<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>101733</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/05/2021 15:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/05/2021 15:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คำเตือน!ก่อนย้ายประเทศกันเถอะ ตรวจสอบการเสียภาษีก่อน โหดกว่าที่คิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพ World Economic Forum&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
4 พ.ค.64 - หลังเพจย้ายประเทศกันเถอะ ได้รับความสนใจจากคนรุ่นใหม่ในไทย &amp;nbsp;เปิดมาเข้าวันที่ 4 มีสมาชิกเกือบ 7 แสนคน &amp;nbsp;ซึ่งมีความคิดอยากย้ายไปอยู่ต่างประเทศ อย่างไรก็ตามการย้ายไปทำงาน หรืออยู่อาศัยต่างประเทศโดยเฉพาะในยุโรปนั้น มีความแตกต่างจากไทยมากโดยเฉพาะภาษี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เว็บไซต์ World Economic Forum เปิดเผยรายงาน การจัดอันดับประเทศที่จัดเก็บภาษีประชาชนมากที่สุดในโลก (Which countries tax their citizens the most?) ประจำปี 2562 ซึ่งเป็นข้อมูลจาก KPMG บริษัทตรวจสอบบัญชีรายใหญ่ของโลก ที่จัดทำรายงานเปรียบเทียบอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จาก 150 ประเทศทั่วโลก โดยประเทศที่จัดเก็บภาษีประชาชนมากที่สุด 10 อันดับแรกของโลก ในปี 2562 ได้แก่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับ 1 สวีเดน 57.19%
อันดับ 2 ญี่ปุ่น 55.95%
อันดับ 3 เดนมาร์ก 55.89%
อันดับ 4 ออสเตรีย 55.00%
อันดับ 5 ฟินแลนด์ 53.75%
อันดับ 6 อารูบา 52.00%
อันดับ 7 เนเธอร์แลนด์ 51.75%
อันดับ 8 เบลเยียม, อิสราเอล, สโลวีเนีย 50.00%
อันดับ 9 ไอร์แลนด์, โปรตุเกส, ซินต์มาร์เติน (Dutch part), ซินต์มาร์เติน &amp;nbsp;48.00%
อันดับ 10 กือราเซา 46.50% &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ประเทศข้างต้นล้วนเป็นเป้าหมายที่สมาชิกเพจย้ายประเทศกันเถอะต้องการย้ายไปทั้งสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประเทศที่จัดเก็บภาษีเงินได้จากประชาชนมากที่สุดของเอเชีย ในปี 2562 ได้แก่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับ 1 ญี่ปุ่น 55.95%
อันดับ 2 อิสราเอล 50.00%
อันดับ 3 จีน 45.00%
อันดับ 4 เกาหลี 42.00%
อันดับ 5 ไต้หวัน 40.00%
อันดับ 6 อาร์เมเนีย 36.00%
อันดับ 7 อินเดีย 35.88%
อันดับ 8 ฟิลิปปินส์, ไทย, เวียดนาม 35.00%
อันดับ 9 บังกลาเทศ, อินโดนีเซีย, จอร์แดน 30.00%
อันดับ 10 มาเลเซีย 28.00%.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101733</URL_LINK>
                <HASHTAG>ภาษี, ย้ายประเทศกันเถอะ, เสียภาษี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210504/image_big_60910722cb3e2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97865</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/03/2021 12:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/03/2021 12:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘แม่ยก-พ่อยก’3นิ้วหนาว!วัชระยื่นสรรพากรตรวจสอบภาษี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 มี.ค.2564 - นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ยื่นหนังสือถึงนายเอกนิติ &amp;nbsp;นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร เพื่อขอให้อธิบดีสรรพากรมีหนังสือสั่งการให้ข้าราชการตรวจสอบภาษีแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมคณะราษฎร เช่น นายปกรณ์ พรชีวางกูร &amp;nbsp;และ น.ส.อินทิรา เจริญปุระ เป็นต้น ซึ่งเปิดรับบริจาคเงินโดยอ้างว่าเป็นการสนับสนุนการชุมนุม ว่าได้ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97865</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายวัชระ เพชรทอง, บริจาค, ปชป., พรรคประชาธิปัตย์, ภาษี, สรรพากร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210331/image_big_606404f24f352.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>93810</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/02/2021 09:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/02/2021 09:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เรืองไกร&#039;ร่อนจม.