<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>94794</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/03/2021 20:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/03/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จี้ปรับภาษีบุหรี่ใหม่ บวกต้นทุนสุขภาพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;จี้คลังแก้ปัญหาภาษีบุหรี่ตาม พ.ร.บ.สรรพสามิต พ.ศ.2560 ชี้หลังปรับรัฐสูญรายได้อื้อ แถมนักสูบเปลี่ยนไปดูดบุหรี่ราคาถูก ส่งผลตลาดโตแบบก้าวกระโดด แล้วยังพบคนไทยหันมาซื้อบุหรี่นอกเพราะจ่ายได้ เสนอยกเลิกระบบแยกอัตราภาษีตามมูลค่าจาก 2 ระดับเป็นอัตราเดียวอย่างน้อยร้อยละ 40 ราคาขายปลีกให้ตั้งซองละ 75 บาทรวมต้นทุน สุขภาพป่นปี้จากภัยนิโคติน 23 เครือข่ายเตรียมร่อน จม.เปิดผนึกส่งถึงนายกฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 2 มีนาคม ที่โรงแรมเดอะสุโกศล ศ.พญ.สมศรี เผ่าสวัสดิ์ ประธานสมาพันธ์เครือข่ายแห่งชาติเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ และประธานเครือข่ายวิชาชีพสุขภาพเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ กล่าวในงานแถลงข่าวปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ใครได้ ใครเสีย&amp;rdquo; ว่า การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุอันดับ 1 ที่ทำให้คนไทยเจ็บป่วยและเสียชีวิตปีละกว่า 7 หมื่นคน การที่จะทำให้คนสูบบุหรี่ลดลงต้องใช้หลายมาตรการ ทั้งการจำกัดที่สูบ การห้ามโฆษณา การรักษาคนที่ติดบุหรี่ให้เลิก และมาตรการภาษีซึ่งเป็นมาตรการที่ดีที่สุด ทำให้รัฐบาลเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น และการสูบบุหรี่ลดลง ขณะนี้กระทรวงการคลังกำลังอยู่ในระหว่างการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภาษียาสูบ พ.ศ.2560 ทางสมาพันธ์เครือข่ายแห่งชาติเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ เครือข่ายรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ และนักวิชาการด้านภาษียาสูบ ได้ติดตามและศึกษาแนวทางการแก้ปัญหา เพื่อเสนอต่อกระทรวงการคลังและรัฐบาลให้การกำหนดโครงสร้างและอัตราภาษีใหม่ที่จะมีขึ้นในเดือนมีนาคมนี้ลดการบริโภคยาสูบได้จริง และทำให้รัฐบาลมีรายได้จากภาษีเพิ่มขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า โครงสร้างภาษีบุหรี่ พ.ศ.2560 เป็นรูปแบบผสม โดยเก็บภาษีทั้งตามปริมาณและตามมูลค่า ภาษีตามปริมาณ มวนละ 1.20 บาท แต่ที่เป็นปัญหาคือ การเก็บภาษีตามมูลค่าที่แบ่งเป็น 2 ระดับ คือ บุหรี่ขายปลีกซองละ 60 บาทขึ้นไป ต้องเสียภาษี 40% แต่ถ้าต่ำกว่า 60 บาท ให้เสีย 20% ทำให้บุหรี่หลายยี่ห้อลดราคาลงเพื่อเสียภาษีในอัตราที่ถูกกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;โครงสร้างภาษีบุหรี่ พ.ศ.2560 ถือเป็นมาตรการที่ล้มเหลว เพราะไม่ตอบสนองวัตถุประสงค์หลักในการขึ้นภาษีบุหรี่ เป้าหมายแรกทำให้ราคาบุหรี่สูงขึ้นเพื่อลดคนสูบ เป้าหมายสอง รัฐบาลมีรายได้จากภาษีเพิ่มขึ้น เพราะหลังปรับภาษี ราคาบุหรี่ถูกลง รัฐบาลมีรายได้จากภาษีลดลง ก่อนปี 2560 กระทรวงการคลังเก็บภาษีได้ 6.8 หมื่นล้านบาท แต่ปี 2563 ลดลงเหลือ 6.2 หมื่นล้านบาท และข้อมูลจาก Euromonitor ชี้ว่าหลังปรับโครงสร้างภาษีใหม่ ส่วนแบ่งการตลาดของบุหรี่ราคาถูกเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด แสดงให้เห็นว่าไม่ลดการสูบ แต่ผู้บริโภคเปลี่ยนไปสูบบุหรี่ราคาถูกกว่า โดยเฉพาะบุหรี่นอกราคาถูกที่มีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นเท่าตัว คนไทยหันมาสูบบุหรี่นอกเพราะราคาเอื้อมถึง&amp;quot; ดร.พญ.เริงฤดีกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.พญ.