<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117232</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/09/2021 01:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/09/2021 01:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักอุตุฯวิเคราะห์ไทยเจอ&#039;ภาวะโลกร้อนฝนรวน&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ฝนตกหนักช่วงนี้ในประเทศไทยเกิดจากพายุ 2 ลูก พายุโซนร้อนกำลังแรง&amp;rdquo;โกนเซิน&amp;rdquo; กับพายุไต้ฝุ่น&amp;rdquo;จันทู&amp;rdquo; ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ส่งผลกระทบในหลายพื้นที่ประสบอุทกภัย เกิดน้ำท่วมฉับพลัน &amp;nbsp;ล่าสุด กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศจับตา &amp;quot;พายุหมุนเขตร้อน&amp;quot;ที่เตรียมพัดถล่มเวียดนาม ซึ่งจะส่งผลให้หลายภาคของไทย มีฝนเพิ่มขึ้นและฝนตกหนักบางแห่ง โดยเฉพาะวันที่ 20-22 ก.ย. ชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงต้องระวังอันตรายจากน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แต่ในภาพรวมรัฐบาล&amp;rdquo;ลุงตู่&amp;rdquo;ยืนยันปริมาณน้ำอยู่ในระดับทรงตัวแล้ว จากการประเมินอุทกภัยของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สถานการณ์น้ำในปีนี้ไม่น่าจะเกิดมหาอุทกภัยเหมือนปี 2554&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม นักวิชาการทยอยกันออกมาเตือนฝนเพิ่มขึ้น ให้มีการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะหมดหน้าฝนนี้ &amp;nbsp;พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานต่างๆ เตรียมพร้อมรับสถานการณ์จุดเสี่ยงต่างๆ อย่างเต็มที่ มีแผนเผชิญเหตุที่ใช้ได้จริง &amp;nbsp;ตลอดจนฉายภาพสถานการณ์น้ำในเขื่อนที่สวนทางกับภาพน้ำท่วม หวังกระตุกให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ชุมชน ท้องถิ่น นอกจากระบายน้ำลงทะเลเพื่อป้องกันน้ำท่วมแล้ว ยังต้องการเก็บกักน้ำไว้ใช้แล้งหน้าด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่นเดียวกับวงเสวนาเรื่อง &amp;ldquo;2564 จะมีน้ำท่วมใหญ่หรือไม่ เตรียมพร้อมรับมืออย่างไร&amp;quot; จัดโดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และหน่วยงานพันธมิตรด้านการบริหารจัดการน้ำของประเทศเมื่อวันก่อน ตอกย้ำรัฐบาลต้องมีแผนการรับมือสถานการณ์น้ำอย่างเป็นระบบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มุมมอง ดร.ชลัมภ์ อุ่นอารีย์ นักอุตุนิยมวิทยาชำนาญการ กรมอุตุนิยมวิทยา&amp;nbsp;&amp;nbsp; บอกว่า ประเทศไทยอยู่ท่ามกลางปรากฏการณ์ธรรมชาติหลายอย่างที่จะเป็นปัจจัยสำคัญให้เกิดฝนผิดปกติ โดยเฉพาะร่องมรสุมที่ทำให้เกิดฝนบริเวณกว้าง และพายุหมุนเขตร้อนที่มาเติมฝนในบ้านเรา รวมถึงปรากฏการณ์เอลนิโน ซึ่งสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงทำให้ร่องมรสุมผิดเพี้ยน มิ.ย.-ส.ค.ปีนี้ไทยเจอฝนทิ้งช่วงรุนแรงและระยะเวลานาน ขณะที่เข้าเดือนกันยายน มีกลุ่มฝนพาดผ่านจำนวนมาก และความกดอากาศสูงกำลังปกติ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปีที่แล้ว ตั้งแต่ มี.ค.-พ.ย. ฝนตกสลับทิ้งช่วง แต่ปีนี้ฝนหายไป คำถามคือ ปีต่อไปจะเป็นอย่างไร &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นักอุตุนิยมวิทยาบอกด้วยว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทร 2 ฝั่ง เป็นตัวพาเมฆฝนมา ทำให้เกิดฝนมากหรือน้อยในไทย ส่วนสถานการณ์ของปรากฏการณ์ ENSO ในปัจจุบัน กลุ่มเมฆจะเกิดมากขึ้นบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งใกล้ประเทศไทย ถ้ามีกำลังแรงฝนจะเข้าทวีปมากขึ้น ไทยฝนจะมากขึ้น&amp;nbsp; ซึ่งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้เปลี่ยนแค่ฝน แต่เปลี่ยนปรากฏการณ์ทางธรรมชาติด้วยมีผลกระทบต่อประเทศไทย ซึ่งจะต้องเตรียมพร้อมรับมือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ประเด็นไทยเสี่ยงน้ำท่วมใหญ่เหมือนสิบปีที่แล้วหรือไม่ &amp;nbsp;รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ ม.รังสิต กล่าวว่า &amp;nbsp;สภาพภูมิอากาศช่วงปลายปี 64 ต่อเนื่องต้นปี 65 ปรากฎการณ์ลานีญาจะเพิ่มขึ้น แม้ระดับไม่แรง แต่มีความชื้นมหาศาล ฝนจะมากขึ้น ต้องเฝ้าระวัง การคาดการณ์สถานการณ์ฝน 6 เดือน พ.ค.-ต.ค. 2564 ภาคตะวันออกจะมีโอกาสเกิดน้ำท่วม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การคาดการณ์ปริมาณฝน 4 เดือนข้างหน้า ร่องฝนพาดผ่าน ความกดอากาศต่ำ ความชื้นสูง ก.ย.-ธ.ค.ฝนจะดีมาก แต่ไม่ได้จะเกิดน้ำท่วมทุกพื้นที่ ต้องเฝ้าระวังพื้นที่เปราะบาง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; ความเสี่ยงน้ำท่วมใหญ่ภาคกลาง 10-20 % ภาพอีสาน 20-40% แต่ก็ประมาทไม่ได้เหมือนเหตุการณ์ฝนพันปีจีนที่เกิดขึ้น ความเสี่ยงภาคตะวันออก 30-40% ซึ่งเสี่ยงสูงมาก ภาคใต้ 50-60% กรณีหาดใหญ่จะเหมือนปี 2553 มีโอกาส 20-30% แต่ความรุนแรงลดลง เพราะมีโครงการพระราชดำริบรรเทาน้ำท่วม &amp;ldquo; รศ.ดร.เสรี เผย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนแผนและโครงการในอนาคตลุ่มเจ้าพระยา นักวิชาการด้านภัยพิบัติบอกปัจจุบันมีการจัดทำแผนบรรเทาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ประกอบด้วย การเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำท่าจีน การปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออก การบริหารจัดการพื้นที่รับน้ำนองและพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ มีการผลักดันโครงการก่อสร้างคลองระบายน้ำหลากสายใหม่ ทั้งคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร ที่จะแล้วเสร็จในปี 2566 คลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย&amp;nbsp; และคลองระบายน้ำควบคู่กับถนนนวงแหวนรอบที่ 3 &amp;nbsp;เป้าหมายหลัก3 โครงการ งบกว่า 3 แสนล้านบาท เพื่อลดปัญหาน้ำท่วม แต่ยังใช้การไม่ได้ถ้าน้ำมาปีนี้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo; แม้ความเสี่ยงแค่ 10% ก็ต้องมีแผนรับมือ ถ้าเกิดน้ำท่วมใหญ่หรือฝนพันปีในปีนี้จะเตรียมพร้อมอย่างไร ก่อนเกิดเหตุ ศูนย์บัญชาการส่วนกลาง ต้องประเมินความรุนแรง และมาตรการระดับลุ่มน้ำ ความเสียหาย มีระบบคาดการณ์ เตือนภัย และอพยพ&amp;nbsp; ขณะเกิดเหตุศูนย์บัญชาการส่วนหน้าต้องประเมินระดับจังหวัด หลังเกิดเหตุน้ำท่วม ท้องถิ่น ชุมชน จะช่วยเหลือ เยียวยาอย่างไร ล่าสุดไอพีซีซีรายงานทั่วโลกต้องเร่งควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้ขยับเกิน 1.5 องศาเซลเซียส เพราะสภาพภูมิอากาศมั่นคงน้อยลง &amp;nbsp;ปริมาณน้ำฝนในอนาคตจะพุ่งสูง มีการประเมินระดับน้ำทะเลสูงสุดเฉลี่ยในรอบ 100 ปี&amp;nbsp; แผนที่แสดงถึงการกระจายพื้นที่น้ำท่วมขยายออกไป&amp;nbsp; ฉะนั้น มาตรการที่มีรับไม่ไหว ประเทศไทยและกรุงเทพฯ จะปรับตัวอย่างไร &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;ldquo; รศ.ดร.เสรี ย้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สถานการณ์น้ำยังต้องเฝ้าระวัง &amp;nbsp;ดร.สุทัศน์ วีสกุล ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) กล่าวว่า &amp;nbsp;ช่วงสองสัปดาห์แรกของเดือนก.ย.&amp;nbsp; มีฝนตกหนักในภาคเหนือตอนล่าง ภาคอีสาน ภาคตะวันออกและภาคใต้ฝั่งตะวันตก เพราะร่องมรสุมพาดผ่านบริเวณภาคเหนือ อีสาน และภาคกลาง&amp;nbsp; ประกอบกับลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอ่าวไทย อันดามัน และประเทศไทยมีกำลังแรง&amp;nbsp; ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากในหลายภาคของไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผอ.สสน. กล่าวต่อว่า จากการคาดการณ์ฝนเดือน ก.ย. ถึง ต.ค.นี้ ประเทศไทยตอนบนจะมีปริมาณน้ำฝนมากกว่าค่าปกติ และน่าจะมีพายุอย่างน้อย 1 ลูกเคลื่อนที่เข้ามาทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือและอ่อนกำลังในภาคเหนือ พื้นที่ฝนตกส่วนใหญ่จะตกในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือตอนล่าง และจะตกบริเวณท้ายเขื่อนมากกว่า ทำให้ไม่มีน้ำไหลลงในเขื่อนมากนัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo; &amp;nbsp;ตอนนี้พบสัญญาณว่า จะมีพายุก่อตัวที่จะเคลื่อนตัวเข้ามาทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือในช่วงปลายเดือน ก.ย.และจะส่งผลให้เกิดฝนตกหนักในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑลด้วย อาจจะเกิดน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ ขณะที่เดือน พ.ย. คาดการณ์ว่าจะมีฝนตกมากกว่าค่าเฉลี่ยปกติในพื้นที่ภาคใต้ อาจมีลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกำลังแรงและหย่อมความกดอากาศต่ำเคลื่อนตัวเข้ามายังอ่าวไทยได้ ทำให้ภาคใต้มีฝนตกหนักจนเกิดอุทกภัยได้ต้องเตรียมพร้อมรับมือ &amp;ldquo; 