เตือน&#039;บิ๊กตู่&#039; หนีภาษีระวังคุก! </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.พ. 64 - นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เปิดเผยว่า ได้ส่งจดหมาย EMS ขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ตรวจสอบ facebook ศูนย์ปฏิบัติการนายกรัฐมนตรี (FB PMOC) ที่ออกมาโพสต์โต้แย้งการอภิปรายของนางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล&amp;nbsp; ว่า การอยู่บ้านฟรี ได้ค่าไฟค่าน้ำฟรีไม่ต้องเสียภาษี อาจเข้าใจและตีความประมวลรัษฎากรคลาดเคลื่อน โดยเฉพาะการอยู่บ้านพักทหารฟรี ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี ตามกฎกระทรวงที่ 136 โดยกฎกระทรวง 136 ออกมายกเว้นค่าเช่าตามมาตรา 40 มีเจตนา ยกเว้นการอยู่บ้านฟรีที่ทางราชการต้นสังกัดจ่ายค่าเช่าให้ หรือการอยู่บ้านพักของทางราชการต้นสังกัดที่ให้อยู่ฟรีโดยไม่เสียค่าเช่าเท่านั้น จึงไม่ได้หมายถึง การอยู่บ้านพักของกองทัพบก ซึ่งไม่ใช่ส่วนราชการที่นายกฯ สังกัด ดังนั้น FB PMOC&amp;nbsp; จึงไม่อาจนำกฎกระทรวงที่ 136 มากล่าวอ้างเพื่อช่วยให้นายกฯพ้นข้อกล่าวหาของนางอมรัตน์ ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเรืองไกร กล่าวว่า เรื่องค่าไฟค่าน้ำ ที่ FB PMOC ไปอ้างคำพิพากษาฎีกา 21/2536 ว่าเป็นข้อเท็จจริงคนละตัว ก็เป็นการโต้แย้งไม่ตรงประเด็น เนื่องจากนางอมรัตน์ อภิปรายถึงฎีกาดังกล่าวที่วินิจฉัยข้อกฎหมายตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 ว่า ค่าไฟค่าน้ำแยกต่างหากจากค่าเช่า เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ที่หมายความถึงค่าเช่านั้น ยังให้หมายความรวมถึงประโยชน์ใดๆ เช่น ค่าไฟค่าน้ำด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นในหนังสือที่ส่งถึงนายกฯ จึงเป็นเรื่องอธิบายการตีความกฎหมายตามประมวลรัษฎากรและกฎกระทรวง เพื่อให้นายกฯ เห็นว่า FB PMOC เข้าใจคลาดเคลื่อน และจะทำให้นายกฯ มีปัญหาเรื่องการไม่เสียภาษีตามมา จึงขอแนะนำให้นายกฯ รีบนำค่าไฟค่าน้ำไปเสียภาษี รวมทั้งนำมูลค่าที่ได้อยู่บ้านพักทหารฟรีไปประเมินเพื่อเสียภาษีด้วย และแนะนำให้หาคนที่รู้เรื่องบัญชีและภาษีอากรมาอยู่ข้างกาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ประโยชน์ใดๆ ตามประมวลรัษฎากร เช่น ค่าไฟ ค่าน้ำ จึงถือเป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องนำไปเสียภาษีตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา บ้านพักที่อยู่ฟรีดังกล่าวยังพบข้อมูลค่ากำจัดปลวกจากเงินงบประมาณปี 2561 อีกจำนวน 172,056 บาท เงินจำนวนนี้จึงถือเป็นประโยชน์ใดๆ ที่ต้องนำไปเสียภาษี เรื่องการเสียภาษีเป็นหน้าที่ของบุคคลตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 50(9) จึงขอให้นายกฯเสียภาษีให้ครบถ้วนถูกต้อง อย่าไปเชื่อ FB PMOC หรือคนรอบข้างที่อยากเอาใจนายแต่ไม่ฉลาดเรื่องภาษี เพราะคนเป็นนายกฯ ถ้าหนีภาษี ก็อาจติดคุกได้&amp;quot; นายเรืองไกร ระบุ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93810</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายกฯ, บิ๊กตู่, บ้านพักทหาร, ภาษี, เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210222/image_big_60331b8091325.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78207</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/09/2020 08:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/09/2020 08:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อัษฎางค์&#039;ออกบทความ:ในหลวงมีรายได้ส่วนพระองค์ที่เสียภาษี โดยไม่จำเป็นต้องใช้เงินภาษีเพื่อกิจกรรมส่วนพระองค์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.ย.63- นายอัษฎางค์ ยมนาค นักประวัติศาสตร์ โพสต์บทความเรื่อง &amp;ldquo;ในหลวงมีรายได้ส่วนพระองค์ที่เสียภาษี โดยไม่จำเป็นต้องใช้เงินภาษีเพื่อกิจกรรมส่วนพระองค์&amp;rdquo; มีรายละเอียดดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;............................................................................
