<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>46560</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/09/2019 09:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/09/2019 09:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาลเคาะลดภาษีเครื่องดื่มผสมคอลลาเจน-น้ำผัก-ผลไม้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ก.ย. 2562 รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง&amp;nbsp;ระบุว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้เห็นชอบมาตรการภาษีสรรพสามิต&amp;nbsp;2&amp;nbsp;มาตรการ ส่วนแรกเป็นการออกพิกัดภาษีสรรพสามิตใหม่สำหรับเครื่องดื่มนวัตกรรมเพื่อสุขภาพ&amp;nbsp;(ฟังก์ชันนอล ดริงค์)&amp;nbsp;เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนบริโภคเครื่องดื่มที่ส่งผลดีต่อสุขภาพมากขึ้น โดยในส่วนของเครื่องดื่มประเภทน้ำเปล่าที่มีส่วนผสมของนวัตกรรมเพื่อสุขภาพ เช่น การผสมคอลลาเจน ผสมวิตามินจะถูกเก็บภาษีเพียง&amp;nbsp;10%&amp;nbsp;ลดจากเดิมที่ต้องเสียภาษีในพิกัดเครื่องดื่มทั่วไปที่อัตรา14%

นอกจากนี้ เครื่องดื่มประเภทน้ำผัก ผลไม้ ที่มีส่วนผสมของนวัตกรรมเพื่อสุขภาพ จะได้ถูกเก็บภาษีเพียง&amp;nbsp;3%&amp;nbsp;ซึ่งลดลงจากเดิมที่ต้องเสียภาษีในอัตราสูงถึง&amp;nbsp;10%&amp;nbsp;โดยการออกพิกัดภาษีเครื่องดื่มทั้ง&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ประเภทจะมีผลบังคับใช้พร้อมกันตั้งแต่วันที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ต.ค.&amp;nbsp;2562&amp;nbsp;เป็นต้นไป ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้แนวโน้มของราคาเครื่องดื่มทั้ง&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ประเภทมีโอกาสปรับลดลงขวดละ&amp;nbsp;1-3&amp;nbsp;บาท จากปัจจุบันที่มีขายในท้องตลาดขวดละ&amp;nbsp;20-30&amp;nbsp;บาท แต่สุดท้ายราคาจะลดลงหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับแผนการตลาดของผู้ผลิตด้วย

ทั้งนี้ ครม.ยังมีมติเห็นชอบมาตรการทางภาษีสรรพสามิตเพื่อเยียวยาช่วยเหลือชาวไร่ยาสูบ&amp;nbsp;โดยมีการปรับลดการเก็บภาษีสรรพสามิตยาเส้นให้กับชาวไร่ หรือโรงงานขนาดเล็กที่มีการทำเอง หั่นเอง ขายเอง และมียอดผลิตไม่เกิน&amp;nbsp;12,000&amp;nbsp;กิโลกรัมต่อปี ให้ลดการจัดเก็บภาษีจาก&amp;nbsp;10&amp;nbsp;สตางค์ต่อกรัม เหลือ&amp;nbsp;2.5&amp;nbsp;สตางค์ต่อกรัม ซึ่งจะช่วยให้ชาวไร่ และโรงผลิตยาเส้นขนาดเล็กซึ่งมีอยู่ถึง&amp;nbsp;30-40%&amp;nbsp;ได้รับประโยชน์ สามารถแข่งขันกับผู้ประกอบการรายใหญ่ที่หันมาทำยาเส้นได้มากขึ้น โดยเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ม.ค.2563&amp;nbsp;เป็นต้นไป

ขณะเดียวกันยังมีมาตรการอำนวยความสะดวกให้ชาวไร่ผู้ปลูกใบยาเส้นและนำไปจำหน่ายตรงให้กับโรงงานในรูปแบบวัตถุดิบ ให้เสียภาษีในอัตรา&amp;nbsp;0%&amp;nbsp;ซึ่งแต่เดิมชาวไร่ได้รับการยกเว้นภาษีการขายใบยาเส้นเป็นวัตถุดิบให้โรงงานอยู่แล้ว แต่ในขั้นตอนปฏิบัติมีความยุ่งยากทำให้บางส่วนเลือกเสียภาษีแทน เพราะแต่ก่อนอัตราภาษีไม่สูงมากนัก แต่ปัจจุบันเมื่อมีการขึ้นภาษีทำให้ชาวไร่เริ่มได้รับผลกระทบ กรมสรรพสามิตจึงมีการเสนอให้ปรับปรุงเงื่อนไขให้สะดวกยิ่งขึ้นเพื่อให้เกษตรกรได้รับการยกเว้น เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายแก่ชาวไร่ซึ่งเริ่มใช้ต้นปีหน้าเช่นกัน