เริงฤดีกล่าวต่อว่า การกำหนดอัตราภาษีครั้งใหม่ รัฐต้องมีมาตรการกำหนดราคาขั้นต่ำของบุหรี่ที่รวมต้นทุนทางสุขภาพ และความสูญเสียด้วยโรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่ เพราะมีการคำนวณค่าความสูญเสียจากโรคที่เกิดจากบุหรี่เฉลี่ยอยู่ที่ซองละ 50 บาท ทำให้ราคาขายขั้นต่ำสุดต้องไม่น้อยกว่า 75 บาทต่อซอง รวมถึงออกกฎหมายควบคุมไม่ให้บริษัทบุหรี่ลดราคาลง ทุกครั้งที่มีการขึ้นภาษี ธุรกิจยาสูบตอบโต้โดยการออกบุหรี่ยี่ห้อใหม่หรือผลิตบุหรี่มวนเล็กที่ราคาถูกลง และควรเก็บภาษีเพิ่มซองละ 1 บาท ตั้งเป็นกองทุนเพื่อส่งเสริมการปลูกพืชทดแทนให้กับชาวไร่ยาสูบที่เดือดร้อน&amp;nbsp; นอกจากนี้ การกำหนดโครงสร้างภาษีต้องไม่ให้อุตสาหกรรมยาสูบเข้าร่วมในทุกขั้นตอน เพราะขัดต่ออนุสัญญาควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลกที่ประเทศไทยต้องปฏิบัติตาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.วันชาติ ศุภจัตุรัส ผู้อำนวยการเครือข่ายวิชาชีพสุขภาพเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ และอดีตนายกแพทยสมาคมโลก กล่าวว่า คนสูบบุหรี่ทั่วโลก 1.3 พันล้านคน เสียชีวิตประมาณ 8 ล้านคนต่อปี ส่วนประเทศไทยมีคนสูบบุหรี่ 10.7 ล้านคน เสียชีวิตปีละ 7 หมื่นคน แต่จะมีผู้ป่วยด้วยโรคที่เป็นผลจากการสูบบุหรี่ เช่น โรคมะเร็ง โรคถุงลมโป่งพอง ประมาณ 10 เท่าของผู้เสียชีวิต หรือราว 700,000 คน ซึ่งรัฐบาลต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาผู้ป่วยเหล่านี้เฉลี่ยต่อคนถึงประมาณ 2.2 ล้านบาท คิดเป็นค่าใช้จ่ายในระดับประเทศรวมปีละกว่า 140,000 ล้านบาท ในขณะที่รายรับที่ได้จากการเก็บภาษีสรรพสามิตปีละประมาณ 60,000 ล้านบาท นับว่าไม่คุ้มค่าใช้จ่าย ถ้าบุหรี่ราคาถูก ทำให้คนเข้าถึงบุหรี่มากขึ้น ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากยาสูบทุกชนิดที่มีนิโคตินเป็นส่วนประกอบ เป็นสินค้าที่ไม่ใช่สินค้าปกติ แต่เป็นสินค้าที่ทำลายสุขภาพ ต้องควบคุมและจำกัดการขาย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รศ.นพ.สุทัศน์ รุ่งเรืองหิรัญญา หัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มศว และเลขาธิการเครือข่ายวิชาชีพแพทย์ในการควบคุมการบริโภคยาสูบ กล่าวว่า บุคลากรทางการแพทย์หนุนเรื่องการปรับโครงสร้างภาษีครั้งใหม่ เพราะว่าแม้อัตราการสูบบุหรี่ในภาพรวมของคนไทยจะมีแนวโน้มลดลง แต่อัตรานี้กลับสูงขึ้นในกลุ่มวัยทำงานและกลุ่มที่ป่วยเป็นโรคเรื้อรัง จากการสำรวจล่าสุดพบว่า มีคนไทยที่ป่วยเป็นโรคเรื้อรังแล้วและยังคงสูบบุหรี่อยู่ต่อเนื่องมากถึง 2.48 ล้านคน และประเทศไทยมีผู้เสียชีวิต 14 ล้านคนจากกลุ่มโรคเรื้อรัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;มีคนไทยจำนวนกว่า 5 ล้านคนที่กำลังเสพติดนิโคตินอย่างรุนแรง และหากปล่อยให้สูบต่อในอีก 10 ปีข้างหน้า คือคนป่วยเป็นโรคเรื้อรัง นี่คือภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลของภาครัฐ จำเป็นต้องให้การช่วยเหลือแก่บุคคลทั้งสองกลุ่มนี้โดยเร็ว ทั้งรักษาโรคเรื้อรังและการบำบัดการเสพติดนิโคติน เพียงแค่การรักษาโรคเรื้อรังจากการสูบบุหรี่ต้องใช้งบมากถึงปีละ 27,574 ล้านบาท เป็นค่าใช้จ่ายที่ภาครัฐต้องจ่ายทุกปี การออกแบบโครงสร้างภาษีครั้งใหม่นี้ควรสะท้อนให้เห็นว่าบุหรี่บั่นทอนสุขภาพคนไทย โดยเรียกเก็บภาษีเพิ่มขึ้นจากธุรกิจยาสูบข้ามชาติ จะช่วยลดค่าใช้จ่ายภาครัฐส่วนนี้ลงได้&amp;quot; รศ.นพ.สุทัศน์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.ดร.อิศรา ศานติศาสน์ นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ยาสูบและผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติ เสนอในเวทีนี้ว่า ให้คงระบบภาษีบุหรี่ที่มีทั้งอัตราตามสภาพและอัตราตามมูลค่า โดยการปรับขึ้นอัตราภาษีตามสภาพ ตามอัตราเงินเฟ้อ ทุกปีหรือเป็นช่วง เช่น ร้อยละ 5 ทุก 2 ปี ให้ยกเลิกระบบที่แยกอัตราภาษีตามมูลค่าเป็น 2 ระดับ (2 tiers) โดยกำหนดเป็นอัตราเดียวอย่างน้อยร้อยละ 40 ของราคาขายปลีก หรือหากไม่ยกเลิก อัตราภาษีในระดับ (tier) ล่างจะต้องไม่ต่ำกว่าร้อยละ 40 ของราคาขายปลีก