นั้น สศช. คาดว่าจะมีแนวโน้มที่จะลดลงร้อยละ 6.0 และคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2564 จะขยายตัวในช่วงร้อยละ 3.5 - 4.5 โดยมีแรงสนับสนุนจากความต้องการของผู้บริโภคที่มีการปรับตัวสูงขึ้นภายในประเทศ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลก และแรงขับเคลื่อนจากภาครัฐจากการเบิกจ่ายภายใต้กรอบงบประมาณและมาตรการทางเศรษฐกิจต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ยังมีข้อจำกัดและความเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในปี 2564 ได้แก่ความไม่แน่นอนของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในหลายประเทศซึ่งอาจมีความยืดหยุ่นและรุนแรงมากขึ้นซึ่งจะส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ปริมาณการค้าโลก ภาคการท่องเที่ยว ประกอบกับเงื่อนไขด้านการจ้างงาน และฐานะการเงินภาคครัวเรือน และภาคธุรกิจ รวมทั้งความเสี่ยงจากสถานการณ์ภัยแล้งและความผันผวนของระบบเศรษฐกิจและการเงินโลก รวมถึงความกังวลต่อสถานการณ์การเมืองภายในประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุชา กล่าวว่า ถึงแม้ตัวเลขทางเศรษฐกิจจะบ่งบอกว่าไทยมีแนวโน้มด้านเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ท่านนายกฯ ได้กำชับให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ดำเนินมาตรการต่างๆ อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง เพื่อที่จะช่วยให้ประชาชนมีกำลังซื้อมากขึ้น กระตุ้นการใช้จ่าย ส่งเสริมการจ้างงาน ส่งเสริมการท่องเที่ยว ช่วยเหลือลูกหนี้บุคคล และลูกหนี้ธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกหนี้ SME และเร่งดำเนินการมาตรการสนับสนุนและส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเข้าสู่การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐโดยเร็ว&lt;/p&gt;


	ชัยชนะอยู่แค่เอื้อม &amp;#39;อานนท์&amp;#39; คาดการเปลี่ยนแปลงอาจมาเร็วกว่าที่คิด
	&amp;#39;โบว์&amp;#39; โชว์ยอดเงินบริจาคทะลุ 1.5 แสนช่วย &amp;#39;พระลี้ภัย&amp;#39;&amp;nbsp;
	&amp;#39;ดี้ นิติพงษ์&amp;#39; เคลื่อนไหวแล้วหลังถูกชาวทวิตเตอร์รุมแบนผลงาน ปมแจ้งความ ม.112
	อดีตรองอธิการฯมธ.ชำแหละ&amp;#39;ก้าวหน้า-ก้าวไกล-เพื่อไทย&amp;#39;
	ทนายฯ ยอมรับแกนนำคณะราษฎร บางคนอาจติดคุก

</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84639</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตัวเลขเศรษฐกิจ, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ภาวะเศรษฐกิจ, อนุชา บูรพชัยศรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200909/image_big_5f58ef0aeb65d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>83970</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/11/2020 11:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/11/2020 11:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;สศช.&#039;เปิดตัวเลขจีดีพีไทยปี63ดีขึ้นคาดหดตัว 6%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
16 พ.ย.63-นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยถึงรายงานภาวะเศรษฐกิจและรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 3/2563 &amp;nbsp;ว่า ไตรมาสที่ 3/63 ผลิตภัณฑ์รวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทยหดตัว -6.4% ถือว่าปรับตัวลดลงน้อยกว่าที่คาดการณ์มากและปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสที่ 2 ซึ่ง จีดีพี ติดลบ 12.1% ด้าน จีดีพีช่วง 9 เดือน เศรษฐกิจไทยติดลบ 6.7%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปัจจัยหนุนการเติบโตเศรษฐกิจไตรมาส 3 เนื่องจากมาตรการคลายล็อกดาวน์ที่ส่งผลให้กิจกรรมกลับมาดำเนินการได้มากขึ้น การใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐขยายตัวในอัตราที่เร่งขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจโลกไตรมาส 3 ฟื้นตัวขึ้นหลังจากติดลบต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงไตรมาส 2/63&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สศช.ได้ปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจไทยปี 2563 ดีขึ้น เป็นติดลบ 6% จากเดิมที่คาดไว้ในช่วงเดือนสิงหาคมว่าจะติดลบ 7.5% และเศรษฐกิจไทยจะกลับมาเป็นบวกได้ในปี 64 ที่ 3.5-4.5% จากปัจจัยการควบคุมการระบาดของโควิด-19 ในประเทศ เศรษฐกิจไทยได้รับแรงกระตุ้นจากมาตรการภาครัฐ การเปิดสเปเซียลทัวร์ริสวีซ่า และการปรับตัวดีขึ้นของเศรษฐกิจและการค้าโลก ซึ่งจะส่งผลดีต่อการส่งออกของไทย ขณะที่การเบิกจ่ายเงินกู้ 1 ล้านล้านบาท คาดว่าจะสามารถเบิกจ่ายได้ไม่ต่ำกว่า 70% ของเงินกู้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยง คือ อัตราการว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ซึ่ง สศช.ยังติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด เพื่อหามาตรการรองรับ, สถานการณ์ภัยแล้งในปี 2564 ที่ปริมาณน้ำในเขื่อนอยู่ในระดับต่ำ ,การระบาดของโควิด-19 ระลอก 2 ในต่างประเทศที่ส่งผลให้มีการปิดเมือง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าของไทย รวมทั้งความเสี่ยงในเรื่องประสิทธิภาพและการขนส่งวัคซีน ซึ่งคาดว่าจะมีวัคซีนใช้ทั่วโลกในช่วงไตรมาส 3/64 ขณะที่ภาวะสังคมไทยไตรมาส 3/63 พบว่ามีผู้ว่างงาน 740,000 คน คิดเป็นอัตราการว่างงานเท่ากับ 1.90% ใกล้เคียงกับ 1.95% จากไตรมาส 2&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในส่วนหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอตัว โดยสถานการณ์หนี้สินครัวเรือนไตรมาส 2/63 มีมูลค่า 13.59 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.8% ซึ่งชะลอลงจาก 4.1% ในไตรมาส 1/63 โดยมีสาเหตุจากการหดตัวรุนแรงของเศรษฐกิจ ความเปราะบางทางการเงินครัวเรือนเพิ่มขึ้น ทำให้ภาพรวมคุณภาพสินเชื่อยังมีความเสี่ยงและต้องเฝ้าระวังใกล้ชิด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83970</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีดีพี, ดนุชา พิชยนันท์, ภาวะเศรษฐกิจ, สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.), สศช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200917/image_big_5f630acf7b16f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61652</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/04/2020 08:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/04/2020 08:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธปท.&#039;รับปี63เศรษฐกิจไทยดิ่งทุกไตรมาส</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 เม.ย. 2563 นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย&amp;nbsp;(ธปท.)&amp;nbsp;เปิดเผยว่า ประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี&amp;nbsp;2563ที่&amp;nbsp;-5.3%&amp;nbsp;เป็นการหดตัวทุกไตรมาส โดย ธปท.คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะหดตัวลึกที่สุดในไตรมาส&amp;nbsp;2/2563&amp;nbsp;เป็นผลจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่หายไปมากที่สุดในไตรมาส&amp;nbsp;2&amp;nbsp;และไตรมาส&amp;nbsp;3-4/2563&amp;nbsp;จะเริ่มหดตัวน้อยลง

&amp;quot;หลังจากนี้ในสมมุติฐาน ยังมองว่าจะคุมสถานการณ์ได้ในช่วงไตรมาส&amp;nbsp;2&amp;nbsp;และจะเห็นการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยในปี&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;เชื่อว่านักท่องเที่ยวจะเป็นบวก และหวังว่าจะค้นพบวัคซีน ทำให้การขยายตัวเศรษฐกิจเป็นบวกได้&amp;quot;&amp;nbsp;นายดอน กล่าว

ทั้งนี้ ประมาณการเศรษฐกิจที่&amp;nbsp;-5.3&amp;nbsp;ได้รวมปัจจัยบวกในเรื่องมาตรการแจกเงิน&amp;nbsp;5,000&amp;nbsp;บาทไปแล้ว แต่คิดจากฐานผู้ได้รับการช่วยเหลือ&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ล้านราย ถ้ามากกว่านี้ก็มีผลต่อประมาณการเพิ่ม ส่วนปัจจัยเรื่องการพักหนี้ของธนาคารพาณิชย์ ยังไม่ได้รวม ก็เชื่อว่าจะช่วยได้ในระดับหนึ่ง และแม้จะรวม&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ปัจจัยนี้ก็ยังชดเชยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวไม่ได้มากนัก

นายดอน กล่าวว่า ธปท.อยู่ระหว่างติดตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ชุดที่&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่าจะใช้เม็ดเงินมากกว่า มาตรการชุดที่&amp;nbsp;1-2&amp;nbsp;หรือมากกว่า&amp;nbsp;4&amp;nbsp;แสนล้านบาท ซึ่งคิดเป็น&amp;nbsp;2-3%&amp;nbsp;ของจีดีพี ถ้ามีการออกมาตรการในเม็ดเงินระดับดังกล่าวจริง ก็จะช่วยการย่อตัวของเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ดี ธปท.ไม่ได้กังวลในเรื่องทุนไหลออก เพราะขณะนี้สถานะเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยแข็งแกร่ง ขณะที่ค่าเงินบาทที่อ่อนลง แม้จะไม่ได้เพิ่มอุปสงค์ในต่างประเทศ แต่ก็ช่วยในเรื่องรายได้เกษตรกรแปลเป็นรูปเงินบาทดีขึ้น ส่วนตัวเลขการว่างงานยังไม่กังวล ขยายตัวเพิ่ม&amp;nbsp;0.1%&amp;nbsp;แต่ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ธปท.ติดตามอย่างใกล้ชิด

สำหรับเศรษฐกิจไทยในเดือน ก.พ.2563&amp;nbsp;หดตัวจากระยะเดียวกันปีก่อน โดยการระบาดของไวรัสโควิด-19 (COVID-19)&amp;nbsp;ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจเป็นวงกว้างชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่หดตัวสูง&amp;nbsp;-42.8%&amp;nbsp;นอกจากนี้ การส่งออกและการนำเข้าสินค้าได้รับผลกระทบเพิ่มเติมจากมาตรการปิดเมืองของจีน โดยการส่งออกขยายตัว&amp;nbsp;3.6%&amp;nbsp;ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐหดตัวต่อเนื่อง มีเพียงการบริโภคภาคเอกชนที่ยังขยายตัวได้จากการเร่งซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ทั้งนี้ กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หดตัวทำให้การผลิตภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนภาคเอกชนหดตัวสอดคล้องกัน

ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลงจากเดือนก่อน จากอัตราเงินเฟ้อหมวดพลังงานที่ลดลงตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานปรับสูงขึ้น ด้านดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลเพิ่มขึ้นจากมูลค่าการนำเข้าสินค้าที่ลดลงมาก แม้รายรับจากภาคการท่องเที่ยวจะลดลง ส่วนดุลบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้ายขาดดุลสุทธิจากทั้งด้านสินทรัพย์และด้านหนี้สิน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61652</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีดีพี, ธปท., ภาวะเศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180622/image_big_5b2cb1af87b92.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>52431</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/12/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/12/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปชช.ทุกช่วงอายุ‘เครียด’ ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;เอยูโพล&amp;quot; เผยช่วงปลายปีคนไทยเครียดเพิ่มขึ้น เหตุภาวะเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้องและหนี้สิน ส่วนใหญ่เลือกใช้จ่ายอย่างประหยัด ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง หาอาชีพเสริมเป็นทางแก้ไข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. สถาบันวิจัยและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอยูโพล) เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจเรื่อง ดัชนีความเครียดของคนไทยไตรมาส 3/2562 ตัวอย่างประชาชนทั่วไปในเขตกรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ขอนแก่น และสงขลา จำนวน 2,009 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 3-30 พ.ย.2562 พบว่า ในภาพรวมคนไทยส่วนใหญ่ ร้อยละ 82.95 ระบุเกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย, ร้อยละ 74.28 ระบุไม่มีความสุขเลย และร้อยละ 56.28 ระบุรู้สึกหมดกำลังใจ ซึ่งความรู้สึกต่างๆ ที่เกิดขึ้นมากกว่าการสำรวจครั้งที่ผ่านๆ มาอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งปัญหาต่างๆ เหล่านี้อาจส่งผลทำให้ความสุขและคุณภาพชีวิตของคนไทยถดถอยลงได้ในที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอยูโพลระบุว่า คนไทยมีความเครียดเพิ่มขึ้นทุกเรื่องเมื่อเทียบกับการสำรวจในครั้งที่ผ่านมา โดยปัญหาที่ทำให้เครียดมากกว่าเรื่องอื่นๆ ยังคงเป็นเรื่องสภาพเศรษฐกิจ การเงิน ปัญหาปากท้อง ร้อยละ 89.34 ซึ่งปัญหาที่ทำให้คนไทยส่วนใหญ่เกิดความเครียด คือ สภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน สินค้าราคาแพง ปัญหาหนี้สิน รายรับไม่พอกับรายจ่าย ค่าครองชีพสูง รองลงมาคือเรื่องการงาน ร้อยละ 73.53 ซึ่งปัญหาเกิดจากปริมาณ ขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบ สวัสดิการและค่าตอบแทนที่ได้รับ และปัญหาครอบครัว ร้อยละ 68.30 ไม่ว่าจะเป็นภาระความรับผิดชอบต่อครอบครัว ความคาดหวังของคนในครอบครัว และความไม่เข้าใจกันระหว่างคนในครอบครัว ตามลำดับ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือ เมื่อพิจารณาความเครียดของคนในแต่ละวัยพบว่า คนไทยทุกเพศวัยต่างก็มีความเครียดในเรื่องสภาพเศรษฐกิจมาเป็นอันดับ 1 เหมือนๆ กัน นอกจากปัญหาเศรษฐกิจแล้ว วัยรุ่นยังมีความเครียดเรื่องเรียน เช่น ผลการเรียน การศึกษาต่อ อาชีพในอนาคต ในสัดส่วนที่สูงพอกับเครียดเรื่องเศรษฐกิจ ในขณะที่กลุ่มวัยทำงานก็มีความเครียดเรื่องการทำงาน เช่น ปริมาณงานที่ทำ ขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบ สวัสดิการค่าตอบแทน และรายได้ไม่แน่นอน ค้าขายไม่ดีควบคู่ด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ผู้สูงอายุเครียดเรื่องสุขภาพของตัวเอง เช่น ร่างกายไม่แข็งแรง มีโรคประจำตัวและเจ็บป่วยไม่สบายบ่อย และปัญหาต่างๆ ในทุกเพศวัยเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับผลสำรวจไตรมาสที่ผ่านมา ดังนั้นต้องมีการวางแผนและระมัดระวังในการใช้ชีวิตให้มากขึ้น ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งหาวิธีการแก้ปัญหาดังกล่าวเพื่อลดความเครียดที่อาจจะมากขึ้นเรื่อยๆ อันจะส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอยูโพลระบุตอนท้ายว่า วิธีปฏิบัติตนเพื่อแก้ปัญหาเมื่อตนเองรู้สึกเครียดในเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องสภาพเศรษฐกิจ การเงินที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน คนไทยส่วนใหญ่เลือกที่จะพึ่งตนเอง โดยใช้จ่ายอย่างประหยัด ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง หาอาชีพเสริมและพยายามทำงานให้มากขึ้น ปล่อยวางทำใจยอมรับความเป็นจริงและมีสติ เป็นต้น ส่วนความเครียดในเรื่องการงานนั้น ก็พยายามอดทนและปล่อยวาง หาอาชีพเสริมหรือหางานพิเศษทำ ตั้งใจทำงาน และหาความรู้เพิ่มเติมพร้อมฝึกฝนในการทำงานให้มากขึ้น เป็นต้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52431</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปัญหาปากท้องและหนี้สิน, ภาวะเศรษฐกิจ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เศรษฐกิจพอเพียง, เอยูโพล, ใช้จ่ายอย่างประหยัด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191213/image_big_5df3911822810.