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผอ.สสน.กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม น้ำใช้การของ 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยามีน้อยมาก ปัจจุบันมีเพียง 3,100 ล้าน ลบ.ม. เมื่อเปรียบเทียบปริมาณฝนของปี 2554 ปี 2560 และ ปี 2564 พบว่า ปริมาณฝนในปี 2564 นี้ ต่างจาก 2 ปี ดังกล่าวค่อนข้างมากเกือบทั่วทั้งประเทศ ปริมาณฝนเฉลี่ย 945 มิลลิเมตร&amp;nbsp; เทียบกับปี 54 ที่น้ำท่วมใหญ่ปริมาณฝน 1,854 มิลลิเมตร &amp;nbsp;โดยเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่มีฝนในพื้นที่เหนือเขื่อนน้อยมาก ทำให้น้ำไหลลงเขื่อนขณะนี้น้อยกว่าทั้ง 2 ปีดังกล่าว สำหรับพื้นที่เหนือเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ยังมีปริมาณฝนตกน้อย รวมกันไม่ถึง 50 มิลลิเมตร ซึ่งเดือนตุลาคมนี้จะสิ้นสุดฤดูฝนของประเทศไทยตอนบนแล้ว ยังต้องการปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนอีกมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การเตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วมต้องครอบคลุมความเสี่ยงอุทกภัยการเกษตร โดยเฉพาะข้าว พืชอันดับต้นๆ ของไทย &amp;nbsp;ผศ.ดร.พงษ์ศักดิ์&amp;nbsp; สุทธินันท์ อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คระวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า จากโควิดปี 64&amp;nbsp; เราไม่สามารถรับความเสียหายมากกว่านี้ได้อีกแล้ว เราต้องจัดการความเสี่ยงเรื่องภัยพิบัติด้านน้ำให้ได้ ตนได้ทุนจัดทำแผนที่ความเสี่ยงอุทกภัยข้าว &amp;nbsp;ซึ่งนำแผนที่ความเสี่ยงน้ำท่วมเดือน ก.ย.ปีนี้ โดย สสน.กับแผนที่ดาวเทียมเพาะปลูก โดย GISTDA ประเมินมูลค่าความเสี่ยงของข้าวที่ถูกน้ำท่วม 1เมตร &amp;nbsp;ข้าวที่คาดว่าจะเก็บเกี่ยวหลังเดือนก.ย. เสียหาย 100% จากน้ำท่วม ซึ่งจากแผนที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาจะเสี่ยงมากสุด ถัดมาโขง ชี มูล &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo; ถ้าข้าวถูกน้ำท่วมเสียหายหมดตัวเลขความเสี่ยงอยู่ที่ 12,993 ล้านบาท ถ้า เดือน ต.ค.ลดลงเหลือ 11,000 ล้านบาท หากพ้นเดือน พ.ย. พื้นที่ข้าวจะถูกน้ำท่วมลดลง เหลือความเสี่ยง 2,000 กว่าล้าน&amp;nbsp; และเดือน ธ.ค. เหลือ 55 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าความเสี่ยงข้าวจากการขาดแคลนน้ำ กรณีแล้ง 2564/2565 หากดูสถิติ น้ำในเขื่อนน้อย 3 ปีติดต่อกัน&amp;nbsp; ต้นปี 2565 ข้าวนาปรังมีความเสี่ยงขาดแคลนน้ำ จากปริมาณน้ำที่น้อย&amp;nbsp; ซึ่งในข้อเท็จจริงส่วนใหญ่ปลูกนาปรังจริงมากกว่าแผนหน้าแล้ง กรมชลฯ ไม่ส่งน้ำ ก็ยังมีการปลูกข้าวนาปรัง นี่คือ เรื่องน่ากังวล ต้องเตรียมการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ขณะที่ป้องกันน้ำท่วมก็ต้องเตรียมกักเก็บน้ำไปด้วย การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพเป็นเรื่องสำคัญ การบริหารจัดการน้ำที่ดีจะป้องกันน้ำท่วม-น้ำแล้ง ต้องมีการบูรณาการการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง และอยู่บนพื้นฐานงานความรู้ วิชาการและนวัตกรรมที่สอดรับกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง &amp;ldquo; ผศ.ดร.พงษ์ศักดิ์ กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117232</URL_LINK>
                <HASHTAG>#น้ำท่วม, ภาวะโลกร้อน, มหาอุทกภัยปี54, ร่องมรสุม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210920/image_big_614781e0700f8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109460</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/07/2021 15:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/07/2021 06:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จากมาตรการ CDM ถึง BCA เพื่อลดโลกร้อน แต่เพิ่มอุปสรรคให้การค้าระหว่างประเทศ (ตอนที่ 1)</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากมาตรการ CDM ถึง BCA เพื่อลดโลกร้อน&amp;nbsp;แต่เพิ่มอุปสรรคให้การค้าระหว่างประเทศ (ตอนที่ 1)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) หรือภาวะโลกร้อน (Global Warming) นับว่าเป็นหนึ่งในความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงรูปใหม่ของโลก รวมทั้งเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติในเชิงมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม จากสภาพปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกที่ยังคงร้ายแรงขึ้นทุกวัน แม้ว่าในระยะที่ผ่านมาหลายประเทศได้พยายามสร้างความร่วมมือ และมีข้อตกลงเพื่อควบคุมปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้อยู่ระดับควบคุมได้ ตัวอย่างที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม ได้แก่ ความร่วมมือข้อตกลงพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) ซึ่งได้ระบุให้กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วตามภาคผนวกที่ 1 มีพันธกรณีในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากปีฐาน ค.ศ.1990 ให้ได้ภายในปี ค.ศ.2012 ทั้งนี้ ในพิธีสารเกียวโต อนุญาตให้ประเทศที่พัฒนาแล้ว (ภาคผนวกที่ 1) สามารถใช้เครื่องมือที่เรียกว่า &amp;ldquo;กลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism : CDM) ที่อนุญาตให้ประเทศในภาคผนวกที่ 1 สามารถดำเนินโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศนอกกลุ่มภาคผนวกที่ 1 ได้ และนำมาใช้ในการลดการปล่อยก๊าซในประเทศตนได้ ซึ่งคาดหวังว่า CDM จะเป็นกลไกที่ทำให้ต้นทุนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำลงอยู่ระดับที่พอรับได้ และเป็นเครื่องมือในการส่งต่อ และถ่ายทอดเทคโนโลยีจากประเทศที่พัฒนาแล้ว ไปสู่ประเทศกำลังพัฒนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนึ่ง มาตรการกลไกการพัฒนาที่สะอาด (CDM) ได้สิ้นสุดลงเมื่อ ค.ศ.2012 แต่ปริมาณการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็ยังไม่บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ จึงได้มีความพยายามที่จะดำเนินการเจรจาร่วมกันเกี่ยวกับแนวทางการจัดการปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก และการจัดสรรพันธกรณีระหว่างประเทศในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจากแทนพิธีสารเกียวโตที่ได้สิ้นสุดลงไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตการการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน&amp;nbsp;