เพื่อผลักดันให้บุหรี่ราคาสูงขึ้นและปกป้องสุขภาพของผู้บริโภคที่มีรายได้น้อย ในการดำเนินการตามข้อ 1 และ 2 ต้องส่งผลให้กำหนดอัตราภาษีโดยรวมไม่ต่ำกว่าอัตราเดิมก่อนเปลี่ยนเป็นแบบ 2 ระดับ (2 tiers) อีกทั้งให้กำหนดราคาขายปลีกขั้นต่ำที่รวมต้นทุนทางสุขภาพ เช่น ซองละ 75 บาท เป็นอย่างน้อย ที่สำคัญให้มีตัวแทนคณะกรรมการควบคุมยาสูบแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข หรือเครือข่ายนักวิชาการด้านควบคุมยาสูบ ร่วมในการกำหนดนโยบายภาษีตามกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการแถลงข่าวเครือข่ายวิชาชีพสุขภาพเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ 23 เครือข่าย ลงนามในหนังสือเปิดผนึกเรื่อง ข้อเสนอในการแก้ไขปัญหาภาษีบุหรี่ตาม พ.ร.บ.สรรพสามิต พ.ศ.2560 เตรียมยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนายกรัฐมนตรีต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94794</URL_LINK>
                <HASHTAG>ต้นทุนสุขภาพ, บุหรี่นอก, ปรับภาษีบุหรี่, ปรับภาษีบุหรี่ใหม่, พ.ร.บ.สรรพสามิต, พ.ร.บ.สรรพสามิต พ.ศ.2560, ภาษีบุหรี่, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210302/image_big_603e35f1345d6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90412</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/01/2021 10:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/01/2021 10:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฟิลิปปินส์เอาจริง!ขู่ตัดสิทธิภาษีสินค้าไทย 37 รายการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;20 ม.ค.2564 คณะกรรมการพิกัดอัตราภาษีศุลกากรของฟิลิปปินส์ (Tariff Commission: TC) เตรียมทำประชาพิจารณ์สินค้า 37 กลุ่มภาษี ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด รถยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ เคมีภัณฑ์และปูนซีเมนต์ที่นำเข้าจากประเทศไทย ซึ่งอาจจะต้องถูกระงับสิทธิประโยชน์ทางศุลกากร เพื่อตอบโต้การที่ไทยปฏิเสธการสำแดงราคาบุหรี่นำเข้าจากฟิลิปปินส์ &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;คณะกรรมการภาษีศุลกากรของฟิลิปปินส์จะจัดทำประชาพิจารณ์ผ่านการประชุมทางวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ในวันที่ 27 มกราคม เวลา 10.00 น. เพื่อเสนอรายชื่อผลิตภัณฑ์ที่จะถูกระงับสิทธิประโยชน์ทางศุลกากรในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการที่ประเทศไทยปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามคำตัดสินขององค์การการค้าโลก (WTO) ในการแก้ไขปัญหาการจัดเก็บภาษีบุหรี่ที่นำเข้าจากประเทศฟิลิปปินส์&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;ตามหนังสือแจ้งดังกล่าว ผลิตภัณฑ์ที่จัดอยู่ในการประชาพิจารณ์จะครอบคลุมถึงผลิตภัณฑ์ประเภท รถแทรกเตอร์การเกษตร รถยนต์และยานยนต์อื่น ๆ ที่ออกแบบมาเพื่อการขนส่งบุคคลโดยเฉพาะ ยานยนต์สำหรับขนส่งสินค้า ถังเชื้อเพลิงและชิ้นส่วนและอุปกรณ์เสริมอื่น ๆ ของยานยนต์ ชิ้นส่วนและอุปกรณ์เสริมของรถจักรยานยนต์ &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;นอกจากนี้ยังมีสินค้าเกษตรบางชนิดเช่นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (ข้าวโพด); ข้าวขัดสีกึ่งสำเร็จหรือข้าวขัดสีสำเร็จ น้ำมันถั่วเหลืองและชิ้นส่วน เครื่องปรุงและเครื่องปรุงรส และครีมเทียมที่ไม่ใช่นม และผลิตภัณฑ์อื่นๆ อาทิ แผ่นบอร์ด แผ่นชีท แผง กระเบื้องและสิ่งของที่คล้ายกันของผลิตภัณฑ์ฉาบ ปูนซีเมนต์ขาว น้ำมันหล่อลื่น ผงชูรส ที่ถูกระบุด้วยว่าอาจเป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องสูญเสียสิทธิประโยชน์ทางศุลกากร&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;ทั้งนี้ ในหนังสือแจ้งกำหนดการ ยังได้ระบุให้ผู้ที่สนใจส่งเอกสารแสดงจุดยืนมาที่เว็บไซต์ของคณะกรรมการได้&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;ในเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว ฟิลิปปินส์ได้ขอส่งคำร้องไปยังองค์การการค้าโลก (WTO) เพื่อขออำนาจในการตอบโต้ต่อประเทศไทยเพื่อเป็นการบังคับให้รัฐบาลไทยแก้ไขการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมด้านภาษีบุหรี่ที่นำเข้าจากประเทศฟิลิปปินส์ให้เป็นไปตามคำตัดสินครั้งแรกขององค์การการค้าโลกในปี 2554 ที่ให้ฟิลิปปินส์เป็นฝ่ายชนะ และยังชนะการอุทธรณ์ของไทยในเวลาต่อมาอีกด้วย โดยฟิลิปปินส์ขออนุญาตองค์การการค้าโลกเพื่อระงับสิทธิประโยชน์ทางศุลกากรแก่ประเทศไทยซึ่งครอบคลุมการค้ามูลค่า 594 ล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเทคนิคบางประการเกี่ยวกับองค์ประกอบขององค์กรอุทธรณ์ขององค์การการค้าโลก ซึ่งส่งผลให้มีการระงับการประชุมของคณะกรรมการระงับข้อพิพาท&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;ข้อพิพาทเรื่องภาษีบุหรี่เริ่มต้นในปี 2551 คดีนี้ยืดเยื้อมาเป็นเวลา 12 ปีเนื่องมาจากกลยุทธ์ในการชะลอคดีของประเทศไทย ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกบุหรี่ของฟิลิปปินส์และอุตสาหกรรมยาสูบในท้องถิ่น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90412</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการพิกัดอัตราภาษีศุลกากรของฟิลิปปินส์, ฟิลิปปินส์, ภาษีบุหรี่, ภาษีศุลกากร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201011/image_big_5f830b475e4b9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70627</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/07/2020 09:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/07/2020 09:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> นักสูบเฮ!ยืดเวลาขึ้นภาษีบุหรี่1ปีผับบาร์อาบอบนวดยิ้มรับอานิสงส์ด้วย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
6 ก.ค. 2563 รายงานข่าวจากกรมสรรพสามิต ระบุว่า ขณะนี้คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจพิจารณาร่างกฎกระทรวงเพื่อให้มีการยกเว้นการเก็บภาษีธุรกิจสถานบริการที่อยู่ในพิกัดภาษีสรรพสามิต เช่น ธุรกิจกลางคืน ผับ บาร์ ร้านอาหารจำหน่ายสุรา อาบอบนวด สนามม้า สนามกอล์ฟ เป็นต้น ซึ่งเป็นมาตรการทางภาษีสรรพสามิตเพื่อฟื้นฟูภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา2019 (โควิด-19) ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนหน้านี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยอยู่ระหว่างเสนอให้ อุตตม สาวนายน รมว.การคลัง ลงนาม และหลังจากนั้นคาดว่าจะประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาได้ภายในสัปดาห์นี้
&amp;nbsp;
&amp;nbsp;สำหรับร่างกฎกระทรวงให้มีการยกเว้นการเก็บภาษีธุรกิจสถานบริการที่อยู่ในพิกัดภาษีสรรพสามิต มีทั้งสิ้น5ฉบับ ได้แก่ 1. ร่างกฎกระทรวงให้มีการเลื่อนการปรับขึ้นอัตราภาษีสรรพสามิตยาสูบ ที่จากเดิมจะปรับขึ้นจาก20% เป็น40% ในวันที่1ต.ค. 2563โดยให้เลื่อนออกไปอีก1ปี เป็นวันที่ 1ต.ค. 2564เพื่อลดผลกระทบของผู้ประกอบการทั้งในประเทศและผู้นำเข้าบุหรี่จากต่างประเทศ รวมถึงเกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;2.ร่างกฎกระทรวงยกเว้นการเก็บภาษีสรรพสามิตที่เกี่ยวข้องกับสถานบริการ อาทิ ผับ บาร์ อาบอบนวด สนามกอล์ฟ สนามม้า และบริการอื่น ๆ ที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิต โดยจะได้รับการยกเว้นภาษีเป็นระยะเวลา1ปี แต่มีเงื่อนไขว่าผู้ประกอบการจะต้องจ้างพนักงาน หรือไม่มีการเลิกจ้างพนักงานมาก่อนนับตั้งแต่เดือน ม.ค. 2563เพื่อเป็นไปตามนโยบายของรัฐ3.