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 ทรงสนับสนุนให้เปิดในปีพุทธศักราช 2450 เพราะเล้งเห็นความสำคัญของธุรกิจการธนาคารที่มีต่อการค้าและเศรษฐกิจของประเทศนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาในปีพุทธศักราช 2456 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ให้ก่อตั้ง บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด ขึ้น ด้วยพระราชประสงค์ที่จะให้ประเทศไทยผลิตปูนซีเมนต์ใช้เอง ลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ และเพื่อจัดสรรการใช้ทรัพยากรภายในประเทศอย่างคุ้มค่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;............................................................................
จุดเริ่มต้นของธนาคารเริ่มขึ้นมาพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย เชื่อว่าประเทศไทยนั้นควรจะมีระบบธนาคารเป็นของตัวเองเพื่อคอยค้ำจุนเศรษฐกิจภายในประเทศ มากกว่าที่จะไปพึ่งพาธนาคารต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงทำการทดลองเปิด &amp;ldquo;บุคคลัภย์&amp;rdquo; (Book club) เพื่อดูแนวโน้มความเป็นไปได้ที่ขยายเป็นกิจการระดับประเทศ ด้วยความสำเร็จของโครงการบุคคลัภย์ ทำให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรง พระราชทานอนุญาตให้ดำเนินการจัดตั้งธนาคารพาณิชย์ภายใต้ชื่อ &amp;ldquo;แบงก์สยาม กัมมาจล ทุนจำกัด&amp;rdquo; ในวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2450 นับแต่นั้นเป็นต้นมา ธนาคารไทยพาณิชย์ก็กลายเป็นต้นแบบของธนาคารไทยทุกแห่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2563 ธนาคารมีสินทรัพย์รวม 3,111 พันล้านบาท มีเงินฝาก 2,255 พันล้านบาท และมีสินเชื่อ 2,144 พันล้านบาท ธนาคารจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตั้งแต่ พ.ศ. 2519 ปัจจุบัน ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2563 ธนาคารมีมูลค่าหุ้น ตามราคาตลาด (Market Capitalization) 246,464 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;............................................................................
กันยายน 2558&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธนาคารได้ขายหุ้น บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC) ทั้งหมดที่ถืออยู่จำนวน 9.09 ล้านหุ้นให้กับสำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ทำให้บริษัทได้รับเงินจากการขายหุ้นดังกล่าวราว 4.47 พันล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วัตถุประสงค์ของการขายหุ้นดังกล่าว เพื่อนำมาใช้เป็นเงินที่ชดเชยในการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญจากกรณี บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) หรือ SSI เป็นลูกหนี้ของธนาคารฯ ประสบปัญหาการขาดทุนอย่างหนักทำให้ธนาคารต้องมีการตั้งสำรองของมูลหนี้ดังกล่าวราวราว 1.1-1.2 หมื่นล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;............................................................................
ธนาคารไทยพาณิชย์ เป็นธนาคารพาณิชย์แห่งแรกของประเทศไทย ถือได้ว่าเป็นธนาคารพาณิชย์ที่ใหญ่ที่สุด โดยมีพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่สุด (ร้อยละ 23.35%) มีพนักงานของธนาคารมากกว่า 20,000 คน มีสาขาทั้งหมด 1,070 สาขา และเครื่องกดเงินอัตโนมัติ (ATM) 9,724 เครื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกาศของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เมื่อ ๑๖ มิถุนายน 2561 ที่ว่าเป็น &amp;ldquo;คำชี้แจง การเปลี่ยนชื่อผู้ถือหุ้นจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีนัยยะประทับลงอย่างมั่นคงว่าพระเจ้าอยู่หัววชิราลงกรณ์ฯ &amp;ldquo;จะทรงจัดการทรัพย์สินนั้นตามพระราชอัธยาศัย&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ให้มีการเสียภาษีอากรทุกประเภทเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงต้องเปลี่ยนชื่อความเป็นเจ้าของทรัพย์สินจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อให้ทรัพย์สินนั้นอยู่ในบังคับของกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาษีอากร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;............................................................................