จากมาตรการ CDM ที่กล่าวมาแล้ว ประเทศที่พัฒนาแล้ว (ประเทศในกลุ่มภาคผนวกที่ 1) ต้องมีมาตรการที่เข้มงวดในการจัดการลดก๊าซเรือนกระจกของตน ทำให้มีต้นทุนสินค้าที่เพิ่มขึ้น และเริ่มตระหนักว่าอุตสาหกรรมของประเทศตนเองสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน จึงมีความพยายามที่จะเชื่อมโยงการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับการค้าระหว่างประเทศ ดังนั้นประเทศที่พัฒนาแล้ว ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป (EU) และญี่ปุ่น เป็นต้น พยายามที่จะคิดค้นมาตรการใหม่ขึ้นมาที่เรียกว่ามาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Border Carbon Adjustment : BCA) ซึ่งเป็นมาตรการที่พยายามจะลดความได้เปรียบของสินค้านำเข้าจากประเทศที่กำลังพัฒนาที่มีข้อบังคับเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าสินค้าที่ผลิตในประเทศของตน ทั้งนี้ มาตรการอาจจะอยู่ในรูปแบบการเก็บภาษีนำเข้า หรือการบังคับใช้มาตรฐานการผลิตบางประการแก่ประเทศคู่ค้าได้ เช่น กำหนดให้ประเทศผู้ส่งออกต้องซื้อคาร์บอนเครดิต เพื่อชดเชยความต้องการการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในขบวนการผลิต ซึ่งตนเองปล่อยในอัตรามากกว่าประเทศที่นำเข้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ยังมีความคิดเห็นที่ขัดแย้งระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา โดยประเทศที่พัฒนาแล้วเห็นว่ามาตรการ BCA เป็นมาตรการที่ดี เป็นการลดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าที่นำเข้าจากประเทศกำลังพัฒนาที่มีข้อกำหนดในการปล่อยก๊าซคาร์บอนน้อยกว่าประเทศของตน รวมทั้งยังเป็นเครื่องมือในการควบคุมปัญหาการรั่วไหล หรือการย้ายฐานการผลิต (Carbon Leakage and Offshoring) และยังเป็นการบังคับให้ประเทศกำลังพัฒนามีส่วนร่วมรับผิดชอบในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อีกด้วย ในทางตรงกันข้าม ประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการบังคับใช้มาตรการ BCA เนื่องจากเห็นว่าเป็นการใช้เครื่องมือทางด้านสิ่งแวดล้อมมากีดกันทางการค้า และเป็นการผลักภาระความรับผิดชอบในการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนของประเทศพัฒนาแล้ว มาให้กับประเทศกำลังพัฒนา โดยมองข้ามหลักการความรับผิดชอบร่วมกันในระดับที่แตกต่างกัน (Common but Differentiated Responsibilities) ตามที่ได้ตกลงกันไว้แต่แรก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ประเทศสหรัฐอเมริกาได้พยายามเอามาตรการ BCA มาใช้ให้ได้ โดยในปี ค.ศ.2009 ผู้แทนทางสหรัฐอเมริกาได้ผ่านร่างกฎหมาย The American Clean Energy and Security Act.2009) โดยจะบังคับใช้ BCA กับสาขาการผลิตบางชนิด ซึ่งประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงประเทศไทยด้วยย่อมได้รับผลกระทบโดยตรงต่อมาตรการดังกล่าว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย วีระพล จิรประดิษฐกุล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109460</URL_LINK>
                <HASHTAG>คาร์บอน, ประเทศที่พัฒนาแล้ว, ภาวะโลกร้อน, วีระพล จิรประดิษฐกุล, สิ่งแวดล้อม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210712/image_big_60ec0189b9e23.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96021</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/03/2021 14:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/03/2021 14:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แผนสุดท้าทาย &quot;เปลี่ยนผ่าน&quot;พลังงาน-คมนาคม สู่คาร์บอนฯเป็นศูนย์      </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นิทรรศการนำเสนอแผนบูรณาการพลังงานระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในประเทศไทย ภาคพลังงานเป็นต้นเหตุของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก &amp;nbsp;43% ภาคขนส่ง27% รวมแล้ว 70% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด ปัญหา คือ พลังงานที่ใช้ในบ้านเรามาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;ภาคการขนส่งเองก็เผชิญปัญหา เพราะทุกวันนี้ 99.95% &amp;nbsp;ของยานพาหนะทั้งหมดในไทยเป็นเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันซึ่งเป็นที่มาของฝุ่นพิษ PM2.5

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ สภาพการจราจรที่ติดขัดติดติดอันดับ 10 ของโลก จากความหนาแน่นของจำนวนรถยนต์ ทุกวันนี้มีรถยนต์จดทะเบียนสะสมมากกว่า &amp;nbsp;10 ล้านคัน ทุกปีคนเมืองเสียเวลาไปกับนั่งแช่บนท้องถนน 8 วัน กับอีก 15 ชั่วโมง สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมากถึง 11 พันล้านบาท&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ที่กล่าวมาล้วนเป็นที่มาของปัญหามลพิษ PM2.5และสภาพอากาศที่ย่ำแย่ ที่ทำให้ไทยติดอันดีบด้านความเสี่ยงและความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ &amp;nbsp;ในอันดับ 9 ของโลก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานทั้งภาคการผลิตและเพื่อการขนส่งจากน้ำมัน หรือพลังงานฟอสซิล &amp;nbsp;มาเป็นพลังงานหมุนเวียนที่ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ โดยมีเป้าหมายคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ ถือเป็นเครื่องมือต่อสู้และบรรเทาผลกระทบจากภาวะ&amp;quot;โลกร้อน&amp;quot; ซึ่งนับวันส่งผลกระทบชัดเจน ในรูปของภัยแล้งที่เกิดขึ้นบ่อยและยาวนานขึ้น รวมทั้ง ไฟป่าที่เป็นผลพวงจากภัยแล้ง &amp;nbsp;หรือการเกิดอุทกภัยถี่ขึ้นกว่าเดิม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 53 จาก 115 ประเทศ ที่มีการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ส่วนสวีเดนครองแชมป์มีประสิทธิภาพสูงสุด &amp;nbsp; แต่ในด้านเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกในอาเซียน ไทยอยู่ในอันดับ 6 ร่วมกับเวียดนาม ยังตามหลังฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงค์โปร์และกัมพูชา &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เหตุนี้ กระทรวงพลังงาน กระทรวงคมนาคม จับมือกับสถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) เสนอการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและคมนาคมขนส่งของประเทศไทยจากปัจจุบันไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนผ่านงาน &amp;rdquo;พลังงานสะอาดขับเคลื่อนอนาคต&amp;rdquo; ซึ่งเปิดให้คนรักโลกเข้าชมตั้งแต่วันที่ 12-18 มี.ค.นี้ ที่ลานกิจกรรรมชั้น 3 สามย่านมิตรทาวน์ กรุงเทพฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ไฮไลต์มีการนำเสนอแผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจกในสาขาคมนาคมขนส่ง พ.ศ.2564-2573 &amp;nbsp;ซึ่งมีเป้าหมาย ลดการปล่อยก๊าซในภาคขนส่งราว 35% &amp;nbsp;ภายในปี 73 &amp;nbsp; ในแผนมีการนำเสนอแนวทาง&amp;rdquo;ลด-เปลี่ยน-ปรับปรุง&amp;rdquo; ดังนี้ 1.ลดหรือหลีกเลี่ยงการเดินทาง เช่น วางแผนพื้นที่เมืองแบบกระชับ &amp;nbsp;การสนับสนุนการทำงานจากบ้าน และการพัฒนาพื้นที่รอบระบบขนส่งสาธารณะ เพื่อให้คนสามารถเดินทางด้วยระบบบขนส่งสาธารณะได้สะดวกมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.เรือโดยสารพลังงานไฟฟ้า&amp;nbsp;หนึ่งในคมนาคมแบบใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2.เปลี่ยนรูปแบบการเดินทาง โดยสนับสนุนให้เกิดการใช้ระบบขนส่งสาธารณะแทนการใช้รถยนต์ส่วนตัว และการเดินทางด้วยรูปแบบที่ไม่ปล่อยมลพิษ เช่น การเดิน หรือการปั่นจักรยาน &amp;nbsp; ซึ่งลดปัญหารถติด ลดฝุ่นละอองขนาดเล็กในเวลาเดียวกัน 3.ปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานในยานยนต์ &amp;nbsp;โดยพัฒนาเทคโนโลยีระบบการจัดการจราจรอัจฉริยะ เทคโนโลยีประหยัดพลังงานในยานยนต์และยานยนต์ไฟฟ้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สรพงศ์&amp;nbsp;ไพฑูรย์พงษ์&amp;nbsp;รองปลัดกระทรวงคมนาคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ไทยต้องมีแผนและนโยบายเพื่อรักษาอุณหภูมิโลกตามข้อตกลงปารีส &amp;nbsp;ซึ่งเป็นข้อตกลงนานาชาติ ทางกระทรวงคมนาคมอยู่ในระหว่างดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ได้จัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า โดยมีมาตรการการต่างๆ เพื่อพัฒนาและส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าต่อเนื่อง โดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้าในระบบขนส่งสาธารณะ และเชื่อมโยงกับการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศที่ส่วนหนึ่งมาจากจราจรที่ติดขัดในเขตเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระบบขนส่งทางราง ช่วยลดก๊าชเรือนกระจก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การขนส่งสาธารณะในเขตเมือง โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ขณะนี้เริ่มใช้เรือโดยสารพลังงานไฟฟ้า เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อีกทั้งภายใต้แผนการฟื้นฟูองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก. เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี กำลังวางแผนจัดหารถเมล์ไฟฟ้า 2,511 คัน &amp;nbsp;เพื่อให้บริการประชาชนได้ใช้ภายในปลายปีนี้ &amp;nbsp; &amp;nbsp;หากสำเร็จจะทำให้เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเป็นรูปธรรมมากขึ้น ส่วนระบบรางมีการผลักดันต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 57 จนถึงปัจุบัน &amp;nbsp;เปิดให้บริการรถไฟฟ้าระยะทางมากกว่า 170 กิโลเมตร และอยู่ระหว่างการก่อสร้างอีก 160 กิโลเมตร อีกไม่กี่ปีข้างหน้า กทม.จะเป็นศูนย์กลางพัฒนาระบบขนส่งทางราง นอกจากนี้ จะมีรถไฟฟ้าถึง 14 สาย รวม 553 กิโลเมตร โดยเชื่อมกับรถไฟความเร็วสูงเส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคาย ที่กำลังก่อสร้าง ระยะทาง 600 กิโลเมตร เชื่อมกับ 3 สนามบิน