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50906</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/11/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/11/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รุกฆาต‘เสรีพิศุทธ์’ พปชร.ร้อง6ข้อหาพ่วงหมิ่นสถาบัน/ส่งไพบูลย์คุมแก้รธน.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; นายกฯ ลงพื้นที่ &amp;ldquo;ชาวชุมชนบ้านบุ-ตลาดวังหลัง&amp;rdquo; ไม่นัดหมายล่วงหน้า หวังเช็กภาวะเศรษฐกิจท่องเที่ยวหลังรับรายงานว่าซบเซา จ่อลงพื้นที่ต่อเนื่อง ยันประเทศจำเป็นต้องมีทหารเกณฑ์ &amp;quot;ไพบูลย์&amp;quot; พร้อมชน &amp;quot;เสรีพิศุทธ์&amp;quot; ลั่นห้ามที่ปรึกษาร่วมประชุม กมธ.-ควรยุติเรียกนายกฯ มาชี้แจง พปชร.ชง กมธ.ป.ป.ช.คนกันเองสอบเสรีฯ 6 ข้อกล่าวหาหนักพ่วงประเด็นหมิ่นสถาบันฯ &amp;nbsp;&amp;quot;ปารีณา&amp;quot; อารมณ์ค้างเหน็บ &amp;quot;นายชวนเยอะเกินไปแล้ว&amp;quot; คงไม่พอใจที่ตนเองยืนใกล้ ส.ส.ตรัง พปชร. ที่ชนะ ส.ส.ปชป.ในเขตบ้านตัวเอง &amp;quot;องครักษ์ชวน&amp;quot; โต้กลับในฐานะหมอเคยเรียนนิติเวชไม่ถือสา หึ่ง! รัฐบาล-พปชร.ดัน &amp;quot;ไพบูลย์&amp;quot; นั่งประธาน กมธ.ศึกษาแก้ รธน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันศุกร์ เวลา 12.00 น. ที่ชุมชนบ้านบุ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม พร้อมด้วย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม &amp;ldquo;ชุมชนบ้านบุ&amp;rdquo; ดูงานหัตถกรรม &amp;ldquo;ขันลงหินบ้านบุ&amp;rdquo; มรดกทางปัญญาที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ซึ่งควรอนุรักษ์ไว้กับ &amp;quot;ตลาดไร้คาน&amp;quot; โดยจุดแรกที่วัดสุวรรณาราม มีนักเรียนจากโรงเรียนสุวรรณารามมารอให้การต้อนรับ ซึ่งทันทีที่นายกฯ เดินทางมาถึง ได้พูดคุยทักทายกับคณะนักเรียน ก่อนจะถ่ายภาพร่วมกันเป็นที่ระลึก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายกฯ ได้เรียกนายจักรพันธ์ พรนิมิตร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เขตบางกอกน้อย มาถ่ายภาพร่วมกัน พร้อมกล่าวว่า รัก ส.ส.ต้องรักนายกฯ ด้วย นายกฯ ก็ต้องรักษา ส.ส.จากนั้นนักเรียนได้กล่าวให้การต้อนรับพร้อมแนะนำสถานที่สำคัญของพื้นที่ชุมชนบ้านบุ นายกฯ จึงกล่าวว่า หลายอย่างเป็นสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้เป็นวัฒนธรรมอัตลักษณ์ของความเป็นไทย ซึ่งจะหายไปไม่ได้ เป็นสิ่งที่บรรพบุรุษของเราสร้างกันมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อจากนั้นนายกฯ ได้เข้าสักการะหลวงพ่อพระศาสดาพระประธานในพระอุโบสถ รวมทั้งได้กราบนมัสการพระเทพสุวรรณเมธี เจ้าอาวาสวัดสุวรรณาราม ซึ่งได้มอบพระพุทธรูปจำลองหลวงพ่อพระศาสดา ขนาดหน้าตัก 5 นิ้ว ก่อนนายกฯ จะสนทนากับเจ้าอาวาสตอนหนึ่งว่า คนไทยจะต้องเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ไม่ใช่รู้แบบงูๆ ปลาๆ แล้วมีคนมาบิดเบือนได้ เพื่อที่จะได้รักษารากเหง้าและวัฒนธรรมของประเทศไว้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยช่วงหนึ่งเจ้าอาวาสกล่าวว่า คนที่จะต้องเข้าเกณฑ์ทหารใหม่มักจะมาบนที่วัดแห่งนี้ เพราะมีความเชื่อว่ามาบนที่นี่แล้วจะไม่ถูกทหาร พล.อ.ประยุทธ์จึงกล่าวว่า การเกณฑ์ทหารมีความสำคัญ เป็นผู้ที่ช่วยเหลือสังคม และมีการสร้างความเป็นธรรมให้กับคนทุกคน คนที่เรียนหนังสือสูงๆ ก็มีกฎเกณฑ์ผ่อนผัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;แล้วจะไม่ให้มีทหาร พอถึงเวลาแล้วจะไปเกณฑ์มามันไม่ได้ เพราะออกรบไม่ได้ จำเป็นต้องผ่านการฝึก กองหนุนต่างๆ ต้องมี จึงถือว่าวันนี้ทหารยังมีความจำเป็น ไม่เชื่อให้ถาม พล.อ.อนุพงษ์ได้ ผมก็มีความกังวลตรงนี้ เป็นเรื่องการสร้างความเท่าเทียม ไม่ใช่ว่าคนรวยจะไม่ต้องไปเป็นทหาร หลักเกณฑ์เขามีอยู่แล้ว เป็นการเตรียมกำลังช่วงที่ไม่มีภาวะสงคราม เราก็มีขั้นตอนและความพร้อม มีทั้งกองเกิน กองหนุน ถ้าไม่ให้เป็นทั้งหมดมันเป็นไปไม่ได้&amp;quot; จากนั้นเจ้าอาวาสได้มอบหนังสือในเรื่องความต้องการของประชาชนในพื้นที่ให้กับนายกฯ ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อจากนั้นนายกฯ ได้สักการะพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ก่อนจะให้อาหารปลาที่บริเวณท่าน้ำร่วมกับนักเรียน และเดินไปทักทายเจ้าหน้าที่ทำความสะอาดกรุงเทพฯ ก่อนถ่ายภาพร่วมกัน โดยเจ้าหน้าที่ กทม.ได้เข้ามาสวมกอดนายกฯ พร้อมบอกว่า &amp;quot;ท่านเป็นตัวอย่างในการทำงานของหนูเลยค่ะ&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกันนายกฯ ได้สอบถามกับนักเรียนในชุมชนด้วยว่า ในชุมชนมีผู้นับถือศาสนาใดบ้าง พร้อมระบุว่า ทุกศาสนาเป็นการสร้างความปรองดองให้กับคนในชาติ&amp;nbsp;