คำชี้แจงฯ แจ้งไว้ชัดแจ้งถึง &amp;ldquo;พระราชปณิธานที่จะสืบสานพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช&amp;rdquo; ในฐานที่รัชกาลที่ ๕ ทรงก่อตั้งแบ๊งค์ &amp;lsquo;สยามกัมมาจล&amp;rsquo; (ที่กลายมาเป็นธนาคารไทยพาณิชย์) และ ร.๖ ทรงให้กำเนิดบริษัทปูนซีเมนต์ไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นพระเจ้าอยู่หัวฯ ร.๑๐ จึง &amp;ldquo;ทรงรับเป็นพระราชภาระในการดูแลกิจการเหล่านั้นด้วยพระองค์เอง&amp;rdquo; ทั้งสิ้น โดยที่ปัจจุบันสำนักงานทรัพย์สินฯ ถือหุ้นในไทยพาณิชย์ ๑๘.๑๔% เมื่อรวมกับหุ้นที่เพิ่งโอน ทำให้ในหลวงฯ วชิราลงกรณ์ทรงมีหุ้นอยู่ในธนาคารไทยพาณิชย์ ๒๑.๔๘% ทำนองเดียวกับทรงมีหุ้นปูนซีเมนต์ ๓๐.๗๖%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งหมดนี้เป็นผลจากรัฐบาล คสช.ได้ทำการเปลี่ยนแปลงพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินสถาบันกษัตริย์เสียใหม่ จากฉบับ พ.ศ. ๒๔๗๙ มาเป็นฉบับ พ.ศ. ๒๕๖๐ &amp;ldquo;โดยรวมทรัพย์สินส่วนพระองค์และทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เข้าด้วยกัน เป็นทรัพย์สิน &amp;lsquo;ฝ่าย&amp;rsquo; พระมหากษัตริย์&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;............................................................................
เว็บไซต์ settrade.com ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เผยแพร่ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2018 โดยบ่งชี้ว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ได้ทรงถือหุ้นในบริษัท จำนวน 9,070,600 หุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วน 0.76% โดยทรงเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่เป็นอันดับที่ 15 ใน SCC&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อมูล ณ วันที่ 15 มีนาคม 2018 ชี้ว่าราคาหุ้นเฉลี่ยของ SCC ปัจจุบันอยู่ที่หุ้นละ 508.82 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;............................................................................
และนี่คือตัวอย่างรายได้ส่วนพระองค์ที่ได้จากการถือหุ้นใน 2 บริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นมรดกตกทอดในราชวงศ์ เป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ที่แยกจากทรัพย์สินของแผ่นดิน ที่เสียภาษีถูกต้องทุกบาททุกสตางค์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำบิดเบือนปลุกปั่นว่าทรงใช้เงินภาษีของประชาชน เพื่อกิจกรรมส่วนพระองค์ ย่อมไม่เป็นความจริง และไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หยุดเสพแต่ข่าวเท็จ แล้วบอกว่าตนเองตาสว่างมาจากการเสพแต่ข่าวปลอม ข้อมูลเท็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เปิดหู เปิดตาและเปิดใจ ค้นหาและอ่านข้อมูลที่ถูกต้อง คิดและพิจารณาก็จะพบความจริง.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78207</URL_LINK>