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;รองปลัดคมนาคม กล่าวอีกว่า &amp;nbsp;การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานสำคัญ &amp;nbsp;คมนาคมกำลังกำลังเร่งศึกษาโครงการรถไฟทางไกล จะมีการเปลี่ยนจากเชื้อเพลิงฟอสซิลไปเป็นพลังงานไฮโดรเจน และการใช้แบตเตอรี่ไฟฟ้า โดยจะผลักดันในเขตเมืองใหญ่ อย่างเชียงใหม่ ภูเก็ต และขยายในเมืองอื่นต่อไป นอกจากนี้ กรมการขนส่งทางบกจะร่วมลดมลภาวะอากาศ กำลังหารือเรื่องการลดภาษีรถยนต์ประจำปีสำหรับรถยนต์อีวี เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ใช้งานรถอีวีแพร่หลายในไทย &amp;nbsp;ซึ่งตามแผนปฏิบัติการคมนาคมแบบใหม่นี้ จะเปลี่ยนวิถีของคน จะทยอยเปลี่ยนผ่านพลังงานในหมวดต่างๆต่อไป &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;ทุกโครงการตั้งอยู่บนหลักขนส่งปลอดภัย เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม ทำการขนส่งให้มีประสิทธิภาพ สร้างการเข้าถึงระบบขนส่งอย่างเท่าเทียม มุ่งสู่การเดินทางในเมืองระยะใกล้และระยะไกลโดยไม่ต้องพึ่งพาพลังงานฟอสซิล ตัวการโลกร้อน&amp;quot;รองปลัดฯ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.พูลพัฒน์&amp;nbsp;ลีสมบัติไพบูลย์&amp;nbsp;ผอ.กองการต่างประเทศสำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การเดินหน้่าเปลี่ยนผ่านพลังงานช่วยลดปล่อยก๊าซคาร์บอน &amp;nbsp;เพื่อเป็นไปตามคำมั่นข้อตกลงปารีส โดยตั้งเป้าลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกไว้ที่ 20% &amp;nbsp;ในกรณีปกติ ภายในปี 2573 &amp;nbsp; ในฐานะกลไกอีกตัวที่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ไปสู่พลังงานสะอาด ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ ผู้อำนวยการกองการต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า &amp;nbsp;ตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย 2561-2580 &amp;nbsp;กำหนดให้มีสัดส่วนพลังงานทดแทนในการผลิตไฟฟ้าราว 30% &amp;nbsp;ภายในปี 80 แผนอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ.2561-2580 &amp;nbsp;กำหนดให้ลดความเข้มข้นการใช้พลังงานลง 30% &amp;nbsp;ภายในปี 80 เช่นกัน นอกจากนี้ จะใช้เทคโนโลยีดูแลระบบพลังงาน ลดคาร์บอนให้ได้มากสุด เพื่อลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;และระบบพลังงานต้องกระจายตัวเกิดประโยชน์ต่อท้องถิ่น รวมถึงจะปรับปรุงกฎระเบียบให้ตอบสนองการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไทย-เยอรมันจัดงาน&amp;rdquo;พลังงานสะอาดขับเคลื่อนอนาคต&amp;rdquo;&amp;nbsp;เสนอแผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ กระทรวงพลังงาน ยังผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาด &amp;nbsp;โดยในส่วนพลังงานหมุนเวียน ผลผลิตทางการเกษตรชาวบ้านนำมาสู่เชื้อเพลิงโรงงาน โดยได้รับค่าตอบแทนอย่างเป็นธรรม อีกส่วนใช้ไบโอดีเซลเพิ่มความมั่นคงพลังงานไทย รวมถึงใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนในเขตเมืองมุ่งเน้นการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ระดับครัวเรือน กระทรวงพลังงานอยู่ในระหว่างจัดทำแผนพลังงานแห่งชาติ มุ่งเน้นแนวคิดเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม สร้างความมั่นคงพลังงาน โดยแผนนี้จะเปลี่ยนภาคพลังงานให้สะอาดมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้พลังงานหมุนเวียน รวมถึงนวัตกรรมด้านพลังงานจะเป็นกุญแจสำคัญ ทำให้ไทยลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคพลังงาน และสร้างสังคมคาร์บอนต่ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;ในปี 2565 ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก ภายใต้แนวคิด โมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว &amp;nbsp;หรือ BCG เน้นที่นำทรัพยากรด้านพลังงานของไทยมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร แปรสภาพขยะเกิดประโยชน์ทางพลังงาน &amp;nbsp;&amp;ldquo; ดร.พูลพัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96021</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก๊าซเรือนกระจก, คาร์บอนไดออกไซด์, ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์, ภาวะโลกร้อน, สรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์, องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) เ, ”พลังงานสะอาดขับเคลื่อนอนาคต”</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210314/image_big_604dba0e89cc6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90070</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/01/2021 00:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/01/2021 00:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิดคลื่นลูกแรก โลกร้อนคลื่นลูกใหญ่  โจทย์ท้าทายพัฒนาที่ยั่งยืน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ระบบนิเวศทางทะเลและชายหาดได้ฟื้นตัวจากโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เมื่อโลกล็อกดาวน์ ทรัพยากรธรรมชาติก็ฟื้นคืน ระบบนิเวศกลับมาสมดุล ผลจากการหยุดกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ ไร้การท่องเที่ยวรบกวน ขณะที่การผลิตในภาคอุตสาหกรรมก็ลดน้อยลง พร้อมๆ กับเกิดหลากหลายแนวคิดที่หยิบยกนำเสนอขึ้นมาเพื่อช่วยนำไปสู่การพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ซึ่งไม่เพียงแต่ความยั่งยืนในระยะยาว&amp;nbsp; แต่ยังตระหนักถึงการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับสังคมจากวิกฤตการณ์มากมาย โดยเฉพาะที่เกิดจากโรคโควิด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัจจุบันมีคำนิยามใหม่ๆ อย่างคำว่า Green&amp;nbsp; Recovery ที่กำลังได้รับความสนใจจากคนในสังคม นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม และผู้กำหนดนโยบายในหลายประเทศ&amp;nbsp; รวมถึงการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่ทุกฝ่ายผลักดันมานานเป็นสิบปีควรรวมต้นทุนทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อย่างจริงจังมากขึ้น เพราะธรรมชาติคือฐานใหญ่ในการพัฒนา&amp;nbsp; การทำลายธรรมชาติ คือ การบั่นทอนการเติบโตทางเศรษฐกิจในเวลาเดียวกัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อโลกเผชิญโควิดระลอกแล้วระลอกเล่า มีความพยายามที่จะผลักดันแผนการฟื้นฟูประเทศและเปลี่ยนเส้นทางการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศตัวเองในระยะยาว เป็นความท้าทายที่เกิดขึ้นในโลก รวมถึงประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากวงเสวนา Year-end Dialogue Forum : Green Recovery: มองไปข้างหน้ากับความท้าทายหลังโควิด-19 จัดโดยสำนักข่าว Bangkok Tribune กับองค์กรพันธมิตร เมื่อวันก่อน มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและสถานการณ์ที่น่าสนใจ และมีข้อเสนอแนะนำสู่ภาคนโยบายและภาคประชาสังคมที่น่าสนใจ ไม่แพ้สถานการณ์โรคโควิดที่ต้องจับตาใกล้ชิด&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ความอุดมสมบูรณ์ของโลกใต้น้ำหมู่เกาะสุรินทร์ ภาพเพจสำนักอุทยานแห่งชาติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร กล่าวว่า โควิด-19 มาให้เราตั้งหลักและขบคิด