เช็กภาวะ ศก.ซบเซา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในตอนหนึ่งนายกฯ ได้เข้าไปพูดคุยกับบรรดาแม่ค้าที่นำขนมไทยโบราณในชุมชนมามอบให้ โดยพูดไปพร้อมจับที่ข้อมือแม่ค้าคนหนึ่งซึ่งใส่กำไลทอง พร้อมเอามือแม่ค้าลูบที่ท้องนายกฯ แล้วถามว่าเศรษฐกิจยังพอได้อยู่ไหม มีทองใส่อยู่แสดงว่าเศรษฐกิจยังพอได้นะ ช่วยๆ รัฐบาลอธิบาย เดี๋ยวมันก็ได้เองแหละ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นนายกฯ ได้เยี่ยมชมโรงงานขันลงหินบ้านบุ ซึ่งเป็นมรดกทางปัญญาที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน โดยปัจจุบัน นางเมตตา เสลานนท์ ทายาทรุ่นที่ 6 เป็นผู้สืบทอด ซึ่งนางเมตตาได้มอบขันลงหินขนาด 6 นิ้ว ราคาไม่เกิน 3,000 บาทให้เป็นที่ระลึกขณะที่นายกฯ ได้ซื้อขันลงหินจำนวน 1 ชุด ราคา 16,000 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โอกาสนี้ นายกฯ ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกับช่างตีขันหิน ซึ่งทำกับภรรยากว่า 46 ปีแล้ว ว่าให้สืบทอดภูมิปัญญาไม่ให้สูญหาย พร้อมบอกให้นางเมตตาดูแลช่างให้ดีที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การลงพื้นที่ในครั้งนี้ถือเป็นการลงพื้นที่โดยไม่ได้มีการแจ้งล่วงหน้า โดยทราบจากการโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวของนายกฯ เพียง 30 นาที เนื่องจากนายกฯ อยากเห็นสภาพจริงของชุมชนโดยไม่มีการจัดเตรียมไว้ แม้กระทั่งตำรวจในพื้นที่บางส่วนก็ทราบว่านายกฯ จะมีการลงพื้นที่ หลังจากที่นายกฯ เดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาลแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ สาเหตุการลงพื้นที่ครั้งนี้ เนื่องจากมีการรายงานให้รับทราบว่าชุมชนดังกล่าวเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เริ่มซบเซา มีเพียงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติบางส่วนเท่านั้นที่ยังเดินทางมาท่องเที่ยวอยู่ จึงอยากให้นายกฯ เข้ามากระตุ้นการท่องเที่ยวในพื้นที่ดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเวลา 13.30 น. ที่ตลาดวังหลัง ท่าน้ำศิริราช พล.อ.ประยุทธ์เดินทางมาเยี่ยมเยียนผู้ค้า พร้อมสอบถามถึงภาวะเศรษฐกิจ รวมทั้งให้กำลังใจกับผู้ค้า ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ที่พบเห็น ได้มีการขอถ่ายรูปและจับมือ มีบางคนถึงกับเข้าไปกอดและหอมแก้มนายกฯ แต่ช่วงหนึ่งได้มีชาวบ้านแสดงอาการไม่พอใจเนื่องจากเป็นช่วงที่มีผู้คนมาเดินซื้อสินค้าจำนวนมาก ทำให้เกิดการเบียดเสียดกับทีมงานและคณะนายกฯ โดยถึงกับกล่าวว่า &amp;ldquo;ไม่จำเป็นไม่ต้องมาเดินแถวนี้&amp;rdquo; และมีร้องเพลงประชดประชันขอให้ทำตามสัญญา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นเวลา 14.00 น. พล.อ.ประยุทธ์และคณะแวะรับประทานอาหารกลางวันที่ร้านก๋วยเตี๋ยวคนไทย บริเวณตลาดวังหลัง เสร็จแล้วได้ออกมาเพื่อปฏิบัติภารกิจทันที โดย พล.อ.ประยุทธ์ได้ทักทายบรรดาลูกค้าที่นั่งกินก๋วยเตี๋ยวว่า &amp;ldquo;ช่วยทำให้ประเทศชาติมั่นคงนะ ซึ่งผมก็ได้ทำให้ตรงนี้แล้ว ซึ่งพวกเราต้องช่วยกัน&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเวลา 14.30 น. นายกฯ เดินทางมายังพระตำหนักแดง วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร เพื่อสักการะสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช โดย พล.อ.ประยุทธ์ได้บูชาดาบเสริมบารมีบูชา พร้อมอธิษฐานขอให้ฟันฝ่าอุปสรรคไปให้ได้ ก่อนที่จะชักดาบหนึ่งครั้งก่อนจะเก็บเข้าฝัก จากนั้นนำถวายตามลำดับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นที่บริเวณหน้าโรงเรียนสตรีวัดระฆัง ได้มีกลุ่มนักเรียนมายืนรอต้อนรับนายกฯ พร้อมส่งเสียงเรียกลุงตู่ ขณะนักเรียนหญิงคนหนึ่งชื่อน้องใบพลู แสดงความดีใจถึงกับร่ำไห้ เมื่อได้เห็นนายกฯ พร้อมเข้าสวมกอด โดยบอกว่าชื่นชอบนายกฯ มากๆ พล.อ.ประยุทธ์จึงกล่าวว่า ขอให้ตั้งใจเรียน จากนั้นเดินทักทาย เด็กนักเรียนและชาวบ้านที่ตั้งแถวต้อนรับจนถึงบริเวณทางเข้าวัดระฆังโฆสิตารามฯ ก่อนที่นายกฯ จะกราบนมัสการเจ้าอาวาสวัดระฆังฯ โดยเจ้าอาวาสได้มอบพระพุทธรูปสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) หรือสมเด็จวัดระฆัง ให้แก่นายกฯ ขณะที่มีชาวบ้านคนหนึ่งได้มอบพระหลวงปู่โต๊ะรุ่น 100 ปี ให้กับนายกฯ ด้วย
