<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119008</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/10/2021 21:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/10/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เจาะวงเสวนาสายกรีน ส่องนวัตกรรมกู้วิกฤตโลกรวน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ภาวะโลกรวน&amp;rdquo; ถือเป็นวิกฤตของโลกที่ส่งสัญญาณอันทรงพลังต่อมวลมนุษยชาติถึงความไม่จริงจังต่อการแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีปริมาณสูงขึ้น จนนำมาสู่ความแปรปรวนของสภาพอากาศ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ และระบบนิเวศของสิ่งมีชีวิตบนโลกที่สูญเสียสมดุล ทำให้หลายประเทศหันกลับมาตระหนักว่า เราไม่สามารถปล่อยให้สิ่งแวดล้อมถูกทำลายไปมากกว่านี้จนไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ และนำมาสู่ความพยายามเดินหน้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำในเวทีโลก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จึงจัดเวทีเสวนาร่วมกับกูรูสิ่งแวดล้อมในสาขาต่าง ๆ เพื่อร่วมแบ่งปันทิศทางการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศและแนวคิดนวัตกรรมสีเขียวที่จะมาช่วยกู้วิกฤตโลกรวนให้ดีขึ้น ในหัวข้อ &amp;ldquo;นวัตกรรมช่วยลดโลกรวน #รวมพลังเพื่อลมหายใจแห่งอนาคต&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ศาสตราจารย์ ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านคุณภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมของไทย เปิดเผยว่า จากการดำเนินโครงการตรวจวัดคุณภาพอากาศในโครงการ Sensor for All ที่ดำเนินโครงการโดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและภาคีเครือข่าย ชี้ให้เห็นว่านอกจากเรื่องของฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM2.5 แล้ว ยังควรเดินหน้าต่อยอดในเรื่องของมลพิษที่เป็นแก๊สซึ่งมีความซับซ้อนมากขึ้นและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) โดยการนำข้อมูลสิ่งแวดล้อมที่เก็บรวบรวมผ่านเซนเซอร์เป็น Big Data มาวิเคราะห์ประมวลผล เพื่อช่วยในการตัดสินใจและเลือกว่าคนไทยจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร รวมไปถึงการกำหนดนโยบายเพื่อสร้างความยั่งยืนตามแนวยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี นอกจากนี้ข้อมูลดังกล่าวยังเป็นภาพสะท้อนให้เห็นว่า เราคือเจ้าของปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องของคนไทยทุกคน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับหัวใจสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาคุณภาพอากาศและและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศคือ การเชื่อมโยงข้อมูลและบูรณาการข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ ควบคู่กับการนำนวัตกรรมเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาวิกฤตโลกรวนใน 4 ด้านคือ&lt;/p&gt;


	การพัฒนาคน ต้องสร้างพฤติกรรมด้านสิ่งแวดล้อม (Pro-environmental behavior : PEBS) และส่งเสริมการเรียนรู้ให้เกิดความตระหนักและการกระทำเพื่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น
	เครื่องมือ การจัดทำแผนที่ความเสี่ยง (Risk map) ในการกำหนดพื้นที่เสี่ยงด้านคุณภาพอากาศ ซึ่งปัจจุบันสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กำลังดำเนินการ หรือการนำเทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture, Utilization and Storage: CCUS) เข้ามาใช้ในกระบวนต่าง ๆ 