เพราะโควิดถือเป็นเรื่องที่ร้ายแรงที่สุดในประเทศไทย หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการทำลายทรัพยากรเพื่อเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม เพื่อหลุดพ้นความยากจน ไทยเข้าสู่กระบวนการทำลายสิ่งแวดล้อมเพื่อต่อสู้ความยากจน 50 ปี ทำลายดิน น้ำ ป่าหมด และสร้างเขื่อนในป่าที่ราบต่ำ ตามด้วยการบูมนิยมอุตสาหกรรม การใช้พลังงาน และการท่องเที่ยว แลกกับสิ่งแวดล้อม วิถีวัฒนธรรม และชุมชนที่สูญเสียไป เกิดการปฏิวัติเขียวในทศวรรษที่ 30 เกิดกระแสทั่วโลก ภาพใหญ่วันนี้พื้นที่ป่าไม่ลดลงแล้วหลายปี ความหลากหลายทางชีวภาพเพิ่มขึ้น มองจากป่าห้วยขาแข้ง-ทุ่งใหญ่ สัตว์ป่าเพิ่ม เสือเพิ่มขึ้น และสังคมรู้จักการอนุรักษ์ เดินไปในทิศทางรักษาทรัพยากร แต่ไม่พอแล้ว เพราะเผชิญการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; ถ้าเราจะฟื้นฟูเศรษฐกิจ ต้องกลับสู่พื้นฐานร่วมกันว่า เราเผชิญภาวะโลกร้อนอยู่ และมีแผนการ 1 2 3 หาฟังก์ชันที่จะไปด้วยกันทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง เอ็นจีโอ ทำในหน้างานของตัวเองให้ตอบสนองอุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้น 1 องศา ผลกระทบธารน้ำแข็งหายไป ปะการังเสียหาย ฟอกขาวบ่อยขึ้น พันล้านคนทั่วโลกขาดแคลนน้ำ&amp;nbsp; ถ้าขึ้น 3 องศา ป่าสนทั่วโลกกระทบรุนแรง 20-50% แต่มีผลอย่างไรกับเรา แต่ถ้า 4 องศา น้ำทะเลขึ้นถึงเมืองใหญ่ของโลก อันนี้รู้ แต่ก็มีความเข้าใจผิด ในระดับโลก COP21 มีเป้าหมายจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 2 องศาจากก่อนยุคอุตสาหกรรม&amp;quot; ศศิน กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประธานมูลนิธิสืบฯ บอกอีกว่า ท่ามกลางวิกฤติโควิด ครึ่งชีวิตคือไวรัส แต่มนุษย์เหลือครึ่งจิตวิญญาณ กักตุนหน้ากาก แอลกอฮอล์ ถ้ามนุษย์ทะเลาะกันไวรัสจะเพิ่มจำนวนขึ้น ทางกลับกันถ้าโรคระบาดทำให้เราร่วมมือกัน จะไม่ชนะแค่ไวรัสโคโรนาเท่านั้น แต่จะชนะเชื้อโรคอื่นๆ ในอนาคต โควิดเป็นแค่คลื่นลูกเล็ก แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจเป็นคลื่นลูกที่สอง และยกให้ภาวะโลกร้อนเป็นคลื่นลูกใหญ่ที่สุด โควิดจึงเป็นสัญญาณเตือน ควรนำข้อมูลเรื่องผลกระทบโลกร้อน เพื่อรวมพลังไปสู่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะนำมาสู่การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ครั้งที่ 6 จากกิจกรรมมนุษย์ที่เปลี่ยนแปลงทุกอย่างและโลกร้อน อย่างเอเลี่ยนสปีชีส์รุกรานสัตว์ประจำถิ่น หรือกบสีทองปานามา ค้างคาวเล็กสีน้ำตาล หายไป ที่สหรัฐค้างคาวจมูกขาวติดโรคเชื้อราจากยุโรปตายหมด ซึ่งมูลนิธิสืบฯ กำลังค้นคว้าประเด็นสำคัญนี้เพื่อสร้างองค์ความรู้เชื่อมต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สิ่งมีชีวิตเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์จากอุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ศศินสรุปว่าถึงเวลาแล้วต้องคิดถึงอุตสาหกรรมใหม่ ท่องเที่ยวใหม่ เกษตรกรรมใหม่บนฐานคิดใหม่พอดี พอเพียง ทำอย่างไรสู้กับภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ โลกใหม่จะฟื้นฟูระบบนิเวศป่า ทะเล แม่น้ำ พลังงานใหม่ แสงแดด ชีวมวล องค์ความรู้ และที่สำคัญวิถีทางใหม่ของมนุษย์&amp;nbsp; หน้าที่ของมนุษยชาติคือ มองปัญหาเดียวกันและแก้ปัญหานั้น เพื่อเก็บครึ่งโลกไว้เป็นฐานทรัพยากร&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โจทย์การฟื้นฟูหลังวิกฤติโควิดรอบแรก ตามด้วยโควิดระบาดลอกใหม่ ในทัศนะ ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย กรีนพีซ ประเทศไทย กล่าวว่า&amp;nbsp; นิตยสาร The Economist เป็นกระบอกเสียงของระบบทุนนิยมเสรี ภาพปกสื่อยุคฟอสซิลจะกลายเป็นประวัติศาสตร์ในอีก 80 ปีข้างหน้า หลายประเทศในกลุ่ม G20 พูดถึงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้กลายเป็นศูนย์สะท้อนการปรับตัว&amp;nbsp; ในช่วงวิกฤติโควิดตั้งแต่ปี 63 เกิดการฟื้นฟูของธรรมชาติ การใช้พลังงานในภาคขนส่งลดลง เมื่อหลุดพ้นทุกอย่างกลับมาเหมือนเดิม ฝุ่น PM 2.5 กลับมา มีตัวเลขทุกอย่างลดลงในภาคพลังงาน แต่การนำเข้าถ่านหินในไทยแนวโน้มเพิ่มขึ้น&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; ขณะที่เราพูดถึงการฟื้นฟูเศรษฐกิจสีเขียวหลังโควิด แต่เรายังเหมือนสถานการณ์หลายอย่างย้อนแย้ง ภาคอุตสาหกรรมที่ถดถอย ยังจำเป็นต้องนำเข้าเชื้อเพลิงถ่านหิน ซึ่งถูกสุดในตลาดมาใช้ ส่วนงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจจากผลกระทบโควิดไทยอยู่อันดับ 2 ในอาเซียน 4 ประเทศ งบที่ใช้ 78 พันล้านเหรียญสหรัฐ อัดฉีดแต่ละภาคส่วน แต่ไม่ตอบโจทย์เรื่อง Green Recovery เราเสนอให้กระทรวงพลังงานลงทุนปฏิวัติพลังงานบนหลังคาติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน โรงพยาบาล โรงเรียน รวม 3,000 เมกกะวัตต์&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่มากับการเติบโตของเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การขับเคลื่อนเรื่อง Green Recovery ในประเทศไทย ธารา เสนอว่า ควรมีวิสัยทัศน์ป้องกันไม่ให้เกิดการลงทุนด้านอุตสาหกรรมที่สร้างเงื่อนไขที่จะทำลายโลกและสุขภาพของทุกชีวิต จุดพลิกผันด้านสภาพภูมิอากาศในปี 2573 ใกล้เข้ามา การลงทุนต่างๆ ต้องใช้เพื่อขับเคลื่อนสุขภาวะที่ดีของทุกชีวิตและโลก ทุนสาธารณะจำนวนมากที่เคยขาดแคลน จะต้องถูกใช้เพื่อการเปลี่ยนผ่านที่เป็นรูปธรรม สู่อนาคตที่ดีขึ้น เป็นอนาคตที่ผู้คนและโลกอยู่ด้วยกันอย่างสมานฉันท์ ไทยมีปัญหาจากการลงทุนในพื้นที่จะนะและแม่ทะ นอกจากนี้ ต้องปฏิเสธนิวนอร์มอลที่ยังคงทิ้งให้กลุ่มคนที่เปราะบางไว้ข้างหลัง มีกรณีตัวอย่างการระบาดโควิดในแรงงานข้ามชาติที่สมุทรสาคร และมุ่งมั่นไปสู่วิถีใหม่ที่ดีกว่า เพื่อรับรองว่าคุณค่าทางด้านมนุษยธรรม จะอยู่เหนือผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อีกประเด็นเขาระบุว่า นโยบายสาธารณะต้องสร้างความเข้มแข็งและภูมิคุ้มกันให้กับสังคมไทย เพื่อให้รับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและฉับพลัน ทบทวนนโยบายที่เอื้ออุตสาหกรรมที่นำไปสู่การทำลายสิ่งแวดล้อม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; ระมัดระวังไม่ให้เกิดการฉวยโอกาสใช้วิกฤติเพื่ออัดฉีดเม็ดเงินจำนวนมากเข้าไปในระบบเศรษฐกิจเพื่อเยียวยาผลกระทบโควิด โดยกฎกติกาที่กำหนดจากกลุ่มเล็กๆ ไม่กี่กลุ่ม นอกจากนี้ ควรเสริมสร้างระบบการรักษาสุขภาพ และทางการแพทย์ให้เข้มแข็งเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับวิกฤติอื่นๆ ที่ตามมา อย่างฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5&amp;quot; ธาราย้ำนโยบายหรือเม็ดเงินที่อัดฉีดต้องไม่ซ้ำเติมระบบนิเวศ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;พื้นที่ป่าไทยเหลือ 33% เผชิญความท้าทายการอนุรักษ์และจัดการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อีกมุมมองจากตัวแทนของภาคป่าไม้ วรางคณา รัตนรัตน์ ผู้อำนวยการแผนงานประเทศไทย RECOFTC (รีคอฟ) กล่าวว่า คนกับป่าสัมพันธ์กันในทุกประเภทป่า การจัดการต้องมองในรูปแบบภูมิทัศน์ป่าไม้ ไม่แยกส่วน รีคอฟเน้นขับเคลื่อนส่งเสริมสิทธิให้คนในท้องถิ่น จัดการป่า เพื่อจัดการดูแลป่าให้กับคนในสังคม เมื่อถามว่าคนกับป่ามีมากแค่ไหน ปัจจุบันพื้นที่ป่าไทยเหลือ 33% หรือ 102 ล้านไร่ เป้าหมายอนุรักษ์ 272 แห่ง พื้นที่รวมกว่า 68 ล้านไร่ ป่าสงวนอีก 1,211 แห่ง พื้นที่รวม 143 ล้านไร่ ในนั้นมีป่าชุมชน 15,000 แห่ง มีพื้นที่กว่า 7 ล้านไร่ คิดเป็นพื้นที่ 7% ของพื้นที่ป่าที่เหลืออยู่ รัฐจัดสรร คทช. ป่าสงวน 12 ล้านไร่ มีคนเกี่ยวข้อง 4.8 ล้านคน และมีการจัดสรร คทช. ป่าอนุรักษ์ 4.7 ล้านไร่ คนอยู่ในนั้น 2 ล้านคน นอกจากนี้ มีจัดสรรป่าชายเลน 28,000 ไร่ 122,000 คน ภาพรวมมีคนที่พึ่งพิงในป่าไม่น้อยกว่า 10 ล้านคน จาก 70 ล้านคน คิดเป็น 14% &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;คนไม่ใช่แค่เก็บหาของป่าเท่านั้น แต่มีความท้าทายใน 4 ประเด็น ทั้งการเพิ่มขึ้นของประชากรโลกจะถึง 9 พันล้านคนในปี 2593 ถัดมาความต้องการอาหารเพิ่มขึ้นอีก 70% ภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่จะทำให้ผลิตอาหารได้น้อยลง ความต้องการไม้และสิ่งทอที่มากขึ้น&amp;nbsp; รวมถึงพลังงานที่นำกลับมาใช้ใหม่จากชีวมวล ทำให้เราต้องการพื้นที่อีกมากในการผลิตพลังงาน ปัจจัยเหล่านี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน และการดำรงอยู่ของป่าอย่างท้าทาย เพราะการสูญเสียป่าคือการสูญเสียความหลากหลาย สถานการณ์ในไทย มองที่ จ.