ร่างกฎกระทรวงให้มีการลดภาษีสรรพสามิตเครื่องดื่มนวัตกรรมที่มีส่วนผสมของน้ำผัก และผลไม้ ไม่ต่ำกว่า10% โดยให้เสียภาษีในอัตรา3% เท่าเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;4. ร่างกฎกระทรวงให้มีการปรับลดภาษีรถสามล้อไฟฟ้า (ตุ๊กตุ๊กอีวี) ลง เหลือ2% เพื่อลดภาระให้ผู้ประกอบการ และส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก5. ร่างกฎกระทรวงให้มีการขยายเวลาการชำระภาษีให้กับสินค้าทุกชนิดที่อยู่ในพิกัดภาษีสรรพสามิตที่เก็บอยู่ในคลังสินค้าสนามบิน โดยให้สามารถยืดเวลาการชำระภาษีออกไปได้ จากเดิมที่กำหนดไว้ 7-15วัน และขยายเวลาการจัดเก็บสินค้าได้เป็นเวลา120วัน จากเดิมที่ 60วัน เนื่องจากที่ผ่านมาหลายสนามบินต้องหยุดให้บริการเนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;การลดภาษีสรรพสามิตเป็นการลดภาษีชุดใหญ่เพื่อช่วยผู้ประกอบการทุกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19ไม่ใช่แต่เฉพาะสินค้าที่เป็นสินค้าบาปเท่านั้น โดยร่างกฎกระทรวงทั้งหมดจะมีผลบังคับใช้เร็ว ๆ นี้ และจะมีประกาศของกรมสรรพสามิตตามออกมาอย่างรวดเร็ว เพื่อบรรเทาผลกระทบของผู้ประกอบการทุกกลุ่ม&amp;quot; รายงานระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเลื่อนขึ้นภาษีบุหรี่เป็น40% เป็นการเลื่อนครั้งที่ 2 ซึ่งผลจากมติ ครม. ครั้งนี้ จะทำให้ราคาบุหรี่ปรับขึ้นช้าลงอีก1ปี โดยก่อนหน้านี้ การยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) ประเมินว่า บุหรี่ที่ขายราคาต่ำสุดปัจจุบันที่ 60บาทต่อซอง สัดส่วนกว่า80-90% ของตลาด หากมีการปรับภาษีเป็น40% จะทำให้ราคาปรับขึ้นไปอยู่ที่ 93-100บาทต่อซอง ซึ่งราคาดังกล่าว จะเริ่มมีผลในเดือน ต.ค.2564หากไม่มีมติ ครม.ให้เลื่อนขึ้นภาษีออกไปอีก&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70627</URL_LINK>
                <HASHTAG>ภาษีบุหรี่, ภาษีสรรพสามิต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200619/image_big_5eec654f47718.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>36279</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/05/2019 11:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/05/2019 11:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ท่านใหม่&#039;ทวงสิทธิ์ให้สิงห์อมควัน!ชี้บ้านเมืองกำลังเป็นประชาธิปไตยอย่าปล่อยเกาะพวกเขา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 พ.ค.62 - ม.จ.จุลเจิม ยุคล หรือท่านใหม่ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า เสียงร้องที่ผิดกฎหมาย จากพวกขี้ยา .....ทำไมหนอประเทศ ที่เจริญแล้ว เช่น ประเทศญี่ปุ่น จีน เขาจัดที่ให้พวกขี้ยาเช่นผม ได้มีพื้นที่ส่วนตัว ให้สูบบุหรี่ได้ แต่ประเทศไทย กลับห้ามสูบบุหรี่ ทั้งๆที่ผมและเหล่าขี้ยา ก็เสียภาษีเหมือนกับท่านที่ไม่สูบบุหรี่ ยิ่งสนามบิน ทั้งภายใน และต่างประเทศ ผู้โดยสารมาจากต่างประเทศ ในประเทศ ลงจากเครื่องบิน เดินหาที่สูบบุหรี่ไม่ได้ ต้องแอบไปสูบที่ข้างถนนกัน ซึ่งมันเป็น ธรรมชาติของขี้ยาเช่นผม และมันไม่เป็นการเอาเปรียบกันเกินไปหรือครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลหน้า ช่วยพิจารณา ให้ด้วยครับ ไม่ว่า ที่สนามบิน ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว โรงแรม ฯลฯ...ควรจัดให้มีที่สูบบุหรี่ ให้พวกขี้ยาให้เป็นกิจจะลักษณะเฉพาะ อย่าปล่อยให้พวกกระผมเป็นประชาชนชั้นสองของประเทศต้องผ่าฝืนกฏหมายห้ามสูบบุหรี่ เลยครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขี้ยาจากต่างประเทศ เขาสงสัยให้ถามมาครับ ยิ่งที่สนามบินสุวรรณภูมิ หรือดอนเมือง กำไรเป็นหมื่นล้าน จะสร้างที่สูบบุหรี่ ไม่กี่ตังให้พวกเรา พวกขี้ยา ได้มี่ที่สูบบุหรี่ ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ บ้างไม่ได้เลยหรือครับ เรากำลังเป็นประชาธิปไตย ทุกคนมีสิทธิ และเสรีภาพ เท่าเทียมกันแล้วไม่ใช่หรือครับ อย่าปล่อยให้ผมและสมาชิกขี้ยาทั้งหลายโดนปล่อยเกาะเลยครับ ขอบคุณครับถ้าท่านผู้เกี่ยวข้องได้อ่าน.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36279</URL_LINK>