	โครงสร้าง ต้องพัฒนาแพลตฟอร์มในการจัดเก็บข้อมูลจากเซนเซอร์อย่างครบวงจร เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงข้อมูลด้านคุณภาพอากาศที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการส่งเสริมตลาดซื้อขายคาร์บอน (Carbon Market) เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
	โครงการ สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการดูแลสิ่งแวดล้อมผ่านโครงการต่าง ๆ กิจกรรม CSR ที่มุ่งเน้นในการสร้างพื้นที่สีเขียว รวมถึงการพัฒนาเกษตรตามแนวคิดโคก หนอง นาโมเดล &amp;nbsp;&amp;nbsp;


&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้าน ดร.วงกต วิจักขณ์สังสิทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานดิจิทัล บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT กล่าวถึงการดำเนินโครงการ &amp;ldquo;ศูนย์ข้อมูลสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ&amp;rdquo; ซึ่งได้นำเทคโนโลยี IoT เซนเซอร์ และ Big Data เข้ามาตรวจวัดและจัดเก็บข้อมูลคุณภาพอากาศทั่วประเทศกว่า 8,000 จุด ทั้งฝุ่นละอองขนาดเล็ก การตรวจวัดอุณหภูมิ ความกดอากาศ ความเร็วลม โดยข้อมูลทั้งหมดจะถูกส่งผ่านด้วยเทคโนโลยี IoT ในรูปแบบเรียลไทม์และจัดเก็บข้อมูลไว้ในฐานข้อมูลที่สามารถเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลด้านคุณภาพอากาศของหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อบูรณาการข้อมูลและสามารถนำมาวิเคราะห์ถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพอากาศ และนำข้อมูลคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์สามารถนำไปใช้เพื่อแจ้งเตือนประชาชนในการปฏิบัติตนเมื่อมีปัญหามลภาวะทางอากาศ ใช้สำหรับการคาดการณ์คุณภาพอากาศล่วงหน้า รวมถึงเป็นข้อมูลสนับสนุนในการตัดสินใจเพื่อกำหนดนโยบายด้านคุณภาพอากาศของประเทศในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผศ.ดร.ธนพล เพ็ญรัตน์ ผู้เชี่ยวชาญระดับสูงสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และคณะอนุกรรมาธิการสภาฯ ด้านแก้ไขปัญหา PM 2.5 ให้ทัศนะว่า คนไทยไม่จำเป็นต้องเสียสละสุขภาพและอากาศที่ดีเพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโต เพราะทั้งสองสิ่งนี้สามารถพัฒนาไปพร้อมกันได้ โดยหยิบยกกรณีตัวอย่างของประเทศสหรัฐอเมริกาถึงความสำเร็จในการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศด้วยกฎหมายสะอาด (Clean Air Act) ทั้งการใช้อำนาจตามกฎหมายและการนำองค์ความรู้ด้านนวัตกรรมมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับประเทศไทยก็ได้พัฒนานวัตกรรมเซนเซอร์ตรวจวัดฝุ่นละอองขนาดเล็กฝีมือคนไทยที่ชื่อว่า &amp;ldquo;Dust Boy&amp;rdquo; โดยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่มีความแม่นยำถึง 85% สามารถช่วยแจ้งเตือนให้ประชาชนรับทราบและวางแผนจัดการความเสี่ยงกับฝุ่น &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วน ดร.นณธภัทร ธีระวรรธนะสิริ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ กลุ่มพัฒนาอนามัยสิ่งแวดล้อม ศูนย์อนามัยที่ 1 เชียงใหม่ ได้ยกตัวอย่างความสำเร็จต้นแบบ &amp;ldquo;ระบบเฝ้าระวังและสื่อสารความเสี่ยงฝุ่นควันอัตโนมัติ&amp;rdquo; ของเขตสุขภาพที่ 1 ของจังหวัดเชียงใหม่ โดยมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนและภาคีเครือข่ายที่จะช่วยกันเฝ้าระวังและส่งเสริมให้ประชาชนป้องกันฝุ่นควันด้วยตัวเอง โดยแบ่งเป็น 3 ระบบ คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 1. Smoke Alert สำหรับแจ้งเตือนสถานการณ์ฝุ่นควันอัตโนมัติและแนะนำวิธีปฏิบัติตัว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2. ระบบผ่อดีดีโรงเรียน