จ่อลงพื้นที่ต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อจากนั้นนายกฯ ได้ถ่ายภาพที่บริเวณลานระฆังทอง ระหว่างนั้นนักเรียนโรงเรียนสตรีวัดระฆังได้ออกมายืนเกาะขอบหน้าต่างห้องเรียนเรียกนายกฯ พร้อมตะโกนว่า รักลุงตู่ ซึ่งนายกฯ ได้หันไปโบกมือทักทาย ก่อนเดินทางกลับนายกฯ ยังได้สักการะหลวงปู่โต ณ ลานหลวงปู่โต พร้อมร่วมถ่ายรูปกับเด็กนักเรียนอีกครั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ระหว่างที่นายกฯ เดินดูการจับจ่ายใช้สอยที่ตลาดวังหลัง ได้ให้ทีม รปภ.ซื้อยาอมสมุนไพรในร้านขายยาโบราณ ซึ่งเป็นยาอมก่อนนอนจะช่วยให้นอนหลับสบาย จำนวน 20 ขวด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ มีรายงานข่าวด้วยว่า จากนี้นายกฯ จะใช้ช่วงเวลาที่ไม่มีภารกิจลงพื้นที่ในลักษณะที่ไม่มีการแจ้งหมายล่วงหน้าอีก เพื่อตรวจติดตามงานนโยบายด้านต่างๆ ในพื้นที่กรุงเทพฯ เป็นระยะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีเปลี่ยนตัวกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร จากนายดล เหตระกูล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติพัฒนา (ชพน.) มาเป็นนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ว่า เขาว่าอย่างนั้น แต่เรายังไม่รู้ ส่วนที่มีข่าวว่าจะส่งนายไพบูลย์เข้าไปแทนนั้น ยอมรับว่าใช่ จะส่งนายไพบูลย์ไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า ถือเป็นการย้อนเกล็ด พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ประธาน กมธ.ป.ป.ช.หรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ไม่ได้ย้อนเกล็ด แต่เพราะท่านมีความรู้ด้าน ป.ป.ช. เมื่อถามย้ำว่าการส่ง ส.ส.ฝ่ายบู๊เข้า จะกลายเป็นการปะทะใน กมธ.หรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ไม่ได้ปะทะ ต้องดูว่าข้อกฎหมายใครแม่นกว่ากัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคชาติพัฒนา กล่าวถึงกรณีนายดลลาออกจาก กมธ.ป.ป.ช.ว่า เรื่องนี้เดี๋ยวจะมีการเข้าใจผิด ซึ่งตั้งแต่แรกนายดลมีความประสงค์ต้องการจะเข้าไปนั่งใน กมธ.การสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ กมธ.คณะอื่น เพราะไม่มีความถนัดใน กมธ.ป.ป.ช. แต่เนื่องจากสัดส่วนของพรรคเราเป็นพรรคเล็ก จึงมีตำแหน่งเหลือใน กมธ.ป.ป.ช.เพียงที่เดียว นายดลจึงมีความจำเป็นที่ต้องไปอยู่ใน กมธ.ชุดนี้ แต่พอไปอยู่แล้วปรากฏว่าใน กมธ.คณะอื่นมีตำแหน่งว่าง จึงประสงค์ที่จะไปทำงานในด้านที่ตัวเองถนัดคือ กมธ.การสื่อสารโทรคมนาคมฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า มีปัญหากันภายใน กมธ.หรือไม่ นายเทวัญ กล่าวว่า นายดลเป็นคนนิสัยสนุกสนาน ไม่ได้มีปัญหากับใคร และก็สนิทสนมกับ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์เป็นอย่างดี และพรรคร่วมไม่ได้มีปัญหาอะไรกัน เพียงแต่เป็นช่วงที่ กมธ.มีปัญหา ทุกคนจึงมองว่าเป็นประเด็นการเมือง ส่วนพรรคพลังประชารัฐจะส่งใครมาเราก็ไม่ได้ทราบล่วงหน้า ยืนยันว่าไม่ใช่การปรับตำแหน่งเพื่อต่อสู้ใน กมธ.จริงๆ แล้วถ้านายดลก็ต่อสู้ได้
&amp;quot;ไพบูลย์&amp;quot;พร้อมชน&amp;quot;เสรีพิศุทธ์&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายไพบูลย์ นิติตะวัน กล่าวว่า ได้รับการแจ้งจากวิปของพรรคว่าจะส่งตนไปทำหน้าที่ กมธ.แทนนายดล ทั้งนี้ ไม่ใช่การเข้าไปเพิ่มความขัดแย้ง แต่พรรคเห็นว่าตนเป็นผู้มีประสบการณ์ด้านนี้มาก่อนแล้ว ซึ่งน่าจะมีประโยชน์เข้าไปช่วยเหลืองาน กมธ.ให้เป็นไปตามกฎหมายเพื่อประโยชน์ประชาชน ส่วนกรณีที่เสนอปลดพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์นั้น ยังไม่ทราบเรื่อง แต่ทุกอย่างต้องพิจารณาตามหลักเหตุและผล ตามกฎหมายและความถูกต้อง สำหรับการทำงานหน้าที่ของประธาน กมธ. ก็มีกรอบอยู่ คงจะทำเกินเลยจากกรอบที่กำหนดไว้ไม่ได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หากผมได้เข้าไปเป็น กมธ. ถ้าเห็นว่าประธานทำอะไรเกินอำนาจหน้าที่ ก็จะเข้าไปพูดคุย แต่ที่ไม่เห็นด้วยเลย คือการนำที่ปรึกษาประธาน กมธ.มาร่วมประชุมในคณะ กมธ.ด้วย เพราะความจริงต้องแยกประชุม ไม่ใช่เอามานั่งหัวโต๊ะ เรื่องนี้เป็นทั้งข้อบังคับ ระเบียบ วิธีการปฏิบัติ และมารยาทในการประชุม&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงการส่งเข้าไปนั่งเป็น กมธ.ชุดนี้เป็นยุทธศาสตร์ของพล.อ.ประวิตรใช่หรือไม่ นายไพบูลย์กล่าวว่า เป็นเรื่องสัดส่วนของพรรคที่มีน้อยผิดปกติ ซึ่งควรมี 4-5 คน ในแต่ละ กมธ. อีกทั้งตนมีความเหมาะสมด้วย และเคยทำงานด้านนี้มา ส่วนที่นายดลลาออก ซึ่งเขาอาจจะไม่ถนัดในการทำหน้าที่ตรงนี้ ไม่ได้เป็นการเบียดโควตาของพรรคการเมืองใด แต่เพื่อความเหมาะสมมากกว่า &amp;nbsp;ส่วน กมธ.เรียก พล.อ.ประยุทธ์และ พล.อ.ประวิตรมาชี้แจงอีก เป็นเรื่องไม่สมควรและควรยุติได้แล้ว ที่ผ่านมาไม่เคยมีประเพณีไหนที่นายกฯ เข้ามาชี้แจง กมธ.ด้วยตนเอง มีเพียงส่งตัวแทนและหนังสือชี้แจงเท่านั้น นายกฯ ไม่ควรมา หากมา กมธ.ชุดนี้อาจจะมีอีกกว่า 30 คณะ กมธ.เชิญมาชี้แจง ทำให้นายกฯ ไม่มีเวลาทำงานในภารกิจ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ &amp;nbsp;ส.ส.ราชบุรี พรรค พปชร. เเถลงข่าวถึงกรณีขอหารือในสภาเพื่อให้สอบจริยธรรม พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ แต่ถูกนายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ ตัดบทว่า ตนน้อยใจที่ถูกเลือกปฏิบัติ ขนาด ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ขอหารือ แต่พูดจาดูถูกดูหมิ่น พล.