                <HASHTAG>-นายอัษฎางค์ ยมนาค, กิจการส่วนพระองค์, ภาษี, รายได้ส่วนพระองค์, ในหลวง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191212/image_big_5df1a715ad394.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>52563</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/12/2019 09:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/12/2019 09:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผ้าอนามัยแพง!&#039;เกศปรียา&#039;ฉุน&#039;ลุงตู่&#039;ถามต้องให้ผู้หญิงออกไปวิ่งไล่ลุงหรือ?</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ธ.ค.62-น.ส.เกศปรียา แก้วแสนเมือง โฆษกพรรคเพื่อชาติ กล่าวว่า ฝากถาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหมว่าเอาพื้นฐานความรู้อะไรตัดสินใจให้ผ้าอนามัยเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย เก็บภาษีในอัตราสูงและไม่ควบคุมราคา ตั้งแต่วันที่ 17 เม.ย. 2562 ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีจัดให้ผ้าอนามัยเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยที่ไม่ควบคุมราคา ไหน พล.อ.ประยุทธ์ คุยนักหนาว่าตนเองอ่านหนังสือเยอะรู้ทุกเรื่อง แต่เรื่องแค่สิทธิพื้นฐานของประชากรสตรีทำไมถึงไม่ทราบ ผ้าอนามัยไม่ใช่สินค้าเครื่องสำอางหรือสินค้าฟุ่มเฟือย เพราะไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์หามาใช้เพื่อสนองความต้องการทางใจ เป็นสินค้าที่สนองความต้องการทางกายภาพของเพศหญิง ผู้หญิงทั่วโลกไม่สามารถเลือกได้ว่าจะเกิดมาโดยไม่มีมดลูก และประจำเดือนก็เป็นสิ่งที่ติดมาพร้อมการมีมดลูก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผ้าอนามัยควรถูกมองว่าเป็นสินค้าจำเป็นต่อสุขภาพอนามัย ไม่ใช่คิดแค่ว่าเป็นความรับผิดชอบส่วนตัวของผู้หญิง รัฐบาลที่มีวิสัยทัศน์มองประชาชนเท่าเทียมไม่กดขี่ทางเพศ ต้องให้ความสำคัญกับสุขภาพอนามัยของทุกเพศ ผ้าอนามัยคือสินค้าจำเป็นกับการดำเนินชีวิตสตรี รัฐบาลควรจัดให้เป็นสินค้าปลอดภาษี หรือแจกฟรีในสถานศึกษาทั่วประเทศ ไม่ใช่มาจัดเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยที่สามารถเรียกเก็บภาษีได้ถึง 40% โดยไม่ควบคุมราคา ทำให้ในแต่ละเดือนประชากรสตรีต้องมีค่าใช้จ่ายในการในการซื้อผ้าอนามัยที่เป็นสินค้าจำเป็นต่อชีวิต 200- 400 บาทใกล้เคียงกับค่าแรงขั้นต่ำ พล.อ.ประยุทธ์ ตัดสินใจโดยไม่คิดถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของสตรี ต้องการให้ประชาชนสตรีออกไปวิ่งไล่ลุงใช่หรือไม่&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52563</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.ส.เกศปรียา แก้วแสนเมือง, ผ้าอนามัย, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ภาษี, วิ่งไล่ลุง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190112/image_big_5c3955358f1ec.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48926</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/10/2019 09:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/10/2019 09:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เลขาธิการองค์กรต้านโกงปลุกสังคมจับตาคดี&#039;รถหรูเลี่ยงภาษี&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ต.ค.2562 - &amp;nbsp;ดร.มานะ นิมิตมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เขียนบทความสั้นๆ บนเฟซบุ๊กในหัวข้อ &amp;ldquo;รถหรูเลี่ยงภาษีกับความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของข้าราชการ&amp;rdquo; มีเนื้อหาว่า &amp;lsquo;รถหรูเลี่ยงภาษี&amp;rsquo; ขบวนการค้ารถยนต์ผิดกฎหมายที่ขยายตัวอย่างเปิดเผยมานานนับสิบปี จนทำให้คนกลุ่มหนึ่งกลายเป็นเศรษฐีมีเงินสกปรก ถึงแม้วันนี้เรื่องจะดูสงบลงแต่การสะสางปัญหา