ซึ่งเป็นระบบสำหรับโรงเรียนหรือสถานศึกษาในแจ้งเตือนสถานการณ์ฝุ่นควันเพื่อการเฝ้าระวัง งดกิจกรรมนอกห้องเรียน และให้คำแนะนำในการปฏิบัติตัวแก่นักเรียน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 3. ระบบผ่อดีดีตำบล ซึ่งเป็นระบบสำหรับตำบลในการแก้ไขปัญหา ปฏิบัติการด้านการแพทย์และสาธารณสุขในการป้องกันหรือลดผลกระทบจากฝุ่นควัน ซึ่งหากสถานการณ์มีความรุนแรงก็จะแจ้งเตือนไปยังอำเภอหรือจังหวัดด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปัจจุบันเขตสุขภาพที่ 1 ของจังหวัดเชียงใหม่ ได้ร่วมกับมหาวิยาลัยเชียงใหม่พัฒนาแพลตฟอร์มไฮบริดข้อมูล PM 2.5 จากหน่วยงานต่าง ๆ มาใช้สำหรับการบริหารจัดการเชิงสุขภาพระดับพื้นที่ในอนาคตด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้าน ดร.จิราพร ศิริคำ รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวถึงการพัฒนานวัตกรรมเพื่อช่วยแก้ปัญหาภาวะโลกรวนว่า กฟผ. สนับสนุนการเดินหน้าสู่สังคมไร้คาร์บอนตามนโยบาย Carbon Neutrality ของประเทศ มุ่งเน้นส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้เพิ่มมากขึ้น โดย กฟผ. ได้นำร่องโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำแบบไฮบริดที่ใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งมีกำลังผลิต 45 เมกะวัตต์ ที่เขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี และยังมีแผนขยายไปตามเขตเขื่อนทั่วประเทศรวม 2,725 เมกะวัตต์ รวมถึงการพัฒนาระบบไฟฟ้าให้มีความยืดหยุ่น (Grid Modernization) การพัฒนาแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน เพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับพลังงานหมุนเวียน สามารถจ่ายไฟได้อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อันเป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อนและปัญหาฝุ่น PM 2.5 ได้อย่างเป็นรูปธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; กฟผ. ยังมีนโยบาย EGAT Air Time ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายพัฒนาแพลตฟอร์มและรูปแบบการดำเนินการเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น โดยขับเคลื่อนกลยุทธ์ T-I-M-E คือ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; T : Tree &amp;amp; Tourism การเพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่ออากาศบริสุทธิ์ และส่งเสริมการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดย กฟผ. ตั้งเป้าปลูกป่า 1 ล้านไร่ในอีก 10 ปีข้างหน้า &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; I : Innovation พัฒนานวัตกรรมเพื่อดูแล ลดปัญหา และจัดการคุณภาพอากาศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; M : Monitoring ตรวจวัดและแสดงผลคุณภาพอากาศ เพื่อวางแผนป้องกัน ลดการปล่อย PM2.5 ให้มากขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; E: Education &amp;amp; Engagement กฟผ. ได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายสื่อสารองค์ความรู้ในการดูแลคุณภาพอากาศ สิ่งแวดล้อม และสร้างการมีส่วนร่วม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; กฟผ. ยินดีและภูมิใจในการดูแลสภาพอากาศให้ดีขึ้น อันเป็นผลมาจากการวิจัยพัฒนาและนวัตกรรมต่าง ๆ ตลอดจนความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายในการติดตามและดูแลคุณภาพอากาศอย่างจริงจัง เพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืนในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-1.15pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;ทั้งนี้คนไทยทุกคนก็สามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการกู้วิกฤตภาวะโลกรวนได้ด้วยการช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อม