อ.ประยุทธ์ รวมถึง ส.ส.พรรคอื่นๆ ขอหารือเรื่องห้องน้ำในสภา นายชวนยังอนุญาตได้ แต่ขอให้สอบจริยธรรม พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กลับไม่อนุญาต แล้วบอกว่าเป็นเรื่องภายใน กมธ. ซึ่งคำว่าสวะ มีเเต่คนต่ำเท่านั้นที่จะพูดได้ และต้องพูดกับคนต่ำๆ ด้วยกัน จึงอยากให้นายชวนได้เมตตา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ปารีณากล่าวว่า มีเพื่อนสมาชิกหลายคนตั้งข้อสังเกตว่า ในช่วงที่ตนหารือในสภา ตนยืนอยู่ใกล้กับนายนิพันธ์ ศิริพร ส.ส.ตรัง พรรค พปชร. ที่ชนะการเลือกตั้งในเขตบ้านนายชวนเอง ทำให้ท่านไม่พอใจ อาจจะหงุดหงิดเรื่องนี้หรือไม่ อยากให้นายชวนหยุดตัดไมโครโฟนตนเสียที ที่ผ่านมาเเม้ตนจะบ่นกับเพื่อนสมาชิกบ้างเเต่ไม่เคยเเถลงข่าว แต่วันนี้ที่ตองมาเเถลงเพราะเห็นว่านายชวนเยอะเกินไปแล้ว &amp;nbsp;
ชงสอบเสรีฯ 6 เรื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมานายสนธิญา สวัสดี สมาชิกพรรค พปชร. ยื่นหนังสือผ่านนายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. และ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ขอให้ตรวจสอบ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ในฐานะประธาน กมธ.ป.ป.ช. 6 ประเด็นคือ 1.กรณีครั้ง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ขณะดำรงตำแหน่งรักษาการ ผบ.ตร. มีการจัดซื้อรถจักรยานยนต์ไทเกอร์ รุ่น BOX200 จำนวน 19,147 คัน งบประมาณกว่า 44 ล้านบาท ซึ่งเรื่องนี้ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดเป็นเอกฉันท์ 2.พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ได้เข้าไปตรวจสอบโครงการนี้ในฐานะผู้ดูแลแล้วหรือยัง 3.ให้ตรวจสอบการใช้คำพูดที่มิบังควร เมื่อวันที่ 18 ก.พ.2551 ขณะที่ดำรงตำแหน่งรักษาการ ผบ.ตร. 4.ขอให้ตรวจสอบคำสั่งสำนักนายกฯ ที่ 34/2551 ที่ให้ สตง.ดำเนินคดีอาญาตามมาตรา 112 ต่อ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ 5.ช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ได้ให้สัมภาษณ์สื่อช่องหนึ่งว่า ประเทศนี้เป็นของใคร ของสถาบัน เหตุใด พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ต้องดึงสถาบันลงมาเกี่ยวข้องกับการเมือง และ 6.กรณี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์เซ็นแต่งตั้งที่ปรึกษาโดยอ้างว่าเป็นมติที่ประชุม กมธ. ลงวันที่ 20 พ.ย.ที่ผ่านมา แต่นายวัฒนา เมืองสุข ในฐานะที่ปรึกษาประธาน กมธ.ป.ป.ช. กลับโพสต์เฟซบุ๊กวันที่ 18 พ.ย. และที่อ้างว่าเป็นมติที่ประชุม แต่หนังสือออกก่อน ทั้งนี้ หาก กมธ.รับเรื่องทั้งหมดไว้ตรวจสอบ อยากเสนอให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์หยุดปฏิบัติหน้าที่ จนกว่าการตรวจสอบจะแล้วเสร็จ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงการวัดพลังเสียงในการขอมติปลด พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ นายสิระกล่าวว่า เชื่อว่าสัปดาห์หน้าที่จะมีการประชุม ตนขอท้าให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์มาร่วมประชุม โดยตนจะนำหลักฐานที่มีมาแสดงให้ กมธ.รับทราบ ซึ่งคาดว่าเสียงโหวตของ กมธ. จะอยู่ในทิศทางเดียวกัน ซึ่งทุกอย่างจะอยู่บนเหตุ และผล ท่านเสรีพิศุทธ์อย่ายึดติดเลยลองคิดว่าไม่ใช่ตัวกูของกู ตนเป็นห่วงท่านว่าหากยึดติด หากตายไปไม่ว่าจะอยู่สวรรค์หรือนรก ก็อย่าไปอ้างอีกว่าตัวเองเป็นประธาน กมธ. เป็นอดีต ผบ.ตร. ตนสงสารท่านเหลือเกิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นผู้สื่อข่าวได้พยายามสอบถามว่าผู้ที่มาร้องเป็นผู้เสียหายหรือ น.ส.ปารีณาตอบแทนว่า มาร้องในฐานะประชาชนทั่วไป ขณะที่ น.ส.ปารีณากล่าวว่า นายสนธิญาเป็นอดีตรองโฆษกพรรคชาติไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสิระกล่าวด้วยว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กำลังเอาเชือกมามัดคอตัวเอง ในฐานะที่เป็นนักกฎหมาย กลับออกมติลักไก่ ก็ต้องดูว่าใครจะตายอีกกี่ศพ โดยสัปดาห์หน้าตนจะไปร้อง ป.ป.ช.ว่ามีการใช้เอกสารเท็จ และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นผู้สื่อข่าวพยายามสอบถาม น.ส.ปารีณาถึงการตรวจสอบการถือครองที่ดิน ส.ป.ก. 1,700 ไร่ น.ส.ปารีณาเก็บไมค์ลงแล้วตอบปากเปล่าว่า ได้ทำเอ็มโอยูไว้กับนักข่าวแล้วว่าจะไม่พูดเรื่องนี้ ไปลองถามเพื่อนๆ ดู ขณะที่ผู้สื่อข่าวถามกันเองว่าได้ทำเอ็มโอยูกับใคร ซึ่งก็ไม่มีนักข่าวคนใดตอบ จึงรุมถามจี้และซักว่าเป็นการพยายามปกปิดเรื่องของตัวเองใช่หรือไม่ น.ส.ปารีณา กล่าวว่า &amp;ldquo;ดิฉันขอความเห็นใจเถอะค่ะ&amp;rdquo; พร้อมยกมือไหว้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางด้าน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวถึงกรณีที่นายดลลาออกว่า ยังไม่ได้รับหนังสือลาออกจากนายดล และไม่กังวลที่พรรค พปชร.จะส่งนายไพบูลย์มาทำหน้าที่แทน เพราะเชื่อว่าเป็นการกดดันจากฝั่ง ส.ส.รัฐบาล เพราะเมื่อมีการเปลี่ยนตัวให้นายสิระและ น.ส.ปารีณามากรรมาธิการก็มีแต่ป่วน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า น.ส.ปารีณาไปแจ้งความเอาผิดท่านกรณีฝืนมติที่ประชุม กมธ. ที่ให้ออกหนังสือเรียกนายกฯ และรองนายกฯ แบบธรรมดา แต่ท่านกลับสั่งการให้ออกเป็นหนังสือคำสั่งเรียก พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าวว่า เป็นความไม่เข้าใจของ น.ส.ปารีณา ตนดำเนินการตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ แต่รูปแบบการออกหนังสือ ไม่มีการกำหนดรูปแบบ จึงต้องใช้รูปแบบของหนังสือคำสั่งเรียก ส่วนการออกประกาศแต่งตั้งที่ปรึกษาประธาน กมธ.ที่ระบุมติที่ประชุมในวันที่ 20 พ.ย. ได้ยกเลิกหนังสือดังกล่าวไปแล้วเพื่อเปลี่ยนหนังสือใหม่ เป็นเพื่อให้ทราบ