                <HASHTAG>ท่านใหม่, บุหรี่, ภาษีบุหรี่, ม.จ.จุลเจิม ยุคล, สถานที่สูบบุหรี่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190520/image_big_5ce228ea73517.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19020</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/10/2018 17:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/10/2018 17:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักวิชาการแนะควรปรับภาษีบุหรี่ให้สอดคล้องกับอัตราเงินเฟ้อ ชี้ช่วยลดสิงห์อมควันได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;cr:pantip&amp;nbsp;.com&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
3ต.ค.61-ดร.ศรัณญา เบญจกุล อาจารย์คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า มาตรการควบคุมการบริโภคยาสูบที่ดีที่สุดที่องค์การอนามัยโลกแนะนำคือ มาตรการภาษี ซึ่งจำเป็นต้องขึ้นภาษีอย่างต่อเนื่องตามอัตราเงินเฟ้อ เพราะหากปล่อยให้ราคาคงเดิมจะเท่ากับราคาบุหรี่ลดลงทุกปี ซึ่งหมายถึงบุหรี่มีราคาถูกลง เมื่อเปรียบเทียบกับอำนาจซื้อ ทั้งนี้ มาตรการภาษีไม่สามารถใช้เพียงลำพังได้ เพราะเมื่อบุหรี่ราคาแพงขึ้นคนจะชะงัก และมองหาบุหรี่ที่ราคาถูกกว่ามาสูบแทน จึงจำเป็นต้องใช้มาตรการทางกฎหมายควบคุม อาทิ การควบคุมไม่ให้มีการแบ่งมวนขาย หรือ ควบคุมไม่ให้มีบุหรี่เถื่อน โดยเฉพาะการแบ่งมวนขายจะทำให้คนไม่เปลี่ยนพฤติกรรมการสูบ เพราะยังสามารถหาบุหรี่ราคาถูกได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มาตรการทางภาษี ถือเป็นมาตรการที่ได้ผลที่สุดในการควบคุมการบริโภคยาสูบ เพราะจะทำให้นักสูบเปลี่ยนพฤติกรรมทันที แต่หากจะทำให้การควบคุมยาสูบได้ผลดียิ่งขึ้น จำเป็นต้องทำควบคู่กับมาตรการอื่นๆ โดยเฉพาะ 1-2 เดือนแรก หลังใช้มาตรการทางภาษีต้องเร่งให้ความรู้ประชาชนถึงพิษภัยของบุหรี่ สนับสนุนรการช่วยเลิกบุหรี่ และเฝ้าระวังการโฆษณาและส่งเสริมการขายบุหรี่ เพื่อให้สามารถเลิกบุหรี่ได้อย่างถาวร&amp;rdquo; ดร.ศรัณญา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.ศรัณญา กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์การควบคุมยาสูบของไทยโดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนนั้น จากการสำรวจสถานการณ์เด็กและเยาวชนสูบบุหรี่ในปี 2560 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ผลจากทำงานป้องกันนักสูบหน้าใหม่ของภาคส่วนต่างๆ สามารถลดสัดส่วนการสูบบุหรี่ของเด็กและเยาวชนลง เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2557 โดยเด็กที่เริ่มสูบบุหรี่อายุต่ำกว่า 12 ปี ลดลงได้ครึ่งหนึ่ง นักสูบอายุ 13-15 ปี สามารถลดลงได้ 10% ซึ่งถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี ในการลดนักสูบหน้าใหม่ นอกจากนี้ยังพบว่า อายุเฉลี่ยของเยาวชนที่เริ่มสูบบุหรี่ครั้งแรก เพิ่มสูงขึ้นจากเดิมเฉลี่ยที่ 18.03 ปี เพิ่มเป็นอายุเฉลี่ย 18.14 ปี ในปี 2560 ส่วนจำนวนเยาวชนอายุ 15-19 ปีที่สูบบุหรี่ ก็ลดลงเช่นกัน จากปี 2557 จำนวน 5.48 แสนคน ลดลงเหลือ 4.47 แสนคน ในปี 2660&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.ดร.ลักขณา เติมศิริกุลชัย ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาศักยภาพภาคีด้านการสร้างเสริมสุขภาพ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ปัจจุบันมาตรการควบคุมการบริโภคยาสูบที่ประเทศไทยใช้ ถือว่าเป็นการปฎิบัติตามกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลกอย่างครอบคลุม คือ ใช้ทั้งมาตรการทางภาษี มาตรการบังคับใช้กฎหมาย มาตรการการรณรงค์เพื่อให้ความรู้ประชาชน โดยพบว่าประชากรในเขตเมือง เริ่มมีอัตราการสูบบุหรี่ลดลงอย่างต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องกระจายมาตรการเหล่านี้ไม่ให้กระจุกตัวในเมือง เพื่อทำให้เกิดการเลิกบุหรี่อย่างครอบคลุม ซึ่งปัจจุบันมีนโยบายจังหวัดปลอดบุหรี่ทั่วประเทศ &amp;nbsp;มีคณะกรรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบระดับจังหวัด ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานได้เดินหน้ากลไกการควบคุมการบริโภคยาสูบระดับจังหวัด ทำให้มาตรการควบคุมยาสูบมีความเข้มข้น และได้ผลดียิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ภาคประชาสังคมถือว่ามีส่วนสำคัญในการเสริมประสิทธิภาพการทำงานทำให้มาตรการควบคุมการบริโภคยาสูบสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายปกป้องนักสูบหน้าใหม่, โรงเรียนปลอดบุหรี่, GenZ &amp;nbsp;Gen Strong รู้ทันพิษภัยบุหรี่, การรณรงค์ให้เกิดกระแสบ้านปลอดบุหรี่, สถานประกอบการปลอดบุหรี่, การให้บริการเลิกบุหรี่ในสถานบริการสุขภาพ, &amp;nbsp;ร้านยาอาสาพาเลิกบุหรี่, Quitline 1600 และอสม.ช่วยเลิกบุหรี่ในชุมชน &amp;rdquo; ผศ.ดร.ลักขณา กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19020</URL_LINK>
                <HASHTAG>นักวิชาการ, ภาษีบุหรี่, ลดนักสูบหน้าใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181003/image_big_5bb493d7b6cac.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12621</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/07/2018 00:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/07/2018 08:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังเต้นสั่ง “สรรพสามิต” ลุยหาแนวทางอุ้มเกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คลังเต้นสั่ง &amp;ldquo;สรรพสามิต&amp;rdquo; ลุยหาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบ หลังร่อนหนังสือร้องศูนย์ดำรงธรรม ยื่น 4 ข้อเสนอบรรเทาทุกข์ หวั่นได้รับผลกระทบหลัง ยสท. ดีเดย์ปีหน้างดซื้อใบยาสูบ อ้างยอดหลายทรุดหลังขยับอัตราภษี ทำราคาขายปลีกพุ่ง ผู้บริโภคลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.การคลัง ได้สั่งการให้ผู้บริหารกรมสรรพสามิตหาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบที่ได้รับผลกระทบจากกรณีที่การยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) จะงดรับซื้อใบยาสูบในปีหน้า เนื่องจากยอดขายบุหรี่ลดลงมาก จากการเพิ่มอัตราภาษีบุหรี่ ทำให้ราคาแพงและมีผู้บริโภคลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ที่ผ่านมาเกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบได้ทำหนังสือถึงศูนย์ดำรงธรรมในหลายจังหวัด ร้องเรียนปัญหาที่เกิดขึ้น ทำให้รัฐบาลสั่งให้กระทรวงการคลังเร่งแก้ไขปัญหานี้เป็นการด่วนเพื่อไม่ให้ขยายวงกว้างไปมากกว่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กรมสรรพสามิตอยู่ระหว่างหารือกับ ยสท. เพื่อหามาตรการบรรเทาผลกระทบ ซึ่งยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบที่ได้รับผลกระทบดังกล่าวอย่างไร&amp;rdquo; แหล่งข่าว กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบที่ส่งหนังสือร้องเรียนถึงศูนย์ดำรงธรรม ได้เสนอข้อเรียกร้องเพื่อบรรเทาผลกระทบจากการขึ้นอัตราภาษีบุหรี่ทำให้การบริโภคลดลงกระทบกับการปลูกใบยาสูบจำนวน 4 ข้อ ได้แก่ ข้อที่ 1. ให้รัฐบาลช่วยเหลือ ยสท. ในการจัดหางบประมาณเพื่อซื้อใบยาสูบจากชาวไร่ในฤดูกาล 2561/62 เป็นการเร่งด่วน เนื่องจากขณะนี้ใกล้ที่จะเข้าสู่ฤดูการปลูกใบยาแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อที่ 2. ให้กระทรวงการคลังปรับปรุงกฎกระทรวงใน พ.ร.บ.สรรพสามิต พ.