การเรียกคืนภาษีและเอาคนผิดมาลงโทษทั้งที่เป็นพ่อค้าและข้าราชการยังคงล่าช้าคาราคาซังอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในยุคเฟื่องฟู เครือข่ายเหล่านี้สามารถฉ้อฉลหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและกฎเกณฑ์ของหลายหน่วยงานทั้ง กรมศุลกากร กรมการขนส่งทางบก กรมสรรพสามิตและสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ด้วยกลวิธีหลากหลายโดยมีข้าราชการจำนวนหนึ่งร่วมมือและรับสินบนตามที่ปรากฏเป็นข่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงถูกตรวจสอบดำเนินคดี ทำให้มีหน่วยงานตรวจสอบเข้ามา &amp;lsquo;เพิ่ม&amp;rsquo; อีก คือ ดีเอสไอ ป.ป.ช. ป.ป.ท. และ ปปง. และเมื่อเวลาผ่านไปก็พบว่าแต่ละฝ่ายต่างยึดถือกฎหมาย ตีความและใช้อำนาจดำเนินการต่างกันไป จนดูเหมือนต่างคนต่างเดินหรือขัดแย้งกันโดยเฉพาะกรมศุลกากรกับดีเอสไอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นดังกล่าวเห็นได้จาก มีรถยนต์ที่ถูกกรมศุลกากรยึดมาจำนวนมากแต่ตกค้างขายทอดตลาดไม่ได้ ทำลายก็ไม่ได้ ปล่อยให้เสื่อมสภาพ ราคาตกและเกิดค่าใช้จ่ายในการดูแล ผู้ซื้อรถยนต์จากการขายทอดตลาดแต่นำไปจดทะเบียนไม่ได้ ต้องเสียเวลาเสียค่าใช้จ่ายไปฟ้องร้องให้ศาลมีคำสั่งเสียก่อน ส่วนรถยนต์ที่ดีเอสไออายัดไว้ดำเนินคดีทั้งจากโชว์รูมและจากประชาชนที่ซื้อไปมีมากถึง 140 คัน แต่เรื่องยังค้างคาอยู่จนบัดนี้ และแม้จะผ่านไปหลายปี ป.ป.ช. เพิ่งชี้มูลความผิดข้าราชการ ซี 8 ของกรมศุลกากรได้เพียงรายเดียวทั้งที่มีคดีเข้าสู่ระบบจำนวนมาก เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ผ่านมาประเทศต้องสูญเสียรายได้จากการเก็บภาษีไปนับหมื่นล้านบาท อุตสาหกรรมผลิต/ประกอบรถยนต์ในประเทศได้รับผลกระทบ เกิดเครือข่ายอาชญากรรมลักรถยนต์ข้ามชาติและการฟอกเงินที่ทำลายชื่อเสียงประเทศ ทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ซื้อรถยนต์ไปต้องเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การดำเนินคดีที่เป็นไปอย่างล่าช้าย่อมทำให้ประชาชนเป็นกังวลว่า ข้าราชการที่เกี่ยวข้องกำลังทำงานด้วย &amp;lsquo;ความรับผิดชอบ&amp;rsquo; ต่อหน้าที่ในการรักษาผลประโยชน์ของชาติดีพอแล้วหรือยัง กำลังเกิดอะไรขึ้นกับกระบวนการยุติธรรม ข้อเท็จจริงคืออะไร ทำไมข้อมูลและความคืบหน้าของแต่ละหน่วยงานจึงไม่ถูกรวบรวมและนำมาเปิดเผยให้ประชาชนได้รับรู้อย่างโปร่งใส ไม่มีอะไรที่ซุกซ่อนอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอเชิญชวนประชาชน สื่อมวลชน ข้าราชการที่ดีมาช่วยกันติดตามเรื่องนี้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายและเรียกเอาภาษีคืนเข้ารัฐเพื่อประโยชน์ของคนไทยครับ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48926</URL_LINK>
                <HASHTAG>บทความ, ภาษี, มานะ นิมิตมงคล, รถหรู, องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน, เฟซบุ๊ก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191027/image_big_5db501ad21d5c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47700</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/10/2019 18:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/10/2019 18:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิณฑ์&#039;หวั่นโดนภาษีย้อนหลัง ยันไม่เอายอดบริจาครวมกับรัฐบาล!