&amp;quot;องครักษ์ชวน&amp;quot;โต้&amp;quot;น้องเอ๋&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล เลขานุการประธานสภาฯ แถลงกรณี น.ส.ปารีณาพูดพาดพิงถึงนายชวนว่า เป็นการพูดที่ทำให้สังคมเข้าใจผิดว่าประธานสภาฯ เลือกปฏิบัติ โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้นำเรื่องหารือเข้าสู่ที่ประชุม ซึ่งเรื่องที่ประธานสภาฯ จะไม่อนุญาตให้มีการหารือคือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมือง ซึ่งกรณี น.ส.ปารีณาหารือประธานสภาฯ เห็นว่าไม่ใช่เรื่องความเดือดร้อนของประชาชน ก็มีความเมตตาโดยบอกว่าจะดำเนินการให้ต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เด็กคนใดที่ก้าวร้าวต่อผู้ใหญ่ ใส่ร้ายว่าสองมาตรฐาน ก็มองว่าเป็นผู้น้อยที่ไม่เคารพผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรเอาเป็นแบบอย่างให้เยาวชนได้เห็น น.ส.ปารีณา ส.ส. 4 สมัย ควรเป็นตัวอย่างที่ดีให้สังคมเห็นว่า เราหน้าตาดี มีการศึกษาสูง การทำหน้าที่ในฐานะผู้แทน ก็ขอให้เป็นความภาคภูมิใจของประชาชนที่เขาเลือกมาให้เป็นผู้แทนของคนราชบุรี&amp;rdquo; นายสมบูรณ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สุกิจ อัตโถปกรณ์ ที่ปรึกษาประธานสภาฯ อดีต ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตนไม่ถือสากับเรื่องที่เกิดขึ้น เพราะตนเป็นหมอ เคยเรียนจิตเวช รู้จิตใจของคนดีว่าเป็นอย่างไร ยืนยันว่าตนและนายชวนไม่ใช่พวกที่เอาเรื่องส่วนตัวมาเกี่ยวข้องกับหน้าที่การงาน ทั้งนี้ การเลือกตั้งของ จ.ตรัง น.ส.ปารีณาไปถามคนตรังดีกว่าว่าพรรคการเมืองไหนใช้วิธีสกปรกอย่างไร คนตรังรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชวน หลีกภัย &amp;nbsp;กล่าวถึงปัญหาความขัดแย้งภายในของกรรมาธิการบางคณะว่า ส่วนใหญ่ไม่พบว่ามีปัญหา จะมีทะเลาะกันก็เพียง 1 หรือ 2 คณะเท่านั้น ซึ่งโดยทั่วไปต้องแก้ปัญหากันภายในคณะกรรมาธิการ ด้วยการเชิญสมาชิกไปพูดคุยว่ามีปัญหาความขัดแย้งในเรื่องใด หากเป็นเรื่องงานก็ทำความเข้าใจได้ง่าย แต่ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัวก็คงจะยากหน่อย พร้อมย้ำว่าทุกปัญหาควรทำความเข้าใจกันเอง เพื่อไม่ให้ชาวบ้านรู้สึกเบื่อหน่ายกับภาพความขัดแย้งที่ออกมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานถึงความคืบหน้าการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งคาดว่าจะเข้าสู่วาระการประชุมของสภาฯ ในช่วงสัปดาห์หน้าว่า ในส่วนของตัวแทน กมธ.โควตาพรรคการเมืองต่างๆ เริ่มลงตัว โดยมีการเปิดเผยรายชื่อผ่านหน้าสื่อเป็นระยะ เหลือเพียงโควตาของ ครม.ที่ยังคงต้องทาบทามเพิ่มบางส่วน แทนผู้ที่ขอถอนตัวไปก่อนหน้านี้ ขณะที่ตำแหน่งประธาน กมธ.แก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีความเห็นไม่ตรงกันระหว่าง 2 พรรคร่วมรัฐบาล โดยพรรคประชาธิปัตย์เสนอชื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ และอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขณะที่พรรคพลังประขารัฐมีแนวโน้มที่จะเสนอนายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาฯ อีกด้านพรรคร่วมฝ่ายค้านก็เสนอคนนอกมีความเหมาะสมที่จะเป็นประธานมากกว่า ทั้งนี้ นายสุชาติเองก็ได้แสดงท่าทีปฏิเสธไม่ขอรับตำแหน่งมาตลอด โดยให้เหตุผลว่ามีภารกิจในสภาค่อนข้างมาก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุด มีรายงานจากพรรคพลังประชารัฐเตรียมเสนอนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งมีรายชื่ออยู่ในโควตาของครม. เป็นประธาน กมธ.แก้รัฐธรรมนูญ โดยนายไพบูลย์ถือเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในการร่างรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเคยเป็นอดีต กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน มาแล้ว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50906</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ.ป.ป.ช., ชาวชุมชนบ้านบุ, ตลาดวังหลัง, ประเทศจำเป็นต้องมีทหารเกณฑ์, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ภาวะเศรษฐกิจ, ภาวะเศรษฐกิจท่องเที่ยว, หนังสือพิมพืไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191122/image_big_5dd7f26e16c4a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