อย่างไรก็ดี&amp;nbsp;ในวันที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ต.ค.&amp;nbsp;นี้ จะมีการปรับภาษีความหวานเพิ่มขึ้นอีกรอบ หากผู้ผลิตยังไม่สามารถลดปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มได้ จะต้องเสียภาษีอีกเท่าตัว โดยอัตราภาษีความหวาน ตั้งแต่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ต.ค. 2562&amp;nbsp;ถึง&amp;nbsp;30&amp;nbsp;ก.ย.2564&amp;nbsp;มีดังนี้ เครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลไม่เกิน&amp;nbsp;10&amp;nbsp;กรัม ต่อ&amp;nbsp;100&amp;nbsp;มิลลิลิตร เก็บภาษีเท่าเดิมที่&amp;nbsp;0.30&amp;nbsp;บาทต่อลิตร เครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลเกิน&amp;nbsp;10&amp;nbsp;กรัม แต่ไม่เกิน&amp;nbsp;14&amp;nbsp;กรัมต่อ&amp;nbsp;100&amp;nbsp;มิลลิลิตร เสียภาษี&amp;nbsp;1&amp;nbsp;บาทต่อลิตรจากเดิม เสียภาษี&amp;nbsp;0.50&amp;nbsp;บาทต่อลิตร&amp;nbsp;,&amp;nbsp;เครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลเกิน&amp;nbsp;14&amp;nbsp;กรัม แต่ไม่เกิน&amp;nbsp;18&amp;nbsp;กรัม ต่อ&amp;nbsp;100&amp;nbsp;มิลลิลิตร เสียภาษี&amp;nbsp;3&amp;nbsp;บาทต่อลิตร จากเดิม&amp;nbsp;1&amp;nbsp;บาท และ ที่มีปริมาณน้ำตาลเกิน&amp;nbsp;18&amp;nbsp;กรัมต่อ&amp;nbsp;100&amp;nbsp;มิลลิลิตร เสียภาษี&amp;nbsp;5&amp;nbsp;บาทต่อลิตร และ จะมีการปรับภาษีแบบขั้นบันไดแบบเท่าตัวอีกครั้งในช่วง&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ต.ค. 2564-30&amp;nbsp;ก.ย.2566&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ต.ค. 2566&amp;nbsp;เป็นต้นไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46560</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมสรรพสามิต, ครม., ภาษีความหวาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180323/image_big_5ab467c85bed4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45319</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/09/2019 11:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/09/2019 11:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> 1 ต.ค. ดีเดย์ขยับภาษีน้ำหวานเพิ่ม หนุนรายได้รัฐ 4 พันล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ก.ย. 62 - นายณัฐกร อุเทนสุต ผู้อำนวยการสำนักแผนภาษี กรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า หลังจากวันที่ 16 ก.ย.2560 ที่เริ่มมีการจัดเก็บภาษีภาษีสรรพสามิตความหวาน พบว่ามีผู้ประกอบการที่ผลิตเครื่องดื่มเพียงยี่ห้อเดียว ลดปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มเพื่อให้เสียภาษีความหวานถูกลง ขณะที่รายอื่น ๆ ใช้วิธีออกสินค้าใหม่ และระบุว่ามีปริมาณน้ำตาลต่ำแทน เนื่องจากไม่ต้องการให้กระทบกับสินค้าเดิมที่ขายอยู่ในตลาด โดยขอย้ำเตือนว่าในวันที่ 1 ต.