น่าน เราเสียป่า 8% ให้กับการผลิตข้าวโพดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จ.น่านเป็นจำเลยสังคม จากภาพเขาหัวโล้น&amp;quot; วรางคณาย้ำน่ากังวลอย่างมาก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ทรัพยากรทางธรรมชาติ ต้นทุนการเติบโตของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การฟื้นฟูภาคป่าไม้ ลดสูญเสียป่า ผอ.แผนงานไทยรีคอฟ เสนอว่า ไม่เพียงแค่อนุรักษ์ป่าให้ดำรงอยู่ เพราะมีการแย่งชิงการใช้ที่ดินป่าจากหลายปัจจัย ดังนั้น การแก้ปัญหาต้องมากกว่าเพิ่มพื้นที่ป่า ควรเริ่มด้วยการจัดสรรการใช้ที่ดินอย่างมีธรรมาภิบาล ให้ความสำคัญกับการสร้างงานใหม่ๆ ในระดับชุมชนที่ส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียว เป็นการลงทุนอย่างชาญฉลาดสำหรับโลกในอนาคต เช่น BCG&amp;nbsp; การเพิ่มสิทธิความเป็นเจ้าของในกิจการสาธารณะ นอกจากนี้ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเร่งด่วน จะมัวต่อรองไม่ได้ และส่งเสริมการแก้ปัญหาด้วยระบบธรรมชาติ ตลอดจนการฟื้นฟูภูมิทัศน์ป่าไม้ในสเกลใหญ่ เพราะสถานการณ์ปัจจุบันป่าไม้กักเก็บก๊าซเรือนกระจกได้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; ไทยมีป่า 33% เราตั้งเป้ามีป่า 40% ตั้งแต่ปี 2528 ยาวจนแผนแม่บทปัจจุบัน แต่ก็ไม่ถึงตัวเลขนี้อยู่ดี ทั้งยังแบ่งเป็นป่าอนุรักษ์ 25% ป่าเศรษฐกิจ 15% ซึ่งป่าอนุรักษ์ไทยตัวเลขถึงแล้ว เหลือป่าเศรษฐกิจ ซึ่งไม่ใช่พื้นที่อุทยานฯ ต้องไปดูในพื้นที่เกษตรกรรม เพื่อไม่ให้ตัวเลขป่าลดลง ภาคป่าไม้ต้องเชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อม แต่ในภาคธุรกิจป่าไม้จะมีบทบาทจ้างงานอย่างไร หรือมีหน้าที่พัฒนาสังคม และสร้างสวัสดิการให้คนพึ่งพิงป่าได้อย่างไร แล้วมีโอกาสหรือไม่ ทำให้ภาคป่าไม้เป็นพระเอกฟื้นฟูหรือแก้ปัญหาของโลก&amp;quot; วรางคณาให้ภาพชัดๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เธอบอกขณะนี้ภาคป่าไม้ต่อสู้กับภาคธุรกิจพลาสติกและคอนกรีต เราเคยชินกับการใช้วัสดุอื่น หรือใช้ไม้เทียมแทน แต่ไม้เทียมผลิตจากคอนกรีต เราต้องสร้างโอกาสให้ภาคป่าไม้ นอกจากคำว่า Green Recovery และเศรษฐกิจหมุนเวียนที่สำคัญแล้ว อีกประการสำคัญ FAO รณรงค์ให้โลกเราพัฒนาและสร้างความยั่งยืนได้บนฐานการใช้ไม้ รวมถึงแนวคิดการปลูกป่านอกไพร หรือ TREE on Farm&amp;nbsp; เป็นกระแสที่กำลังเกิดขึ้น การจะฟื้นฟูป่าขนาดใหญ่ไม่มีพื้นที่อื่นอีกแล้ว นอกเหนือจากทำให้การปลูกป่าไปอยู่ทดแทนการใช้ที่ดินอื่นๆ ที่จะสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ศักยภาพการจัดการป่าโดยชุมชนเป็นอีกเทรนด์ที่ต้องขับเคลื่อน นักวิชาการรีคอฟระบุต้องเพิ่มอัตราส่วนคนในท้องถิ่นบริหารจัดการป่า หลายเคสที่เกิดไฟป่าพิสูจน์แล้วว่าขาดการจัดการร่วมกับชุมชน แต่ชุมชนจะจัดการได้ดีต้องมีสิทธิในการถือครองที่ดินป่าไม้ และทรัพยากรบนที่ดิน สามารถจัดการและใช้ประโยชน์ได้ นอกจากนี้ ต้องส่งเสริมการลงทุน เกิดธุรกิจ และมีการจ้างงาน ขณะนี้มีกฎหมายป่าไม้ กฎหมายป่าชุมชน และแก้ไขกฎหมายอุทยานที่เข้มงวด เปิดช่องให้ชุมชนเข้ามาร่วมดูแลรักษา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในท้ายนี้ ผอ.แผนงานไทยรีคอฟระบุข้อท้าทายมีทั้งความซับซ้อนและยุ่งยากของกฎหมาย ระเบียบราชการ ความไม่มั่นคงในสิทธิที่ดิน และความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย เปลี่ยนตามผู้บริหารหรือการเมือง รวมถึงความล่าช้าและขาดการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี อีกทั้งจัดการแบบรวมศูนย์อำนาจ จะต้องปลดล็อกเหล่านี้ให้ได้ ไม่เช่นนั้นปัญหาคนกับป่าจะคาราคาซัง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลายทัศนะจากเวทีดังกล่าว เป็นข้อเสนอการบริหารจัดการเพื่อให้สถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติหลังสถานการณ์โควิด-19 สิ้นสุดลงดีกว่าช่วงที่เกิดโควิด-19 เพื่อให้ทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศมีความยั่งยืน เศรษฐกิจเติบโตโดยไม่บั่นทอนสิ่งแวดล้อม และมีภูมิคุ้มกันในอนาคต.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ภาพจากเพจสำนักอุทยานแห่งชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90070</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, COP21, Green Recovery, นสพ.ไทยโพสต์, ภาวะโลกร้อน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210116/image_big_600319c5adce1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71897</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/07/2020 14:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/07/2020 14:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โลก&quot;ละเมิดขีดจำกัด&quot;ความปลอดภัย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หมีขั้วโลกเดือดร้อนจากการใช้ทรัพยากรเกินขีดจำกัดความปลอดภัยของโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โลกกำลังเผชิญวิกฤตทางด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นผลมาจากน้ำมือมนุษย์ มีการชี้เป้าว่า ปีนี้เป็นปีที่มีความกังวลเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับธรรมชาติอันหลากหลาย ตั้งแต่วิกฤตการณ์ไฟป่าในออสเตรเลีย บราซิล สหรัฐอเมริกา &amp;nbsp;ตั๊กแตนที่ระบาดไปทั่วแอฟริกาตะวันออกในรอบ 70 ปี จนถึงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 &amp;nbsp;เหล่านี้อาจเป็นการส่งสัญญาณจากธรรมชาติมาถึงมนุษย์ก็ว่าได้

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การเรียกร้องให้ผู้คน ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของโลก ตั้งแต่การบริโภคอาหาร จนถึงระดับภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม &amp;nbsp;และภาคการเกษตร &amp;nbsp;ที่คำนึงถึงความยั่งยืน เสียงเรียกร้องให้รัฐบาลปกป้องผืนป่า การสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่เป็นแกนนำสำคัญ ปกป้องโลกเป็นเรื่องเร่งด่วน

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในเวทีหัวข้อ&amp;rdquo;ขีดจำกัดความปลอดภัยของโลก ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงที่เสี่ยงเกินขีดจำกัดและผลกระทบต่อมนุษย์ชาติและระบบนิเวศโลก &amp;ldquo; ซึ่งจัดโดย &amp;nbsp;ลอรีอัล กรุ๊ป เมื่อวันก่อน เผยปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยมี รศ.ดร. สุชนา ชวนิชย์ อาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ทูตแห่งมหาสมุทรเพื่อความยั่งยืนแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก &amp;nbsp;และ อเล็กซานดรา พัลต์ รองประธานบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายความรับผิดชอบขององค์กร ลอรีอัล กรุ๊ป พูดคุยอย่างเข้มข้นในทุกประเด็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร. สุชนา ชวนิชย์ นักวิทยาศาสตร์หญิงไทยคนแรกที่สำรวจขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; รศ.ดร. สุชนา ชวนิชย์ นักวิทยาศาสตร์หญิงไทยคนแรกที่สำรวจขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ &amp;nbsp;กล่าวว่า ขีดจำกัดความปลอดภัยของโลก เป็นการประเมินถึงศักยภาพของโลกในการรับมือกับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันมีกิจกรรมมากมายที่ก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม และก้าวข้ามขีดจำกัดความปลอดภัยมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อมนุษย์ สิ่งสำคัญคือขีดจำกัดความปลอดภัยมีขอบเขตและต้องได้รับการแก้ไขร่วมกัน ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการ ผู้ผลิต รวมทั้งผู้บริโภคเอง ต้องร่วมมือกันเพื่อให้บรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนภายในปี 2030 เพื่อความเป็นอยู่อย่างยั่งยืนของทุกคนและโลกใบนี้