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยอดบริจาคช่วยเหลือน้ำท่วมผ่านบัญชี &amp;quot;บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์&amp;quot; พุ่งไปถึง 426 ล้านบาทแล้ว โดยล่าสุดดาราหนุ่มได้เผยผ่านรายการ โหนกระแส ว่าตนจะใช้เงินบริจาคให้สะอาดที่สุดมีหลักฐานแน่นอน และอยากใช้ให้ครบหมดทุกบาทเพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วม ซึ่งมีหลายจังหวัด รวมไปถึงประเด็นภาษี ที่มีคนเตือนว่าอีก 2-3 ปี อาจมีปัญหาเรื่องภาษีย้อนหล้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;ยอดบริจาคล่าสุด 422 ล้านบาท รวมกับที่มีหน่วยงาน มีพี่น้องประชาชนมามอบให้ผมเองอีกอีก 4 ล้านบาท ก็รวมเป็น 426 ล้านบาท ตอนนี้ผมเบิกมาแล้ว 109 ล้านครับ มาตรฐานในการมอบเงินให้ชาวบ้านหลังคาละ 5 พัน มีหลักฐานอยู่แล้วว่าในพื้นที่น้ำท่วมของอำเภอ ตำบล หมู่บ้าน น้ำท่วมตรงไหนบ้าง แล้วพี่น้องประชาชนที่ถูกน้ำท่วมมีกี่หลังคาเรือน ผมก็เอามาจากทางอำเภอ ทางผู้ใหญ่บ้าน ทางเขต ทุกอย่างเรามีข้อมูลอยู่แล้ว ทั้งหมดผมไม่ได้เข้าไปจะให้ใครก็ให้ แจกใครก็ได้ เรามีข้อมูลพี่น้องประชาชนที่ถูกน้ำท่วมเพราะเราต้องประชุมกับผู้นำชุมชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถ้าบ้านถูกน้ำท่วมผมให้ 5 พัน ถ้ามีคนเจ็บอยู่ในบ้านผมให้เพิ่ม 5 พันก็เป็นหมื่นนึง ถ้าชาวบ้านมาคัดค้านว่าคนนี้ไม่สมควรจะได้ แต่ถ้าผู้นำชุมชนบอกว่าสมควรจะได้ ผมก็ฟังผู้นำชุมชน แต่ถ้าผู้นำชุมชนบอกว่าไม่ให้ แต่อีกสิบหลังคาเรือนบอกว่าให้เขาเถอะ เขาน่าสงสาร ผมก็ให้ ไม่ใช่ว่าเอาแต่ทางผู้ใหญ่หรือทางผู้นำชุมชนอย่างเดียว ก็ 5 พันบาทเท่านั้นเอง เขาจะได้ไม่ต้องมาเสียใจว่าขอแล้วไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กรณีพี่นั่งรถไปกับทีมงาน เจอคนพิการขี่รถอยู่ ก็มอบเงินให้ 3 พัน นั่นเงินส่วนตัวผม ผมจะบอกทุกครั้งเยี่ยมน้องคนหนึ่งเป็นมะเร็งที่ขา ผมกดเงินสดของผมไปเอง 2 หมื่น ผมไม่เอาเงินที่คนบริจาคเข้าบัญชีแล้วเอามาบอกว่าเป็นเงินส่วนตัว ผมไม่มี เพราะผมทำทุกอย่างตามที่บอกไว้หมด และมีหลักฐานทุกอย่าง ปกติเดือนนึงผมเอาเงินส่วนตัวให้คนเจ็บคนป่วยเป็นแสนอยู่แล้ว อยู่ที่อุบลฯ ผมไม่ได้ใช้เงินตรงนี้เลย ผมให้เงินส่วนตัวผมตลอด เราไม่เอาอยู่แล้ว เราทำเราก็ไม่สบายใจ เราโกหกก็ละอายใจ ประเด็นดราม่าผมว่าในโลกมนุษย์มันก็มีคนพวกนี้อยู่แล้ว ดีแค่ไหนก็ต้องมีคนแบบนี้ อิจฉาตาร้อนธรรมดา ผมไม่เอาเรื่องพวกนี้มาทำให้ความคิดดีๆ ของเรา บั่นทอนจิตใจเรา การเอาเงินออกแต่ละครั้งจะทำให้รัดกุมที่สุด รับรองมีหลักฐานทุกอย่าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถ้าแจกทั้งหมดในอุบลฯ วันที่ 15 นี้ต้องได้ทั้งหมด อุบลฯ น่าจะสัก 2 หมื่นกว่าครอบครัว ครอบครัวละ 5 พันก็ร้อยกว่าล้าน ที่เหลือยังมียโสธร ร้อยเอ็ด ได้แน่ เสร็จจากอุบลฯ อีก 5 จังหวัดผมจะเข้าไป ณ ตอนนั้นที่เข้าอุบลฯ เพราะเขาหนัก และยังไม่มีเรื่องการรับขอบริจาค อุบลฯ เป็นจุดแรกก็ต้องทำให้เสร็จก่อน จุดอื่นผมเข้าไปแน่นอน เพราะเงินยังเหลืออีก 300 กว่าล้าน ผมตีให้ประมาณ 5-6 หมื่นครอบครัว สามารถช่วยได้ทั้งหมด เงิน 400 กว่าล้านพอช่วยเหลือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จะแจกให้หมดเลย ไม่เหลือ ผมไม่อยากมารับผิดชอบไง ถ้าน้ำท่วมเสร็จก็จะมีการฟื้นฟู หม้อหุงข้าว พัดลม ของจำเป็น ที่นอนหมอนมุ้ง ใกล้หน้าหนาว เฉพาะอุบลฯ เราเข้าพื้นที่เรามีหลักฐานอยู่แล้ว จะเอาเครื่องอุปโภคนี้เข้าไป สมมติเงินยังเหลืออีก ผมยังไม่มีความคิดจะทำยังไง ต้องถามว่าจะเอาไปทำอะไร