ค.2562 จะมีการปรับภาษีแบบขั้นบันได ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นทุก 2 ปี หากยังไม่สามารถลดปริมาณน้ำตาลได้ จะต้องเสียภาษีอีกเท่าตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จากการบังคับใช้ภาษีความหวานในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา กรมได้ร่วมกับศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไปสำรวจความรับรู้มาตรการภาษีความหวานกับประชาชน พบว่ามาตรการภาษีจูงใจให้ผู้ประกอบการปรับตัว โดยลดประมาณน้ำตาลในเครื่องดื่ม และมีการติดฉลาก เพื่อแจ้งให้ประชาชนรับทราบเพิ่มขึ้นกว่า 200% จากเดิม 60-70 รายการเป็น 200-300 รายการ แต่ในการรับรู้ประชาชนยังไม่มาก กลุ่มที่ตื่นตัวคือกลุ่มอายุต่ำกว่า 30 ปี และกลุ่มอายุมากกว่า 60 ปี ส่วนวัยทำงานยังสนใจน้อย และยังมีการบริโภคเครื่องดื่มที่มีความหวานสูงอยู่มาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เอกชนเริ่มปรับตัวกับภาษความหวานแล้ว จากการหารือก็เข้าใจความต้องการของกรมในการช่วยดูแลสุขภาพให้กับประชาชน และยืนยันว่าที่ผ่านมาราคาเครื่องดื่มที่ปรับตัวสูงขึ้นเป็นเพราะต้นทุนที่เปลี่ยนแปลง ไม่ได้มาจากต้นทุนด้านภาษี&amp;rdquo; นายณัฐกร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ กรมเตรียมหารือกับคณะทำงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงสาธารณสุข และองค์การอาหารและยา (อย.) เข้าไปกำกับดูแลผู้ประกอบการ ให้เพิ่มขนาดเครื่องหมายแจ้งเตือนปริมาณน้ำตาล ให้สามารถสังเกตเห็นได้ง่ายขึ้น อ่านได้ง่ายขึ้น เช่นเดียวกับการแจ้งเตือนโทษด้านสุขภาพ บนหน้าฉลากบุหรี่ ซึ่งจะเป็นหลักเกณฑ์ให้ได้รับประโยชน์ในภาษีด้วย ซึ่งจะต้องหารือในขั้นตอน หลักการและวิธีการต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฐกร กล่าวว่า ปัจจุบันภายใต้ภาษีความหวานกรมจัดเก็บรายได้อยู่ที่ 2-3 พันล้านบาทต่อปี โดยอัตราภาษีใหม่ที่จะปรับแบบขั้นบันได มีผลในวันที่ 1 ต.ค. 2562 จะทำให้กรมมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1.5 พันล้าน หรือคิดเป็นรายได้จากภาษีน้ำหวานที่ 3.5-4.5 พันล้านบาทต่อปี ขณะที่การจัดเก็บภาษีภาพรวมของกรมสรรพสามิตในปีงบประมาณ 2562 ที่ 5.84 แสนล้านบาท และปี 2563 ที่ 6.4 แสนล้านบาท มั่นใจว่าจะเป็นไปตามเป้าหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ตั้งแต่ 1 ต.ค.2562 ถึง 30 ก.ย.2564 เครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลไม่เกิน 10 กรัม ต่อ 100 &amp;nbsp;มิลลิลิตร เก็บภาษีเท่าเดิมที่ 0.30 บาทต่อลิตร &amp;nbsp;, เครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลเกิน 10 กรัม แต่ไม่เกิน 14 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร เสียภาษี 1 บาทต่อลิตรจากเดิม เสียภาษี 0.50 บาทต่อลิตร , เครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลเกิน 14 กรัม แต่ไม่เกิน 18 กรัม ต่อ 100 &amp;nbsp;มิลลิลิตร เสียภาษี 3 บาทต่อลิตร จากเดิม 1 บาท และ ที่มีปริมาณน้ำตาลเกิน 18 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร เสียภาษี 5 บาทต่อลิตร และ จะมีการปรับภาษีแบบขั้นบันไดแบบเท่าตัวอีกครั้งในช่วง 1 ต.ค.2564-30 ก.ย.2566 และ 1 ต.ค.2566 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45319</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมสรรพสามิต, ณัฐกร อุเทนสุต, ภาษีความหวาน, สำนักแผนภาษี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190909/image_big_5d75d98154a10.