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo; วันนี้ คือ การใช้ทรัพยากรธรรมชาติเกินขีดจำกัดความปลอดภัยของโลกในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นทะเล ป่าไม้ น้ำ สิ่งสำคัญคือมนุษย์จะยอมรับหรือเปล่า แม้แต่ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ภาวะอากาศที่เกิดขึ้นอยู่ในตอนนี้ควรจะเกิดขึ้นในอีก 100 ปีข้างหน้า แต่มันเร็วขึ้น ทั้งอุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้น ฤดูกาลที่แปรปรวน หน่วยงานไอพีซีซี ระบุว่า ในอีก 80 ปี ข้างหน้าต้องควบคุมอุณหภูมิของโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 3 องศาเซลเซียส แต่ขั้วโลกอุณหภูมิเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเกิน 3 องศาไปแล้วเวลานี้ เราเห็นภาพเพนกวินตาย แมวน้ำขั้วโลกอัตรารอดชีวิตน้อยลง หมีขั้วโลกกำลังจะตาย &amp;nbsp;แสดงว่า การพยากรณ์ประเมินต่ำไป เพราะกิจกรรมมนุษย์และโครงการพัฒนาขนาดใหญ่เร่งสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม &amp;ldquo; รศ.ดร.สุชนา กล่าว
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แนวปะการังเสื่อมโทรม ปัญหาทวีความรุนแรงในไทยและเอเชีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นักวิทยาศาสตร์หญิงระบุด้วยว่า น้ำแข็งขั้วโลกที่ละลายเร็วขึ้น 6 เท่าจากโลกร้อนขึ้น &amp;nbsp;ทำให้ระดับน้ำทะเลในไทยเพิ่มสูงขึ้น เฉพาะน้ำแข็งขั้วโลกเหนือละลาย ดันระดับน้ำทะเลทั่วโลกสูงขึ้น 5 เมตร และมีการพยากรณ์ว่า หากแผ่นน้ำแข็งขั้วโลกใต้ละลาย สูญเสียน้ำแข็งปริมาณมาก ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้น 50 เมตรเทียบเท่าอนุสาวรียชัยสมรภูมิ &amp;nbsp; กรณีนี้มีความสำคัญมากสำหรับกรุงเทพฯ จะเกิดน้ำท่วม แผ่นดินทรุด และการกัดเซาะพื้นที่ชายฝั่งทะเล &amp;nbsp; ไม่เพียงแค่นั้นแนวปะการังตาย นำไปสู่การตายของปลา นี่คือ แหล่งโปรตีนสำคัญของไทยและโลก กระทบเศรษฐกิจของประเทศ เพราะมีการจ้างงานและสร้างรายได้จากการแนวปะการังมากกว่าหมื่นล้านบาทต่อปี ที่หนักไม่แพ้กันปัญหาขยะทะเล ผลพวงจากพฤติกรรมการทิ้งขยะไม่เป็นที่เป็นทาง &amp;nbsp;ขยะบกไหลลงแม่น้ำลำคลอง ออกสู่ทะเล โดยเฉพาะพลาสติกเป็นอันตรายอันดับต้นๆ ของมหาสมุทร ปะการังมีพลาสติกติดอยู่ สัตว์น้ำกินพลาสติก ส่งผลกระทบกลับมาหาเราในรูปแบบไมโครพลาสติก นักวิทยาศาสตร์เร่งศึกษา มีรายงานระบุพบไมโครพลาสติกจำนวนหมื่นชิ้นอยู่ในท้องมนุษย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขยะพลาสติก-โฟม มลพิษสิ่งแวดล้อมจากพฤติกรรมมนุษย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo; ภาวะโลกร้อนและขยะทะเลเกิดจากพฤติกรรมมนุษย์ที่ส่งผลกระทบสิ่งแวดล้อม โลกเรากำลังป่วย แต่แก้ไขได้ โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ช่วยกันลดปริมาณการใช้พลาสติกแบบครั้งเดียวในชีวิตประจำวัน เพราะทุกๆ 1 นาที ทั่วโลกจะซื้อขวดพลาสติก 1 ล้านใบ ใช้ถุงพลาสติก 2 ล้านถุง และหลอดพลาสติก &amp;nbsp;7 พันล้านหลอด ขณะที่ในไทยมีขยะพลาสติกไม่ถึงครึ่งที่เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างถูกต้อง เล็ดลอดสู่ทะเลกลายเป็นปัญหาคร่าชีวิตสัตว์ทะเลมากกว่า 1 ล้านตัว รวมถึงพะยูนมาเรียม และวาฬเกยตื้น ตัวเองได้ทำงานร่วมกับยูเนสโกหาเทคนิคใหม่ๆ ให้ผู้บริโภคปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สร้างผู้นำคนรุ่นใหม่ ที่จะไปขยายผลคนในครอบครัว ชุมชน ขณะที่ผู้ใหญ่ก็เร่งทำความเข้าใจ ไม่ให้สร้างความเสียหายหนักกว่านี้ &amp;nbsp; &amp;ldquo; รศ.ดร.สุชนา กล่าว

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในฐานะทูตแห่งมหาสมุทรเพื่อความยั่งยืนแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้ให้ภาพสถานการณ์แนวปะการังในเอเชียแปซิฟิกด้วยว่า เผชิญปัญหามลภาวะจากพลาสติกอย่างรุนแรง ปะการังเป็นแหล่งทรัพยากรที่มีคุณค่า ผู้คนพึ่งพาแนวปะการังเพื่อเป็นแหล่งอาหาร ช่วยป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง สร้างรายได้จากการท่องเที่ยว หรือในแง่ความสำคัญทางวัฒนธรรม หันกลับมาที่ประเทศไทยแนวปะการังที่สมบูรณ์มีน้อยมาก เพราะมีการใช้ประโยชน์เกินขีดจำกัด ปกติธรรมชาติฟื้นตัวได้เอง แต่ต้องใช้เวลาพักไม่ต่ำกว่า 5 ปี ช่วงโควิด 3-4 เดือน ธรรมชาติ ได้พัก เห็นปลากลับมาเยอะ แต่ไม่พอ &amp;nbsp;หลายชนิดพันธุ์เสี่ยงหายไป ระบบนิเวศที่ถูกใช้เกินขีดจำกัด จะให้ฟื้นฟูเองลำบาก เราสามารถกระตุ้นให้ยาช่วยฟื้นตัวได้เร็วขึ้น อย่าง การผสมพันธุ์ปะการังเทียม
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพนกวินขั้วโลกตาย เหตุภาวะโลกร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;โลกร้อนจะหยุดไม่ให้เกิดไม่ได้ แต่ชะลอให้ช้าลงได้ ธรรมชาติที่เสียหายไปแล้ว ไม่สามารถกลับคืนมาดั่งเดิมเหมือนเมื่อ 50 ปีที่แล้ว แต่ต้องเอากลับคืนมาให้ได้มากที่สุด นอกจากผู้บริโภค ภาคการผลิตก็มีบทบาทสำคัญสร้างความยั่งยืน &amp;nbsp;ทั้งปรับเปลี่ยนวิธีการดำเนินธุรกิจให้อยู่ภายใต้ขีดจำกัดความปลอดภัยของโลกและร่วมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ &amp;ldquo; &amp;nbsp; รศ.ดร.สุชนา ย้ำทางออกวิกฤตสิ่งแวดล้อม ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือให้ธรรมชาติฟื้นคืน เพื่ออนาคตของลูกหลานในวันพรุ่งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อัตรารอดแมวน้ำขั้วโลกลดลงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; มาถึงภาคธุรกิจ ต้องผายมือไปที่ &amp;nbsp;นางอินเนส คาลไดรา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด&amp;nbsp;กล่าวว่า ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ลอรีอัลได้เปลี่ยนแปลงอย่างมากและนำความยั่งยืนมาเป็นหัวใจหลักในการดำเนินธุรกิจ ด้วยพันธสัญญาใหม่นี้ บริษัทฯ ได้ก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอีกครั้ง ที่ไม่เพียงแต่มุ่งลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการทำงานของให้มากยิ่งขึ้น แต่ยังสนับสนุนให้ผู้บริโภคมีข้อมูลในการเลือกสรรผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน ควบคู่กับการให้ความช่วยเหลือด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ในฐานะผู้นำอุตสาหกรรมความงาม เชื่อว่า เป็นส่วนหนึ่งช่วยสร้างสังคมเพื่อการอยู่ร่วมกันและยั่งยืน อีกทั้งเป็นการสนับสนุนให้เกิดความยั่งยืนตลอดระบบนิเวศทางธุรกิจ ที่รวมถึงคู่ค้า ผู้ผลิต และผู้บริโภค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางอินเนส คาลไดรา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo; เป้าหมายสำคัญที่ลอรีอัลได้กำหนดบนพื้นฐานการทำงานภายใต้ขีดจำกัดความปลอดภัยของโลก ได้แก่ ภายในปี 2568 &amp;nbsp;โรงงานและศูนย์กระจายสินค้าของลอรีอัลทุกแห่ง ต้องไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่ชั้นบรรยากาศ &amp;nbsp;ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และใช้พลังงานทดแทน 100% ภายในปี 2573 &amp;nbsp;พลาสติกใช้ในบรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์ลอรีอัลทั้งหมด 100% จะมาจากพลาสติกรีไซเคิล หรือจากแหล่งวัสดุชีวภาพ ปีเดียวกันนี้ต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของแต่ละผลิตภัณฑ์สำเร็จลง 50% เมื่อเทียบกับปี 2559 ความท้าทาย คือ ต้องปฏิรูปการทำงานทั้งองค์กร มีเป้าหมายเดียวกัน จะทำให้พัฒนาขึ้นทุกๆ ปี สิ่งท้าทายต่อมาความเต็มใจกับความต้องการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค หากเพียงแต่คิด แต่ไม่เต็มใจทำ ก็หยุดปัญหาไม่ได้ &amp;nbsp; &amp;ldquo;นางอินเนส กล่าวถึงธงในการปฏิรูปธุรกิจ &amp;nbsp;