โดยเริ่มจากเรื่องง่าย ๆ รอบตัวเรา&amp;nbsp; อาทิ การเลือกเครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ 5 การเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ ปลูกต้นไม้ให้เพิ่มขึ้น สนับสนุนการใช้พลังงานหมุเวียน เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ร่วมสร้างอากาศบริสุทธิ์ เพื่อสุขภาวะที่ดีของคนไทย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119008</URL_LINK>
                <HASHTAG>Carbon Neutrality, EGAT Air Time, กฟผ., การแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ, การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์, ดร.จิราพร ศิริคำ, ดร.นณธภัทร ธีระวรรธนะสิริ, ดร.วงกต วิจักขณ์สังสิทธิ์, นวัตกรรมกู้วิกฤตโลกรวน, นวัตกรรมช่วยลดโลกรวน, ปัญหา PM 2.5, ผศ.ดร.ธนพล เพ็ญรัตน์, ภาวะโลกรวน, รวมพลังเพื่อลมหายใจแห่งอนาคต, ศาสตราจารย์ ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล, สังคมไร้คาร์บอน, เสวนาสายกรีน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211006/image_big_615daefd28785.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105505</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/06/2021 08:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/06/2021 08:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไทยเผชิญ&#039;ภาวะโลกรวน &#039;กระทบติดอันดับ 8 ของโลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;


&amp;nbsp;&amp;ldquo;วันสิ่งแวดล้อมโลก&amp;rdquo; ที่ตรงกับวันที่&amp;nbsp; 5มิถุนายนของทุกปี ในโอกาสนี้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) จึงได้จัดกิจกรรมวันสิ่งแวดล้อม เสวนาออนไลน์ &amp;ldquo;ภาวะโลกรวน ป่วนลมหายใจ&amp;rdquo; ผ่านเฟซบุ๊ก กฟผ. เพื่อให้ทราบถึงสถานการณ์สิ่งแวดล้อมของโลกและประเทศไทยในปัจจุบัน และแนวทางการพัฒนาและใช้พลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ต่อมนุษย์อย่างยั่งยืน

ดร.รวีวรรณ ภูริเดช เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(สผ.) ได้กล่าวถึงรายงานความเสี่ยงของโลกปี 2020 โดย World Economic Forum ด้านสิ่งแวดล้อม 5 อันดับแรก 1.สภาพอากาศที่รุนแรง 2.ความล้มเหลวจากการบรรเทาผลกระทบและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 3.การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศ 4.ภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว สึนามิ ภูเขาไฟระเบิด 5.ภัยพิบัติทางธรรมชาิที่เกิดจากมนุษย์ เช่น การรั่วไหลของน้ำมันและการปนเปื้อนสารเคมีในแหล่งธรรมชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.รวีวรรณ ภูริเดช&amp;nbsp; &amp;nbsp;เลขาธิการสผ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;เลขาธิการ สผ. กล่าวเพิ่มว่า &amp;nbsp;และในสถานการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลกที่รายงานโดย Climate Watch Data 2018 อันดับ 1 คือ จีน ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 122355.24 mtCO₂e หรือประมาณ 19% รองลงมาคือสหรัฐอเมริกา ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อยู่ที่ 6023.62 mtCO₂e หรือประมาณ 18% ส่วนประเทศไทยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่ที่ 416.95 mtCO₂e หรือประมาณ 0.8% จากข้อมูลรายงานความก้าวหน้ารายสองปี ฉบับที่ 3 ได้ระบุว่าสัดส่วนของภาคพลังงานมีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด รวมไปถึงภาคขนส่งด้วย หรือในภาคการเกษตร ที่มีการปลดปล่อยก๊าซมีเทน จึงต้องมีการเฝ้าระวังและแก้ไข ภาคครัวเรือนก็มีส่วน เพราะมีการใช้ไฟ การเดินทาง สิ่งที่น่าสนใจคือป่าไม้ มีสัดส่วนที่ติดลบ เมื่อเทียบกับประเทศภูฏานสัดส่วนของป่าไม้สูงมาก

&amp;ldquo;ประเทศไทยจึงถือว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอยู่ในอันดับ 8 ของโลก โดยในสถานการณ์ปัจจุบันสิ่งที่กังวลมากคือเรื่องของสุขภาพ เพราะเมื่ออากาศร้อนมีช่วงเวลาที่ยาวขึ้น ยุงก็สามารถขยายระยะเวลาการวางไข่ได้เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดโรคไข้เลือดออก หรือโรคที่มียุงเป็นพาหะ รวมไปถึงการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ เช่น อุณหภูมิของน้ำทะเล เพราะปะการังอาจจะตายได้ หรือภาคการเกษตรที่ต้องอาศัยน้ำฝน และสภาพอากาศค่อนข้างมาก หากสภาพอากาศไม่อำนวยก็มีผลต่อผลผลิตทางการเกษตร &amp;nbsp;แต่เดิมคงจะได้ยินที่สถานการณ์ของโลกร้อน แต่ในตอนนี้เราก็กำลังจะเจอกับภาวะโลกรวน ที่มาจากสภาพอากาศที่แปรปรวน&amp;rdquo; &amp;nbsp;เลขาธิการ สผ. กล่าวถึงผลกระทบที่ไทยต้องเผชิญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร ผู้ว่าการ กฟผ

ด้าน บุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร ผู้ว่าการ กฟผ. &amp;nbsp; กล่าวว่า กฟผ. ในฐานะที่เป็นผู้ผลิตไฟฟ้า ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะบอกว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดคาร์บอนไดออกไซด์ ส่งผลทำให้เกิดภาวะเรือนกระจก โดยเฉพาะด้านพลังงาน อาทิ การใช้เชื้อเพลิงไฟฟ้า โรงไฟฟ้าชนิดเก่าที่ใช้ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง ล้วนมีส่วนทำให้เกิดโลกร้อนซึ่งก็ได้มีการตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น จึงได้มีการร่วมกับทางภาครัฐ ในการผลักดันให้มีการบริหารก๊าซเรือนกระจกในส่วนของพลังงาน โดยมีการกำหนดเป็นนโยบาย อาทิ การประเมินว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อย่าง ได้มีการจัดทำ 9 โครงการ ที่สามารถช่ยลดาร์บอนไดออกไซด์ &amp;nbsp;ซึ่งในปี 2563 สามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้เกือบ 9 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ มีคาร์บอนเครดิตสะสมอยู่ 3 แสนตันคาร์บอนไดออกไซด์ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สัดส่วนภาคพลังงานที่ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวต่อว่า ในส่วนของโครงการลดก๊าซเรือนกระจกที่ทำ มีทั้งโครงการโรงไฟฟ้าท้ายเขื่อน เป็นโรงไฟฟ้าหมุนเวียนแห่งแรกของ กฟผ.ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนกับ The Green Certificate Company Limited (GCC) ทางด้านคุณภาพอากาศ มีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมีประสิทธิภาพที่ดี เพื่อใช้เชื้อเพลิงน้อย ลดการปลดปล่อยมวลสารที่ออกจากโรงไฟฟ้าต่ำกว่ามาตรฐานที่ประเทศไทยกำหนด โครงการปลูกป่าที่ไปแล้วเกือบ 4.7 แสนไร่ ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากถึง 9.74 ล้านตัน/ปี ปล่อยออกซิเจนถึง 7.08 ล้านตัน/ปี แต่ก็ยังไม่สามารถเพียงพอที่จะทดแทนการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในขณะนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
และการทำโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำ (Hydro-floating Solar Hybrid) ในเฟสแรก จำนวน 9 เขื่อน นำร่องที่เขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี และมีกำลังผลิตไฟฟ้าประมาณ 2,725 MW คาดว่าจะมีการติดตั้งทุ่นเสร็จในช่วงเดือนกรกฎาคมนี้ &amp;nbsp;ทั้งยังสามารถเป็นจุดท่องเที่ยวในอนาคตได้อีกด้วย และนวัตกรรม First Firing ในโครงการโรงไฟฟ้าทดแทนโรงไฟฟ้าพระนครใต้ ระยะที่ 1 เพื่อลดผลกระทบที่จะมีต่อชุมชนให้น้อยที่สุด โดยใช้ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังคุณภาพอากาศ AR-QADS และสร้างชุมชนสีเขียวต้นแบบ ที่บางกรวย (Bangkruai Green Community) ในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล กรรมการ กฟผ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล กรรมการ กฟผ. และรองคณบดีด้านยุทธศาสตร์ นวัตกรรมและความยั่งยืน คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวเสริมในส่วนของคุณภาพอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM 2.5 ที่เป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งผลกระทบของ &amp;nbsp;PM 2.5 &amp;nbsp;ในเชิง SDGs ข้อ 11 ที่ระบุว่า 90% ของประชากรโลกที่อาศัยอยู่ในเมืองได้รับคุณภาพอากาศที่ไม่ดี &amp;nbsp;ดังนั้นยิ่งมีการพัฒนาเมืองมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีความเสี่ยง ไทยยังได้ถูกจัดอันดับโดย World Economic Forum ในปี 2019 ว่ามี GDP จากภาคบริการและท่องเที่ยวอยู่ที่อันดับ 31 ของโลก &amp;nbsp; แต่ทว่าความั่นคงและยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมไทยอยู่อันดับที่ 140 ของโลก ดังนั้นการจัดการปัญหา PM 2.5 คงไม่ใช่เพียงการจัดการจราจร แต่คงต้องดูสภาพแวดล้อมในแต่ละพื้นที่เป็นหลักในการแก้ไขด้วย

ทั้งนี้ กฟผ.ยังได้จัดนิทรรศการออนไลน์เกี่ยวโครงการ หรือ E-Exhibition เพื่อให้ผู้ชมได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ด้านสิ่งแวดล้อม และการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมของ กฟผ. ผ่าน&amp;nbsp;https://env64.egat.co.th/&amp;nbsp;ตั้งแต่วันนี้-30 มิถุนายน 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
----------------------
1.EGAT Envi Website2
2.การนำ AI และ IoT เข้ามาผนวกทำให้มีการคิดค้นนวัตกรรมอย่าง กล่องตรวจสอบสภาพมลภาวะ
3.ดร.รวีวรรณ ภูริเดช เลขาธิการสผ.
4.ดัชนีความเสี่ยงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
5.บุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร ผู้ว่ากฟผ.
6.สัดส่วนภาคพลังงานที่ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก
7.ศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105505</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฟผ., ดร.รวีวรรณ ภูริเดช, บุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร, ภาวะโลกรวน, รศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210607/image_big_60bd6df32ee91.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103796</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/05/2021 12:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/05/2021 12:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;น่านแซนด์บอกซ์&#039; เปิดตัวหนังโฆษณา &#039;ภาวะโลกรวน&#039; ชวนตระหนัก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โครงการน่านแซนด์บอกซ์ปล่อยภาพยนตร์โฆษณาประเดิมใช้คำว่า &amp;ldquo;ภาวะโลกรวน&amp;rdquo; ที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ที่ส่งผลกระทบไปทุกด้านของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม หวังให้คนไทยทั่วประเทศตระหนัก &amp;nbsp;หันมาใส่ใจปัญหาภาวะโลกรวน ที่ส่งผลกระทบในหลายมิติ ไนชีวิตของผู้คน &amp;nbsp;ซึ่งเราทุกคนช่วยป้องกันบรรเทาภาวะโลกรวนได้ด้วยการปลูกต้นไม้ ฟื้นฟูป่า และประหยัดพลังงาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำว่า &amp;ldquo;ภาวะโลกรวน&amp;rdquo; ถูกนำมาทำแคมเปญโฆษณาประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจในเชิงลึก เพื่อให้คำนี้เป็นที่ยอมรับและนำไปใช้ในวงกว้าง เริ่มด้วยการทำภาพยนตร์โฆษณาแนวซุปเปอร์ฮีโร่ปราบเหล่าอสุรกาย พร้อมเพลงประกอบที่สนุกสนาน และสอดแทรกความรู้เกี่ยวกับสาเหตุและทางแก้ไขของภาวะโลกรวน &amp;nbsp; อย่างน้อยได้รู้จักและเข้าใจว่าสภาวะโลกที่ &amp;quot;รวน&amp;quot;นั้น เป็นอย่างไร &amp;nbsp;กระทบไปถึงอะไรบ้าง และเราสามารถช่วยป้องกันหรือบรรเทาได้อย่างไร &amp;nbsp;ให้คนไทยได้ตื่นตัวหันมาใส่ใจ &amp;nbsp;ลงมือปฏิบัติเพื่อช่วยแก้ปัญหา &amp;nbsp;และทำให้โลกของเราน่าอยู่อย่างยั่งยืน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เนื้อหาการสื่อในภาพยนตร์โฆษณา เป็นเรื่องราวของแก๊งอสุรกาย ที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ ประกอบด้วย แล้งรวน แล้งจัดยาวนาน &amp;nbsp;ฝนรวน น้ำท่วมฉับพลัน &amp;nbsp;พายุรวน รุนแรงผิดฤดู อสุรกาย ทั้ง 3 ตัว เป็นตัวแทนปัญหาภาวะโลกรวน ในชื่อแก๊ง &amp;ldquo;ภาวะโลกรวน&amp;rdquo; สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านจนต้องกุมขมับถ้วนหน้า &amp;nbsp;ไม่ว่าจะอยู่จุดไหน ทั้งในเมือง โรงงาน หรือไร่นา ก็หนีไม่พ้น แล้ววันหนึ่งก็มีฮีโร่ปรากฏตัวขึ้น นั่นก็คือ โปรโม กับโปรเม สองนักกอล์ฟสาวไทยที่เป็นตัวแทนของซุปเปอร์ฮีโร่ ที่มาพร้อมอาวุธคู่กายในการปราบภาวะโลกรวนที่กวนโลก อาวุธที่ว่านี้คือการปลูกต้นไม้ ช่วยฟื้นฟูป่า และประหยัดพลังงาน อาทิ การแยกขยะ ลดใช้ถุงพลาสติก ประหยัดไฟ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพลงประกอบภาพยนตร์โฆษณาชุดนี้ &amp;nbsp;ดัดแปลงเนื้อหาจากเพลง &amp;ldquo;หมากัด&amp;rdquo; ของเอกชัย ศรีวิชัย เพื่อให้คนดูจำได้ ผ่านท่อนที่บอกว่า &amp;ldquo;โอ้มาแล้วหนา ภาวะโลกรวน&amp;rdquo; โดยได้ศิลปินที่ร้องเพลงไทยภาษาไทยชัดเจนอย่าง &amp;ldquo;คุณเต๋า The Voice&amp;rdquo; มาช่วยขับร้อง เพื่อจะได้ติดหู สนุกสนานเข้าถึงทุกผู้คน ในจังหวะสามช่า
&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แคมเปญ&amp;quot;ภาวะโลกรวน&amp;quot; นั้นเกิดจาก เมื่อปลายปี 63 โครงการน่านแซนด์บอกซ์จัดกิจกรรม Words Change the World คำพูดเปลี่ยนโลก ที่เปิดโอกาสให้คนไทยส่งผลงานประกวดคิดคำเรียกชื่อสั้นๆ ของปัญหาการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพแวดล้อม ชิงเงินรางวัล 1 ล้านบาท มีคณะกรรมการจากหลากหลายสาขาอาชีพร่วมพิจารณาตัดสิน จนได้คำที่มีความหมายที่ดีและเหมาะสมที่สุด ผู้ชนะเลิศ ได้แก่ นายพนัส จั่นสังข์ กับคำว่า &amp;ldquo;ภาวะโลกรวน&amp;rdquo; เป็นคำที่สั้น เข้าใจง่าย และสื่อถึงผลกระทบได้ทันที กิจกรรมนี้มีผู้สมัครเข้าร่วมกว่า 4,300 คน และมีผู้เข้าชมรายละเอียดโครงการผ่านเว็บไซต์กว่า 600,000 คน จำนวน 1.3 ล้านครั้งในช่วงเวลา 2 เดือนของการรับสมัคร สามารถเป็นตัววัดได้ระดับหนึ่งว่าประชาชนคนไทยจำนวนไม่น้อย ยังคงให้ความสนใจกับปัญหาสิ่งแวดล้อมของโลกที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้น และกลุ่มคนเหล่านั้นสามารถเป็นกระบอกเสียงที่สำคัญของการสื่อสารข้อมูลและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในที่สุด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103796</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทบสิ่งแวดล้อม, น่านแซนด์บ๊อกซ์, ภาวะโลกรวน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210522/image_big_60a897cea4913.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