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42525</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/08/2019 10:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/08/2019 10:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หวั่นภาษีความหวาน ฉุดยอดผลิตน้ำตาลลดลง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ก.ค. 2562 นางวรวรรณ ชิตอรุณ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย(สอน.) เปิดเผยถึงกรณีการขึ้นภาษีความหวาน อาจทำให้ภาคเอกชนหลายรายเปลี่ยนสูตรการผลิตสินค้า โดยใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล ซึ่งในอนาคตจะทำให้ความต้องการอ้อยที่นำมาใช้ผลิตน้ำตาลลดลง หวั่นส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ว่า ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะหากพิจารณาจากปริมาณการบริโภคน้ำตาลทรายภายในประเทศตั้งแต่ปี 2560 ซึ่งมีปริมาณการบริโภคอยู่ที่ 2.6 ล้านตัน ปี 2561 มีปริมาณการบริโภคอยู่ที่ 2.5 ล้านตัน และในปี 2562 จนถึงปัจจุบัน มีการบริโภคน้ำตาลทรายไปแล้ว (ตั้งแต่เดือนม.ค.-ก.ค.) จำนวน 1.46 ล้านตัน และไทยคาดว่าจะมีปริมาณการบริโภคในปีนี้ประมาณ 2.6 ล้านตัน จะเห็นได้ว่าจากการการบริโภคน้ำตาลทราย 3 ปีที่ผ่านมา มีปริมาณใกล้เคียงกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การบริโภคน้ำตาลทรายภายในประเทศจะแบ่งเป็น 2 ประเภท คือผู้บริโภคโดยตรงและผู้บริโภคโดยอ้อม อาทิ ผู้ผลิตเครื่องดื่ม ขนม โดยปริมาณการจำหน่ายน้ำตาลให้กับผู้บริโภคโดยอ้อมในปี 2562 อยู่ที่ 570,000 ตัน ขณะที่ปี 61 อยู่ที่ 580,000 ตัน ลดลงแค่ 10,000 ตัน&amp;quot;นางวรวรรณ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสถานการณ์อ้อยและน้ำตาลของไทยในช่วงที่ผ่านมา พบว่าพื้นที่เพิ่มขึ้นทำให้มีปริมาณอ้อยเข้าหีบและผลผลิตน้ำตาลสูงขึ้นเฉลี่ย 12 &amp;ndash; 14 % ขณะที่ปริมาณการบริโภคน้ำตาลในประเทศและการส่งออกน้ำตาลมีอัตราการขยายตัวค่อนข้างคงที่ ประมาณ 5 &amp;ndash; 6% ต่อปี ส่งผลให้ปริมาณสต็อกน้ำตาลของไทยเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งการขึ้นภาษีความหวานอาจเป็นเพียงสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สต็อกน้ำตาลสูงขึ้นแต่ต้องขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการบริโภคน้ำตาลที่ปัจจุบันกระแสรักสุขภาพลดการบริโภคน้ำตาลมาแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามการนำอ้อยและผลพลอยได้จากการผลิตน้ำตาลไปต่อยอดในการผลิตผลิตภัณฑ์ชีวภาพซึ่งมีมูลค่าสูงตามนโยบายรัฐบาล ว่า ถือเป็นทางออกและการเพิ่มมูลค่าและเป็นการพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลที่ยั่งยืน ซึ่งสอน.จะดำเนินส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย รวมถึงอุตสาหกรรมชีวภาพอย่างต่อเนื่องและดูแลระบบการแบ่งปันผลประโยชน์ในอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลให้เป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42525</URL_LINK>
                <HASHTAG>ภาษีความหวาน, วรวรรณ ชิตอรุณ, เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย(สอน.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181105/image_big_5be0213283945.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