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผู้บริหารหญิง กล่าวต่อว่า ลอรีอัลสนับสนุนให้ลูกค้าสามารถเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีความยั่งยืนยิ่งขึ้น โดยการแสดงข้อมูลผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมดังกล่าวมีคะแนนระดับ A ถึง E โดย &amp;ldquo;A&amp;rdquo; หมายถึงผลิตภัณฑ์ที่ &amp;ldquo;มีความเป็นเลิศด้านความยั่งยืนมากที่สุด&amp;rdquo; ในแง่ของผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สามารถตรวจสอบได้บนหน้าเว็บไซต์ของแบรนด์ โดยระดับคะแนนดังกล่าวได้การตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และรับรองข้อมูลโดย บูโร เวอริทัส เซอร์ทิฟิเคชั่น &amp;nbsp;หน่วยงานด้านการตรวจสอบอิสระระดับโลก ผลิตภัณฑ์สำหรับเส้นผมของแบรนด์การ์นิเย่ จะเป็นแบรนด์แรก แสดงข้อมูลนี้ โดยจะทยอยขยายการดำเนินงานไปยังประเทศอื่น รวมถึงแบรนด์อื่นๆ และทุกหมวดหมู่ผลิตภัณฑ์ของลอรีอัลต่อไป

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ ในส่วนผู้บริโภคในไทยจะได้มีโอกาสเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ความงามที่มีความยั่งยืนมากขึ้น ผลิตภัณฑ์ของลอรีอัลที่จัดจำหน่ายในประเทศไทยได้รับการพัฒนาให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และช่วยสังคมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านส่วนผสมทางชีวภาพ บรรจุภัณฑ์จากพลาสติกรีไซเคิลหรือวัสดุชีวภาพ ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ที่ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้ของผู้บริโภคได้.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71897</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผศ.ดร.สุชนา ชวนิตย์, ภาวะโลกร้อน, ริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย), อินเนส คาลไดรา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200718/image_big_5f130ee09b8a5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>52790</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/12/2019 21:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/12/2019 20:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ออสเตรเลียผจญวันร้อนสุด อุณหภูมิเฉลี่ย 40.9 องศาเซลเซียส</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;สำนักอุตุนิยมวิทยาของออสเตรเลียเผยเมื่อวันพุธว่า อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วออสเตรเลียเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยอยู่ที่ 40.9 องศาเซลเซียส ทำลายสถิติของปี 2556 โดยคาดว่าคลื่นความร้อนจะรุนแรงยิ่งขึ้นและอาจร้อนทำลายสถิติอีกครั้งในสัปดาห์นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต้นไม้ถูกไฟป่าเผาไหม้เกรียมที่เมาท์ไวซันทางตะวันตกเฉียงเหนือของซิดนีย์ / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีเมื่อวันพุธที่ 18 ธันวาคม 2562 อ้างคำแถลงของสำนักอุตุนิยมวิทยาออสเตรเลียวันเดียวกันว่า อุณหภูมิเฉลี่ยของออสเตรเลียเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาอยู่ที่ 40.9 องศาเซลเซียส สูงที่สุดทำลายสถิติเดิม 40.3 องศาเซลเซียสที่บันทึกไว้เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2556&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คลื่นความร้อนที่กำลังถาโถมออสเตรเลียขณะนี้เป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือนผลกระทบจากภาวะโลกร้อนที่ออสเตรเลีย ซึ่งปีนี้เผชิญกับไฟป่าประจำฤดูร้อนมาเร็วกว่าปกติและเกิดในระดับรุนแรง เพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลของนายกฯ สกอต มอร์ริสัน ที่กำลังถูกวิจารณ์เรื่องนโยบายภาวะโลกร้อนและการตอบสนองต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลายพื้นที่ทั่วออสเตรเลียเกิดไฟป่านับพันแห่งช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา รวมถึงมหาเปลวเพลิงที่ลุกไหม้ทางเหนือของซิดนีย์ ควันจากไฟป่าเหล่านี้ทำให้มลภาวะทางอากาศของเมืองใหญ่ที่สุดของออสเตรเลียแห่งนี้อยู่ในระดับอันตราย ทำให้แพทย์เตือนว่าเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไฟป่าปีนี้เผาทำลายพื้นที่ทั่วออสเตรเลียแล้วไม่ต่ำกว่า 18.5 ล้านไร่ มีคนเสียชีวิต 6 คน และบ้านเรือนถูกไฟทำลายราว 700 หลัง และยังทำให้ชาวออสเตรเลียออกมาชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลอนุรักษนิยมของมอร์ริสัน ที่ปกป้องอุตสาหกรรมส่งออกถ่านหินซึ่งสร้างรายได้เข้าประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นักวิทยาศาสตร์หลายคนเตือนว่า ไฟป่าที่เกิดเร็วกว่าปกติและรุนแรงกว่าปกติเป็นผลมาจากภาวะโลกร้อนและภาวะแห้งแล้งยาวนานที่ทำให้ดินแตกระแหงและหลายเมืองขาดแคลนน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต้นสัปดาห์นี้ เมืองเพิร์ธ เมืองเอกของรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย เผชิญกับอุณหภูมิสูงสุดเป็นสถิติของเดือนธันวาคม โดยมีอุณหภูมิเกิน 40 องศาเซลเซียส ติดต่อกันนาน 3 วัน เจ้าหน้าที่ดับเพลิงต้องต่อสู้กับไฟป่าที่เผาทำลายพื้นที่นับหมื่นๆ ไร่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สภาพอากาศร้อนกำลังเคลื่อนสู่หลายรัฐในภาคตะวันออกที่มีประชากรหนาแน่นด้วย เช่นที่รัฐนิวเซาท์เวลส์ ที่นครซิดนีย์เป็นเมืองหลวง พยากรณ์ว่าอุณหภูมิจะสูงถึงระดับ 40 องศาเซลเซียสกลางๆ ในวันพฤหัสบดี และในวันเสาร์อุณหภูมิอาจสูงกว่า 46 องศาเซลเซียส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ กระแสลมรุนแรงบริเวณชายฝั่งตะวันออก ที่อาจมีความเร็วถึง 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง จะยิ่งทำให้สถานการณ์ไฟป่าเลวร้ายลง โดยเจ้าหน้าที่เตือนว่า ลมอาจพัดพาถ่านที่ยังคุปลิวไปได้ไกลกว่า 30 กิโลเมตร.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52790</URL_LINK>
                <HASHTAG>40.9 องศาเซลเซียส, ภาวะโลกร้อน, วันร้อนสุด, ออสเตรเลีย, อุณหภูมิเฉลี่ย, ไฟป่า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191218/image_big_5dfa2f3a6198c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>52311</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/12/2019 09:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/12/2019 09:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไทม์ยก &#039;เกรียตา ทุนแบร์ย&#039; บุคคลแห่งปี2019</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;นิตยสารไทม์ยกย่อง &amp;quot;เกรียตา ทุนแบร์ย&amp;quot; วัยรุ่นสาวนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมชาวสวีเดนวัย 16 ปี เป็นบุคคลแห่งปี 2019&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หน้าปกนิตยสารไทม์ฉบับบุคคลแห่งปี 2019&amp;nbsp; / TIME / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทุนแบร์ยกลายเป็นบุคคลอายุน้อยที่สุดที่นิตยสารไทม์เลือกให้เป็นบุคคลแห่งปีนับแต่ไทม์เริ่มประเพณีนี้เมื่อปี พ.ศ. 2470 เอ็ดเวิร์ด เฟลเซนธาล บรรณาธิการบริหารของนิตยสารไทม์กล่าวในการประกาศผลเมื่อวันพุธที่ 11 ธันวาคมว่า ทุนแบร์ยเป็นเสียงที่ดังที่สุดในประเด็นที่สำคัญที่สุดที่โลกใบนี้กำลังเผชิญในปีนี้ เธอมาจากที่ที่ไม่มีใครรู้จักแล้วได้กลายเป็นผู้นำการเคลื่อนไหวทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทุนแบร์ยเริ่มการเคลื่อนไหวของเธอโดยลำพังด้วยการประท้วงต่อต้านภาวะโลกร้อนที่ด้านนอกรัฐสภาสวีเดนเมื่อกลางปี 2561 ด้วยแคมเปญ &amp;quot;หยุดเรียนต้านโลกร้อน&amp;quot; หรือ &amp;quot;วันศุกร์เพื่ออนาคต&amp;quot; ไม่นานหลังจากนั้น เธอกลายเป็นสัญลักษณ์ของการชุมนุมของเยาวชนทั่วโลกที่เรียกร้องให้นักการเมืองลงมือทำเพื่อแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เด็กสาวทวีตภายหลังได้รับเลือกจากไทม์ว่า เป็นเรื่องเหลือเชื่อ และเธอขอแบ่งปันเกียรติที่ได้รับกับทุกคนในขบวนการ #วันศุกร์เพื่ออนาคต และนักเคลื่อนไหวด้านภาวะโลกร้อนในทุกหนแห่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปีที่แล้วไทม์เลือกผู้สื่อข่าวที่ถูกฆาตกรรมและคุมขังเป็นบุคคลแห่งปี โดยยกย่องพวกเขาว่าเป็น &amp;quot;ผู้พิทักษ์&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52311</URL_LINK>
                <HASHTAG>นิตยสารไทม์, บุคคลแห่งปี 2019, บุคคลแห่งปีของไทม์, ภาวะโลกร้อน, เกรียตา ทุนแบร์ย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191212/image_big_5df1a89787838.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