เพราะไม่ใช่เงินผม เป็นเงินประชาชน แต่จะช่วยเฉพาะน้ำท่วมนะ ไม่งั้นจะผิดวัตถุประสงค์ สมมติเหลือสัก 50-70 ล้าน ผมไม่รู้จะเอาไปทำอะไร เอาไปรวมกับรัฐบาลไหม คงไม่ อย่ามาดราม่าอะไรกับผมอีกเลยครับ คงไม่ครับ จะรวมทำไม รัฐบาลเขามีเป็นพันกว่าล้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประเด็นถูกขู่จะถูกภาษีย้อนหลัง จริงครับ มีคนหลายคนที่เป็นห่วง เขาก็ยกตัวอย่างหลายๆเคส บอกว่าผ่านไปสามสี่ปีโดนเรียกภาษีย้อนหลังกลับมาหลายสิบล้าน ผมก็อ้าว แต่ผมเข้ามาไม่ได้เป็นรายได้ผม ผมมีวัตถุประสงค์ว่าเพื่ออะไร ทำอะไรยังไง แตวันที่ผมสงสัยวันแรกๆ ผมก็ถามกรมสรรพากรแล้ว สรรพากรบอกว่ากรณีคุณบิณฑ์ไม่เป็นไร แต่เขาบอกว่าแค่คำพูด ให้คุยกับสรรพากร มีหนังสืออกมายืนยันหน่อยได้ไหม จริงๆก็มีคุยบ้าง แต่กรมสรรพากรบอกว่ากรณีเราทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ วัตถุประสงค์แน่ชัด ขอให้เก็บหลักฐานไว้ดีๆ แต่ถ้าคุณบิณฑ์ทำแบบนี้แล้วสักพักไม่ได้ทำแล้ว เอาเงินไปทำอย่างอื่น คุณโดน เราก็ไม่สบายใจ แต่อีกสามสี่ปีใครจะรู้กลับมาหาเรา เราจะทำยังไง อยากได้หนังสือยืนยันจากสรรพากร ถ้าโดนก็หลายสิบล้านเลยนะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมทำแบบนี้มาตั้งนานแล้ว ทำมาตลอด ทำแล้วได้อะไรก็ช่างมัน ผมทำแล้วมีความสุข ก็แค่นั้นเอง ผมมีความสุขของผม การช่วยเหลือคนเป็นความสุขของผม จะลงเลือกตั้งไหมเหรอ ไม่ครับ ท่านบิณฑ์ ส.ส.บิณฑ์ ไม่เอาครับ อย่าๆ ผมขออยู่อย่างนี้ดีกว่า สามารถช่วยได้ทุกคน ทุกอำเภอ ทุกหมู่บ้าน ถ้าเลือกตั้งผมอาจเข้าอำเภอนี้ไม่ได้ ณ ตอนนี้ศูนย์อุบลฯ ขาดแคลนน้ำมาก ใครอยู่ใกล้ๆ ขอรับบริจาคเรื่องน้ำหน่อย&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ทางรายการยังมีการต่อสายถึง &amp;quot;ปิ่นสาย สุรัสวดี&amp;quot; โฆษกกรมสรรพากร เพื่อสอบถามว่าหนุ่มบิณฑ์มีโอกาสจะถูกภาษีย้อนหลังหรือไม่ โดยคุณปิ่นสายเผยว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;ตามที่ทางเราได้ตามข่าวและรับทราบข้อเท็จจริง กรมมองว่าประชาชนฝากเงินให้เอาไปช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ในทางปฏิบัติฝากเงินให้คุณบิณฑ์เอาไปช่วยเหลือต่อ ถ้าข้อเท็จจริงเป็นแบบนี้ มาร้อยไปร้อย มาพันไปพัน ก็ไม่ใช่เงินคุณบิณฑ์ คุณบิณฑ์ไม่มีหน้าที่เสียภาษีอะไรตรงจุดนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่เคสที่มันมีเรื่อง เช่น เอาเงินไปให้ร้อย หักค่าใช้จ่าย 10 เปอร์เซ็นต์ เงินไปถึงตรงนั้นแปดสิบ-เก้าสิบ ก็กลายเป็นอีกเรื่องนึงเลย แต่เคสคุณบิณฑ์ คุณบิณฑ์รับมาเท่าไหร่ก็จ่ายไปเท่านั้น เหมือนเป็นตัวแทน ถ้าไม่ใช่เงินได้ตัวเอง คุณบิณฑ์ไม่ต้องแคร์อะไร เพียงแต่ว่าถ้าสรรพากรสงสัยก็อาจจะขอดูหลักฐานหน่อยได้ไหมว่ามาร้อยไปร้อย ถ้าคุณบิณฑ์ไม่สบายใจ มาคุยกันก่อนได้ อาจเชิญมาคุยกันก่อนฤดูภาษี แต่ขอให้เก็บเอกสารหลักฐานให้สมบูรณ์ชัดเจน แต่ถ้าอยากทำหนังสือจริงๆเราก็ไม่ได้ขัดข้องแต่อาจต้องใช้เวลา พอเป็นลายลักษณ์อักษรต้องมีถามไปถามมาอีกเรื่องนึง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47700</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมสรรพากร, น้ำท่วมอุบลราชธานี, บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์, ภาษี, ภาษีย้อนหลัง, ่น้ำท่วมอุบล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191009/image_big_5d9dbdbc59041.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