ศ. 2560 เพื่อให้ ยสท. พอที่จะมีกำไรเพิ่มและขายบุหรี่ได้เพิ่มมากขึ้น ข้อ 3. ให้กรมสรรพสามิตระงับการใช้อัตราภาษีตามมูลค่า 40% ในปี 2562 ออกไปก่อนแบบไม่มีกำหนด เพื่อให้ ยสท. และผู้ปลูกใบยาได้มีเวลาปรับตัว รวมถึงกรมสรรพสามิตมีเวลาหาทางป้องกันปราบปรามบุหรี่เถื่อน และบุหรี่ปลอมได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น &amp;nbsp;และข้อ 4. ให้รัฐบาลพิจารณาความสามารถการบริหารของ ยสท. ว่ามีประสิทธิภาพเพียงพอหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมาสมาคมหอการค้าธุรกิจสหรัฐอเมริกาได้เข้าพบพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลทางเศรษฐกิจและการค้า ซึ่งสมาคมหอการค้าธุรกิจสหรัฐอเมริกาได้ขอให้รัฐบาลทบทวนอัตราภาษีบุหรี่ใหม่ ที่จะเก็บตามมูลค่า 40% ในปี 2562 ซึ่งจะทำให้บุหรี่มีราคาเพิ่มสูงขึ้นมากจนกระทบกับอุตสาหกรรมบุหรี่ประเทศไทยอย่างรุนแรง ซึ่งรัฐบาลได้รับทราบปัญหาดังกล่าว และจะหาทางแก้ไขที่เหมาะสมต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12621</URL_LINK>
                <HASHTAG>การยาสูบแห่งประเทศไทย, ภาษีบุหรี่, ยสท., สรรพสามิต, เกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180703/image_big_5b3a621ca4ee2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>3081</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/02/2018 07:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/02/2018 06:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ภาษียาสูบยังวนในอ่าง เอกชนขยับ..อ้างกระทบWTO</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; รายงานข่าวจากผู้ค้าบุหรี่ เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างรอความชัดเจน กรณีที่กระทรวงการคลัง และ กรมสรรพสามิตอยู่ระหว่างพิจารณาโครงสร้างภาษีสรรพสามิตบุหรี่ใหม่ หลังจากที่ผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย.2560 และส่งผลให้ผู้ประกอบการบุหรี่ภายในประเทศบางราย ไม่สามารถแข่งขันได้ ซึ่งภาคเอกชนผู้นำเข้า เป็นกังวลว่า หากกระทรวงการคลังพิจารณาปรับภาษีไม่เป็นธรรม โดยเอื้อให้บุหรี่ในประเทศแข่งขันในราคาที่ต่ำกว่า และบังคับให้เอกชนปรับราคาขายสูงขึ้น จะขัดต่อหลักกฎหมาย และข้อตกลงทางการค้า (ดับเบิ้ลยูทีโอ) ซึ่งจะส่งผลให้มีการฟ้องร้อง ทำให้รัฐเสียหายได้ในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ ผู้ประกอบการบุหรี่นำเข้าบางราย ได้มีการหารือกับสถานทูตที่เป็นประเทศต้นทาง โดยมีการสอบถามและเป็นห่วงว่ามีการปรับปรุงภาษีอย่างเป็นธรรมหรือไม่ เนื่องจากภาษีสรรพสามิตใหม่ บังคับใช้กับหลายอุตสาหกรรม ไม่ใช่แค่บุหรี่ เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งหากกฎหมายมีผลบังคับใช้ไปแล้ว ในกลุ่มสินค้าอื่น แล้วมาปรับปรุงแก้ไขในภายหลัง จะเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ทำให้ภาคเอกชนต่างชาติไม่มีความเชื่อมั่นที่จะลงทุนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าว กล่าวว่า คาดว่าจะมีการหารือกับผู้บริหารกรมสรรพสามิตในเร็วๆนี้ เพื่อแสดงความคิดเห็นต่อผลกระทบโครงการภาษีสรรพสามิตบุหรี่ใหม่ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ โดยยืนยันว่าคงไม่สามารถปรับราคาขายให้ต่ำกว่า 60 บาทได้ แต่หากมีการปรับเพดานราคาขายปลีก ที่กำหนดให้บุหรี่ที่ราคาต่ำกว่า 60 บาท คิดอัตรา 20% เพิ่มเป็น 65 บาท ก็เป็นทางออกที่เอกชนรับได้ เพราะแนวทางดังกล่าวภาครัฐจะได้ภาษีเพิ่ม เอกชนก็ยังแข่งขันได้ ส่วนยาสูบก็ได้เปรียบ สามารถขายบุหรี่ในราคาที่ต่ำกว่าได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี เชื่อว่าเมื่อมีการปรับอัตราภาษีเท่ากันที่ 40% ในช่วงปลายปี 2562 จะส่งผลให้ราคาขายปลีกแทบทุกยี่ห้อทั้งในและต่างประเทศ ต้องขยับเป็นมากกว่า 90 บาทต่อซอง จะส่งผลให้ผู้บริโภคให้ไปสูบยาเส้นมาขึ้น ซึ่งภาคเอกชนเป็นห่วงในตัวความชัดเจนของกฎหมาย ที่มีการเก็บภาษียาเส้นที่ทีอัตราแตกต่างกันมาก ระหว่างยาเส้นปกติ 0.005% กับ ยาเส้นปรุง 1.2%.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/3081</URL_LINK>
                <HASHTAG>WTO, คลัง, ภาษีบุหรี่, ยาสูบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180213/image_big_5a83139b84388.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
